<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนจุฬาฯเจ๋งกระตุ้นภูมิได้เยอะกว่าไฟเซอร์ ได้ใช้ก่อนสงกรานต์ปีหน้าหรือไม่อยู่ที่&#039;อย.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.64 -คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;แถลงข่าว &amp;nbsp;ผลการ ทดสอบวัคซีน ChulaCOV-19 ในอาสาสมัคร เร่งวิจัยระยะต่อไป&amp;rdquo; โดย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ความคืบหน้าจากการทดลองวัคซีน &amp;nbsp;ChulaCOV-19 &amp;nbsp;ในระยะที่ 1/2 &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.64 ที่เริ่มฉีดเข็มแรกในอาสาสมัครอายุ 18-55 ปี จำนวน 36 คน ซึ่งฉีดครบ 2 เข็มแล้ววันนี้ เป็นระยะเวลาการติดตามผลวันที่ 50 สำหรับอาสาสมัครที่อายุ 56-75 ปี อีกจำนวน 36 คน ส่วนใหญ่ได้รับเข็มที่ 1 แล้ว สำหรับ กลุ่มผู้สูงอายุนั้นจะมีการทดลองที่รอบคอบมากขึ้นและระยะเวลาการติดตามก็จะนานขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ได้มีการทดลองในเฟส 2A ก่อนสิ้นเดือนส.ค. ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาการทดลองที่มากกว่ากลุ่มอายุ 18-55 ปี &amp;nbsp; ในอาสาสมัคร 150 คน แบ่งเป็น 120 คน จะเป็นการทดลองฉีดวัคซีน ChulaCOV-19 โดยเลือกจากขนาดที่เหมาะสมจากระยะที่ 1 ส่วนอีก 30 คน จะฉีดวัคซีนเปรียบเทียบเป็นวัคซีนไฟเซอร์ &amp;nbsp;ผลพบว่าสามารถในการยับยั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมได้ดี &amp;nbsp;โดยจากการตรวจภูมิคุ้มในอาสาสมัครว่าสามารถยับยั้งการจับตัวของ RBD หรือโปรตีนที่กลุ่มหนาม หากจับได้แสดงว่าไวรัสโควิดไม่น่าจะเข้าเซลล์ได้ด้วย ซึ่งจากการเปรียบเทียบเปอร์เซ็นในการยับยั้งพบว่า วัคซีน &amp;nbsp;ChulaCOV-19 อยู่ที่ 94% &amp;nbsp;ไฟเซอร์ 94% แอสตร้าเซนเนก้า 84% &amp;nbsp;ซิโนแวค 75% &amp;nbsp;ซึ่งจากรายงานหากการยับยั้งเกิน 70% &amp;nbsp;ก็น่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผลข้างเคียง จากสรุปผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า &amp;nbsp;ซึ่งขอย้ำว่าเป็นเพียงการทดลองเบื้องต้นจากอาสาสมัคร 36 คน จึงยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงใดๆ มีเพียงผลข้างเคียงเล็กน้อยและดีขึ้นภายใน 1-3 วัน ส่วนใหญ่จะเจ็บแผลจากการฉีด อ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ และจะปวดมากขึ้นในเข็มที่ 2 ทั้งนี้ มีการเปรียบเทียบปริมาณการให้วัคซีน10 ไมโครกรัม, &amp;nbsp;25 ไมโครกรัม และ 50 ไมโครกรัม แสดงให้เห็นว่าอาการข้างเคียงจะพบน้อยมากหรือแทบไม่มีในการให้โดสที่ต่ำ &amp;nbsp;แต่อาการอ่อนเพลียจะพบทั้งการให้ในโดสที่ต่ำและสูงประมาณ 50-60% &amp;nbsp; ส่วนใน 25 ไมโครกรัมจะพบมีไข้ประมาณ 25% &amp;nbsp;เมื่อนำข้อมูลอาการข้างเคียงที่พบในไฟเซอร์ อย่างการเป็นไข้ก็มีเปอร์เซ็นต์ที่ใกล้เคียงกับผลการให้โดสของวัคซีน ChulaCOV-19 แต่อาจจะไม่สามารถเปรียบเทียบโดยตรงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติ กล่าวว่า ส่วนการกระตุ้นภูมิ B -cell ที่สร้างแอนติบอดี &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เชื้อเข้าเซลล์ได้ หลังฉีดเข็มที่ 1 พบผลกระตุ้นภูมิใกล้เคียงกับไฟเซอร์ แต่หลังฉีดเข็มที่ 2 และวัดผลหลัง 3สัปดาห์ พบว่า T-cell ของChulaCOV-19 อยู่ที่4,514 และของไฟเซอร์อยู่ที่ 1,742 &amp;nbsp; แสดงถึงความสามารถในการยับยั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมได้ดี&amp;nbsp;
