<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119972</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039; สวนกลับ &#039;เลขาฯสมศักดิ์&#039; เจอกันที่ศาล ปมแฉคลัสเตอร์รดน้ำดำหัวสุโขทัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.64 - นายวัชระ &amp;nbsp;เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีนายธนกฤต &amp;nbsp;จิตอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม จะฟ้องร้องคดี เนื่องจากเปิดเผยเรื่องนายสมศักดิ์ &amp;nbsp;เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จัดรดน้ำดำหัวสงกรานต์ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2564 จนมีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 และเสียชีวิต ว่า ตนเองไปยื่นหนังสือถึงนายวิรุฬ &amp;nbsp;พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ให้ดำเนินการตามกฎหมายกับนายสมศักดิ์จริง เพราะปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าไม่ใส่หน้ากากอนามัย หากนายวิรุฬละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ต้องยื่นเรื่องถึงกระทรวงมหาดไทยให้ตั้งกรรมการสอบสวน และยื่นเรื่องกรณีผู้ว่าฯละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ป.ป.ช. พิจารณาไต่สวนในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวอีกว่า ข้าราชการต้องกล้าหาญที่จะรักษากฎหมาย ให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ชนใดๆ เช่น พลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ได้ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไปเปรียบเทียบปรับถึงทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว นับเป็นตัวอย่างที่ดี แต่นี่เป็นเพียง
รมว.ยุติธรรม ได้ปฎิบัติตัวเคารพกฎหมายหรือไม่ ที่สำคัญคือมีประชาชนไปร่วมงานแล้วตายด้วยโรคโควิด-19 ถึง 3 คน ติดเชื้อจากคลัสเตอร์นี้ตามประกาศของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัยถึง 55 คน นายสมศักดิ์เคยแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนชาวสุโขทัยบ้างหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวต่อว่า การที่นายธนกฤตถามมาว่าตนเองเดินทางไปจ.สุโขทัยมีเจตนาอะไร จึงอยากให้นายธนกฤตกลับไปถามนายสมศักดิ์มากกว่า เพราะนายสมศักดิ์ไปแจ้งความที่สภ.อ.เมืองสุโขทัยกล่าวหาตนเองว่าหมิ่นประมาท จึงต้องไปรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับพาบิดาของนายณัฐพล ติวุตานนท์ ข้าราชการผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 จากการไปร่วมงานกับนายสมศักดิ์ไปแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ ระบุด้วยว่า นายธนกฤตขู่จะฟ้องก็อย่าแต่เพียงขู่ &amp;nbsp;ขอให้รีบดำเนินการก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะปรับคณะรัฐมนตรี แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่จะไม่มีประวัติเกี่ยวพันกับกรณีฝายแม้ว 700 ล้านบาทอีกอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้อยากบอกนายธนกฤตว่าเรื่องนี้จะจบเมื่อนายสมศักดิ์ถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแล้วเท่านั้น ไม่มีนักการเมืองคนใดยิ่งใหญ่อยู่เหนือกฎหมาย เมื่ออำนาจหมด ศาลอาญา หรือป.ป.ช.ก็ยังคงรออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ ระบุด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ต้องพูดมาก ไปเจอกันที่ศาลดีกว่า เพราะบิดาของนายณัฐพลได้ไปแจ้งความดำเนินคดีนายสมศักดิ์ไว้แล้ว นายสมศักดิ์เป็นกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นผู้ออกกฎเอง เหตุใดจึงกล้าละเมิดกฎหมายตามภาพถ่ายที่ปรากฎมานี้ จึงขอส่งภาพท่านรัฐมนตรีผู้ทรงเกียรติให้สาธารณชนได้โปรดพินิจพิจารณาดูเถิด ความจริงจึงต้องฟ้องด้วยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่วาจาแก้เกี้ยวเท่านั้น .