<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.วธ.มอบโอวาทแก่ข้าราชการบรรจุใหม่ให้ยึดหลัก 4 ประการ สืบสาน รักษา ต่อยอดงานวัฒนธรรม-ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักธรรมาภิบาล ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต พร้อมบูรณาความร่วมมือกับทุกภาคส่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ให้โอวาทแก่ข้าราชการใหม่สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ในการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาศักยภาพการเป็นข้าราชการที่ดีรุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Video Conference ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 8&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม โดยได้แสดงความยินดีกับข้าราชการใหม่ทุกคน เพราะถือเป็นบุคคลสำคัญในการเข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและวธ. และขอให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมให้มีการรักษา สืบทอดและพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการนำนโยบายหลักของวธ. 4 ประการคือ &amp;quot;สืบสาน รักษา ต่อยอดงานศิลปวัฒนธรรมและปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล&amp;quot; มาเป็นหลักในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชนและเครือข่ายทางวัฒนธรรมเพื่อนำวัฒนธรรมมาสร้างคนดี สังคมดี พร้อมกันนี้ขอให้ทุกคนร่วมกันส่งเสริมการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนและประเทศเพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ได้ฝากให้ข้าราชการใหม่สังกัดวธ.ให้พัฒนาตนเองและแสวงหาความรู้ใหม่ๆทั้งด้านวัฒนธรรมและด้านอื่นๆอยู่เสมอ รวมทั้งจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนพัฒนาทักษะในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่&amp;nbsp; มีการติดตามข้อมูลและข่าวสารสถานการณ์ของสังคมไทยและโลก เพื่อจะได้นำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานด้านวัฒนธรรมและปรับตัวในการดำเนินชีวิตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ให้ข้าราชการระหว่างยังทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการและให้ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ได้รู้ระเบียบแบบแผนของทางราชการ การปลูกฝังอุดมการณ์ของการเป็นข้าราชการที่ดีและการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ การฝึกอบรมครั้งนี้เป็นการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ แต่ยังคงเนื้อหาสาระของหลักสูตรตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด โดยเชิญผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานสังกัดวธ. หน่วยงานรัฐ เอกชน มาเป็นวิทยากร มีข้าราชการบรรจุใหม่เข้ารับอบรม 107 คน ประกอบด้วยสำนักงานปลัด วธ. 15 คน กรมศิลปากร 73 คน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 1 คน กรมการศาสนา 12 คน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 6 คน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25-29 มกราคม 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91877</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒนธรรม, อิทธิพล คุณปลื้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a5794ea534.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ระดมช่างชุมชนซ่อม-สร้างชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายของประเทศ     ‘เรือนแพริมแม่น้ำสะแกแกรัง’  จ.อุทัยธานี  122 หลัง  ขณะที่ 16 หน่วยงานพร้อมหนุนเสริมพัฒนารอบด้าน-ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ส่วนหนึ่งของทีมช่างชุมชนจิตอาสาจะช่วยกันซ่อมแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.อุทัยธานี/ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ระดมช่างชุมชนและจิตอาสาทั่วประเทศร่วมซ่อม-สร้างที่พักอาศัยของชาวเรือนแพริมน้ำสะแกแกรัง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; 122 หลัง&amp;nbsp; ขณะที่ 16 หน่วยงานภาคีและจังหวัดอุทัยธานีพร้อมสนับสนุนการพัฒนาชุมชนเรือนแพรอบด้าน&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ดูแลแม่น้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟื้นฟูวิถีชีวิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกแกรังจำนวน 127 หลัง&amp;nbsp; ซึ่งอยู่อาศัยต่อเนื่องกันมานานนับร้อยปีกำลังได้รับการฟื้นฟู&amp;nbsp; ซ่อมแซมเรือนแพ&amp;nbsp; และพัฒนาด้านต่างๆ&amp;nbsp; โดยหน่วยงาน 16 หน่วยงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนนี้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี (พมจ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ระดมช่างชุมชนและช่างจิตอาสาจากภูมิภาคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; กลาง&amp;nbsp; ตะวันตก&amp;nbsp; ภาคใต้&amp;nbsp; ประมาณ 