<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเชื่อที่ขาดสติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังคงเป็น..ทอล์กออฟเดอะทาวน์สำหรับเรื่องราวข่าวอื้อฉาว...คุณพระช่วย!! ว่าด้วยปัญหาพฤติกรรมของพระภิกษุสงฆ์บางรูปบางคน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มองในมุมบวกแล้ว นับว่าเป็นสิ่งดีงามที่มีการกวาดวัดวาอารามให้สะอาดสะอ้าน สมกับเป็นสถาบันศาสนาที่ควรบริสุทธิ์ ผุดผ่อง โปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มองในมุมลบ ย่อมต้องมีข้อกล่าวหาต่างๆ นานาว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วคุณล่ะ ...มองมุมไหนกันบ้าง!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นิด้าโพลก็ทำการสำรวจมุมมองของประชากรมาส่วนหนึ่งที่สะท้อนบอกว่า ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อองค์กรสงฆ์นั้น มิได้เสื่อมสลายจนเอาไม่อยู่ เพราะอย่างน้อย ...เมื่อถามถึงความศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรพระสงฆ์ จากกระแสข่าวการทุจริตในองค์กรพระสงฆ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.36 ระบุว่า มีความศรัทธาต่อองค์กรพระสงฆ์เท่าเดิม เพราะศรัทธาในหลักธรรมคำสอน ไม่ได้ศรัทธาที่ตัวบุคคล ขณะที่บางส่วนระบุว่า พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็มีอยู่เยอะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองลงมา ร้อยละ 35.52 ระบุว่า มีความศรัทธาต่อองค์กรพระสงฆ์ลดลง เพราะกระแสข่าวที่เกิดขึ้นทำให้องค์กรพระสงฆ์เสื่อมลง ขาดความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 0.48 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ไม่มีความศรัทธาต่อองค์กรพระสงฆ์เลย และร้อยละ 0.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเชื่อและความศรัทธาในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์ศาสดาหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างหาก คือการใช้สติในการคิดและตรึกตรอง มิใช่เชื่อหรือศรัทธาตามกระแส ตามที่เขานิยม มาเล่าสู่กันฟัง...จริงไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมนุษย์ป้าเอง จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคย &amp;quot;หมดศรัทธา&amp;quot; ในการเข้าวัดเข้าวา อันเนื่องมาจากพบพระสงฆ์รูปหนึ่งไม่หยุดรับบาตรในขณะที่เราเปล่งวาจานิมนต์ท่านอยู่ริมถนนหน้าวัดเบญจมบพิตรฯ ในตอนนั้นด้วยความสงสัย จึงเดินตามไปพบแถวยาวเหยียดที่มีพระสงฆ์รอรับบาตร แล้วก็ปรากฏกับสายตาว่า พระรูปนั้นเลือกที่จะรีบไปเข้าคิว แต่ไม่หยุดรับบาตรของเรา เนื่องจากคหบดีผู้ใส่บาตรมีซองสีแดงพร้อมดอกไม้ให้กับทุกรูป ...แต่เรามีเฉพาะข้าวปลาอาหารสดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงเพราะการกระทำของพระรูปเดียวแท้ๆ ส่งผลให้หมดสิ้นศรัทธาลง จนกลายเป็นอคติ และลด ละ เลิก กิจกรรมงานที่พุทธศาสนิกชนพึงกระทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อย้อนกลับไปทบทวนแล้วต้องยอมรับว่า ตอนนั้นเราเด็กเกินกว่าที่จะมีสติพิจารณาว่า พระแค่รูปเดียวไม่ได้หมายถึงพระทั้งวัด และพระวัดเดียวก็ไม่ได้แปลว่าพระทุกวัดจะเป็นแบบเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือตัวอย่างของความเชื่อ ความศรัทธาที่ขาดสติ เพราะเป็นการยึดที่ตัวบุคคล ยึดที่สัญลักษณ์ แต่ไม่เลือกที่จะศึกษา ค้นหาในแก่นพระธรรมคำสั่งสอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความวุ่นวายสับสนในสังคมไทยทุกวันนี้ ก็เกิดจากการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล นั่นคือ ขาดสตินั่นเอง..จริงไหมคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11689</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทอล์กออฟเดอะทาวน์, ป้าเอง, พระสงฆ์, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, มนุษย์ป้าเอง, มองมุมสูง, วัดเบญจมบพิตรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกทำเนียบแบนพาราควอต NGO-อจ.จี้คุมวัตถุอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์กรประชาชนกว่า 300 เครือข่ายนัดชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯ จี้นายกฯ ใช้อำนาจแบน &amp;quot;พาราควอต&amp;quot; พร้อมหามาตรการชดเชยเหยื่อที่ได้รับสารพิษ นักวิชาการ มธ.จี้ภาครัฐควบคุมการใช้ 3 วัตถุอันตรายอย่างเคร่งครัด หวั่นกรณี &amp;quot;ปุ๋ยปลอม&amp;quot; ซ้ำเติมเกษตรกร วอนรัฐส่ง จนท.