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119972</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัชระ, สมศักดิ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616bbbd75c47c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039;กำราบ&#039;เต้น&#039;ออกจากคุกมาเชิดชู&#039;3นิ้ว&#039; ระวังคดีใหม่หนักกว่าเดิม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย. 64 - นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์&amp;nbsp; กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ออกมาปราศรัยสดุดีแกนนำม็อบ 3 นิ้ว ว่า นายณัฐวุฒิเคยปราศรัยปลุกระดมผ่านทีวีเสื้อแดงว่า &amp;quot;ถ้าคุณยึดอำนาจ ผมให้เผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง&amp;nbsp; ถ้าใครจะจับมาเอากับผม อย่างที่ผมบอกคนเสื้อแดงขี้ตกใจ หากยิงตูม คนเสื้อแดงจะวิ่งเข้า(ห้าง)เกษร พารากอน วิ่งเข้าโรงแรม แนวโน้มการตกใจมีหลายประการ บางคนตกใจวิ่งหากระเป๋าแบรนด์เนม บางคนตกใจวิ่งเข้าหาเครื่องประดับ ทอง เพชร บางคนตกใจชอบขับรถเข้าไปในห้าง บางคนตกใจจุดไฟเข้ามาก็มี&amp;quot; ต่อมามีจลาจล เผาบ้านเผาเมืองใจกลางกรุงเทพฯ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนเสื้อแดงเผา พี่น้องเสื้อแดงถูกจำคุก ตายในคุก บาดเจ็บล้มตายบ้านแตกสาแหรกขาด ไม่ได้เรียนหนังสือ เรื่องทั้งหมดนี้นายณัฐวุฒิรับผิดชอบอย่างไรบ้าง การที่นายณัฐวุฒิบอกว่าใส่แมสป้องกันเชื้อระบาดหรือเชื้ออุบาทว์ ก็ไม่แน่ใจว่าจะป้องกันเชื้ออุบาทว์เข้าหรือป้องกันเชื้อออกกันแน่ การพูดปลุกระดมของนายณัฐวุฒิไม่เคยเปลี่ยน แม้ว่าจะได้รับการปล่อยตัวจากคุกให้เร็วกว่าโทษปกติก็ตาม&amp;quot; นายวัชระ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เชื่อแล้วว่าคุกไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีเสมอไป และคนที่เคยเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีมาตรฐานตามประมวลจริยธรรมทุกคน นายณัฐวุฒิบอกว่าเขาถูกไล่ล่า แล้วกองกำลังชายชุดดำมาจากไหน ใครเผาบ้านเผาเมือง ใครบาดเจ็บล้มตายทุกฝ่าย ประชาชนและเด็กผู้บริสุทธิ์ทำไมต้องถูกอาวุธสงครามล้มตายด้วย บาปเก่ายังไม่สำนึก กลับปลุกระดมยกย่องแกนนำ 3 นิ้วที่ทำผิดกฎหมายแล้วบอกว่าคอยดูการตัดสินใจของตนเอง แล้วบอกว่าตนมาดีนั้นใครจะเชื่อบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องย้อนไปฟังคำพูดของนายสุจินต์ พิมเสน อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช ในฐานะอาจารย์ผู้ปั้นนายณัฐวุฒิให้เป็นนักพูด นายสุจินต์เชื่อว่าเพราะเงินตัวเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป แต่นายณัฐวุฒิกลับบอกว่าอาจารย์เคยเห็นเงินร้อยล้านหรือเปล่า เงินร้อยล้านเคยเห็นแล้วและจับต้องได้ เคยจับต้องแล้ว จึงอย่าได้แปลกใจว่าเหตุใดนายณัฐวุฒิยังคงเป็นเช่นนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่นายณัฐวุฒิเชิดชูวีรกรรมและสำนึกในบุญคุณแกนนำ 3 นิ้ว แล้วย้อนไปถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่ารักลูกมากปานใด พ่อแม่ของแกนนำ 3 นิ้วก็รักมากปานนั้น นายณัฐวุฒิอาจไม่ได้รักแกนนำม็อบ 3 นิ้วมากเท่าลูกในไส้ก็ตาม แต่ขอให้เห็นแก่ลูกๆ ของนายณัฐวุฒิด้วย เพราะยังไม่ทราบว่าเหลืออีกกี่คดีและประการสำคัญคำพูดของนายณัฐวุฒิ ถ้าหากมีประชาชนไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษว่าคำพูดหมิ่นเหม่ต่อสถาบันหรือเข้าข่ายผู้สนับสนุนให้เยาวชนให้กระทำความผิดตาม มาตรา 112 และ มาตรา 116 ก็อาจมีปัญหาทางกฎหมายติดตามหลอกหลอนนายณัฐวุฒิได้ในที่สุด และถ้าถามว่าทำไมต้องออกมาดักคอนายณัฐวุฒิ เพราะไม่เชื่อว่ามาดีนั่นเอง พฤติกรรมที่ผ่านมาคือคำตอบอย่างดี จากนี้ไปจะไม่ยอมให้นายณัฐวุฒิปลุกระดมฝ่ายเดียวทำให้คนหลงเชื่อเข้าใจผิดอีกแล้ว&amp;quot;นายวัชระ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99268</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, ณัฐวุฒิ, ม็อบ, วัชระ, เต้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073eb89ecdcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบแล้ว! กำนันถอนฟ้อง &#039;แจ็ค วัชระ&#039; รับผิดหาแทรกแซงประชาธิปัตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ย. 63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อ1073/2562 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมกับสื่อในเครือผู้จัดการ เป็นจำเลย ในฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2562 