<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (จบ)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาทิตย์นี้...ก็มาถึงตอนจบของการ เทศน์มหานานาชาติ หรือเทศน์แบบอินเตอร์เนชั่นแนล ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม ที่ยาวอีเหลนเป๋น ปาเข้ามาครบโหล หรือครบ 12 ตอนพอดิบพอดี ส่วนจะมีเนื้อหา สาระ น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ยังไงก็แล้วแต่ โยมทั้งหลาย คงต้องเก็บไปตรองๆ ดูเอาเองก็แล้วกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อมาถึงตอนนี้...หรือตอนทิ้งท้าย เพื่อจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญอย่างฉกาจฉกรรจ์ ของ การออกจากวัตถุนิยม ว่ามันมีคุณค่า ราคา มากน้อยขนาดไหน ก็คงต้องขออนุญาตไปนำเอาแบบ เอาแนวคิด ของอภิมหานักคิด นักเขียน นักกฎหมาย และนักอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมาย รวมทั้งอาจถือเป็น นักการศาสนา ควบคู่ไปด้วยก็ยังได้ เพราะในฐานะผู้ที่ยอมตาย ยอมพลีชีพ เพื่อดำรงความเชื่อ ความยึดมั่นในทางศาสนา ยอมให้กษัตริย์ตัดหัว แต่ไม่ยอมเลิกเชื่อ เลิกยึดมั่น ในแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือ เซอร์ โธมัส มอร์ (Sir Thomas More) อภิมหารัฐบุรุษชาวอังกฤษ ผู้ได้เสกสรรค์ ปั้นแต่ง นครแห่งจินตนาการ ที่มีชื่อว่า ยูโธเปีย (Utopia) ขึ้นมาในห้วงความรู้สึก นึกคิด ของผู้คนตั้งแต่แรกนั่นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง ยูโธเปีย ตามแบบฉบับ ต้นฉบับของแท้ แต่ดั้งเดิม ของ เซอร์ โธมัส มอร์ นั้น ย่อมเป็นคนละเรื่อง คนละม้วน กับผู้ที่พยายามหยิบเอาถ้อยคำและจินตนาการเหล่านี้ มาใช้ประโยชน์ในทางการเมือง อย่างเช่น พวกคอมมิวนิสต์ คอมมูหน่อยทั้งหลาย อยู่แล้วแน่ๆ นครแห่งจินตนาการที่มีชื่อว่า ยูโธเปีย อันถือเป็นนครแห่งสันติสุข สันติภาพ ตามความฝัน ความปรารถนาของอภิมหารัฐบุรุษผู้นี้ จึงแตกต่างไปจาก ยูโธเปีย ของพวกวัตถุนิยม อย่างเห็นได้ชัดเจน ตรงที่ การออกจากวัตถุนิยม หรือ ไม่ออกจากวัตถุนิยม นั่นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างดังกล่าว...จึงคงต้องขออนุญาตไปนำเอาสำนวนแปล ของอาจารย์ สมบัติ จันทรวงศ์ ที่ได้ลงทุนแปลหนังเล่มนี้เอาไว้ตั้งเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว มาถ่ายทอดเอาไว้ โดยเฉพาะช่วงที่ระบุว่า...&amp;ldquo;ดังนั้นกษัตริย์ยูโธปัส (ผู้ปกครองนครยูโธเปีย) จึงไม่กำหนดให้ประชาชนนับถือศาสนาใดๆ โดยปล่อยให้แต่ละคนมีอิสระที่จะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาพึงประสงค์ แต่มีข้อยกเว้นอยู่ข้อเดียวเท่านั้น คือพระองค์ได้ออกกฎหมายที่สำคัญและรุนแรง ในการกำหนดบทลงโทษต่อผู้ที่ถือว่า ต่ำทรามกว่าศักดิ์ศรีตามธรรมชาติของมนุษย์ นั่นก็คือผู้ที่เชื่อว่า...วิญญาณนั้นจะตายไปพร้อมๆ กับร่างกาย หรือความเชื่อที่ว่า จักรวาลนั้น มีความเป็นไปโดยบังเอิญ โดยมิได้มีพระเจ้าปกครองดูแล...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บอกต่อไปอีกว่า...&amp;ldquo;เพราะสำหรับชาวยูโธเปียนั้น ล้วนเชื่อว่า...หลังจากชีวิตนี้แล้ว ย่อมต้องมีการลงโทษต่อผู้ที่กระทำความชั่ว และการให้รางวัลต่อผู้ที่ปฏิบัติคุณธรรม พวกเขาเชื่อว่า...คนที่ไม่ได้เชื่อ หรือไม่ได้ยึดมั่นต่อแนวคิดเช่นนี้ คือผู้ที่ต่ำทรามจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุเพราะทำให้วิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์นั้น ตกต่ำลงไปไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ป่า คนเช่นนั้นจึงไม่เหมาะสมสำหรับสังคมมนุษย์ เพราะถ้าเขามีความกล้าหาญมากพอ เขาก็คงพร้อมที่จะแสดงออกถึงการเยาะเย้ยบรรดากฎหมาย ระเบียบ ประเพณีทั้งปวงได้เสมอๆ เนื่องจากใครจะไปเชื่อได้ว่า คนที่ไม่กลัวอะไรอื่นเลยนอกเสียจากกฎหมาย และไม่เชื่อว่าจะมีกฎอื่นใดหลังไปจากความตาย จะไม่หัวเราะเยาะเย้ยกฎหมายในประเทศตัวเองอย่างลับๆ หรือพร้อมเสมอที่จะละเมิดกฎหมายดังกล่าวเพื่อสนองต่อประโยชน์ หรือความโลภส่วนตน ดังนั้น...คนที่ทัศนะเช่นนี้เป็นผู้ที่ไม่ควรให้เกียรติใดๆ ทั้งสิ้น และจะไม่มีการมอบตำแหน่งทางการปกครอง หรือการสาธารณะใดๆ ให้แก่เขา มิหนำซ้ำเขายังจะถูกดูแคลนจากผู้คนโดยทั่วไป ว่าเป็นผู้ที่มีธรรมชาติอันเลวทราม และปราศจากคุณค่าใดๆ ทั้งสิ้น...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(6)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่...ความแตกต่างระหว่าง ความเป็นวัตถุนิยม หรือ ไม่วัตถุนิยม มันจึงมีความสำคัญอยู่ที่อีตรงนี้นั่นแหละท่าน คือมันทำให้ คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ หรือ วิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ ย่อมไหลไปสู่ทิศทางที่ผิดแผก แตกต่าง ไปจากกันและกัน อย่างเห็นได้โดยชัดเจน จนหนีไม่พ้นต้องหาทางทำให้ผู้ที่เป็นผู้เป็นคน หรือผู้ที่ได้ชื่อว่า มนุษย์ ทั้งหลาย ต้องถอนตัวออกมาจากทัศนคติและแนวคิดดังกล่าวโดยไว และโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ถึงจะทำให้สังคมนั้นๆ ชาตินั้นๆ ประเทศนั้นๆ มีโอกาสบรรลุถึงซึ่งสันติสุข สันติภาพ ตามความปรารถนา ความต้องการ ได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง ไม่ว่าจะปกครองกันด้วยระบบ หรือระบอบใดๆ ก็แล้วแต่ เอวัง...ก็จึงมีด้วยประการฉะนี้...แล...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14691</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (11)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงวันอาทิตย์...ก็ไม่รู้ว่าบรรดา ผู้อ่าน ท่านจะง่วงเหงา หาวนอน กันไปแล้วถึงขั้นไหน กับการที่จะต้องกลับมานั่ง ฟังเทศน์ ชนิดยาวอีเหลนเป๋น ปาเข้าไป 10 ตอน 11 ตอน กันแล้ว...