ผลต่อการยับยั้งข้ามสายพันธุ์ นพ.เกียรติ กล่าวว่า &amp;nbsp;มีการตรวจในแล็บด้วยเทคนิค Pseudovirus ซึ่งจากตัวเลขที่ทำวิจัยจุดตัดที่สามารถป้องการอาการของโรคโควิดได้ประสิทธิภาพ หากจุดตัดอยู่ที่ 60 แสดงว่าความสามารถในการป้องกันก็จะอยู่ที่ 60% และจุดตัดเกิน 185 แสดงว่าความสามารถในการป้องกันก็จะอยู่ที่ 80% ซึ่งเมื่อตรวจสอบวัคซีนที่ใช้ทั้งไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม แอลฟ่า เบต้า แกมมา และเดลต้า พบว่า วัคซีน ChulaCOV-19 มีจุดตัดเกิน 185 &amp;nbsp;แสดงว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์ และเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการป้องกันในสายพันธุ์เดลต้กับไฟเซอร์ ก็พบว่าไม่ต่างกันมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วัคซีนที่ ทดลองการผลิตยังเป็นการนำเข้าจากแคลิฟอร์เนีย แต่หากจะผลิตในประเทศที่โรงงานจังหวัดอยุธยา ก็จะต้องมีการทดสอบคุณภาพและมาตรฐานว่าเทียบเท่าจากที่ส่งมาจากแคลิฟอร์เนียหรือไม่ หากเทียบเท่าไทยก็จะมีทั้งวัคซีนที่นำเข้าและจากที่ผลิตในประเทศ โดยเรามีโรงงานของ ไบโอเน็ท เอเชียที่มีความสามารถผลิตวัคซีน mRNA ได้แล้ว และสามารถขยายกำลังการผลิตในสเกล ที่ใหญ่ขึ้นได้ &amp;rdquo; นพ.เกียรติ &amp;nbsp;ระบุ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;มีข้อเสนอ 4 ช้่อ เรียกร้องที่การดำเนินการต้องต่างไปจากเดิม คือ 1. ให้ประเทศไทย ต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมในทุกแผนเดิมที่ทำ โดยต้องกำหนดเป้าหมายร่วมกัน &amp;nbsp;ตัดสินใจร่วมกัน ทั้งเรื่องของงบประมาณต้องเพียงพอ &amp;nbsp;ระดมทุนอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;เป็นหนึ่งเดียวเรื่องวัคซ๊น &amp;nbsp;โดยประเทศไทย ต้องเปลี่ยนนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างล่วงหน้า &amp;nbsp;แม้ว่าวัคซีนอาจจะไม่สำเร็จก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นเรื่องท้าทาย คนไทยต้องไม่ทำแค่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่ต้องร่วมใจกันกำหนดเป้าหมายให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการทำงาน &amp;quot;ศ.นพ.เกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ต้องปรับเปลี่ยนกติกาการขึ้นทะเบียน วัคซีนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ(อย.) ว่าสามารถให้การรับรองการทดลองระดับเฟส 2B ได้หรือไม่ เพราะเป็นสถานการณ์ระบาดที่บังคับหรือต้องทำการทดลองเฟส 3 จะต้องมีกติกาจากอย.ที่ชัดเจนคาดว่าไม่เกินกลางเดือนหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.โรงงานผลิตวัคซีนในประเทศ ต้องเร่งด่วน ในการผลิตให้เพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.นโยบายการจองและจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้า ต้องชัดเจน มีการกระจายการจองซื้อวัคซีนของรัฐและเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คำถามว่าวัคซีนของจุฬาฯ ใช้ได้เมื่อไหร่ &amp;nbsp;ถ้า อย.ปรับกติกาที่คาดว่าจะออกข้อกำหนดการขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;รับรองกาทดลองเฟส 2B ได้ ก็คาดว่าจะคนไทยจะได้วัคซีนของจุฬาฯประมาณ สงกรานต์ปีหน้า แต่ถ้าต้องทำการทดลองเฟส 3 ระยะเวลาที่จะได้วัคซีนใช้ จะต้องยืดออกไปอีก &amp;nbsp; ผมอยากให้มีการใช้ก่อนสงกรานต๋ปีหน้า ถ้าเฟส 2Bออกมาดี ก็น่าจะใช้ได้ เป็นการฉีดเข็ม 3 &amp;nbsp;เพราะคาดว่าสิ้นปีนี้ คนไทยน่าจะได้รับวัคซีนแล้วประมาณ 60-70% &amp;nbsp; และแนวโน้มต้องมีการฉีดกระตุ้นเข็ม 3 แน่นอน&amp;quot; ศ.นพ.เกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113475</URL_LINK>