นายวัชระได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวหานายสุเทพว่าแทรกแซงการเลือกหัวหน้าพรรค ปชป. และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเงิน ทั้งที่นายสุเทพได้ก่อตั้งพรรคใหม่แล้ว กลับหาว่าไปแทรกแซงพรรคเดิม ซึ่งผิดกฎหมาย ทำให้นายสุเทพเกิดความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้โจทก์, ทนายโจทก์ และนายถาวร เสนเนียม พยานฝ่ายโจทก์ รวมทั้งจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1-3 มาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความ โจทก์แถลงว่า หากจำเลยที่ 1 ยอมรับต่อหน้าศาลว่าจำเลยที่ 1 ได้หมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องจริงและยอมรับสารภาพผิดต่อหน้าศาล และจำเลยที่ 1 ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าศาลว่า จำเลยที่ 1 จะไม่วิพากษ์วิจารณ์โจทก์ทำให้โจทก์เสียหายอีกต่อไป พร้อมทั้งโฆษณาขอขมาโจทก์ให้ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป ดังนี้แล้วโจทก์จะไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสามและจะถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 แถลงว่า โจทก์เป็นผู้มีพระคุณต่อจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ในอดีตที่ได้สนับสนุนให้เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ขอรับสารภาพต่อหน้าศาลว่าได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องจริง และจำเลยที่ 1 ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่วิพากษ์วิจารณ์โจทก์ในทางเสียหายอีก และจะลงโฆษณาขอขมาโจทก์ ให้โจทก์ตามที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถาวร แถลงต่อศาลว่า ตนเองก็ได้รับเสียหายจากที่การกระทำของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์ไม่ติดใจก็ให้เป็นไปตามเจตนาของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่วิพากษ์วิจารณ์นายถาวรในทางเสียหายอีกเช่นกัน จำเลยที่ 2-3 ตกลงนำข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ไปลงในสื่อของผู้จัดการเป็นระยะเวลา 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคดีตกลงกันได้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ดังนั้น ในส่วนของจำเลยจึงให้ไปดำเนินการตามที่แถลงเรื่องขอขมาโจทก์ ส่วนในทางคดีนี้โจทก์พอใจแล้ว และคู่ความอื่นไม่คัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์ จึงให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ยกเลิกวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่เหลือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83404</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประชาธิปัตย์, วัชระ, สุเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f461bef3ed31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039;จับพิรุธ!500ล้านสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ(ธนบุรี) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.61 - นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากนายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์ และนายประดิษฐ์ สิงหทัศน์ อดีตตุลาการอาวุโส กรณีสำนักงานศาลยุติธรรมจัดงบประมาณก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ(ธนบุรี) จำนวน 100 หน่วยแทนบ้านพักตุลาการศาลอาญาธนบุรี ซึ่งเป็นอาคารทาวเฮ้าส์&amp;nbsp; 3 ชั้น จำนวน 100 ห้อง ซึ่งยังอยู่ในสภาพดีสามารถพักอาศัยได้&amp;nbsp; แต่สำนักงานศาลยุติธรรมไม่รับฟังเสียงทักท้วงของคณะผู้พิพากษา มีการจัดของบประมาณจากรัฐบาลประมาณ 500 ล้านมาสร้างอาคารชุด(คอนโดมีเนียม)แทนในพื้นที่เดิม และขณะนี้มีผู้อ้างว่ารับเหมาช่วงรีบเข้าไปรื้อถอนอาคารบ้านพักตุลาการศาลอาญาธนบุรี ซึ่งยังมีสภาพดี ประมาณ 7-8 หลังแล้ว เพื่อนำไม้เก่าอย่างดีมีราคาแพงออกมา เช่น บานประตูไม้สัก ไม้แดง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมในฐานะอดีตโฆษกคณะกรรมาธิการงบประมาณ เมื่อได้รับการร้องเรียนก็ไปดูพื้นที่จริงซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างของศาลอาญาธนบุรี พบเห็นคนงานกำลังรีบรื้อทุบทำลายบ้านพักศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีเห็นว่าในกรณี