จนถึงบัดนี้ แต่ทำไงได้...ในเมื่อดันตั้งจิต อธิษฐาน ตั้งปณิธาน ว่าจะต้องหาทางสืบสานเจตนารมณ์ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ในเรื่องการหาทาง ออกจากวัตถุนิยม ให้จงได้ แม้ใครจะหลับมั่ง-ไม่หลับมั่ง อ่านมั่ง-ไม่อ่านมั่ง แต่คงต้อง เทศน์ กันต่ออย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาถึงกัณฑ์นี้...ก็คงต้องไปว่ากันถึงหลักฐาน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถชี้ชัดให้เห็นว่า วิญญาณมีอยู่จริง โดยสามารถปฏิบัติการในห้องแล็บ ห้องทดลอง ให้เห็นแบบครั้งแล้ว ครั้งเล่า เอาเลยก็ยังได้ นั่นก็คือการค้นพบโดยทีมงานนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ภายใต้การนำของ ดร. โมฮัมหมัด คูบิซซี (Mohammad Koubeissi) ในช่วงปี ค.ศ.2014 จนกลายเป็นข่าวใหญ่ ข่าวโต ถูกหยิบมารายงานโดยสำนักข่าวต่างประเทศหลายต่อหลายสำนัก ที่อาศัยกรรมวิธีการปล่อยกระแสไฟฟ้าแบบอ่อนๆ แบบที่เรียกว่า Deep Brain Stimulation เข้าไปยังพื้นที่สมองในแต่ละจุด แต่ละพิกัด ของคนไข้โรคลมบ้าหมู จนไปเจอกับสิ่งที่ไม่ต่างอะไรไปจาก สวิตช์ปิด-เปิด การทำงานของระบบสมองทั้งหมด...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวิตช์ที่ว่านั้น...ว่ากันว่าอยู่บริเวณชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เรียกกันว่า Claustrum มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ อยู่ในสมองส่วน Neo-Cortex ที่สามารถเปิด-ปิดได้ไม่ต่างไปจากการบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์กลไก สามารถบิดปุ่ม กดปุ่ม ให้คนไข้หลับและตื่นได้แบบฉับพลัน-ทันที แถมยังพบชิ้นส่วนสมองที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการ ทำตามคำสั่ง ด้วยกรรมวิธีต่าง ให้ยกแขน ยกขา ยืน-เดิน-นั่ง-นอน ได้ตามที่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักทดลองต้องการ การค้นพบเช่นนี้...จึงทำให้เกิดหลักฐาน ข้อพิสูจน์ขึ้นมาว่า มันคงต้องมี อะไรบางอย่าง ภายในร่างกายของผู้คนในแต่ละคน ที่คอยทำหน้าที่แบบเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลองคือเป็นตัวบิดปุ่ม กดปุ่ม สมองส่วนโน้น ส่วนนี้ ให้เป็นไปตามความปรารถนา ความต้องการขึ้นมาได้ ในแต่ละช่วง แต่ละระยะ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อะไรบางอย่าง ที่ว่านั้น...มันจึงไม่ต่างอะไรไปจาก วิญญาณ หรือ soul หรือ mind ก็แล้วแต่จะเรียกขานไปตามรสนิยมของใครก็ของมัน แต่ถ้าจะเรียกว่า mind ดังที่แพทย์ด้านศัลยกรรมประสาทชาวแคนาดา อย่าง ไวเดอร์ เพนฟิลด์ ได้ให้คำเรียกขานเอาไว้ สิ่งที่เรียกว่า mind ตัวนี้นี่แหละ...ที่ท่านเชื่อของท่านว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้เสื่อมสลาย หรือไม่ได้สูญหาย แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่า สมอง จะหยุดทำงานไปแล้ว แต่จะยังคงดำรงอยู่ และ จะพยายามหาทางเชื่อมโยงกับพลังชีวิตใหม่ๆ ที่มีอยู่ในจักรวาล หรือ ณ ที่แห่งใด แห่งหนึ่ง อันเป็นที่เก็บพลังแห่งชีวิตเหล่านี้เอาไว้...นี่...เรียกว่าเล่นเอาวิทยาศาสตร์ สาขาประสาทวิทยา กับไสยศาสตร์ หรือศาสนศาสตร์ ชักจะกลายเป็น คนละเรื่องเดียวกัน ไปจนได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริง-ไม่จริง...เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็ลองเอาหัวแม่ตีนตัวเองตรองดูเอาเองก็แล้วกัน แต่จะไปปฏิเสธว่าสิ่งที่บรรดานักประสาทวิทยา หรือนักวิทยาศาสตร์เขาพยายามศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์...คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก และถ้าต้องยอมรับว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ นั่นย่อมหมายความว่า...บรรดา ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ แบบเดิมๆ ที่ยึดมั่น ถือมั่น เอาแต่ความจริงทางสสาร วัตถุ มาโดยตลอด ก็มีอันต้องกลายเป็น ความงมงายทางวิทยาศาสตร์ อย่างมิอาจปฏิเสธได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(6)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้...บรรดา ทฤษฎี ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมต่างๆ ที่ก่อกำเนิดเกิดขึ้นมาจากรากฐานแห่ง ความจริงทางวัตถุ เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีทุนนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ อนาคิสต์ ฟาสซิสต์ ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ย่อมต้องถือเป็นทฤษฎีอันมีที่มาจาก ความงมงายทางวิทยาศาสตร์ ไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ หรือเป็นทฤษฎีที่ไม่น่าจะเอามายึดมั่น ถือมั่นใดๆ อีกต่อไป ไม่งั้น...ก็หนีไม่พ้นต้องหาทางปรับเปลี่ยน แก้ไข ทฤษฎีต่างๆ กันใหม่หมด ต้องเอา จิต เอา วิญญาณ หรือเอา soul เอา mind ก็แล้วแต่ เข้าไปสอดแทรก ผนวกรวมกับทฤษฎีต่างๆ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จะเป็น ทุนนิยมแบบจิตวิญญาณ หรือ สังคมนิยมแบบมีจิตวิญญาณ หรืออนาคิสต์แบบ คริสเตียน อนาคิสต์ ฯลฯ ก็แล้วแต่ มันถึงจะพอเดินหน้าต่อไปได้ ไม่เช่นนั้น...คงต้อง เชยซ์ซ์ซ์ไม่เสร็จ หรือหมดสมัย พ้นสมัย ไปอย่างมิอาจปฏิเสธได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(7)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดง่ายๆ ก็คือ...