80 คน&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันซ่อมสร้างที่พักอาศัยของชาวเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังจำนวน 122 หลังคาเรือน (อีก 5 หลังซ่อมแซมเองแล้ว)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เปลี่ยนหลังคา&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; เปลี่ยนลูกบวบพยุงแพที่ทำจากไม้ไผ่ที่แตกหักหรือชำรุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;เรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ่อม-สร้างเรือนแพระยะแรก 43 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; สำนักภาคเหนือ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาความเดือดร้อนของชาวชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ต่างประสบปัญหาน้ำในแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณน้อย&amp;nbsp; ซึ่งเป็นผลมาจากความแห้งแล้ง&amp;nbsp; ทำให้แพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบที่ใช้พยุงแพที่ทำจากไม้ไผ่ได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; ประกอบกับเรือนแพส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; มีสภาพทรุดโทรมผุพัง&amp;nbsp; ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;จึงสนับสนุนการซ่อมแซมเรือนแพให้มีสภาพดีขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ระยะแรกเราจะสนับสนุนการซ่อมแพจำนวน 43&amp;nbsp; หลังให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือจะซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2564&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมเรือนแพเฉลี่ยครัวเรือนละ 40,000 บาท&amp;nbsp; ส่วนบางหลังที่ทรุดโทรมมากต้องรื้อเพื่อสร้างใหม่ งบประมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอ&amp;nbsp; เจ้าของแพและชาวชุมชนจะช่วยกันหางบประมาณมาสมทบ&amp;nbsp; และใช้ช่างชุมชนช่วยกันซ่อม-สร้าง&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดค่าแรงงาน&amp;nbsp; และซ่อมสร้างได้รวดเร็ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพเรือนแพที่ทรุดโทรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 63 ปี&amp;nbsp; ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เมื่อก่หลายสิบปีก่อนเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังมีมากกว่านี้&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 700 หลัง&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 200 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากจะอยู่แพ&amp;nbsp; ลูกหลานปล่อยให้ผุพังหรือทิ้งร้าง&amp;nbsp; บางรายก็ขายเปลี่ยนมือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก่อนจะใช้ไม้เต็งเป็นไม้เนื้อแข็งสร้างเป็นเรือนแพ&amp;nbsp; เพราะมีความทนทาน&amp;nbsp; อยู่ได้นานเป็นร้อยปี&amp;nbsp; ส่วนลูกบวบพยุงแพจะใช้ไม้ไผ่สีสุก&amp;nbsp; เพราะเนื้อละเอียด&amp;nbsp; ปล้องไผ่ข้อใหญ่&amp;nbsp; น้ำทะลุข้อไม่ได้&amp;nbsp; ใช้งานได้นานไม่ต่ำกว่า 5 ปีจึงเปลี่ยนลำที่ชำรุดออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ค่าแรงซ่อมลูกบวบช่องละ 3,500- 4,500 บาท&amp;nbsp; เพราะงานมันลำบาก&amp;nbsp; ต้องดำน้ำลงไปเปลี่ยนลูกบวบใต้น้ำ&amp;nbsp; ใช้ช่างช่วยกัน 3-4 คน&amp;nbsp; แพหลังหนึ่งจะมีลูกบวบประมาณ 3-4 ช่อง ใช้เวลาเปลี่ยนช่องละ 1 วัน&amp;nbsp; ถ้าเปลี่ยนทั้งหมดจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 วัน&amp;nbsp; เฉพาะค่าแรงตอนนี้ราคา 20,000 บาทต่อเรือนแพ 1 หลัง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายบุญโรจน์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 หน่วยงานหนุนชาวแพแก้ปัญหา 8 ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่ต้นปี 2563&amp;nbsp; หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; มีพิธี &amp;lsquo;ลงนามความร่วมมือการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวแพสะแกกรังและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธาน&amp;nbsp; พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวม 16 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามแผนงานจะมีการแก่ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ&amp;nbsp; จะมีการสร้างสถานีสูบน้ำ&amp;nbsp; ทำเส้นทางบายพาสน้ำ&amp;nbsp; ขุดลอกคลอง&amp;nbsp; การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดการผักตบชวาและวัชพืช&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการน้ำเสียจากในเมืองก่อนลงสู่แม่น้ำ&amp;nbsp; การจัดการขยะในครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกไผ่&amp;nbsp; ไม้ประดับ&amp;nbsp; ผักสวนครัวริมตลิ่ง&amp;nbsp; แพสีเขียว&amp;nbsp; ปลูกไม้ดอก&amp;nbsp; ผักสวนครัว&amp;nbsp; เตย (รากช่วยกรองน้ำเสีย) บริเวณแพที่พัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้มีทัศนียภาพสวยงามทั้งลำน้ำ&amp;nbsp; สนับสนุนโดย อบจ.