สำนักงานศาลยุติธรรมต้องตรวจสอบว่าผู้รับเหมาช่วงที่เข้าไปรื้อถอนนั้น ปฏิบัติถูกกฎหมายหรือไม่ มีสัญญารื้อถอนหรือไม่ และควรระงับการรื้อถอนไว้ก่อน และควรรับฟังเหตุผลการทักท้วงของคณะตุลาการที่คัดค้าน เพราะมีการยื่นจดหมายส่งตรงถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบันปัญหาของข้าราชการตุลาการ มีการขาดแคลนบ้านพักอาศัยเป็นจำนวนมาก ในเมื่อบ้านพักตุลาการศาลอาญาธนบุรียังคงใช้การได้ดีอยู่ก็ไม่ควรทุบทำลาย สามารถพักอาศัยอีกได้นานนับสิบปี หากสำนักงานศาลยุติธรรมจัดสรรงบประมาณมาซ่อมบำรุงก็อาจใช้การต่อไปได้ถึง 20 ปีซึ่งเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของชาติ&amp;quot; นายวัชระ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวอีกว่า ส่วนงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาแล้วเพื่อสร้างอาคารชุด 5 ชั้น จำนวน 100 ห้องก็ควรพิจารณาย้ายสถานที่ก่อสร้างไปที่อื่น เช่น ในเขตบางขุนเทียนหรือบางบอนที่อยู่ใกล้กันซึ่งมีที่ดินราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์เป็นจำนวนมาก ยิ่งในยุคที่พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจเต็มตาม ม.44 ไม่ใช่เรื่องยากในการย้ายสถานที่สร้างแต่ประการใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวต่อว่า ขอเสนอแนะให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับฟังเสียงทักท้วงของตุลาการอาวุโสและคณะผู้พิพากษาที่คัดค้าน ควรจะย้ายงบประมาณไปก่อสร้างที่อื่นซึ่งสามารถทำได้ ดีกว่าดันทุรังก่อสร้างในพื้นที่ที่มีบ้านพักตุลาการที่ยังคงใช้การได้ดีอยู่และขัดแย้งกับข้าราชการด้วยกันเอง อีกทั้งเป็นการประหยัดงบประมาณของชาติและได้บ้านพักตุลาการเพิ่มขึ้นมาอีก 100 หลังรวมได้ถึง 200 หลัง ซึ่งจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่พักอาศัยของผู้พิพากษาได้ในขณะเดียวกัน ซึ่งทุกฝ่ายก็ต่างหวังดีทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นับเป็นเรื่องที่แปลกมากที่โครงการใหญ่ๆมูลค่านับร้อยล้านนี้ ไม่มีการติดป้ายสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไว้ และมีคนงานรีบเร่งรื้อทุบทำลายขณะที่ยังมีผู้อาศัยอยู่ด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16708</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านพักตุลการศาลอาญาธนบุรี, วัชระ, แจ็ค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b02d6c34b46c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถลกรัฐสภาเจ็ดชั่วโคตร &#039;เสี่ยหนู&#039;ลั่นเอาศักดิ์ศรี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถกปัญหารัฐสภาเจ็ดชั่วโคตร &amp;ldquo;ปชป.&amp;rdquo;- &amp;ldquo;ซิโน-ไทยฯ&amp;rdquo; ซัดกลางเวทีเสวนาทุจริตก่อสร้าง ปมยืดเวลาเอื้อเอกชน &amp;quot;วัชระ&amp;quot; แฉงบโป่งพองจาก 3 พันล้านเป็น 8 พันล้าน ขยายเวลาก่อสร้างสุดพิสดาร &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;quot;เสี่ยหนู&amp;quot; แจงก่อสร้างช้าเพราะส่งมอบพื้นที่ช้า &amp;nbsp;ปัดใช้อิทธิพล ลั่น &amp;quot;ซิโน-ไทย&amp;quot; ถือคติเอากล่อง ไม่เอาเงิน เอาศักดิ์ศรี เอาความภาคภูมิใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเครือข่ายตรวจสอบภาคประชาชน จัดเวทีประชาชนตรวจสอบคอร์รัปชัน หัวข้อ &amp;ldquo;การตรวจสอบปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ กรณีไอที-รัฐสภาแห่งใหม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์, นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายโชติจุฑา อาจสอน ที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ กลุ่มนิติบุคคล ร่วมเสวนา นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระกล่าวว่า ปัญหาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.งบประมาณระบบไอทีที่จากเดิมกำหนดไว้ 3,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้งบโป่งพองเป็น 8,000 ล้านบาท และ 2.การขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างที่ดูพิสดารที่สุด เพราะขยายเวลาก่อสร้างถึง 3 ครั้ง รวมเป็น 1,400 วันโดยประมาณ ซึ่งเป็นการขยายเวลาเกินกว่ากำหนดการสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 900 วันตามเงื่อนไขสัญญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอื้อเอกชนเพื่อทุจริตหรือไม่ และขอถามว่า ในเมื่อบริษัท ซิโน-ไทยฯ ทราบอยู่แล้วว่าทางสภาจะส่งมอบพื้นที่ไม่พร้อมกัน เหตุใดจึงยอมเป็นคู่สัญญา และจริงหรือไม่ที่มีการแก้ไขแบบการสร้างบริเวณโถงกลางรัฐสภาแห่งใหม่ จากที่เคยกำหนดให้รับลมจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นติดตั้งเครื่องปรับอากาศ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุทิน ในอดีตดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัว กล่าวว่า ตนและทีมงานที่มาร่วมเสวนาในครั้งนี้ เพราะการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ซิโน-ไทยฯ ซึ่งเป็นกิจการของพ่อตน และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งกำลังถูกพาดพิงว่ามีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลในการต่อสัญญาขยายเวลาการก่อสร้างให้กับบริษัท ซิโน-ไทยฯ&amp;nbsp;
ไม่เอาเงิน เอาศักดิ์ศรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงอยากขอชี้แจงและบอกนายวัชระว่า การตรวจสอบในฐานะประชาชนและด้วยสปิริตเป็นเรื่องดี แต่บางครั้งจะไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานราชการ จะถูกต้องเฉพาะเพียงตัวเลข ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่นำมาพูดไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ เลย เป็นเพียงแต่ว่านายวัชระได้รับฟังมาจากผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาชี้แจงว่า การขยายระยะเวลาก่อสร้างให้กับบริษัท ซิโน-ไทยฯ นั้น สาเหตุเกิดจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ซึ่งตามสัญญาต้องส่งมอบให้ในปี 57 แต่ความจริงสภาส่งมอบพื้นที่ครบเมื่อเดือน พ.ย.ปี 59 ดังนั้น เงื่อนไขต้องสร้างเสร็จภายใน 900 วัน เสร็จแน่นอน แต่ต้องนับแต่ส่งมอบพื้นที่ครบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อสงสัยว่าบริษัททราบว่าการก่อสร้างครั้งนี้จะมีปัญหา แต่ทำไมยังรับก่อสร้างนั้น อยากจะบอกว่า บริษัทถือคติเอากล่อง ไม่เอาเงิน เอาศักดิ์ศรี เอาความภาคภูมิใจ จะได้เขียนลงในประวัติบริษัทว่าเคยก่อสร้างรัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ ด้วยเกียรติของผม ของพ่อผม มีเกียรติเพียงพอที่จะรับประกันว่าโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่มีความโปร่งใส และนายวัชระก็สามารถขยับก้นเข้าไปนั่งในสภาแห่งใหม่ได้ สะอาดแน่นอน ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินยังชี้แจงกรณีหากบริษัททำไม่ทันตามกำหนดแล้วจะต้องเสียค่าปรับนั้นว่า ขอยืนยันว่า บริษัทไม่ได้ทำผิดแต่ประการใด และตามข้อเท็จจริง บริษัททำงานคืบหน้าเกินกว่ากำหนดด้วยซ้ำไป ส่วนงานระบบไอทีนั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหรือเนื้องานของผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบ ไม่มีความเกี่ยวข้องในการออกแบบและจัดซื้อจัดจ้างแต่ประการใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิลาศกล่าวว่า สภาส่งมอบพื้นที่ครบเมื่อเดือน พ.ย.59 และตามสัญญาที่ขยายมีกำหนดต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.62 ซึ่งหากคำนวณแล้วเกิน 900 วัน ดังนั้นสิ่งที่นายอนุทินพูดว่าสร้างเสร็จภายใน 900 วัน นับแต่วันส่งมอบพื้นที่จึงไม่เป็นความจริง อีกทั้งก่อนหน้าจะส่งมอบพื้นที่ครบก็ได้ดำเนินก่อสร้างไปแล้ว โดยความคืบหน้า ณ เดือนพ.ย.59 ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องนำมาหักลบกันด้วย ไม่ควรที่จะนับหนึ่งใหม่ช่วงส่งมอบพื้นที่ครบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้ยังกล่าวว่า ระบบไอซีทีมีปัญหาว่าได้จ้างบริษัท เมอร์ลินส์ โซลูชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นนัล จำกัด ให้มาเป็นที่ปรึกษาวางระบบ โดยวิธีพิเศษ โดยอ้างว่ามีเวลาจำกัดในการหาผู้ว่าจ้าง จนทำให้ประธานที่พิจารณาเรื่องดังกล่าวต้องลาออก เนื่องจากมีการล็อบบี้ให้บริษัทดังกล่าว แถมขณะนั้นยังมีการโฆษณาด้วยว่าบริษัท เมอร์ลินส์ฯ ลดราคาให้ด้วย ต่อมาบริษัทได้เขียนโครงการและส่งให้คณะกรรมการฯ พิจารณา สุดท้ายที่ประชุมอนุมัติไมโครโฟน ราคา 120,000 บาทต่อตัว &amp;nbsp;