                <HASHTAG>ChulaCOV-19, คณะแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วัคซีนไทย, เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a0a52cf3d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยความคืบหน้าผลิตวัคซีนโควิดสัญชาติไทย 3 ชนิดจาก 3 หน่วยงาน ปีหน้ามาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจไทยคู่ฟ้า เผยความคืบหน้า ผลิตวัคซีนโควิด ภายในประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาและวิจัยจากทีมประเทศไทย มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก คาดว่าวัคซีนที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้น จะนำมาใช้ได้ในปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมี 3 ชนิดจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.วัคซีนชนิดชนิด mRNA CU-Cov19 &amp;nbsp;พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ กับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทดสอบในคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.วัคซีนชนิดเชื้อตาย HXP - GPO Vac พัฒนาโดย องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและสถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการทดสอบในคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วัคซีน Baiya SARS - CoV -2 Vax1 เป็นวัคซีนที่ถูกพัฒนาจากใบพืชตระกูลยาสูบ พัฒนาโดยบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด และจุฬาลงกรณ์ฯ ผ่านขั้นตอนการทดลองในสัตว์ทดลองแล้ว และกำลังเข้าสู่การทดลองในคน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ไทยคู่ฟ้า #รวมไทยสร้างชาติ #ร่วมต้านโควิด19.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110387</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนไทย, เพจไทยคู่ฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f62bda75566.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 06:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 06:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดไทม์ไลน์วัคซีนโควิดฝีมือคนไทย จุฬาฯเข้าวินปีหน้า เวอร์ชั่น2ปราบทุกสายพันธุ์ตามมาติดๆ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.64- ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Warat Karuchit ว่า ความก้าวหน้า &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; ฝีมือคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. วัคซีนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ChulaCOV 19 เทคโนโลยี mRNA ขณะนี้กำลังจะเข้าสู่การทดลองในมนุษย์ ระยะที่ 1 เอกสารรับรองคุณภาพวัคซีนต้นแบบ เพิ่งได้รับการรับรองจาก อย. สัปดาห์ที่ผ่านมา การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่โรงงานประเทศไทย Bionet Asia พร้อมเกือบครบ 100%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลายสัปดาห์หน้าวัคซีนต้นแบบ จะนำเข้ามาถึงประเทศไทยและเริ่ม การทดลอง ระยะที่ 1 ในสัปดาห์ถัดไป คาดการณ์ การทดลอง ระยะที่ 1 และ 2 จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ามีผลการทดลองระดับภูมิคุ้มกันของวัคซีนของ WHO ออกมาทันเวลา อาจไม่จำเป็นต้องทำการทดลองระยะที่ 3 แต่แค่ทำการทดลองระยะที่ 2B เพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนจะผลิตออกสู่ตลาดได้ ภายใน Q2 ของปี 2565 (ถ้าต้องผ่านการทดลองระยะที่ 3 จะใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 6 เดือน) กำลังการผลิต 10-20 ล้านโดส ต่อเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะดำเนินการวัคซีน Version แรก ตามกระบวนการ ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังดำเนินการ วัคซีน Version 2 ที่ป้องกันเชื้อครบทุกสายพันธุ์ ควบคู่ไปด้วย โดยอยู่ในขั้นตอน กำลังจะเริ่มต้นทดลองในสัตว์ทดลอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเทคโนโลยี mRNA การเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของวัคซีนเป็น Version 2 หรือ Version อื่นๆ ในอนาคต จะทำได้เร็วเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. วัคซีนคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยบริษัท ใบยาขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบ ที่จะใช้ในการทดลอง คาดการณ์ว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากปรับปรุงโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบเรียบร้อย จะผลิตวัคซีนต้นแบบ นำเข้าสู่การรับรองมาตรฐานวัคซีนต้นแบบเพื่อการทดลองจากอย. คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือน กรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น จะเริ่ม ทำการทดลองในระยะ ที่ 1, 2 และ 3 หรือ 2B ต่อไปตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระยะที่ 1 คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จ &amp;nbsp;ภายในเดือน สิงหาคม 2564 และจะเริ่มการทดลองระยะที่ 2 ในช่วงปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 กำลังการผลิต 1-5 ล้านโดส ต่อเดือน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104859</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาฯ, ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, วัคซีนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b572b3f08f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนไทยเริ่มทดลองกับคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.พบป่วยรายใหม่ 73 ราย เสียชีวิต 1 ราย&amp;nbsp; ผงะ! ตรวจศูนย์กักตัว ตม.บางเขน-สวนพลูเจอเพิ่มอีก 297&amp;nbsp; ราย เร่งตั้ง รพ.สนามในสโมสร ตร. ลุยค้นหาเชิงรุกแคมป์คนงานสุขุมวิท กทม.เกาะติดคลัสเตอร์บางขุนเทียนใกล้ชิด ลุ้น 1 เม.ย.สมุทรสาครจ่อผ่อนคลายอีก ศบค.ยันกิจกรรมสงกรานต์ยังจัดได้แต่เข้มงวดขึ้น วัคซีนโควิดไทยเริ่มทดลองในคน! อภ.-มหิดลปรับสูตรคลุมสายพันธุ์แอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม เวลา 11.30 น.&amp;nbsp; พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&amp;nbsp; หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่&amp;nbsp; 73 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 66 ราย ในจำนวนนี้มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 22 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 44 ราย นอกจากนี้เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 7 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 27,876 ราย หายป่วยสะสม 26,663 ราย อยู่ระหว่างรักษา 1,122 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 60 ปี พักอาศัยอยู่ใน กทม. อาชีพพนักงานบริษัท มีโรคประจำตัวเบาหวาน&amp;nbsp; ความดันโลหิตสูง และมะเร็งปอดระยะสุดท้าย โดยวันที่ 14&amp;nbsp; มี.ค.เข้ารับการตรวจคัดกรองเชิงรุก จากนั้นวันที่ 15 มี.ค.มีอาการหายใจเหนื่อย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.โดยต้องใส่ท่อช่วยหายใจ แพทย์วินิจฉัยเป็นผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงและพบเชื้อโควิด-19 จึงนำตัวเข้าห้องแยก กระทั่งวันที่ 18 มี.ค.มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและเสียชีวิตในที่สุด ทำให้มียอดเสียชีวิตสะสม 91 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้มีการรายงานการกระจายวัคซีนของซิโนแวค จำนวน 8 แสนโดส ที่ได้รับมาเมื่อวันที่ 20 มี.ค. โดยจะกระจายไปเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด 3 แสนโดส ปกป้องบุคลากรสาธารณสุขที่ทำงานด่านหน้า 2 แสนโดส และใช้สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ท่องเที่ยว 3 แสนโดส ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-21&amp;nbsp; มี.ค.มีผู้ได้รับวัคซีนไปแล้วทั้งสิ้น 73,517 คน และวันที่ 22&amp;nbsp; มี.ค.จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนเข็มที่สอง สำหรับการฉีดวัคซีนในพื้นที่ จ.