&amp;nbsp; สาธารณสุข&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.อาชีพ &amp;nbsp;ส่งเสริมการเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; แปรรูปปลา&amp;nbsp; ร้านค้าชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; นำผักตบชวามาผลิตเป็นเครื่องใช้ต่างๆ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยประมงจังหวัด&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พานิชย์จังหวัด&amp;nbsp; หอการค้าจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ส่งเสริมวิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฮมสเตย์ชาวแพ&amp;nbsp; ศูนย์การท่องเที่ยวชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยกรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ททท.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; วัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.วัฒนธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; งานสงกรานต์&amp;nbsp; แห่เทียนเข้าพรรษา&amp;nbsp; ลอยกระทง&amp;nbsp; ฟื้นฟูเพลงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เกิดศูนย์แสดงวัฒนธรรมชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อพึ่งพาตนเอง&amp;nbsp; และได้รับการดูแลเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; แรงงานจังหวัด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มของชุมชน&amp;nbsp; จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กศน.&amp;nbsp; อบจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; ซ่อมแพและลูกบวบ&amp;nbsp; ส่งเสริมการซ่อมแซมและอนุรักษ์เรือนแพที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยใช้วัสดุที่กลมกลืนกับสภาพแวดลอม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ช่างชุมชน&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ทีมช่างจิตอาสาจากภาคเหนือช่วยกันสร้างแพใหม่ทั้งหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนุรักษ์ฟื้นฟูชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การร่วมกันพัฒนาชีวิตชาวแพสะแกกรังไม่ใช่จะทำแล้วเสร็จสิ้น&amp;nbsp; แต่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; กรมชลประทานพยายามดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไล่น้ำเสียในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; และต่อไปจะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเพื่อดันน้ำเสียออกไป &amp;nbsp;ทำให้แม่น้ำสะแกกรังมีคุณภาพดีขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่องผักตบชวา&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังจัดเก็บ&amp;nbsp; แต่ชาวชุมชนเรือนแพตั้งแต่ต้นน้ำลงมาจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องผักตบชวาและสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ถนนเลียบแม่น้ำสะแกกรังที่กำลังสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่&amp;nbsp; เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; มีประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้&amp;nbsp; และการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังจะเป็นตัวอย่างในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างรอบด้าน&amp;nbsp; ครบทุกมิติ&amp;nbsp; ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ด้อยโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 67 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง &amp;nbsp;ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน&amp;nbsp; ชะโด&amp;nbsp; กราย&amp;nbsp; ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง&amp;nbsp; ปลารมควัน&amp;nbsp; นำมาทำปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงน้ำแล้งและโควิดเกือบ 7 เดือน&amp;nbsp; ป้าขายปลาไม่ได้เลย&amp;nbsp; เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; ถ้าจะช่วยกันขุดลอกแม่น้ำ และเก็บผักตบชวาได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะไหลได้สะดวก&amp;nbsp; ถ้าแม่น้ำสะอาด&amp;nbsp; เรือนแพสวยงาม&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ช่วยกันปรับปรุงเรือนแพที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านจะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋วบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมช่างชุมชนเตรียมเปลี่ยนแพลูกบวบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78154</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, พอช., วัฒนธรรม, แม่น้ำสะแกแกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f6888249eba6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลายหน่วยงานหนุน ‘กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น’  จ.