แฉงบฯ บานน่าเกลียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งบประมาณระบบไอซีทีจากเดิมกำหนดไว้ 3,000 ล้านบาท และเปลี่ยนใหม่เป็น 6,900 ล้านบาท ต่อมา วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา งบประมาณกลายเป็น 8,640 ล้านบาท และหากดูรายละเอียดต้องบอกว่าน่าเกลียดเป็นบ้า เพิ่มมา 1,700 ล้านบาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิลาศกล่าวว่า โครงการนี้เละตั้งแต่เริ่มสร้าง รวมถึงงบประมาณ คิดจะเสนออะไรก็เสนอ สำนักงบประมาณส่งเอกสารมาให้ตน บอกให้ช่วยอัดหน่อย ถ้าตนได้เป็น กมธ.ป.ป.ช.อีก จะสอบเรื่องนี่เรื่องแรก รับรองสนุกสนานแน่ โครงสร้างก่อสร้างมีความผิดปกติ ถ้าสอบสวนเจอแน่ แต่ยังไม่ร้อง ป.ป.ช.ชุดนี้ ให้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วค่อยร้อง และจะตั้งกรรมการสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภาคภูมิกล่าวว่า ตามความเห็นของนายวิลาศ วันที่ส่งมอบพื้นที่สุดท้าย ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักบัญญัติไตรยางศ์ จะเหลืองานก่อสร้างเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่นับหนึ่งตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่ครบ ขอชี้แจงว่าจะคำนวณแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้องยึดตามหลักก่อสร้างวิศวะ และมีอีกหลายปัจจัยต้องนำมาคำนวณรวมด้วย ทั้งนี้ ทางเราได้แจ้งต่อสภาแล้วว่า ถึงก่อสร้างเสร็จ สภายังใช้งานไม่ได้ เพราะเสร็จแต่โครงสร้างและตกแต่งภายใน ส่วนพวกระบบไอซีที เช่น ระบบการนับคะแนนในห้องประชุมภา เป็นต้น ไม่ได้อยู่ในสัญญาของบริษัท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายศรีสุวรรณกล่าวว่า การส่งมอบควรจะส่งได้ในเดือน ส.ค.2562 ไม่ใช่ในปลายปี 2562 แต่อย่างใด ส่วนเรื่องงบไอทีนั้น เห็นด้วยกับนายวิลาศ ว่ามันมีการกำหนดงบประมาณโดยไม่มีที่มาที่ไป การก่อสร้างรัฐสภานั้นมีการละเมิดกฎหมายกันหลายกรณีมาก ต้องถามว่ารัฐสภาเขาไม่ควบคุมให้การก่อสร้างเป็นไปตามกฎหมายเลยหรือ อาทิเช่นกันการก่อสร้างห้ามกระทำในวันเสาร์อาทิตย์ ก่อสร้างไม่เกินสี่โมงเย็น การก่อสร้างต้องมีการเอาผ้าคลุมมาคลุมเพื่อไม่ให้ฝุ่นกระจาย ข้อห้ามเหล่านี้ถูกละเมิดหมด ทำไมทางรัฐสภาถึงไม่เข้ามาทำกับดูแลด้วย ในวันจันทร์หน้าตนจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเขตดุสิตเพื่อให้เอาผิดในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโชติจุฑากล่าวว่า ในส่วนของการขยายระยะเวลาในก่อสร้างรัฐสภา จำนวน 3 ครั้ง ไม่ใช่เรื่องใหม่ และชี้แจงตลอด โดยสาเหตุมาจากความล่าช้าในการขนดิน ซึ่งที่ปรึกษาได้แนะนำให้ขายดินเพื่อเป็นการระบาย แต่ผู้บริหารสภาชุดเก่ามีความลังเลจะขายดินด้วยดีหรือไม่ จึงทำให้เกิดความล่าช้าขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 08.00 น. บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของบริษัท ซิโน-ไทยฯ เกือบร้อยคนเดินทางมาร่วมรับฟังการชี้แจง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6191</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปชป., วัชระ, วิลาศ จันทร์พิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสี่ยหนู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180331/image_big_5abf71435eec9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6024</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เรืองไกร&#039;เจอคุก8เดือน &#039;วัชระ&#039;อุทธรณ์เพิ่มโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลลงดาบหนักจอมร้อง &amp;ldquo;เรืองไกร&amp;rdquo; &amp;nbsp; คุก 8 เดือนแจ้งเท็จกล่าวหา &amp;ldquo;วัชระ&amp;rdquo; แทรกแซงดีเอสไอเรื่องชายชุดดำ ส่วน &amp;ldquo;ธาริต&amp;rdquo; รอดแต่หวั่นถูกอุทธรณ์ &amp;nbsp;รีบให้ทนายมากระแซะขอเป็นเพื่อน แจ็คเตรียมยื่นเพิ่มโทษจอมฟ้องเหตุไม่สำเหนียก