ต้องหาทาง ออกจากวัตถุนิยม กันไปเป็นรายๆ นั่นแหละ มันถึงจะพอสอดคล้องไปกับ ความจริงแห่งยุคสมัย ที่ได้แสดงให้เห็นถึงหลักฐาน ข้อพิสูจน์ ที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงความมีอยู่ของ วิญญาณ อันเป็นสิ่งที่สำคัญเอามากๆ ไม่ว่ากับชีวิต ร่างกาย ของแต่ละปัจเจกบุคคล กับสังคม บ้านเมือง ประเทศชาติ ส่วนจะสำคัญมากมายอย่างไรนั้น เอาเป็นว่าอาทิตย์หน้า ลองไปว่ากันต่อ ถือเป็นตอนปิดท้ายของ ชาดก เรื่องนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2018 21:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (10)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงวันอาทิตย์...ก็ได้เวลากลับมา เทศน์ กันต่อ จนกว่าจะหมดไส้ หมดพุง นั่นแหละทั่น คราวนี้มาว่าให้ลึกลงไปถึงเรื่อง สมอง ที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆ หรือนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ เชื่อๆ กันในทำนองว่า เป็นที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่า จิต อันไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด ชนิดที่ถ้าหาก ฉันคิด...ฉันจึงมีชีวิตอยู่ หรือ ฉันยังเป็นอยู่ หรือ I think therefor I am, I exit แบบที่นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ตัวพ่อ นักเหตุผลนิยมตัวพ่อ ชื่อว่านาย เรอเนต์ เดคาร์ตส์ (Rene Descartes) เคยพูดเอาไว้เก๋ๆ เท่ๆ เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว และใครที่นำมาพูดต่อ ก็ยังคงดูเก๋ ดูดี จนตราบเท่าทุกวันนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น...เมื่อไหร่ที่ สมอง เกิดไม่ทำงาน หรือไม่อยาก คิด อีกต่อไปแล้ว...ฉันก็เลยต้องเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ต้องตายแล้ว ตายเลย ตายแล้วสูญ เพราะไม่มี ฉัน ไม่มี จิต หรือไม่มี วิญญาณ ใดๆ อีกต่อไป การมองเรื่องของ จิต ของ วิญญาณ ออกไปในแนวนี้ เลยทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆ หรือพวก งมงายทางวิทยาศาสตร์ หลายต่อหลายราย เคยคิดจะนำเอาสิ่งที่เรียกว่า จิต ไปชั่ง-ตวง-วัด กันในห้องทดลองให้จงได้ หรือบางรายชั่งออกมาแล้ว ได้น้ำหนักประมาณ 21 กรัม จนถูกนำเอาไปเป็นพล็อตหนังสยองขวัญฮอลลีวูดกันเลยก็ยังมี...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อความก้าวหน้าของ วิทยาศาสตร์ทางจิต ได้พัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ หรือเมื่อนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม บางราย พยายามนำเอาวิทยาศาสตร์ไปใช้ค้นหาคำตอบ คำอธิบาย ในเรื่อง จิต อย่างเป็นจริง เป็นจัง ตามแบบฉบับที่ เซอร์วิลเลียม ครูกซ์ ท่านบุกเบิกแนวทางเอาไว้ให้ ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์เองนั่นแหละ ที่ทำให้เรื่องของ จิต มันจึงเป็นอะไรที่ซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น หรือมีอะไรมากไปกว่าเรื่องของ สมอง ล้วนๆ ชนิดที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องสมอง เรื่องของความรู้สึกนึกคิดต่างๆ อย่าง สแตนิสลาฟ กรอฟ (Stanislav Grof) นักจิตวิทยายุคใหม่แห่งกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ถึงกับต้องเอ่ยคำสารภาพเอาไว้ประมาณว่า...&amp;ldquo;แต่แรกเริ่มเดิมที ผมเคยคิดว่าจิตนั้น เป็นสิ่งคล้ายๆ กับประจุไฟฟ้า ที่วิ่งไป-วิ่งมาแผ่ซ่านอยู่ในสมองมนุษย์ และผมได้ใช้เวลายาวนานทีเดียว ในการค้นหา แยกแยะ กลไกการทำงานที่ทำให้เกิดความรู้สึกในลักษณะต่างๆ แต่หลังจากศึกษา ค้นคว้ามานาน ณ ขณะนี้...ผมได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า จิตนั้นไม่ได้มีที่มาจากสมองล้วนๆ เพราะบางทีสมองนั้น อาจเป็นแค่องค์ประกอบในการรวบรวมข้อมูลของความคิด ความรู้สึกต่างๆ เท่านั้น แต่แหล่งกำเนิดที่แท้จริงของการรับรู้ ที่เรียกว่าจิตนั้น ยังเป็นเรื่องยากจะอธิบาย ว่ามันมีแหล่งที่มาจากที่ไหนกันแน่ เพราะถ้าเราอยากรับรู้ให้ได้ว่า มันมีที่มาจากที่ไหน เราคงต้องสามารถแยกความรู้สึกออกจากร่างกาย จากสถานที่ กาลเวลา ได้อย่างจริงๆ จังๆ นั่นเอง...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งเมื่อวิทยาศาสตร์ทางจิตพัฒนาไปถึงขึ้นก่อให้เกิดสาขาวิชา ประสาทวิทยา (Neurology) ขึ้นมาด้วยแล้ว บรรดานักประสาทวิทยาที่ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของ บิดาแห่งวิชาประสาทวิทยา อย่าง จอห์น ฮิวจ์ลิงส์ แจ็กสัน (John Hughlings Jackson) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชาวอังกฤษ ผู้แต่งตำราเรื่อง กายภาพแห่งความรู้สึก (The Physiology of mind) โดยส่วนใหญ่ต่างก็หันมามองเรื่อง จิต ในลักษณะที่เป็นอะไรมากไปกว่าเรื่องของ สมอง ล้วนๆ จนแทบไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ ของคนยุคโบร่ำโบราณยิ่งเข้าไปทุกที เพียงแต่เปลี่ยนไปใช้คำว่า mind แทนคำว่า soul เท่านั้นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างเช่น ไวลเดอร์ เพนฟิลด์ (Wilder Penfield) นักบุกเบิกด้านศัลยกรรมประสาทชาวแคนาดา ผู้กำหนดแผงผังส่วนต่างๆ ของสมองเอาไว้โดยละเอียด จนกลายเป็นแบบแผนมาตรฐานตราบเท่าทุกวันนี้ ที่ได้อธิบายรายละเอียดเอาไว้ในหนังสือเรื่อง The Mystery of Mind เอาไว้ประมาณว่า...สมองนั้น เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของอวัยวะที่ทำหน้าที่บันทึก จดจารึกความรู้สึก ประสบการณ์ และความทรงจำเอาไว้ภายในร่างกาย หรือภายใน ตัวฉัน ไม่ต่างไปจากเทป หรือคอมพิวเตอร์ทำนองนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการนำเอาประสบการณ์ ความทรงจำ ความรู้สึกต่างๆ มาใช้ในการ คิด การ สร้างแรงปรารถนา หรือกระทั่งการ ตัดสินใจ กลับไม่ได้อยู่ที่สมอง หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมอง แต่อยู่ที่กระบวนการทำงานของบางสิ่ง-บางอย่าง ที่เขาเรียกว่า Transcendent Function หรือกระบวนการของสิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากความรับรู้ของวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติ ที่ทำงานอยู่ภายในส่วนที่เล็กที่สุดของสรีระร่างกาย (Transcendent Functions irreducible to physiology) จนมีลักษณะคล้ายๆ กับ สิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ นั่นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(6)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม...ข้อเขียน คำอธิบาย ของ ไวลเดอร์ เพนฟิลด์ นั้น ยังออกไปทาง ทฤษฎี ที่ไม่ได้มี กระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ รองรับ ให้เห็นในห้องแล็บ ห้องทดลอง กันแบบจะจะจังๆ บรรดาพวก งมงายวิทยาศาสตร์ ทั้งหลาย จึงยังสามารถลุกขึ้นมาเถียงได้แบบคอเป็นเอ็น จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.2014 หรือเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมานี่เอง การทดลองในห้องแล็บ โดยนักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ก็ได้ให้หลักฐาน ข้อพิสูจน์ ยืนยัน อย่างชนิดเถียงยังไงก็คงเถียงไม่ออกว่า สิ่งที่เรียกว่า soul หรือ mind หรือ วิญญาณ นั้น เป็นสิ่งที่ มีอยู่จริง อย่างมิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรนั้น อาทิตย์หน้า...ค่อยมาเทศน์กันต่อ...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13846</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2018 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (9)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หมดเรื่อง หมูป่าอะคาเดมี ไปแล้วแบบแฮปปี้เอนดิ้ง...อาทิตย์นี้ เลยคงต้องมา เทศน์ กันต่อ จากสัปดาห์ที่แล้วที่ว่ามาถึงช่วงที่บรรดาพวก พระแห่งวงการวิทยาศาสตร์ หรือพวกที่มีอำนาจ อิทธิพล ในแวดวงวิทยาศาสตร์ที่พยายามจัดตั้ง ศาลวิทยาศาสตร์ ในนามองค์กรต่างๆ ชนิดแทบไม่ต่างจาก ศาลศาสนา ของพวกพระชาวคริสต์ยุคก่อนๆ เพื่อ ไล่ล่าแม่มด ในแวดวงวิทยาศาสตร์ หรือเพื่อไม่ให้ฝ่าย จิตวิญญาณ มีโอกาสฟื้นตัวกลับมา หลังถูก ปล่อยหมัดตาย ล้มคว่ำความเชื่อดั้งเดิมของชาวยุโรปและชาวโลกลงไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ความพยายามเหล่านี้...แม้ดูประสบความสำเร็จอยู่บ้างในช่วงแรกๆ บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่หันสนใจในเรื่อง จิต เรื่อง วิญญาณ ถูกจับไป ทรมาน ไป เผาไฟ กันเป็นจำนวนไม่น้อย แต่สุดท้าย...ด้วยเหตุที่สิ่งที่เรียกว่า จิต ว่า วิญญาณ นั้น มันเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่รู้??? แฝงฝังเอาไว้ในหมู่มวลมนุษย์นับตั้งแต่ลุกขึ้นมายืน 2 ขา ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โอกาสที่จะไปขจัด ลบล้าง ให้มันหายเกลี้ยงไปเฉยๆ ออกจะเป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็ญเอามากๆ ประกอบกับการหันมาใช้วิทยาศาสตร์สร้าง ความเจริญเติบโตทางวัตถุ โดยไม่คิดจะ พัฒนาทางจิต กันบ้างเลย จึงส่งผลให้สังคมแต่ละสังคมเต็มไปด้วย ปัญหา เต็มไปด้วยแรงกดดันต่างๆ นานา จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 สงครามเย็น สงครามกับการก่อการร้าย ฯลฯ มาโดยตลอด...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายใต้ แรงกดดัน เช่นนี้นี่เอง...ทำให้เรื่องของ จิต ของ วิญญาณ กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนหันไปโหยหา เรียกร้อง ต้องการ มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และในจำนวนนั้น ก็เต็มไปด้วย นักวิทยาศาสตร์ เป็นจำนวนไม่น้อย นักวิทยาศาสตร์อย่าง เดวิด โบห์ม (David Joseph Bohm) ที่ไม่น่าเบี่ยงเบนมาในแนวนี้ได้เลย เพราะถือเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าในแวดวงวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องระดับไม่ต่างไปจาก อัจฉริยะ ขณะที่ยังไม่จบชั้นปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ถึงขั้นพวกนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นคิดประดิษฐ์ ระเบิดปรมาณู เคยคิดคว้าตัวเอามาร่วมงาน แถมยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานใกล้ชิดกับอภิมหานักวิทยาศาสตร์แห่งยุคอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซะอีกด้วย แต่จู่ๆ กลับนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในด้านฟิสิกส์ควอนตัม ไปใช้เป็นตัวอธิบายถึงสิ่งที่เรียกว่า จิต ในรูปของ ข้อมูลควอนตัม (quantum information) หรือในลักษณะกลไกทำงานของอนุภาคระดับควอนตัม (quantum mechanics) ที่สามารถไหลออกมาจากร่างกาย หลังจากที่ สมอง ได้หยุดทำงานไปแล้ว หรือหลังจาก ร่างกาย ได้ตายไปแล้ว แถมยังสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานภายนอก ในแบบที่เรียกๆ กันว่า quantum interconnectedness ได้อีกด้วย!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า อย่าง เดวิด โบห์ม รายเดียวเท่านั้น...ที่ออกอาการ เพี้ยน ไปจากแนวคิดของพวก วัตถุนิยม ทั้งหลาย นักวิทยาศาสตร์ดังๆ อย่างเช่น อิลยา พริโกยีน (Ilya Prigogine) นักฟิสิก์เคมี ผู้เคยคว้ารางวัลโนเบล ไพรซ์ มาแล้ว ก็ยังออกอาการในลักษณะไม่ต่างไปจากกัน คือถึงขั้นประกาศการค้นพบ ทฤษฎี ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า...ในธรรมชาตินั้นมี กลไก บางอย่างที่ช่วยสร้าง ดุลยภาพ ในการเปลี่ยนแปลงสสารและพลังงาน (Thermodynamic Equilibrium) ชนิดไม่ต่างอะไรไปจาก พระเจ้า ทำนองนั้น เจมส์ อี.เลิฟล็อก (James Ephraim Lovelock) นักชีวเคมีและนักประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ที่เคยได้รับมอบหมายจากองค์การนาซา ให้สำรวจความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ที่เชื่อว่าโลกโลกนี้...