ลงตรวจสอบเข้มทุกพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไปได้ โดยให้มีการจำกัดการใช้ ทำให้เครือข่ายภาคประชาชน 369 องค์กร ประกาศว่าจะเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯ ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้นายกฯ &amp;nbsp;ใช้อำนาจทบทวนให้มีการแบนสารทั้ง 3 ชนิดใน 2 ปี ตามมติของ 5 กระทรวงหลักนำโดยกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ในวันที่ 5 มิ.ย. เวลา 07.00 น. จะมีการนัดรวมพลกันที่วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ โดยมีกว่า 300 เครือข่ายเข้าร่วมประมาณ 500-700 คน จะเดินทางถึงทำเนียบฯ ในเวลา 09.00 น. ซึ่งในหนังสือมีข้อเสนอทั้งหมด 3 เรื่อง คือ 1.เสนอให้นายกฯ ใช้อำนาจทบทวนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยให้มีการแบนสารพาราควอตและสารอีก 2 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต 2.เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยแพร่ข้อมูลสารทดแทน เพื่อเพิ่มทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกรที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ และเพื่อไม่ให้บริษัทผู้ผลิตใช้เป็นข้ออ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.เรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการทางการคลัง ในการชดเชยผู้ได้รับความเสียหายจากการได้รับสารพิษเหล่านี้ โดยการเรียกเก็บภาษีจากบริษัทผู้ผลิตที่มีกำไรมหาศาล ไม่ต้องแบกภาระจากเงินภาษีของประชาชนเองในการชดเชยความเสียหาย นอกจากนี้ยังได้มีข้อเสนอให้มีการตรวจสอบกรรมการวัตถุอันตรายจำนวน 3 รายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานกับสำนักนายกฯ ว่าใครจะเป็นผู้มารับมอบหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในเวลา 14.00 น. หลังจากจบการประชุม ครม.ได้นัดหมายเข้าพบ รมว.เกษตรและสหกรณ์เพื่อเรียกร้องใน 3 เรื่อง คือ 1.ขอให้สนับสนุนการทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย 2.ให้มีการเสนอทางเลือกของการใช้วิธีการอื่นทดแทนมากกว่านี้ และ 3.เสนอมาตรการเยียวยาหรือสนับสนุนหากมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครูชนะ เสวิกุลได้แต่งเพลง &amp;quot;หยุดพาราควอต&amp;quot; เพื่อใช้ร้องในการเคลื่อนขบวน มีเนื้อร้องดังนี้ &amp;quot;พรรณไม้งามน้ำใสไหลเย็น เด็กน้อยเป็นเคยอยู่สดใส แต่พาราควอตทำชีวิตมีภัย มันแทรกซึมในอาหารที่เรากิน พรรณไม้งามน้ำใสไหลเย็น เด็กน้อยเป็นต้องอยู่สดใส หยุดการปนพิษในดินไทย ให้ธรรมชาติดีไว้....เพื่อลูกหลานเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืชและการจัดการเกษตรอินทรีย์ กล่าวว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะปลูกควรให้ความตระหนักและพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างปัญหาสุขภาพผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และความสะดวกรวดเร็วในการกำจัดวัชพืช จากกรณีที่มีมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต แต่ให้จำกัดการใช้แทน ซึ่งสารเคมีดังกล่าวเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในแวดวงเกษตรกรไทยและนิยมใช้ในการกำจัดวัชพืช เนื่องจากมีราคาที่ไม่สูงมากและเห็นผลเร็ว แต่ขณะเดียวกันกลับส่งผลเสียขั้นรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลกมีมาตรการห้ามใช้สารเคมีดังกล่าวเป็นการถาวรมากว่า 10 ปีแล้ว โดยให้ใช้สารชนิดอื่นทดแทน เนื่องจากคุณภาพชีวิตของประชากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งควรใช้ในปริมาณที่ฉลากแนะนำ โดยบางรายใช้ปริมาณเกินกว่าที่ฉลากกำหนดและส่งผลตามมา โดยหนึ่งในกรณีที่เห็นได้ชัดเจนคือ การตรวจพบสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดของเกษตรกรจังหวัดยโสธร จำนวน 81 ราย จากทั้งหมด 82 ราย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ากำหนดกรอบหรือวางข้อบังคับการใช้สารเคมีอย่างชัดเจน อาทิ กำหนดให้เกษตรกรที่มีความประสงค์ใช้สารอันตรายต้องมีใบอนุญาต เพื่อสามารถจำกัดกลุ่มผู้ใช้ และสามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารอันตราย ทั้งอัตราการใช้ &amp;nbsp;ความถี่ของการใช้ การแต่งกายขณะใช้สารเคมี และวิธีการจัดการในกรณีได้รับพิษจากสารเคมี รวมทั้งมีการควบคุมการใช้งานสารอันตรายตามขนาดพื้นที่อย่างเคร่งครัด