อุทัยธานี จัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมตามมติ ค.ร.ม.ปี 2553</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จ.อุทัยธานี /หลายหน่วยงานสนับสนุน &amp;lsquo;กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; จัดตั้งพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม&amp;nbsp; เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงรอบด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; เกษตรพอเพียง&amp;nbsp; การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและภาษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ตั้งเป้าสถาปนา &amp;lsquo;เขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม&amp;rsquo; ในเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; หลังจากมีชุมชนกะเหรี่ยงในประเทศไทยจัดตั้งเขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมฯ ตามมติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553 นำร่องไปแล้ว 12 พื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งเตรียมยกระดับมติ ค.ร.ม.ให้เป็น พ.ร.บ.ภายในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;แลกเปลี่ยนบทเรียนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo;(พุเม่น&amp;nbsp; ภาษากะเหรี่ยง&amp;nbsp; หมายถึงต้นเข้าพรรษา&amp;nbsp; มีดอกสีเหลือง) ที่บ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการจัดเวทีเสวนา&amp;nbsp; แลกเปลี่ยนประสบการณ์&amp;nbsp; เพื่อเตรียมการประกาศหรือสถาปนา &amp;lsquo;เขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีพี่น้องชาวกะเหรี่ยงและผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ 300&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นหรือ &amp;lsquo;พุเม่น&amp;rsquo; แปลว่าต้นเข้าพรรษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผศ.ดร.วรวิทย์&amp;nbsp; นพแก้ว&amp;nbsp; คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวม้ง&amp;nbsp; อาข่า&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบาง&amp;nbsp; และได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เช่น&amp;nbsp; เรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; สิทธิการถือสัญชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp; จึงมีมติ ค.ร.ม.วันที่ 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;เห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและชาวเล&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; ศึกษาธิการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นำไปจัดทำแผนฟื้นฟูระยะสั้นและระยะยาว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง&amp;nbsp; มติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาเรื่องการประกาศเขตป่าสงวนฯ หรือวนอุทยานทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถูกขับไล่หรือถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกับพี่น้องชาวกะเหรี่ยงจัดงานนี้ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อระดมความคิดเห็น&amp;nbsp; สร้างกลไกเครือข่าย&amp;nbsp; และวางแผนการรณรงค์ขับเคลื่อนให้มติ ค.ร.ม.ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; รวมทั้งผลักดันให้มติ ค.ร.ม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในการปฏิบัติต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.วรวิทย์กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บรรยาการชาวกะเหรี่ยงที่มาร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผ.ศ.ดร.วรวิทย์ &amp;nbsp;กล่าวถึงเป้าหมายในการจัดงานครั้งนี้ว่า&amp;nbsp; 1.เพื่อจัดเวทีประชุมระดมความเห็นแลกเปลี่ยนบทเรียนการประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษระหว่างชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือกับภาคตะวันตก เตรียมจัดงานสถาปนาเขตวัฒนธรรมพิเศษในภาคตะวันตก&amp;nbsp; 2.เพื่อสร้างกลไกการประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตกกับเครือข่ายกะเหรี่ยงในประเทศ ในการขับเคลื่อนมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ให้เกิดการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และยกระดับเป็นกฎหมาย&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. เพื่อวางยุทธศาสตร์ แผนงาน ระดับพื้นที่ในการผลักดันและยกระดับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้เป็นกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชนเผ่าและชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราผลักดันให้มีการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงในหลายพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการคุ้มครองชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp;บนพื้นฐานความเชื่อ&amp;nbsp; วิถีวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรธรรม &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนอยู่กับป่า&amp;rsquo; อย่างสอดคล้องและสมดุล &amp;nbsp;เคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยให้ชุมชนมีอำนาจในการจัดการทุกรูปแบบ &amp;nbsp;ทั้งสิทธิการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้วยตนเองได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผ.ศ.ดร.วรวิทย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ตามมติ ค.ร.ม.ดังกล่าว&amp;nbsp; มีมาตรการฟื้นฟูระยะยาวดำเนินการภายใน 1-3 ปี&amp;nbsp; โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านการจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; ให้เพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้ ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp; ป่าสงวนฯ ซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีข้อเท็จจริงจากการพิสูจน์อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้อยู่อาศัย&amp;nbsp; ดำเนินชีวิต&amp;nbsp; และใช้ประโยชน์ในที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน&amp;nbsp; หรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมาย&amp;nbsp; หรือนโยบายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; อายุ 52 ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประมาณ 700&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; โดยมีนายปองซ่า&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; บรรพบุรุษของตนเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกเมื่อปี 2415&amp;nbsp; ปัจจุบันนี้มีผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว 11 คน&amp;nbsp; รวมระยะเวลาเกือบ 150 ปี&amp;nbsp; โดยชาวกะเหรี่ยงมีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ&amp;nbsp; โดยการทำไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เก็บผักและอาหารจากป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; น้ำผึ้ง&amp;nbsp; พอปีต่อไปก็จะหมุนเวียนจากไร่ข้าวแปลงนี้ไปปลูกแปลงอื่น&amp;nbsp; เพื่อให้ดินได้พักฟื้น&amp;nbsp; กลับมาสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการทำไร่เลื่อนลอย&amp;nbsp; แต่เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ชี้ให้ดูเขตสวนป่าที่ประกาศในปี 2535 ทับที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยงประมาณ 400 ไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;พอถึงปี 2528 ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เพราะมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ ป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอกควายทับที่ดินทำกินที่ชาวกะเหรี่ยงทำมาแต่เดิม&amp;nbsp; พอปี 2535 มีการประกาศเป็นเขตสวนป่า&amp;nbsp; เอาต้นไม้มาปลูกทับที่ทำกินอีก&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ห้ามชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; ชาวบ้านไม่มีที่ทำกินก็ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ไม่มีอาหาร&amp;nbsp; ต้องไปเป็นหนี้พ่อค้า&amp;nbsp; หนี้ ธกส.&amp;nbsp; จนถึงปี 2557&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; ปัญหารุนแรงขึ้น &amp;nbsp;เพราะมีการประกาศเป็นเขตวนอุทยานอีก&amp;nbsp; และจะให้ชาวกะเหรี่ยงย้ายออกไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.ที่อำเภอลานสัก&amp;nbsp; ภายในเดือนเมษายน 2560&amp;nbsp; พวกเราจึงเริ่มร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอความเป็นธรรม&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่มานานก่อนประกาศเขตป่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชาวกะเหรี่ยงเล่าความเป็นมาของปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสมบัติ&amp;nbsp; ชูมา&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาของชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นที่ถูกทางเจ้าหน้าที่ประกาศเขตวนอุทยานทับที่ดินทำกินของชาวบ้านในปี 2557&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดี 1 ราย&amp;nbsp; แต่ต่อมาศาลได้ยกฟ้อง&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนปัญหาไปยังอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกครั้ง&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลังจากนั้นจึงได้มีการประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560&amp;nbsp; เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด&amp;nbsp; คือ 1.คณะกรรมการเพื่อกำหนดพื้นที่ทำกินในเขตพื้นที่บ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ตามมติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; และ 2.