สมุทรสาครนั้น มีการฉีดไปแล้วเกิน 35,000 ราย และหลังจากนี้จะมีการฉีดให้ผู้ขับรถขนส่งสินค้าที่ต้องเดินทางข้ามจังหวัดด้วย ขณะที่พื้นที่ กทม.ฉีดไปแล้ว 15,737 ราย&amp;nbsp; นอกจากนี้ จ.สมุทรสาครได้รายงานว่า ตั้งแต่มีการผ่อนคลายมาตรการในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. จังหวัดยังระดมค้นหาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และถ้าประชาชนให้ความร่วมมือดีก็มีแนวโน้มว่าวันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไปอาจจะมีการผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติมขึ้นได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีพบคนงานติดเชื้อโควิด-19 ในแคมป์คนงานย่านสุขุมวิท 117 ผู้ติดเชื้อคนแรกเดินทางไป จ.พระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 13 มี.ค.เพื่อต่ออายุการทำงานในประเทศ ซึ่งต้องมีการตรวจคัดกรองโควิด-19 และผลออกมาว่าติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 15 มี.ค. ทำให้มีการค้นหาเชิงรุกระหว่างวันที่&amp;nbsp; 18-19 มี.ค.ที่แคมป์คนงานสุขุมวิท 117 จำนวน 625 ราย พบติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 16 ราย ในจำนวนนี้ 14 รายไม่มีอาการ ขณะที่วันที่ 19 มี.ค.ได้มีการตรวจเชื้อโควิด-19 ที่แคมป์คนงานสุขุมวิท 107 จำนวน 584 ราย ไม่พบผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; และวันที่ 20-21 มี.ค.ได้มีการตรวจชุมชนรอบแคมป์คนงานสุขุมวิท 117 และตลาดใกล้เคียง จำนวน 400 ราย อยู่ระหว่างการรอผล อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่าแคมป์คนงานต่างๆ เป็นสถานที่แออัด มีการใช้สุขาและห้องพักร่วมกัน ในโรงงานมีการใช้ตู้น้ำดื่มร่วมกัน อีกทั้งยังมีคนงานบางคนฝ่าฝืนกฎบริษัทไปในพื้นที่เสี่ยง ทำให้บริษัทพิจารณาให้ออกจากงานแล้ว
ศูนย์กัก ตม.พบอีก 297 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลการสอบสวน กรณีพบผู้ติดเชื้อในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบางเขนและสวนพลู&amp;nbsp; กทม. โดยระหว่างวันที่ 11-20 มี.ค.ตรวจเชื้อไปแล้ว 1,888&amp;nbsp; ราย พบติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 98 ราย และผลการตรวจเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่งรายงานผลเข้ามายังพบเพิ่มอีก 297 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ทำแผนควบคุมโรคเพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ดังกล่าวแล้ว จะมีการแยกผู้ต้องกักที่ติดเชื้อออกจากผู้สัมผัส งดการเคลื่อนย้ายผู้ต้องกักระหว่างห้อง และงดรับผู้ต้องกักใหม่เข้ามาเพิ่มเติม อีกทั้งยังประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่สโมสรตำรวจ ขณะนี้เตรียมเตียงผู้ป่วยไว้ 120 เตียง และสามารถขยายเพิ่มได้ 250 เตียง นอกจากนี้จะเร่งฉีดวัคซีนให้เจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยงสัมผัสผู้ต้องกัก ซึ่งขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนไปแล้ว 70 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีการรายงานผู้ติดเชื้อในพื้นที่ กทม. พื้นที่พระรามที่ 2 บางขุนเทียน ซึ่งผู้ป่วยดังกล่าวไปตรวจเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลเพื่อขอวีซ่า และพบว่าติดเชื้อโควิด-19 เจ้าหน้าที่จึงทำการสอบสวนโรค มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 37&amp;nbsp; ราย สัมผัสเสี่ยงต่ำ 178 ราย โดยระหว่างวันที่ 19-21 มี.ค. ตรวจเชื้อไปแล้วทั้งสิ้น 71 ราย พบติดเชื้อโควิด-19 จำนวน&amp;nbsp; 30 ราย กลุ่มก้อนนี้ กทม.ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กทม.รายงานว่าขณะนี้ใน กทม.มีการตรวจเชิงรุกไปแล้วกว่า 83,000 ราย โดยเฉพาะ 6 เขตที่ติดกับ จ.