พร้อมกำหนดคณะติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าตรวจสอบและชี้วัดถึงอันตรายต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง &amp;nbsp;และสิ่งแวดล้อมโดยรอบแบบรัดกุม&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ดุสิตกล่าวด้วยว่า ในปี 2560 ประเทศไทยมีการนำเข้าสารอันตรายอย่างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต กว่า 44,501 ตัน, 3,700 ตัน และ 59,872 ตัน ตามลำดับ ซึ่งสามารถสะท้อนได้ชัดเจนว่าทั้งเกษตรกรไทยและภาครัฐยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สารเคมีอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.บัณฑิต อนุรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีในภาคการเกษตร กล่าวว่ายังมีกรณีการใช้ปุ๋ยปลอมในการกำจัดศัตรูพืช วัชพืชในแปลงเกษตร ที่ยังไม่ได้รับการเพ่งเล็งหรือตรวจสอบจากภาครัฐเท่าที่ควร ด้วยข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบสารพิษจากกรมวิชาการเกษตร ที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ โดยมีกรณีศึกษาซึ่งพบว่าเกษตรกรในพื้นที่ อ.สามชุก สุพรรณบุรี มีการใช้สารเคมีหลายชนิดมากกว่า 2 เท่าของค่ามาตรฐานที่ฉลากกำหนด เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ยที่ซื้อมาได้ จึงจำเป็นต้องผสมร่วมกับปุ๋ยเคมีชนิดอื่นในการฉีดพ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ฉีดพ่นที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด ปริมาณสารพิษตกค้างกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในนาข้าวและผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกร อ.สามชุก สุพรรณบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งกรณีดังกล่าวหากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างครบวงจร &amp;nbsp;จะสามารถเยียวยาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการใช้ปุ๋ยปลอม และประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;quot; ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.กล่าวว่า จากกรณีการใช้สารเคมีอันตรายในภาคการเกษตร สะท้อนถึงปัญหาด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และการเกษตร ที่ภาคการศึกษาสามารถเป็นหนึ่งในตัวแปรในการพัฒนาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ผ่านการกระจายองค์ความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยี ตลอดจนการปลูกฝังแนวคิดต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งแวดล้อม และภาคการเกษตรที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ โดยคณะได้เปิดสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเกษตรอินทรีย์ เพื่อปั้นผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเกษตรที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านการจัดการเกษตร รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ควบคู่ไปกับการมีผลผลิตเกรดพรีเมียมในอนาคต อาทิ &amp;quot;นวัตกรรมย่อยสลายเศษพืชและฟางข้าว&amp;quot; (ไบโอออร์กา-พลัส) ชีวภัณฑ์บำรุงดินโดยไม่ทิ้งสารพิษตกค้าง &amp;quot;แอปออร์แกนิก&amp;quot; &amp;nbsp;(Organic Ledger) แอปพลิเคชันตรวจสอบคุณภาพผลผลิตย้อนหลังนับตั้งแต่เริ่มปลูก เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด 1 ครั้ง ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ที่สามารถช่วยประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมวางแผนแก้ไขได้อย่างชาญฉลาด โดยการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning: PBL) ด้วยการลงพื้นที่จริงเพื่อระดมความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ไปสู่การหาข้อสรุปร่วมกันอย่างชัดเจน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10684</URL_LINK>
                <HASHTAG>Organic Ledger, คลอร์ไพริฟอส, ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์, ผศ.ดร.บัณฑิต อนุรักษ์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ, วัดเบญจมบพิตรฯ, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หยุดพาราควอต, เกษตรกร, แอปออร์แกนิก, ไกลโฟเซต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b15483437a6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