คณะกรรมการตรวจสอบรังวัดแนวเขตพื้นที่สวนป่าบ้านไร่&amp;nbsp; วนอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยมีคณาจารย์จาก ม.ราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp; และสถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; ร่วมเป็นที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาให้กับชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; รวมทั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรสนับสนุนชุมชนจัดทำข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;สมบัติ&amp;nbsp; ชูมา (ที่ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากซ้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จนถึงเดือนสิงหาคม&amp;nbsp; 2562&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงและทีมที่ปรึกษาได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยทางอุทยานฯ แจ้งว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทยานฯ จะกันพื้นที่ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน&amp;nbsp; และให้ชาวบ้านบริหารจัดการ&amp;nbsp; ดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อให้เป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามมติ ค.ร.ม.&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 9,000 ไร่เศษ&amp;nbsp; โดยชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ เดินสำรวจแนวเขตที่ดินร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนและสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทีมที่ปรึกษาและชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันจัดทำข้อมูลต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ประวัติศาสตร์&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสำรวจพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันหาแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; และจะมีการประกาศหรือสถาปนาเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงภายในเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการจัดงาน&amp;lsquo;แลกเปลี่ยนบทเรียนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; ที่บ้านภูเหม็นแล้ว&amp;nbsp; ในวันที่ 19 กรกฎาคม&amp;nbsp; ทีมที่ปรึกษาชาวกะเหรี่ยงและตัวแทนชาวกะเหรี่ยงได้เดินทางไปพบกับนายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อหารือเชิงนโยบายในการสนับสนุนการจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามติ ค.ร.ม.&amp;nbsp; รวมทั้งการผลักดันมติ ค.ร.ม.ดังกล่าวให้เป็น &amp;lsquo;พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองทางวัฒนธรรมกล่มชาติพันธุ์&amp;rsquo; ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านสังคม&amp;nbsp; ภายในปี 2564&amp;nbsp; โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสำรวจแนวเขตที่ดินบ้านภูเหม็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการจัดตั้งเขตคุ้มครองวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ประกอบด้วยเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภาคตะวันตก&amp;nbsp; สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม &amp;nbsp;&amp;nbsp;มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.)&amp;nbsp; คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับชุมชนกะเหรี่ยงที่มีการจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมแล้วในประเทศไทย&amp;nbsp; ขณะนี้มี 12 &amp;nbsp;พื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น บ้านห้วยลาดหินใน &amp;nbsp;ตำบลป่าโป่ง &amp;nbsp;อำเภอเวียงป่าเป้า &amp;nbsp;จังหวัดเชียงราย, บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน &amp;nbsp;อำเภอแม่วาง &amp;nbsp;จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง,&amp;nbsp; บ้านแม่หมี &amp;nbsp;อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง, บ้านดอยช้างป่าแป๋ &amp;nbsp;ตำบลป่าพลู &amp;nbsp;อำเภอบ้านโฮ่ง &amp;nbsp;จังหวัดลำพูน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; กล่าวในตอนท้ายว่า&amp;nbsp; เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงก็คือ&amp;nbsp; การดำรงวิถีชีวิตตามปกติของชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มีการทำไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกข้าวและอาหารเอาไว้กิน&amp;nbsp; มีจารีต&amp;nbsp; มีประเพณี&amp;nbsp; มีวัฒนธรรมอย่างไร&amp;nbsp; เราก็ปฏิบัติไปตามนั้น&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่หรือเป็นเรื่องพิเศษแต่อย่างใด&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยอมรับในเรื่องสิทธิที่ดินที่พวกเราอยู่มาก่อน&amp;nbsp; เราจึงต้องเรียกร้องเรื่องเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมขึ้นมา&amp;nbsp; และเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดอยู่อาศัยและทำกินต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;กะเหรี่ยงมี 