สมุทรสาคร ตรวจไปแล้ว 21,458 ราย หลักๆ แล้วเป็นโรงงาน 128 แห่ง สำหรับตลาดได้มีการค้นหาเชิงรุกหมดแล้ว โดยเน้นไปที่ชุมชนเป็นหลัก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการเดินทางแสดงความเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้พบว่ามีกลุ่มก้อนการติดเชื้อโควิด-19 จึงเกิดความกังวลว่า ศบค.จะต้องปรับเปลี่ยนมาตรการใดหรือไม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ขอย้ำว่า ศบค.มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ มีหลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดมากขึ้นหรือไม่อย่างไร และมีประชาชนจำนวนมากที่มีอาการแพนเดมิกฟาทีก (Pandemic Fatigue) คืออาการเหนื่อยล้าจากการที่เราต้องอยู่กับโรคระบาดมานาน ถูกจำกัดต่างๆ จึงอยากจะออกไปผ่อนคลาย โดยเฉพาะการข้ามพื้นที่ ซึ่ง ศบค.ได้เน้นย้ำว่าสงกรานต์ไม่ได้ห้าม แต่ขอให้ปลอดภัยอยู่ในมาตรการที่ทางพื้นที่หรือจังหวัดดูแลได้ และที่สำคัญในส่วนของสาธารณสุขนั้นยังมีระบบที่เพียงพอดูแลได้ ดังนั้นโดยรวมแล้วกิจกรรมทางศาสนาจัดได้แน่นอน รวมถึงงานบุญ งานแห่ การละเล่นตามประเพณีพื้นบ้าน การแสดงออกทางวัฒนธรรม คือเน้นให้ไปดูไปชมและให้มีความสุขได้ ซึ่งให้บริหารความเสี่ยงและความสุขควบคู่กันไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงการพบคลัสเตอร์ใหม่ในหลายจังหวัดว่า&amp;nbsp; ยังเป็นคลัสเตอร์เล็กๆ ส่วนมาตรการผ่อนคลายเทศกาลสงกรานต์ที่ ศบค.ผ่อนคลายไปก่อนหน้านี้ อยู่บนพื้นฐานมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข และได้ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดติดตามสถานการณ์ เช่น? มีการพบคลัสเตอร์ใหม่ 10-20 ราย ที่จะต้องมีมาตรการเฝ้าระวังให้เข้มงวดมากขึ้น ขอย้ำว่าการจัดกิจกรรมตามประเพณีสงกรานต์ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ แต่อาจจะเพิ่มระยะห่าง จำกัดจำนวนคน กิจกรรมและกิจการที่ผ่อนคลายไปแล้วยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพียงแต่ให้เฝ้าระวัง อย่างไรก็ตาม? ก่อนที่เราจะมีมติผ่อนคลายได้มีการหารือกันแล้วว่า อาจจะมีคลัสเตอร์หรือการระบาดใหม่ระหว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นในวงแคบหรือวงกว้าง? พื้นที่เฝ้าระวังหลักๆ คือในพื้นที่ชุมชน ตลาดสด&amp;nbsp; ตลาดนัด ซึ่งมาตรการได้มีการดำเนินการที่เข้มข้นอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่น่ากังวลอะไร? ในภาพรวมสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งมีการประเมินแล้วว่าในช่วงวันหยุดยาวเรายังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ? ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
วัคซีนไทยเริ่มทดลองในคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการกระจายวัคซีน 8 แสนโดสที่เพิ่งเข้ามาว่า จะกระจายลงไปในพื้นที่ โดยรอบนี้จะลงไปที่ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; 1 แสนโดส เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 5 หมื่นโดส และ จ.สมุทรสาคร เพื่อให้เห็นว่าจัดสรรไปแล้วมีผลตอบสนองกลับมาอย่างไร เอาให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย โดยการกระจายเป็นไปตามหลักระบาดวิทยา หากต้องการเปิดให้เคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ต้องลงไปในเมืองที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ส่วนจังหวัดที่มีการระบาด เช่น สมุทรสาคร&amp;nbsp; กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ต้องจัดสรรไปด้วยให้ไปถึงประชาชน ตลาด ไม่เฉพาะแค่กลุ่มแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะสรุปออกมาให้ชัดเจนอีกครั้งว่าจะกระจายไปในที่ใดบ้าง ไม่ต้องกังวลเพราะในเดือน เม.ย.จะเข้ามาอีก 1 ล้านโดส และหากเจรจาจัดหาเพิ่มได้จากจีน ถ้าเขาสามารถจัดส่งได้จะมีเพิ่มเข้ามาต่อเนื่องไปถึงเดือน มิ.