<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039;ย้อนประวัติศาสตร์10ธันวาคม&#039;วันชิงสุกก่อนห่าม&#039;ส่งผลเกิดความขัดแย้งถึงปัจจุบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ธ.ค.63 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์&amp;nbsp; โพสต์ข้อความเรื่อง &amp;ldquo;10 ธันวาคม วันชิงสุกก่อนห่าม&amp;rdquo; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหนึ่งในบันทึกนายยาสุกิจิ ยาดาเบ ทูตญี่ปุ่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ระบุว่า
เริ่มมีกลุ่มคนที่พระเจ้าอยู่หัวให้ทุนส่งไปศึกษายังประเทศในยุโรปที่พยายามปฎิรูปการเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และหลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จครองราชย์ได้ 2 ปี ก็เกิดขบวนการปฎิวัติ 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกเรียกร้องรัฐธรรมนูญแบบราชาธิปไตย (ประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) กลุ่มที่ 2 เรียกร้องระบบสาธารณรัฐ (มีประธานาธิปดีเป็นประมุข) แต่กระทำการไม่สำเร็จ
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงเสด็จไปศึกษายังต่างประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาย์ และสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยจากอังกฤษ และโรงเรียนเสนาธิการจากฝรั่งเศส&amp;nbsp; จึงมีแนวพระราชดำริแบบเสรีนิยม และมีพระราชดำริที่จะเริ่มการปกครองในแบบรัฐธรรมนูญราชาธิปไตย (ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)
ทรงมีพระบรมราชโองการในการปฎิรูป &amp;quot;กรรมการองคมนตรีสภา&amp;quot; เพื่อฝึกฝนให้กรรมการองค์มนตรีสภาเข้าใจกระบวนการรัฐสภา เป็นการเตรียมตัวเพื่อพัฒนาระบบรัฐสภานิติบัณญัติในอนาคต เมื่อพระองค์เสด็จประพาสสหรัฐฯอเมริกาเพื่อรักษาพระเนตรได้ทรงประทานสัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ว่า ประเทศสยามจะมีรัฐบาลในระบอบรัฐสภาในอีกไม่นานนี้
............................................................................
จากประวัติการเมืองไทย พบพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 หลังจากที่ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าประชาธิปไตยยังไม่ถึงเวลาสำหรับเมืองไทย โดยมีใจความว่า
&amp;quot;ราษฎรไม่ได้เลือกผู้แทนของตน เพราะรู้แน่ว่าเป็นคนดี สมควรจะเป็นผู้แทน ด้วยประการทั้งปวงฉนี้เลย ตามจริงเลือกบุคคลผู้นั้นผู้นี่ เพราะมีผู้บอกให้เลือกฤาติดสินบนให้เลือกเท่านั้น&amp;quot;
............................................................................
เหล่าสามัญชนที่ได้รับทุนการศึกษาจากพระเจ้าอยู่หัวให้ไปศึกษายังต่างประเทศ เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาแล้วก็ลำพองตัวว่าเป็นนักเรียนนอกมีความรู้สูง แต่ไม่สามารถที่จะมีความเจริญก้าวหน้าในงานราชการ เป็นเจ้ากระทรวง ทบวง กรมได้ เพราะมีแต่พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่เป็นใหญ่
*ซึ่งความต้องการมีอำนาจในทางการบริหารราชการแผ่นดินและในทางการเมืองนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่สำคัญ แต่ถูกแอบแฝงเอาไว้ภายใต้หน้ากากที่แอบอ้างว่าทำเพื่อการปฏิวัติประชาธิปไตย
*ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ การถูกตัดลดเงินเดือน
เนื่องจากหลังจากสงครามโลกสงบลง ก็เกิดภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองทั่วโลก แต่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ทรงต้องการจะขึ้นภาษีให้ราษฎรเดือดร้อน&amp;nbsp; ทรงใช้นโยบายตัดทอนงบประมาณที่ไม่จำเป็น&amp;nbsp; รวมทั้งลดเงินเดือนข้าราชการ
ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วทั่วโลก แต่คณะราษฏร์ 2475 ก็อาศัยภาวะเศรษฐกิจทดถอยเป็นหนึ่งในข้ออ้างในการปฏิวัติ
มันชั่งมีความคล้ายคลึงการข้ออ้างของคณะราษฏร์ 2563 ที่อ้างว่ารัฐบาลปัจจุบันขาดความสามารถในการบริหารประเทศ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งๆ ที่ทั่วทั่วโลกก็้กิดภาวะเศรษฐกิจทดถอน เนื่องจากเกิดโควิดระบายไปทั่วโลก
............................................................................
อีกปัญหาหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกันระหว่างสมาชิกคณะราษฏร์ 2475 และ 2563 คือบัณฑิตและนักศึกษาที่ผ่านการศึกษา แต่เหมือนคนไร้การศึกษา เพราะขาดการคิดวิเคราะห์ถึงความเหมาะสม ความถูกผิด
จากหนังสือสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นของหม่อมเจ้าพูนพิศสมัย ดิศกุล&amp;nbsp;&amp;nbsp; บันทึกไว้ว่า...
&amp;ldquo;การศึกษาของเด็กสมัยใหม่นี้ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักนอกจากให้รู้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสหรือภาษายุโรปประเทศอื่นเป็นอย่างดีแล้ว ก็เรียกว่ามีการศึกษาแล้วและเมื่ออ่านได้แล้วก็มีสิทธิ์จะเลือกอ่านอะไรก็ได้ตามชอบใจไม่มีใครจะเป็นผู้ชี้แจงให้เห็นประโยชน์โทษทัน&amp;rdquo;
นั้นเป็นการบ่งบอกว่า นักศึกษาและบัณฑิตจากปี 2475 ถึง 2563&amp;nbsp; ยังคงมีลักษณะที่สามารถการอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรจริงอะไรเท็จ อะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
............................................................................
ช่วงปลายปี 2474&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มมีความลับรั่วไหลเป็นข่าวลือทุกวัน โดยทางตำรวจทำรายงานกราบทูลเฉพาะเจ้าฟ้าบริพัตร เสนาบดีมหาดไทย พระองค์เดียว แต่พระองค์ไม่ทรงเชื่อ
พฤษภาคม 2475 ในหลวงรัชกาลที่ 7 เสด็จไปพักที่พระราชวังไกลกังวล ที่หัวหินโดยก่อนที่จะเสด็จไปหัวหินคราวนั้นได้รู้ทรงทราบว่าทหารบกคิดจะปฏิวัติเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;
ก่อนเสด็จไปหัวหินได้เสด็จไปหาเจ้านายพระองค์หนึ่งเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อจะบอกว่าจะทรงเสด็จไปที่หัวหินเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ
และรับสั่งให้กรมหมื่นเทเวศ ฯ ไปล็อบบี้ กับเจ้าฟ้าบริพัตรเพื่อโน้มน้าวใจให้ทรงเห็นด้วย ซึ่งถ้าเห็นด้วยแล้ว พระองค์จะเสด็จกลับมากรุงเทพและพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนกรกฎาคม
แต่แล้วในวันที่ 24 มิถุนายนคณะราษฎร์ก็ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งเป็นการชิงสุกก่อนห่ามเพราะในหลวงได้เตรียมการที่จะมอบรัฐธรรมนูญที่เป็นในลักษณะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง แบบค่อยเป็นค่อยไป ให้อยู่แล้ว
............................................................................
จากหนังสือเกิดวังปารุสก์ ของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ บันทึกไว้ว่า...