เอาไป-เอามาแล้ว ไม่ใช่เป็นแค่องค์ประกอบของ วัตถุสสาร แต่มี ความมีชีวิต สอดแทรกอยู่ในกายภาพต่างๆ จนนำไปสู่การประดิษฐ์ คิดค้น ทฤษฎี ที่เรียกว่า ทฤษฎีกายา (Gaia Hypothesis) ขึ้นมาท้าทายพวกวัตถุนิยมชนิดเถียงไม่ออกจนตราบเท่าทุกวันนี้....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังมีนักวิทยาศาสตร์ดังๆ อีกเยอะแยะมากมาย...ที่พยายามอาศัยคำตอบ คำอธิบาย ทางวิทยาศาสตร์เองนั่นแหละ นำพาผู้คนออกมาจาก ความงมงายทางวิทยาศาสตร์ หรือจาก แนวคิดวัตถุนิยม กันอีกเป็นสายๆ ไม่ว่า รูเพิร์ต เชลเดร็ก (Rupert Sheldrake) นักชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่พยายามอธิบายถึงสิ่งที่เรียกว่า สนามพลังในการก่อรูปชีวิต หรือ Morphogenetic filed อันเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี มีกลิ่น มีรส ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 แต่กลับมีบทบาทในการก่อให้เกิดรูปร่าง รูปทรง พฤติกรรม และแม้แต่อุปนิสัยของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด แต่ละราย ฟรานซิสโก วาเรลา (Francisco Varela) และ ฮัมเบอร์โต มาตูรานา (Humberto Maturana) 2 นักชีวเคมีชาวชิลี ที่พยายามอธิบายถึง ความมีชีวิต ที่มีมาก่อนหน้าที่ วัตถุ หรือ สารเคมี จะรวมตัวกันเป็น เซลล์แรก ของสิ่งมีชีวิต จนกลายเป็น ทฤษฎี ที่โด่งดัง และเป็นที่รับรู้กันในนาม ทฤษฎีการรับรู้ซานติอาโก (Santiago Theory of Cognition) ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน-ออสเตรีย ผู้เขียนหนังสือเรื่อง เต๋าแห่งฟิสิกส์ (The Tao of Physics) ฯลฯ...เป็นต้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ลึกลงไปในรายละเอียด...ก็ไม่น่าจะมีอะไรชัดเจนยิ่งไปกว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาในเรื่องความรู้สึก หรือเรื่อง สมอง โดยตรง เช่น บรรดา นักประสาทวิทยา ทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งถึงแทบจะไม่น่าเชื่อ แต่ก็คงต้องเชื่อนั่นแหละว่า เมื่อไม่กี่ปีมานี้นี่เอง หรือช่วงปี ค.ศ.2014 ด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ของบรรดานักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ได้นำไปสู่ ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ที่ออกจะชัดเจนชนิดแทบเถียงไม่ได้ว่า...วิญญาณมีจริง!!! ส่วนจะมีรายละเอียดยังไงนั้น อดใจไว้รออาทิตย์หน้า ค่อยเอาข้อพิสูจน์ หลักฐาน มาแสดงให้เห็นกันแบบจะจะ...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13396</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (8)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงวันอาทิตย์...ก็ได้เวลามา เทศน์ กันต่อ ว่าหลังจากอภิมหานักวิทยาศาสตร์อย่าง เซอร์วิลเลียม ครูกส์ ท่านออกมายุ หรือออกมาป่าวประกาศให้บรรดาผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ พยายามหาทางนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการตอบคำถาม ให้คำอธิบาย ต่อเรื่องราวทางจิตและวิญญาณ ชนิดถือเป็น ภาระหน้าที่ เอาเลยก็ว่าได้ ต่อจากนั้นมันจะเป็นไง-มาไง กันต่อไป...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากแรงยุ แรงเชียร์ เหล่านี้...ก็ดูจะมีผลทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย เริ่มหันมาในแนวนี้ แทนที่จะมั่วอยู่กับเรื่อง วัตถุ หรือ สสาร เพียงลูกเดียวเท่านั้น แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์อย่าง จอห์น วิลเลียม สตรัทท์ (John William Strutt) ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นถึง ท่านบารอนที่ 3 แห่งไรย์เลห์ เป็นนักฟิสิกส์ผู้ค้นพบธาตุอาร์กอน จนได้รับรางวัลโนเบล ไพรซ์ เมื่อปี ค.ศ.1904 นายแพทย์ นักฟิสิกส์และนักปรัชญาชื่อดัง อย่าง วิลเลียม เจมส์ (William James) นักฟิสิกส์ระดับท่านเซอร์ อย่าง โอลิเวอร์ โจเซฟ ลอดจ์ (Oliver Joseph Lodge) จนแม้แต่นักชีววิทยา มานุษยวิทยาและนักสำรวจอย่าง อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) ผู้เคยเป็นตัวตั้งตัวตี สนับสนุน ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน แบบสุดฤทธิ์ สุดหลอด ถึงขั้นไปหอบหลักฐานสิ่งมีชีวิตในสปีชีส์ต่างๆ จากป่าอะเมซอน จากหมู่เกาะในอินโดนีเซีย มาเลเซีย มารองรับทฤษฎีที่ว่านี้แบบเน้นๆ เนื้อๆ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันมาตั้ง ข้อสงสัย ทฤษฎีดาร์วิน ด้วยเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องจิตและวิญญาณนี่เอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดง่ายๆ ว่า...ด้วยเหตุที่นาย อัลเฟรด วอลเลซ แกยังไม่สามารถนำเอา ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อๆ กันว่ากระบวนการวิวัฒนาการทั้งหลาย ต่างเป็นไปด้วย ความบังเอิญ โดยไม่จำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมายใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย มาใช้เป็นคำตอบ คำอธิบาย หรือเอามาอ้างอิงว่าเป็น ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ไปซะทั้งหมด โดยเฉพาะในขั้นตอนแห่งการวิวัฒนาการประมาณ 3 ขั้นตอนของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย คือ 1.ขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีชีวิต ให้กลายเป็นสิ่งที่มีชีวิต 2.ขั้นตอนที่ทำให้เกิด จิตสำนึก ขึ้นมาในสิ่งที่มีชีวิตระดับสูง และ 3.