<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์การันตีสินค้าไม่ขาดแคลนประชาชนไม่ต้องกักตุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก และซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า พบว่า ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา มีบางช่วงเวลาที่ประชาชนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยพร้อมกันและซื้อในปริมาณเพิ่มขึ้นจากปกติ โดยเฉพาะช่วงบ่าย-เย็น ทำให้สินค้าอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ทางห้างได้เร่งจัดเติมสินค้าในชั้นวาง เพื่อให้มีเพียงพอต่อความต้องการ โดยมีสินค้าสต๊อกไว้เพียงพอ ไม่มีปัญหาการขาดแคลน และการรวบรวมสินค้าจากผู้ผลิตและกระจายไปยังสาขาต่างๆ ก็ยังคงดำเนินการได้เป็นปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมในการซื้อเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขึ้นอยู่กับความนิยมในแต่ละยี่ห้อและรสชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้กำชับให้ห้างจัดเตรียมสินค้าและจัดพนักงานช่วยเติมสินค้าในชั้นให้มากขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อให้สินค้ามีเต็มชั้นวาง ประชาชนจะได้ไม่รู้สึกว่าสินค้าขาดแคลน รวมทั้งขอให้ปรับรูปแบบการรวบรวม และกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย&amp;rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ในการดูแลให้สินค้าหมู ไก่ ไข่ไก่มีปริมาณเพียงพอ และในส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้ค้าปลีกค้าส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นต้องใช้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องกักตุน เพราะสินค้ามีเพียงพอกับความต้องการ โดยหากพบเห็นผู้ประกอบการรายใด ๆ กักตุนสินค้า หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา โปรดแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน&amp;nbsp;1569&amp;nbsp;หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112063</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, สินค้าไม่ขาดแคลน, ห้างค้าส่งค้าปลีก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108f89f860ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039; จ่อชง ครม. เดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีที่ 3  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ก.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 3 ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ ประกอบด้วยโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 4 รายการ คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบประกันรายได้ยางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำลังเร่งจัดเตรียมโครงการอยู่ ทั้งการกำหนดราคาประกันรายได้สินค้าเกษตรแต่ละชนิด รวมถึงมาตรการเสริม ที่จะดำเนินการคู่ขนาน เพื่อรักษาระดับราคาสินค้า หากทำเสร็จแล้ว จะเสนอให้คณะกรรมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแต่ละรายการพิจารณา ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ โดยจะเริ่มต้นดำเนินการให้เร็วที่สุด หรือประมาณเดือนต.ค.2564 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรเริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้ว&amp;rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ขณะนี้โครงการประรายได้เกษตรกร ปี 2 ที่ดำเนินการจบแล้ว คือ ข้าวเปลือก และยางพารา ส่วนที่ยังดำเนินการอยู่ คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ซึ่งสินค้าเกษตรแต่ละชนิดราคาปัจจุบันอยู่ในระดับสูง และเกษตรกรอยู่ได้ โดยในส่วนของข้าวเปลือก ล่าสุดราคาข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ตันละ 8,500-8,600 บาท , ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% กิโลกรัม (กก.) ละ 9.10 บาท , ปาล์มน้ำมัน ทลาย กก.ละ 6.20-7.30 บาท (น้ำมันปาลมดิบ กก.ละ 34-35 บาท) และมันสำปะหลัง กก.ละ 2.50 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า การดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรปี 2 ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ช่วงราคาผลผลิตต่ำกว่าราคาที่ประกันรายได้ โดยมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 7.67 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.5 ล้านครัวเรือน ยางพารา 1.78 ล้านครัวเรือน มันสำปะหลัง 5.2 แสนครัวเรือน ปาล์มน้ำมัน 3.7 แสนครัวเรือน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.5 แสนครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนราคาประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 ชนิดปี 2 มีดังนี้ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ยางแผ่นดิบ กก.ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 23 บาท มันสำปะหลัง กก.ละ 2.50 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 8.50 บาท และปาล์มน้ำมัน กก.ละ 4 บาท โดยหากราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประกันรายได้ รัฐบาลก็จะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111129</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, โครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a5d172790e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เพิ่งตื่นตั้งทีมศึกษา&#039;ค่าจีพี&#039; ที่ฟู้ดเดลิเวอรีเก็บจากร้านอาหาร หวังเห็นราคาที่เหมาะสม ทุกฝ่ายอยู่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมฯ ดูแลการจัดเก็บค่าส่วนแบ่งการขาย (จีพี) ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหาร (ฟู้ด เดลิเวอรี) เรียกเก็บจากร้านอาหาร ที่เข้าร่วมในแพลตฟอร์ม ให้มีความเป็นธรรม และเหมาะสม เพราะได้รับการร้องเรียนจากร้านอาหารรายกลาง รายเล็ก จำนวนมากว่าแพลตฟอร์มบางรายเรียกเก็บในอัตราสูงมาก ซึ่งกรมฯ จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาโครงสร้างการจัดเก็บ ก่อนที่จะกำหนดแนวทางการจัดเก็บค่าจีพีให้เหมาะสมต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าแพลตฟอร์มมีการเรียกเก็บค่าจีพีอยู่ที่ 30-35% หรือประมาณ 180-200 บาทต่อ 1 การสั่งซื้อ (ออเดอร์) และในจำนวนนี้ แพลตฟอร์มต้องแบ่งไปให้พนักงานส่งสินค้า (ไรเดอร์) 10-40 บาท และบางส่วนเอามาเป็นส่วนลดราคาอาหารให้กับลูกค้า หากลูกค้าสั่งซื้อไม่ถึง 100 บาท แพลตฟอร์มจะขาดทุน แต่ถ้าเก็บมากไป ร้านอาหารรายเล็กๆ แทบไม่ได้อะไร จึงต้องมาดูความเหมาะสม ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณากำหนดแนวทางการจัดเก็บที่เหมาะสม และทุกฝ่ายอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จะพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจบริการซื้อขาย และ/หรือบริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์ด้วย เพราะธุรกิจดังกล่าวอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2563 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มหลายรายเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แก่ Lineman , Grab , Foodpanda , Robinhood , Gojek ทุกรายยืนยันว่า ไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าจีพี และค่าขนส่งในขณะนี้ เพราะทราบดีว่าร้านอาหารได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ยอดขายลดลงมาก และต้องการช่วยเหลือร้านอาหาร โดยแพลตฟอร์มบางรายให้ร้านค้าเลือกที่จะจ่ายค่าจีพีหรือไม่ ส่วนแพลตฟอร์มบางรายไม่ได้เก็บค่าจีพีอยู่แล้ว หรือเก็บเฉพาะจากร้านอาหารรายใหญ่เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนศักย์กล่าวว่า กกร. จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนบัญชีสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2564 ใหม่ เพราะต้องพิจารณาทบทวนทุกปี คาดว่า ในปีนี้ จะไม่ถอดสินค้าหรือบริการใดออกจากบัญชีควบคุม หรือไม่เพิ่มเข้ามาในบัญชี เพราะขณะนี้ สถานการณ์จำหน่ายสินค้าและบริการ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ไม่มีสินค้ารายการใดปรับขึ้นราคามากๆ จนทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน แต่อาจจะพิจารณาเพิ่มความเข้มงวด หรือผ่อนคลายการใช้มาตรการกำกับดูแลให้เกิดความเหมาะสมกับสินค้าและบริการควบคุมแต่ละรายการมากกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105515</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, การจัดเก็บค่าส่วนแบ่งการขาย (จีพี), ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหาร (ฟู้ด เดลิเวอรี) เรียกเก็บจากร้านอาหาร, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, โครงสร้างค่าจีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ec5681cbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์การันตี&#039;ถุงมือยาง&#039; ไม่ขาดตลาดย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเชิญสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทยและโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ มาหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมร้านขายยา และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน เพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณ และราคาถุงมือยาง (ผลิตจากยางธรรมชาติ) ตลาดในประเทศ ว่า ได้รับแจ้งจากผู้ผลิตว่ากำลังผลิตถุงมือยางในประเทศ สามารถผลิตได้กว่า 60,000 ล้านชิ้นต่อปี (30,000 ล้านคู่) ในขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศประมาณ 3,500 ล้านชิ้นต่อปี แบ่งเป็นถุงมือยางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 