ย.&amp;nbsp; จนถึงวัคซีนของแอสตราเซเนกาที่ผลิตในประเทศไทยได้มาต้นเดือน มิ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า ไทม์ไลน์ที่วางไว้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไปจะจัดฉีดได้ตามกำหนด แต่พอมีคลัสเตอร์ระบาดใหม่เข้ามาเรื่อยๆ จำเป็นต้องหาวัคซีนอื่นเข้ามาก่อน ยืนยันว่าเราไม่ได้ขาดแคลน และในสถานการณ์ขณะนี้ที่ถามว่าทำไมไม่เอาเข้ามาหลายยี่ห้อ เพราะทำไม่ได้ เข้ามามากก็ไม่ไหว เพราะแต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติต่างกัน เช่นระยะเวลาการฉีดและการตอบสนอง ทำให้บริหารจัดการลำบาก บางยี่ห้อมาขวดเดียวใช้เข็มเดียว ดังนั้นวัคซีนจากสองยี่ห้อถือว่าเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จ.ภูเก็ตต้องการวัคซีน 9 แสนโดส สำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาภายในเดือน ก.ค.นี้ เป็นไปได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นไปได้&amp;nbsp; สมมติเดือน มิ.ย.วัคซีนแอสตราเซเนกาส่งให้ 5 ล้านโดส จากนั้นส่งให้เดือนละ 10 ล้านโดส ถ้าภูเก็ตต้องการ 9 แสนโดสไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราจะกระจายให้ประชาชน จัดให้ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน ซึ่งได้แจ้งกับเสนาธิการทหารบกอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วว่า จะให้ทั้งล็อตไปบริหารจัดการ วัคซีนวันนี้มีเพียงพอ เรื่องประหยัดเงินไม่สำคัญเท่ากับสามารถกระจายได้ ครอบคลุมจำนวนคนที่จะได้รับมากขึ้น และเมื่อได้รับวัคซีนแล้วแนวโน้มก็จะดีขึ้น ป่วยน้อยลงความเสี่ยงในการแพร่เชื้อก็ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล แถลงข่าวความคืบหน้าการทดลองฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตายในมนุษย์ระยะที่ 1&amp;nbsp; และ 2 โดยนายอนุทินกล่าวว่า การวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ขึ้นเองภายในประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคงและพึ่งพาตนเอง ซึ่ง อภ.ได้วิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตายด้วยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก ผลวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัยและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการเดินหน้าศึกษาวิจัยฉีดวัคซีนในระยะที่ 1&amp;nbsp; และ 2 ให้แก่อาสาสมัครจำนวน 460 คน เพื่อให้มีผลครบถ้วน&amp;nbsp; ก่อนนำข้อมูลไปยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่โรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม ต.ทับกวาง อ. แก่งคอย จ.สระบุรี ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนด้วยไข่ไก่ฟัก ที่ใช้ในการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว พร้อมปรับใช้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที และคาดว่าภายในปี 2565 จะขอรับทะเบียนตำรับและเริ่มผลิตวัคซีนได้ โดยกำลังการผลิตได้ประมาณ 25-30 ล้านโดสต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าโครงการวิจัยศูนย์วัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า วันนี้ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนในอาสาสมัครจำนวน 4 คน&amp;nbsp; แบ่งเป็นช่วงเช้า 2 คนและช่วงบ่าย 2 คน โดยระยะแรกจะมีการแบ่งอาสาสมัครจำนวน 18 คน เป็น 6 กลุ่ม ทั้งนี้ อภ.ได้ปรับสูตรโครงสร้างวัคซีนซึ่งอาจมีผลกระตุ้นได้ในวงกว้าง&amp;nbsp; หมายถึงอาจมีประสิทธิภาพครอบคลุมเชื้อแอฟริกาใต้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96939</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, วัคซีนไทย, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_6058b56c685fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