ขั้นตอนของการพัฒนาจิตสำนึกเหล่านี้ ให้ขึ้นไปสู่ระดับซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลาย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเมื่อ ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ตามหลักทฤษฎีดาร์วิน ไม่อาจให้คำตอบ คำอธิบาย ในเรื่องนี้ได้ชัดๆ แกเลยต้องหันไปหาความเชื่อใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นไปในแนววิทยาศาสตร์ หรือไม่วิทยาศาสตร์ก็แล้วแต่จะคิด แต่แกก็ได้ตั้งข้อสมมุติฐาน หรือข้อสรุปเอาไว้ดื้อๆ ว่า อาจต้องมีบางสิ่ง บางอย่าง ที่เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับขั้นตอนแห่งการวิวัฒนาการในช่วง 3 ขั้นตอนที่ว่า โดยให้คำจำกัดความสิ่งที่ว่านั้น เอาไว้ว่า คือ The unseen universe of Spirit ประเภทคล้ายๆ จิตแห่งจักรวาล อะไรต่อมิอะไรไปโน่นเลย จริง-ไม่จริง...ก็ไม่รู้ แต่คงไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากทฤษฎีดาร์วินนั่นแหละ คือต่างก็เป็น ความเชื่อ ที่ไม่อาจถือว่าเป็น ความจริง ไม่ว่าจะนำเอาคำว่าวิทยาศาสตร์เข้าไปต่อเติม เสริมแต่ง มากหรือน้อยเพียงใด...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และก็ด้วยเหตุที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยนับจากนั้น...ชักเริ่มหันมาพูดถึงเรื่อง จิต เรื่อง วิญญาณ หนักขึ้นเรื่อยๆ อันอาจส่งผลให้บรรดา ความเชื่อดั้งเดิมของชาวยุโรป ที่ถูกแนวคิดวัตถุนิยมปล่อย หมัดตาย ล้มคว่ำไปแล้ว อาจมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่เมื่อไหร่ก็ย่อมได้ หรืออาจทำให้ อำนาจทางจิตวิญญาณ ที่พวกพระชาวคริสต์ เคยหยิบมาใช้เล่นงานบรรดากษัตริย์ พ่อค้า ปัญญาชน นำมาใช้ครอบงำสังคมชาวยุโรปต่อเนื่องมานานนับศตวรรษๆ สามารถหวนคืนกลับมาได้ใหม่ รวมทั้งอาจกลายเป็นตัวบ่อนทำลายบรรดาทฤษฎีทางการเมือง เศรษฐกิจ นานาชนิด ที่ล้วนอาศัยแนวคิดวัตถุนิยมเป็นพื้นฐานรองรับไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าคอมมิวนิสต์ อนาคิสต์ ฟาสซิสต์ แคปปิตอลลิสต์ หรือทุนนิยมทั้งหลาย หนีไม่พ้นต้องล่มสลาย พังทลาย ตามไปด้วยอย่างไม่พึงสงสัย บรรดาผู้ที่มีอำนาจ อิทธิพล ในแวดวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างไปจากพวกพระ หรือผู้ที่ได้แปรสภาพตัวเองให้กลายเป็น ศาสนจักรแห่งใหม่ แทนที่ ศาสนจักรคาทอลิก ที่ถูกตัวเองโค่นล้มลงไปแล้ว จึงมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(6)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การก่อตั้งองค์กรขึ้นมาไล่ล่า ล้างผลาญ เล่นงานใครต่อใคร ด้วยข้อหาว่า ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ จึงอุบัติขึ้นมาอย่างหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กร AAAS (American Association for Advancement of Sciences) องค์กร CSI (Committee for Skeptical Inquiry) องค์กร CODEH (Council for Democratic and Secular Humanist) องค์กร IHEU (International Humanist and Ethical Union) ฯลฯ ที่มุ่งกวาดล้างทำลายใครก็ตาม ที่คิดจะเอาเรื่อง จิต เรื่อง วิญญาณ มาสอดแทรกกับความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังไหลไปทาง วัตถุ หรือเน้นหนักไปในทางวัตถุกันเป็นหลัก ชนิดที่ ขบวนการล่าแม่มดในทางศาสนา กับ ขบวนการล่าแม่มดในวงการวิทยาศาสตร์ แทบไม่ได้ต่างอะไรไปจากกันเอาเลยแม้แต่น้อย แต่กระนั้นก็ตาม...ก็ยังไม่อาจทำให้สิ่งที่เรียกว่า จิต และ วิญญาณ ซึ่งถูกแฝงฝังเอาไว้ในหมู่มวลมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มลุกขึ้นมายืน 2 ขา ต้องมีอันสูญสลาย หายไปได้ง่ายๆ แม้แต่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองก็เถอะ แต่มันจะเป็นไปเช่นไรนั้น เอาไว้อาทิตย์หน้าค่อยมาเทศน์กันต่อ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12943</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (6)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงวันอาทิตย์...ก็ได้เวลากลับมา เทศน์ ต่อกันอีกซักตั้ง เผื่อว่าอาจพอช่วยๆ ให้ใครต่อใคร มีโอกาสหลุดๆ ออกจาก วัตถุนิยม ได้มั่ง แม้แค่คน-สองคนก็ยังดี แต่อย่างที่ว่าเอาไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ว่านอกเหนือไปจากการฟื้นฟู การหันไปหยิบเอาแนวคิดทางศาสนา ไม่ว่าพุทธ-คริสต์-อิสลาม ที่ล้วนแล้วแต่มี วัตถุนิยม เป็น ศัตรูร่วม ไปด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ไปหยิบเอา ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ มาใช้เป็นเครื่องมือ ก็อาจช่วยๆ ได้บ้างเหมือนกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะสำหรับเรื่อง ความรู้ทางจิต อันเป็นพื้นฐาน แนวทาง สำหรับแนวคิดทางศาสนานั้น...ไม่ว่าจะเป็นพุทธ-คริสต์-อิสลาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ระดับฆราวาสหรือปุถุชนคนธรรมดา อย่างอันตัวข้าพเจ้าเอง ออกจะหนักไปทางงูๆ-ปลาๆ สเน็กๆ-ฟิชๆ ไม่ได้รู้ลึก-รู้จริง แถมแทบไม่เคย ผ่านการปฏิบัติ มาซะอีกต่างหาก อย่างการ นั่งสมาธิ หรือ วิปัสสนา กระทำอานาปานสติแบบหายใจเข้า-หายใจออก เพื่อให้ จิต เกิดความหยั่งรู้กันในระดับไหนต่อระดับไหนก็แล้วแต่ ตามแบบตามสไตล์ชาวพุทธนั้น หนีไม่พ้นต้องสารภาพไว้ก่อนล่วงหน้าว่า...นั่งทีไร เหน็บชา รับประทานไปซะทุกที สูดลมหายใจได้แค่ไม่กี่ยก จิต ก็ดันสิ้นสติสมประดี หลับสนิท นิทรา ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรกับเค้าบ้างเลย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้...จะไปเอาความรู้ทางจิตในลักษณะนี้ มาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อดึงใครต่อใครออกมาจาก วัตถุนิยม มันคงลำบาก ดีไม่ดี...กลับกลายเป็นการผลักให้ยิ่งวัตถุนิยมหนักขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น...