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 มี.ค. ที่ศาลแขวงดอนเมือง ผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.812/2559 ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นโจทก์ ฟ้องนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 1 และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จำเลยที่ 2 ในข้อหาแจ้งความเท็จ ให้พนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายวัชระระบุคำฟ้องว่า นายเรืองไกรได้ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่านายวัชระ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน คนที่ 1 ในขณะนั้น ร่วมกับนายศุภชัย ศรีหล้า ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จงใจใช้สถานะหรือตำแหน่ง ส.ส.เข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการทำงานของนายธาริต โดยเรียกนายธาริตมาให้การเรื่องชายชุดดำในเหตุการณ์ความไม่สงบเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีอำนาจและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ ปชป. และไม่ได้มีมติของ กมธ. เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 266 (1) โดยนายเรืองไกรและนายธาริตขณะเป็นอธิบดีดีเอสไอได้ไปให้การยืนยันข้อความอันเท็จต่อเจ้าพนักงาน กกต. ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายวัชระเป็นรองประธาน กมธ.ขณะนั้น เรียกนายธาริตไปชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีชายชุดดำ ต่อมาวันที่ 18 มี.ค.2556 นายเรืองไกรได้มีหนังสือถึง กกต.ว่านายวัชระเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของนายธาริตขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงาน กกต. และคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ กกต. ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยว่านายเรืองไกรกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายวัชระและนายศุภชัยได้เบิกความว่าได้ทำหนังสือเชิญถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย แต่นายเรืองไกรไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบแก้ให้เห็นว่านายวัชระจงใจก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของนายธาริตอย่างไร พยานนายวัชระจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับนายเรืองไกรได้ให้การต่อ กกต.ยืนยันข้อเท็จจริงประสงค์ให้ กกต.พิจารณาว่านายวัชระจงใจก้าวก่ายเกินเลยมากกว่าการแสดงความคิดเห็นท้วงติงและการคาดคะเนส่วนตัว&amp;nbsp;
&amp;ldquo;จำเลยที่ 1 เคยเป็น ส.ว.มาก่อน ย่อมทราบกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ การใช้สิทธิของต้องไม่เกินเลยขอบเขตกฎหมาย จึงไม่ได้รับการคุ้มครอง พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ เป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ จึงผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลเห็นว่าโจทก์ต้องนำสืบจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 แบ่งหน้าที่ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างไร ลำพังจำเลยที่ 2 ไปให้ถ้อยคำต่อ กกต. ยังไม่พอฟังได้ว่าร่วมกระทำผิด เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีดีเอสไอและหัวหน้าพนักงานสอบสวน ย่อมมีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการไม่เปิดเผยสำนวนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในการสอบสวน&amp;rdquo;
ขณะที่โจทก์เป็นรองประธาน กมธ.พยายามเชิญจำเลยที่ 2 มาชี้แจงหลายครั้ง จำเลยที่ 2 เชื่อและเข้าใจว่ามี กมธ.บางคนเป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (สลายการชุมนุมในเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553) ทำให้จำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำเป็นพยานว่าโจทก์ก้าวก่ายแทรกแซงเรื่องชายชุดดำ เอื้อประโยชน์พรรคประชาธิปัตย์และผู้ต้องหา สิ่งที่ กมธ.ปฏิบัติ ทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่โดยสุจริตแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่มีความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายเรืองไกรได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวไปโดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระกล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาว่า เคารพคำตัดสินศาล โดยในส่วนนายธาริตนั้น ได้ให้ทนายความมาบอกว่า คนอื่นชั่วกว่าตั้งเยอะแยะ คุณวัชระยังปล่อยไป เอาตนเองไว้เป็นเพื่อนสักคน และขอว่าอย่าอุทธรณ์ได้ไหม ซึ่งไม่แน่ใจว่าหากรับนายธาริตไว้เป็นเพื่อนแล้วจะมีอะไรตามมาบ้าง จะขอดูความประพฤติของนายธาริตก่อน เพราะตามหลักกฎหมายต้องอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และมูลเหตุในการฟ้องคดีไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับอำนาจของ กมธ. ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งยังไปให้การเท็จต่อ กกต. เพื่อหวังให้ กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าผิด จะทำให้ขาดสมาชิกภาพไม่ได้เป็น ส.ส.ต่อไป แต่โชคดีที่ กกต.ยกคำร้อง ไม่เห็นด้วยกับการร้องเรียนของนายเรืองไกรและนายธาริต เพราะไปให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อ กกต.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าศาลท่านมีเมตตามาก แต่ในส่วนของผมจะยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิ่มโทษแน่นอน เนื่องจากนายเรืองไกรไม่ได้มีพฤติกรรมสำนึกผิดใดๆ นอกจากนี้ โดยสามัญสำนึกแล้วโจทก์ย่อมอุทธรณ์ต่อศาลสูง เพื่อให้คลายข้อสงสัยตามหลักวิชาการ เมื่อมีคำพิพากษาจึงต้องขอหารือกับผู้ใหญ่ในพรรคก่อน&amp;rdquo; นายวัชระกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6024</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายชุดดำ, ลงดาบ, วัชระ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรืองไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abba51bf08c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2018 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2018 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.เร่งรัดสร้างสภาใหม่ ฟ้องหมิ่น&#039;วัชระ&#039; กล่าวหาดันงบ8พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค. 61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายชัชวาล อภิบาลศรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และประธานคณะกรรมการเร่งรัดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มอบอำนาจให้นายชัยวุฒิ พรกระแส ทนายความผู้รับมอบอำนาจ เดินทางมายื่นฟ้องนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนโจทก์เป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีนายวัชระให้ข่าวเรื่องการเสนอใช้งบประมาณสร้างรัฐสภาใหม่โดยพาดพิงนายชัชวาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2561 จำเลยได้ร่วมจัดรายการในรายการ &amp;ldquo;สามัคคีประชาชน&amp;rdquo; สถานีโทรทัศน์สยามไทยช่อง 13 กล่าวทำนองว่าโจทก์เป็นขาใหญ่ใน สนช. อาละวาดในที่ประชุมคณะกรรมการเร่งรัดฯ จะเอาเงิน 5,000 ล้านบาท โดยผลักดันงบไอทีจาก 3,000 ล้านบาท ไปเป็น 8,000 ล้านบาท กำลังจะโกงประชาชนทั้งประเทศ ต่อมาวันที่ 10 มี.ค. 2561 จำเลยแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ทำนองว่าโจทก์เป็นผู้มีอำนาจเหนือนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ไม่ให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา และกล่าวยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สั่งให้เพิ่มโป่งพองงบสูงซึ่งเป็นเท็จ จากนั้นในวันที่ 12 มี.ค. 2561 จำเลยให้สัมภาษณ์ในรายการ &amp;ldquo;นิวส์หมายข่าว&amp;rdquo; กล่าวทำนองว่าโจทก์ผลักดันงบประมาณโป่งพอง และรังแกข้าราชการรัฐสภา 18 คน ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และวันที่ 13 มี.ค. 2561 จำเลยกล่าวในรายการ &amp;ldquo;นิวส์หมายข่าว&amp;rdquo; ช่อง New 18 ทำนองว่าโจทก์เป็นผู้มีบารมีตัวจริงใน สนช. ทั้งหมดที่จำเลยกล่าวหาไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.838/2561 เพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไปในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4975</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบ8พันล้าน, ชัชวาล อภิบาลศรี, ปธ.เร่งรัดสร้างสภาใหม่, ฟ้องหมิ่น, วัชระ, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180314/image_big_5aa8be9c28f7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