2,000 ล้านชิ้นต่อปี และเป็นถุงมือยางที่จำหน่ายทั่วไปประมาณ 1,500 ล้านชิ้นต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โรงงานยืนยันว่าปริมาณถุงมือยางมีเพียงพออย่างแน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมร้านขายยาและสมาคมเภสัชกรรมชุมชนที่แจ้งว่าขณะนี้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอและสามารถสั่งซื้อได้ตามปกติ แต่ความต้องการลดลงต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ถุงมือประเภทพลาสติก ซึ่งใช้สะดวกและประหยัดกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับราคาจำหน่ายถุงมือยางที่ปรับสูงขึ้น สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ชี้แจงว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสั่งซื้อถุงมือยางเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่เป็นยางธรรมชาติปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งชาวสวนยางและนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น และยืนยันว่าราคาจะไม่มีการปรับสูงขึ้น โดยหากปรับราคา จะปรับตามต้นทุนวัตถุดิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรทางการแพทย์จะมีถุงมือยางไว้ใช้และมีสำรองอย่างเพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงให้โรงงานผู้ผลิตจัดส่งถุงมือยางให้กับองค์การเภสัชกรรมในเดือนพ.ค. และมิ.ย.2564 จำนวน 120 ล้านชิ้น และให้เตรียมสำรองพร้อมส่งมอบอีกเดือนละ 40 ล้านชิ้น โดยในส่วนโรงพยาบาลเอกชนให้จัดส่งถุงมือยางตามปริมาณที่ต้องการอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้กระจายไปยังร้านขายยาและร้านค้าต่างๆ ในประเทศเพิ่มขึ้น และโรงงานผู้ผลิตต้องกำหนดราคา ถุงมือยางให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ และจะได้ตั้งกลุ่มประสานงานระหว่างสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมร้านขายยา สมาคมเภสัชกรรมชุมชน และกรมการค้าภายใน เพื่อประสานการกระจายถุงมือยางให้มีเพียงพอ และตรวจสอบราคาต้นทางเพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทยและโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากสถานการณ์ปริมาณและราคาจำหน่ายถุงมือยางยังไม่ดีขึ้น ก็ใช้มาตรการเข้มข้นต่อไป และหากพบว่าผู้ค้าส่งค้าปลีกมีการจำหน่ายแพงเกินสมควร อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้พบเห็นการเอารัดเอาเปรียบร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ผลิตถุงมือยางไทย, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, อธิบดีกรมการค้าภายใน, ไม่ขาดตลาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a5d172790e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าภายในคุมแพลตฟอร์มห้ามขึ้นค่าขนส่งเดลิเวอรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับผู้ให้บริการส่งอาหารและแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ 11 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Lineman , GRAB , Foodpanda , Robinhood , Gojek , Lazada , Shopee , JJmall , ไปรษณีย์ไทย , Ohlala Shopping และ Lalamove โดยผู้ให้บริการยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาค่าบริการขนส่งเดลิเวอรีอย่างแน่นอน และหลายแพลตฟอร์มมีการจัดโปรโมชัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว แต่ก็ได้มีการเตรียมพร้อมเพิ่มสายการให้บริการให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ หากมีจำนวนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแจ้งว่า สถานการณ์ยอดการสั่งซื้อส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 5-10% เท่านั้น หรือบางรายไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนมีการปรับตัวรับสถานการณ์ได้ดีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าแพลตฟอร์มต่างๆ มีการปรับขึ้นค่า GP (Gross Profit) หรือค่าคอมมิชชันที่ร้านอาหารต้องจ่ายให้เป็นค่าดำเนินการที่ทางแพลตฟอร์มเรียกเก็บนั้น แพลตฟอร์มต่างๆ ยืนยันว่าไม่มีนโยบายปรับค่า GP หรือค่าบริการขนส่ง เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์และต้องการช่วยเหลือร้านค้าต่างๆ อยู่แล้ว โดยในส่วนการเก็บค่า GP บางรายให้ร้านค้าเลือกที่จะจ่ายค่า GP หรือไม่ บางรายไม่มีการเก็บค่า GP หรือเก็บค่า GP เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ซึ่งได้ขอให้แพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่า GP พิจารณาปรับลดค่า GP เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ไม่สามารถให้บริการนั่งทานในร้านได้ในช่วงนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้แพลตฟอร์มรักษามาตรฐานสุขอนามัยของพนักงานส่งสินค้า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน รวมทั้งให้แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ดูแลร้านค้าที่จำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ห้ามขายเกินราคาที่กำหนด และต้องแสดงราคาให้ชัดเจนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเข้ามาดูแลค่าบริการขนส่งเดลิเวอรี่ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนมีการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น รวมถึงในหลายจังหวัดมีการห้ามนั่งรับประทานอาหารภายในร้าน ประชาชนจึงหันมาใช้บริการการซื้อออนไลน์ โดยเฉพาะการสั่งซื้ออาหาร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามดูแลราคาค่าบริการขนส่งเดลิเวอรี่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102124</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_60952ba70d9fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;จี้ผู้ผลิตหน้ากากอนามัยเร่งผลิตเต็มสูบ ย้ำห้ามขายเกิน 2.50 บาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมติดตามสถานการณ์การผลิตหน้ากากอนามัย ร่วมกับผู้ผลิตหน้ากากอนามัย พบว่า ปัจจุบันมีหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า และหน้ากากทางเลือก ในตลาดปริมาณมาก และวัตถุดิบในการผลิตมีเพียงพอ บางรายมีวัตถุดิบและหน้ากากอนามัยเหลือพร้อมที่จะส่งมอบ และบางรายพร้อมที่จะผลิตเพิ่มขึ้น ถ้ามีคำสั่งซื้อเข้ามา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ ได้ขอให้ผู้ผลิตหน้ากากอนามัย แจ้งปริมาณที่พร้อมส่งมอบ หรือกำลังผลิตที่ยังคงเหลืออยู่มาที่กรมฯ โดยหากพื้นที่ใดมีปริมาณหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ จะได้ประสานจัดส่งไปเสริมให้ทันที และยังได้ขอให้ผู้ผลิตดำเนินการผลิตอย่างเต็มที่ รวมทั้งเน้นย้ำว่าหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ เป็นสินค้าควบคุม ต้องจำหน่ายตามราคาที่กำหนดไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท หากพบว่ามีการจำหน่ายเกินกว่าราคาที่กำหนดจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมฯ และมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจสอบและติดตามสถานการณ์หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ทำให้ทุกจังหวัดกำหนดมาตรการให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากที่อยู่อาศัย และมีมาตรการขอความร่วมมืองดออกจากบ้านในบางช่วงเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการตรวจสอบ ไม่พบ ความผิดปกติ ราคาหน้ากากอนามัยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.90-2.50 บาท ไม่เกินไปกว่าราคาควบคุม แต่ถ้าประชาชนพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบ ก็ให้แจ้งมาที่สายด่วน 1569 กรมฯ จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด โดยกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จำหน่ายราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101716</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, การผลิตหน้ากากอนามัย, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ec5681cbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เราชนะเงินสะพัด ขู่ฟันร้านค้าโกง! ม.33พุ่ง7ล.ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดปัง! &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; เงินสะพัดแล้ว 3.8 หมื่นล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ์ 28.1 ล้านคน &amp;quot;คลัง&amp;quot; ฟุ้งเพิ่มจุดรับลงทะเบียนกลุ่มไม่มีสมาร์ตโฟนแล้ว 3.5 พันจุด ลงทะเบียนแล้ว 6.5 แสนคน พร้อมโอนวงเงินล็อตแรก 5 มี.ค.นี้ &amp;quot;ก.พาณิชย์&amp;quot; ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบร้านค้าเราชนะหลังคนร้องเรียนปรับขึ้นราคา ขู่ดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด &amp;quot;ม33เรารักกัน&amp;quot; ยอดลงทะเบียนวันที่ 2 พุ่งกระฉูด 7 ล้านราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเข้าร่วมโครงการเราชนะ ณ วันที่ 22 ก.พ.64 สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.7 ล้านคน โดยมีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.64 จนถึงปัจจุบันไปแล้วมากกว่า 22,761.2 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com เป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะผ่านแถบ (Banner) โครงการเราชนะในแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้วมากกว่า 14.4 ล้านคน ได้ใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.64 จนถึงปัจจุบันไปแล้วมากกว่า &amp;nbsp;15,762.4 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์โครงการเราชนะรวมแล้วมากกว่า 28.1 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วมากกว่า &amp;nbsp;38,524.6 ล้านบาท ผ่านผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะมากกว่า 1.01 ล้านกิจการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าการเปิดจุดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะเพิ่มเติมวันแรก (22 ก.