จึงต้องขออนุญาตเลี่ยงบาลี หันไปเอา ความจริงทางวิทยาศาสตร์ นั่นแหละ มาใช้เป็นเครื่องมือ หรือมาใช้เป็น หนามบ่งหนาม กันแทนที่ คือแม้ว่าไอ้ ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่พวกกษัตริย์ พ่อค้า ปัญญาชน พวกนักวิทยาศาสตร์ในยุโรป เขาจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการ กวาดล้างความเชื่อดั้งเดิม ของชาวยุโรปและชาวโลก ไม่ให้หวนกลับคืนมาได้อีก หรือใช้ในการขจัดอำนาจ อิทธิพล ของพวก พระ แห่งศาสนจักรคาทอลิก จนหายเกลี้ยงไปเป็นแถบๆ แต่ด้วยเหตุที่มันเป็นเพียงแค่ ความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงแท้ แน่นอน หรือเป็นเพียงแค่ ทฤษฎี ที่ต้องหาทางพิสูจน์กันอีกมากมาย เยอะแยะ แม้แต่ ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ก็ตามแต่ มันเลยมักส่งผลให้เกิด ความขัดแย้ง กับอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่ล้วนแต่มีสิ่งที่เรียกว่า จิต แฝงฝังอยู่ในวัตถุ สสาร ซึ่งก่อรูป ก่อร่างขึ้นมาเป็นร่างกาย ไม่ได้เป็นแค่ เครื่องจักร ที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปตามกระแสพลังงาน หรือโปรแกรมที่ถูกกำหนดไว้ให้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การอาศัย ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ไปทำลาย ความรู้ทางจิต ในศาสนาแต่ละศาสนา การแยกรัฐออกจากศาสนาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้จะนำมาซึ่ง ความเจริญทางวัตถุ นำมาซึ่งความก้าวหน้า ทันสมัย ทางเทคโนโลยี ชนิดสามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้สบายๆ แต่สุดท้าย...เมื่อกลับจากดวงจันทร์ จากอวกาศ จากส่วนลึกในมหาสมุทร จากส่วนสูงสุดของฟากฟ้าใดๆ ก็แล้วแต่ มันก็ยังคงต้อง ทุกข์ อยู่อีกเช่นเดิมนั่นแหละ ยิ่งเป็นพวกฝรั่งที่เป็นผู้ริเริ่มชักชวน ชี้แนะ ให้ใครต่อใครให้เดินไปในแนวนี้ตั้งแต่แรก ก็มีแต่จะยิ่งทุกข์แบบหนักหนา สาหัส ยิ่งขึ้นไปใหญ่ อย่างที่นักจิตวิเคราะห์ชาวเยอรมัน ชื่อว่านาย อีริก ฟรอมม์ (Erich Fromm) แกเคยเขียนบรรยายเอาไว้ในหนังสือเรื่อง จิตวิเคราะห์กับพุทธศาสนานิกายเซน นั่นแหละว่า...คนในสังคมตะวันตก มักตกอยู่ในภาวะไม่ต่างอะไรไปจากคนเป็นโรคประสาท หรือโรคจิตเสื่อม (schizoid) เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเสพ สัมผัส กับสิ่งที่เป็นอารมณ์ ความรู้สึก ได้อย่างเท่าที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้...จึงทำให้เขามักจะมีความวิตก กังวล กลัดกลุ้ม ท้อแท้ สิ้นหวัง แม้ปากของเขาจะพูดถึงเรื่องความสุข ความเป็นปัจเจกนิยม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่จริงๆ แล้ว เขากลับไม่ได้...เข้าถึง...สิ่งต่างๆ ที่เขาพูดออกมาแต่อย่างใด ลองถามเขาเถอะ...ว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือจุดมุ่งหมายแห่งความเพียรพยายามในชีวิตของตัวเขาเอง แล้วเราจะพบว่า...ส่วนใหญ่มักมีอาการกระอักกระอ่วนใจ บางคนอาจบอกว่า เขามีชีวิตอยู่เพื่อครอบครัว บางคนบอกว่าเพื่อแสวงหา เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน บางคนถึงขั้นบอกว่ามีชีวิตอยู่เพื่อเงินก็ยังมี แต่อันที่จริงแล้ว...ไม่มีใครซักราย สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพราะต่างไม่ได้มีเป้าหมายอะไรทั้งสิ้น นอกเสียจากความพยายามที่จะดิ้นรนหลบหนีไปจากความโดดเดี่ยว และความไม่ปลอดภัยต่างๆ เท่านั้นเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายใต้สภาพ หรือสภาวะเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้ นักวิทยาศาสตร์แท้ๆ ระดับที่เรียกได้ว่า ถือเป็นอภิมหานักวิทยาศาสตร์ หรือโคตรวิทยาศาสตร์เอาเลยก็ยังได้ มีตำแหน่งเป็นถึงท่าน เซอร์ หรือ อัศวิน ในราชสมาคมวิทยาศาสตร์อังกฤษ เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว เกิดหันมาให้ความสนใจที่จะอาศัยสิ่ง วิทยาศาสตร์ นี่แหละ ไปค้นหา ความจริง ในเรื่อง จิต หรือ วิญญาณ ให้มันชัดๆ จะจะ แทนที่จะเอามาใช้ค้นหาความจริงทางวัตถุ สสาร ล้วนๆ แต่เพียงเท่านั้น หรือถึงขั้นได้ออกมาป่าวประกาศเอาไว้เมื่อประมาณปี ค.ศ.1870 โน่นเลยว่า เป็นภาระหน้าที่ของวิทยาศาสตร์ ที่จะต้องพยายามศึกษา ค้นคว้า เพื่อให้คำตอบ คำอธิบายต่อเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือปรากกฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเรื่องของจิตและวิญญาณ อย่างจริงๆ จังๆ ส่วนจะก่อให้เกิดอะไรตามมาบ้างนั้น...อันนี้ คงต้องรอไปเทศน์ต่อในช่วงอาทิตย์หน้าก็แล้วกัน....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11958</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (5)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปิดท้ายวันอาทิตย์สุดสัปดาห์นี้...คงต้อง &amp;ldquo;เทศน์ต่อ&amp;rdquo;ว่าด้วยเรื่อง &amp;ldquo;การออกจากวัตถุนิยม&amp;rdquo;ที่อุตส่าห์ลงทุนเทศน์มาแล้วเกือบสี่-ซ้าห้าตอนด้วยกัน และดังที่ว่าเอาไว้ในตอนที่แล้วนั่นแหละว่า เมื่อ &amp;ldquo;เรือปืน&amp;rdquo;ของพวกฝรั่งยุโรปออกไปเพ่นพ่านอยู่ทั่วทั้งโลก ย่อมไม่เพียงส่งผลให้ผู้คนทั่วทั้งโลก หันมาแต่งตัวแบบฝรั่ง กิน-อยู่-หลับ-นอนแบบฝรั่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังต้องหันไป &amp;ldquo;คิด&amp;rdquo;แบบฝรั่ง ไม่ว่าจะในเรื่องการเมือง-เศรษฐกิจ-การศึกษา หรือแม้แต่วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ แนวคิดแบบ &amp;ldquo;วัตถุนิยม&amp;rdquo;มันจึงทะลักหลั่งควั่งพรู เข้ามากัดกร่อน กลืนกิน แนวคิดทางศาสนาแทบทุกศาสนา ที่มี &amp;ldquo;ความรู้ทางจิต&amp;rdquo;เป็นตัวรองรับ จนชักจะ &amp;ldquo;ไปไม่เป็น&amp;rdquo;กันในแทบทุกศาสนาเอาเลยก็ว่าได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พูดง่ายๆว่า...