3&amp;nbsp; กฎที่ใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กฎจารีต&amp;nbsp; กฏประเพณี&amp;nbsp; และกฎวัฒนธรรม&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราถูกกฎหมายเพียงกฎเดียวที่มากดขี่&amp;nbsp; บีบบังคับพวกเรา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงต้องต่อสู้และฟื้นฟูทั้ง 3&amp;nbsp; กฎของเราขึ้นมาเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนกะเหรี่ยง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นหรือ &amp;lsquo;พุเม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บ้านชาวกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เจ้าวัด (เจ้าวัตร) ผู้นำทางจิตวิญาณของชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นนับถือพุทธศาสนา (ถือศีล 5)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71911</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น, คนอยู่กับป่าได้, จ.อุทัยธานี, วัฒนธรรม, อังคาร  คลองแห้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200719/image_big_5f1411224e054.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปวิน&#039;แดกคนไทย!ลอยกระทงคือวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้คนทิ้งขยะลงแม่น้ำเลิกได้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย.62-นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ต้องหาหลบหนีคดีม.112 ปัจจุบันพำนักในออสเตรเลีย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ว่า วัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้คนทิ้งขยะลงแม่น้ำ??? เลิกได้แล้วค่ะ ปี 2019 แล้วนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50071</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์, ลอยกระทง, วัฒนธรรม, เลิกทิ้งขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dc9f9ae239e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2019 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2019 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เราเป็นไทยอย่าตามแต่ฝรั่ง&#039;หมอวรงค์&#039;ยกรากเหง้าวัฒนธรรมประเพณี700ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.62 - นพ.วรงค์ &amp;nbsp;เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;Warong Dechgitvigrom โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลีกวนยูเคยกล่าวว่า แม้คนสิงคโปร์จะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ไม่ใช่ฝรั่ง เนื่องจากการมีเชื้อชาติจีน ต้องไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง ดังนั้นคนสิงคโปร์ต้องพูดภาษาจีนได้ด้วย เขาใช้เวลานับสิปปีที่ทำให้คนสิงคโปร์รักษารากเหง้าของชาติไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมชอบคำว่ารากเหง้าครับ เพราะประเทศไทย 700 กว่าปี ย่อมมีรากเหง้าทางวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ภาษา รวมถึงรากเหง้าของแต่ละภูมิภาค ที่เราต้องช่วยกันรักษาไว้ และพร้อมเปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี และสิ่งใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวนี้น่าจะเรียกว่า อนุรักษ์นิยมแบบก้าวหน้า หรือ Neo-conservative คือช่วยกันรักษาสิ่งดีๆ และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่ร่วมกับชาติอื่นแบบมีอัตลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่เอาแต่ตามฝรั่ง
#เราเป็นไทย
#thainess&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40300</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม, ฝรั่ง, รากเหง้า, วัฒนธรรม, หมอวรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11799e49a43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิธีคิด &#039;ช่อ&#039; ปี 2557 : ธรรมเนียมการหมอบคลานการพินอบพิเทากลับสู่สังคมไทยอีกครั้งอย่างรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.62 - ขณะนี้สังคมออนไลน์ให้ความสนใจไปที่คลิปรายการ &amp;nbsp;Divas Caf&amp;eacute; ทางช่อง Voice TV ซึ่งถูกอัพโหลดลงในยูทูปช่อง voice 21 ในชื่อว่า &amp;quot;การหมอบคลาน กิริยาที่ตอกย้ำว่า &amp;#39;คนไม่เท่ากัน&amp;#39;&amp;quot; เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2557 &amp;nbsp;โดยมีนางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ &amp;nbsp;เป็นพิธีกรรายการขณะนั้น
&amp;nbsp;