พ.) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ &amp;nbsp;เช่นไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ตโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนเองหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ว่า นอกเหนือจากการลงทะเบียนที่สาขาและจุดบริการเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,894 แห่ง &amp;nbsp;กระทรวงการคลังได้เพิ่มจุดรับลงทะเบียนจนปัจจุบันมีจุดรับลงทะเบียนไม่น้อยกว่า 3,500 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนได้ที่สาขาหรือจุดบริการของธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สำนักงานคลังจังหวัด, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่, สำนักงานสรรพากรพื้นที่ รวมถึงหน่วยรับลงทะเบียนเคลื่อนที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยขณะนี้ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะแล้วมากกว่า &amp;nbsp;651,632 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15-21 ก.พ.64 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 4 มี.ค.64 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 5 มี.ค.64 และกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 22 ก.พ.-5 มี.ค.64 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 15 มี.ค.64 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ &amp;nbsp;19 มี.ค.64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน &amp;nbsp;เปิดเผยถึงกรณีปรากฏเป็นข่าวว่า มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีสาเหตุ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนว่า กรมการค้าภายในได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะแล้ว พร้อมได้ประสานให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบด้วยเช่นกัน โดยได้เน้นย้ำให้ร้านค้าต้องติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควรโดยเด็ดขาด หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร จะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายมีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า สำหรับร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าห้ามจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร ห้ามรับแลกเงินแทนการซื้อสินค้า และต้องติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน หากตรวจพบพฤติกรรมว่าทำผิดข้อกำหนดจะถูกยกเลิกออกจากโครงการทันที โดยกรมการค้าภายในหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่มีสิทธิ์เพิกถอนสิทธิ์ และจะแจ้งกรมบัญชีกลางพิจารณาการส่งคืนเครื่อง EDC หรือยกเลิกการใช้แอปพลิเคชัน และจะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อีกต่อไป และหากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การลงทะเบียนของผู้ประกันตนมาตรา 33 ผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com เพื่อรับสิทธิ์เงินช่วยเหลือเยียวยาค่าครองชีพจากรัฐบาลคนละ 4,000 บาท โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;21 ก.พ. - 7 มี.ค.64 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 2 (22 ก.พ.64) ของการลงทะเบียน โดยตัวเลขล่าสุด ณ เวลา 15.00 น. ยอดผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถเข้าลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 7,395,520 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพลกล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน &amp;nbsp;ได้กำชับให้สำนักงานประกันสังคมอำนวยความสะดวกและเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านให้ผู้ประกันตนในการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลการตรวจสอบผู้ประกันตนมาตรา &amp;nbsp;33 ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ตกหล่น และสามารถรองรับปริมาณการลงทะเบียนของผู้ประกันตนจำนวนมากผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com ไปจนถึงวันที่ 7 มี.ค.64 ได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน จึงขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจในการทำงานของกระทรวงแรงงาน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93906</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล กฤตวงศ์วิมาน, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, สุชาติ ชมกลิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_6033b311ecd40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