เมื่อ &amp;ldquo;วิถีชีวิต&amp;rdquo; สภาพแวดล้อม ทรัพยากรต่างๆ ฯลฯ มันถูกพลิก ถูกเปลี่ยน ไปหมดแล้ว &amp;ldquo;ความคิด&amp;rdquo;อันเป็นผลพวง หรือเป็นสิ่งซึ่งเกิดจากการ &amp;ldquo;ปรุงแต่ง&amp;rdquo;ไปตามสภาพแวดล้อมทั้งหลาย มันย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ &amp;ldquo;ความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์&amp;rdquo;ที่ไม่ได้หมายถึง &amp;ldquo;ความจริงทางวิทยาศาสตร์&amp;rdquo;เสมอไป แบบที่ &amp;ldquo;ทฤษฏีวิวัฒนาการของดาร์วิน&amp;rdquo;ได้วางรากฐานเอาไว้ให้ อันไม่ได้ต่างอะไรไปจากแบบที่พวก &amp;ldquo;จารวาก&amp;rdquo;ในอินเดีย พวกนักคิดบางกลุ่ม บางเหล่า ในจักรวรรดิกรีก เคยนำเสนอเอาไว้นับเป็นพันๆปีที่แล้ว มันจึงหวลฟื้นกลับคืนขึ้นใหม่ และกลายเป็นตัวดึงดูดเอาใครต่อใครให้ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิด &amp;ldquo;วัตถุนิยม&amp;rdquo;ทั้งโดยรู้ตัว-ไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นนักปกครอง นักการเมือง เศรษฐกิจ นักการศึกษา ฯลฯ ไปจนถึงปุถุชนคนธรรมดา ก็ไม่มีข้อยกเว้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สรรพสิ่งต่างๆไม่ว่าทั่วทั้งโลก ทั่วทั้งจักรวาล จึงถูกมอง ถูกคิด ถูกปรุงแต่ง ไปตามอิทธิพลแนวคิดแบบ &amp;ldquo;วัตถุนิยม&amp;rdquo;นั่นแหละเป็นหลัก หรือเป็นไปอย่างที่นักคิด นักวิชาการ อย่างนาย &amp;ldquo;เดวิด ซี. คอร์เท็น&amp;rdquo; (David C. Korten) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;โลกยุคหลังบรรษัท-ชีวิตหลังทุนนิยม&amp;rdquo; (The Post-Corporate World: Life After Capitalism) ได้บรรยายไว้ในช่วงหนึ่งของในหนังสือเล่มนี้นั่นแหละว่า เกือบ 300 ปีที่สังคมตะวันตกและทั่วทั้งโลก ต่างถูกอิทธิพลความคิดที่สืบต่อมาจากกฏพื้นฐานวิชาฟิสิกส์ของสำนักนิวตัน ทำให้มองจักรวาลทั้งจักรวาลไม่ต่างอะไรไปจาก &amp;ldquo;เครื่องลานนาฬิกาขนาดยักษ์ ที่นายช่างใหญ่ผู้สร้างนาฬิกาได้ไขลานไว้แต่แรก และปล่อยให้เดินไปเรื่อยๆตามกาลเวลาจนกว่าจะหมดลาน ไม่ต่างจากจักรวาลที่ตายแล้วและสูญเปล่า&amp;rdquo;และ &amp;ldquo;สสารคือความจริงเพียงสิ่งเดียว&amp;rdquo;ขณะที่ &amp;ldquo;จิตสำนึกเป็นเพียงภาพลวงตา ชีวิตเป็นแค่ผลลัพธ์โดยบังเอิญจากความซับซ้อนทางวัตถุ ส่วนมนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งที่วิวัฒนาการมาจากผ่าเหล่าทางพันธุกรรมโดยบังเอิญอีกเช่นกัน อันทำให้ภายใต้การต่อสู้แข่งขัน ผู้เหมาะสมเท่านั้นที่อยู่รอดและรุ่งเรือง ส่วนผู้อ่อนแอกว่าและมีคุณค่าน้อยกว่าต้องมีอันสูญสิ้นไป ไม่มีความหมายหรือจุดประสงค์ใดๆทั้งในทางจิตสำนึก หรือวิถีชีวิต การเอาชนะ การครอบครอง เพื่อความอยู่รอดเป็นกฏพื้นฐานของธรรมชาติ ที่เราไม่อาจคาดหวังให้มนุษย์เป็นอะไรได้มากไปกว่าสัตว์ร้ายที่เหี้ยมโหด ที่มีแรงขันดันตามสัญชาติพื้นฐานเพื่อการอยู่รอด การสืบทอดเผ่าพันธุ์ การแสวงหาความสุข รอดพ้นจากความเปล่าเปลี่ยว โดยอาศัยความอิ่มเอมทางวัตถุเป็นตัวตอบสนอง...ฯลฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(4)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เรียกว่า...ตรงตามแบบฉบับพวก &amp;ldquo;จารวาก&amp;rdquo;ในอินตะระเดียเมื่อหลายต่อหลายพันปีที่แล้ว แบบเป๊ะๆๆ ที่เคยวางแนวทาง หลักการแห่งความเชื่อของตัวเองเอาไว้ประมาณว่า... &amp;ldquo;ความสุขในชีวิตเกิดจากการแสวงหาเอาเอง ไม่ใช่เกิดเพราะอำนาจใดๆบันดาลให้ จึงไม่ควรอ้อนวอนพระเจ้า ไม่ควรทำพิธีทางศาสนา แต่จงกิน จงดื่ม จงรื่นเริงด้วยทรัพย์สมบัติที่พึงหาได้ในชีวิตนี้เถิด อย่าคิดว่าวันพรุ่งนี้จะมีเหมือนวันนี้ ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาความรื่นเริงในวันนี้ได้มากที่สุด ผู้นั้น...ย่อมได้ชื่อว่าปฏิบัติถูกต้อง ที่เรียกว่าสัมมมาปฏิบัติแล้ว...&amp;rdquo; วัตถุนิยมเมื่อหลายต่อหลายพันปีที่แล้ว กับวัตถุนิยมทุกวันนี้ มันจึงไม่ได้ต่างอะไรกันเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่ามันจะถูกประดิษฐ์ ประดอย ถักทอบูรณาการขึ้นมาใหม่ด้วยกรรมวิธีใดๆก็ตาม...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้ &amp;ldquo;อภิมหาพระ&amp;rdquo;อย่าง &amp;ldquo;ท่านพุทธทาสภิกขุ&amp;rdquo;ท่านจึงตั้งมั่น ตั้งปณิธาน หวังที่จะชักลากใครต่อใครออกมาจาก &amp;ldquo;วัตถุนิยม&amp;rdquo;ให้จงได้ เหมือนอย่างที่ &amp;ldquo;พุทธศาสนา&amp;rdquo;และศาสนาต่างๆ เคยกวาดล้างสิ่งเหล่านี้ให้หมดสภาพลงไปเมื่อไม่รู้กี่พันต่อกี่พันปีที่แล้ว ส่วนจะทำได้มาก-น้อยเพียงไหน นั่นย่อมขึ้นอยู่กับว่า...จะสามารถฟื้นฟู &amp;ldquo;องค์ความรู้ทางจิต&amp;rdquo;ให้กลับมามีบทบาท อิทธิพล ต่อความคิด จิตสำนึก ของผู้คนในยุคปัจจุบันได้เพียงใด ไม่ว่าจะโดยอาศัยศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือศาสนาใดๆก็ตามแต่ ที่ล้วนแล้วแต่มี &amp;ldquo;วัตถุนิยม&amp;rdquo;เป็น &amp;ldquo;ศัตรูร่วม&amp;rdquo;ไปด้วยกันทั้งสิ้น หรือแม้แต่จะหันไปอาศัย &amp;ldquo;ความจริงทางวิทยาศาสตร์&amp;rdquo;ที่ไม่ใช่แค่ &amp;ldquo;ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์&amp;rdquo;ก็ยังพอได้.&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11477</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ทรรศนะ, วัตถุนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37687f6cada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