เนื้อหาในคลิปที่มีความยาว 2 .11 นาทีนั้นเป็นช่วงที่นางสาวพรรณิการ์ &amp;nbsp;ได้แสดงทัศนะต่อการมอบคลานในสังคมไทย &amp;nbsp;โดยกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกกฎหมายสำคัญลงในราชกิจจานุเบกษา บัญญัติให้เลิกหมอบคลาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชสำนักหรือประชาชนที่แห่รับเสด็จ สรุปใจความเห็นว่าการที่มีการหมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยาม มันกดขี่กันมากนัก เป็นการกดขี่ประชาชนระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยมากเกินไป หมอบคลานกราบไหว้ผู้น้อยลำบากเพราะต้องทำอยู่ตลอดเวลา นานขนาดไหนก็ไม่รู้ ขอให้เลิกราชประเพณีเดิมนี้เสีย บังคับเวลาประชาชนเห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จที่ไหน ห้ามลงไปหมอบคลานกับพื้น ขอให้ยืนเฝ้าและถวายคำนับ ซึ่งเป็นธรรมเนียมฝรั่ง สมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาถึงรัชกาลที่ 5 ทำให้บรรดาชาวต่างชาติชื่นชมกันมากว่ากษัตริย์ไทยไม่เหมือนกษัตริย์องค์อื่นในเอเชีย มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมให้สอดคล้องกับค่านิยมตะวันตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดิฉันพูดตรงนี้เลยว่า ดิฉันไม่เชื่อว่าทั้งสองพระองค์เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้เพียงเพราะรู้สึกว่าต้องการเอาใจตะวันตก แต่เพราะทรงเล็งเห็นว่านี่คือการแสดงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกๆ คน และความเท่าเทียมนั้นมันคือสิ่งที่เป็นอารยะ มันคือสิ่งที่นานาชาติเขายอมรับ แต่ว่าแล้วทำไมตอนนี้กลับกลายเป็นว่าธรรมเนียมการหมอบคลาน การพินอบพิเทานั้นกลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้งอย่างรุนแรงมาก อยากตั้งคำถามกลับไปว่าสมัยนั้นฝรั่งเขายังไม่ได้หัวก้าวหน้าอะไรมาก เขายังมองอย่างดูถูกเลย แล้วคุณคิดว่าสมัยนี้ที่ฝรั่งเขาเห็นเราทำแบบนี้เขาจะรู้สึกยังไงกับเรา&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38924</URL_LINK>
                <HASHTAG>การมอบคลาน, ช่อ พรรณิการ์, ประเพณี, พรรคอนาคตใหม่, วัฒนธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190615/image_big_5d04eb610862e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2018 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2018 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดราม่าโขนวัฒนธรรมใคร!โซเชียลไทยจับผิดถ่ายกัมพูชาใช้อ้าง ก่อนโลกมีกล้องถ่ายรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ก.ย.61- หลังเกิดปมดราม่าระดับชาติในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อชาวกัมพูชาไม่พอใจจากกรณีข่าว กระทรวงวัฒนธรรมขอไทย เสนอการแสดงโขน ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เพื่อพิจารณาขึ้นบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ ในปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสังคมออนไลน์ของในพูชา ยืนกรานว่าการแสดงโขนเป็นการแสดงและวัฒนธรรมของชาวกัมพูชา ไม่ใช่ของไทย ทั้งยังระบุว่า ประเทศไทยได้นำการแสดงโขนมาจากกัมพูชา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของกัมพูชาช่วงศตวรรษที่ 15-16 ซึ่ง &amp;nbsp;โดยอ้างภาพถ่ายที่ถ่ายโดยชาวฝรั่งเศสประมาณ 300 ปีที่ผ่านมาเป็นหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีนี้สื่อสังคมออนไลน์ในไทยแย้งว่า หลักฐานดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะ ช่วง 300 ปีที่แล้วซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นยังไม่มีกล้องถ่ายรูป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ &amp;lrm;Kittipong Apichatmaetee&amp;lrm; โพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่มสาธารณะ &amp;quot; ภาพเก่าในอดีต&amp;quot;
ว่าภาพถ่ายเจ้าปัญหาในวิวาทะเรื่องโขน โดยมีการอ้างถึงปีที่ถ่ายภาพเหล่านี้ คือ 1659 ซึ่งผู้อ้างเข้าใจผิดว่าเป็นปี ค.ศ. ที่ถ่ายภาพ หากลองบวกลบแปลงเป็น พ.ศ.จะเท่ากับ พ.ศ.2202 ซึ่งเป็นยุคสมัยในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนนั้นเทคโนโลยีการถ่ายภาพยังไม่เกิดขึ้น กว่าจะมีภาพถ่ายใบแรกเกิดขึ้นในโลก ก็เป็นปี พ.ศ.2369 (ค.ศ.1826) โดย Joseph Nicephore Niepce และอีก 13 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2382 (ค.ศ.1839) Jacques Daguerre จึงได้ประดิษฐ์วิธีการถ่ายภาพแบบ Dagurreotype (ดาแกโรไทป์) อันลือลั่นขึ้นมาได้สำเร็จ ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้เกิดในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ของกรุงรัตนโกสินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นไว้น่าสนใจว่า เลข 1659 น่าจะเป็นลำดับภาพ ไม่ใช่จะใช่ปีที่ถ่ายแต่อย่างใด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16643</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาพถ่ายโขน, ยูเนสโก, วัฒนธรรม, โขน, ไทย-กัมพูชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180902/image_big_5b8b8798f0f49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