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาเป็นภาษาอังกฤษพระราชทานไปยังพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โดยทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ปรากฏความว่า
&amp;quot;...ฉันรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่เขามิได้คิดจะถอดฉัน และฉันยังเสียใจอยู่จนบัดนี้ ความรู้สึกขั้นแรกก็คือจะลาออกทันที แต่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะถ้าทำเช่นนั้นอาจมีการรบกันจนนองเลือดทั้งยุ่งยากต่าง ๆ จนอาจมีฝรั่งเข้ามายุ่งและชาติเราอาจเสียอิสรภาพได้...
ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้...
สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ
ในที่สุด มีทางจะทำได้ ๒ ทาง คือจะหนี หรือจะกลับกรุงเทพฯ......&amp;quot;
ในการตกลงใจอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเช่นนั้น เพราะในเวลานั้น เราอาจจะกลับไปสู่ความตายก็ได้
...เลือกเอาความตายดีกว่าการเสียศักดิ์ เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับฉัน
............................................................................
พอรุ่งขึ้น 25 มิถุนายนคณะราษฎร์ได้ส่งหลวงศุภชลาสัยไปรับตัวในหลวงกลับกรุงเทพโดยทางเรือ
แต่พระองค์แต่พระองค์เสด็จกลับมาเองโดยทางรถไฟ
รุ่งขึ้นคณะราษฎรจึงเข้าเฝ้าถวายรัฐธรรมนูญชั่วคราว
เล่ากันว่าในหลวงทรงพระกันแสงเมื่อเห็นพระยาศรีวิสารวาจาและตรัสว่าตั้งหุ่นแกรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันจะให้รัฐธรรมนูญทำไมจึงต้องทำให้ฉันอัพอายเค้าถึงเช่นนี้พระยาศรีวิสารฯ ก็น้องห้ายทูลตอบว่าข้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้รู้เห็นด้วยเลยจริงๆและมีหลายคนที่ร้องไห้ตามในหลวง
หลังจากที่ทุกคนกลับกันแล้วในหลวงก็ประชวรจนถึงขั้นกับสลบต้องฉีดยาและถวายการพยาบาลอยู่ตลอดคืน
............................................................................
พระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่ 5,6 และ 7 ทรงได้รับการศึกษาสมัยใหม่ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักบริหารหัวก้าวหน้าที่มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล
ทรงเห็นแล้วว่า การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นจะต้องพ้นสมัยไป จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็ทรงมีความเห็นว่าราษฎรส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมกับการปกครองระบอบใหม่นี้
จึงทรงเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการให้การศึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งฝึกหัดช้าราชการให้รู้จักการปกครองแบบประชาธิปไตยหลายๆ วิธี และวิธีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการตั้งดุสิตธานี เป็นเมืองต้นแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย
พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่ว่า...
&amp;quot;ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ้องแท้ในเรื่องประชาธิปไตย จึงถูกนักการเมืองหลอกหลวง ชักจูง และติดสินบน ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของประชาธิปไตย&amp;quot;
เป็นพระราชวินิจฉัยที่ว่าราษฎรยังไม่มีความพร้อมเพราะขาดความรู้ความเข้าใจในระบอกประชาธิปไตยนี้ จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน
เพราะจะมีเพียงแค่กลุ่มคนเล็กๆ ที่ได้รับการศึกษาสูงที่พอจะเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกลุ่มคนเหล่านี้ก็สามารถหลอกลวงและชักจูงให้ทำผิดวัตถุประสงค์ของประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่นด้วยการติดสินบนให้เลือกกลุ่มของตน
แต่ในที่สุดคณะราษฎร์ก็ก่อการปฎบัติ ที่เป็นเหมือนการชิงสุกก่อนห่ามนี้ ที่ส่งผลให้ทั้งเกิดปัญหาการเมืองและความขัดแย้งทางการเมืองมาจนทุกวันนี้
............................................................................
อัษฎางค์ ยมนาค
รวบรวม เรียบเรียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86552</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะราษฎร, นายอัษฎางค์ ยมนาค, พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, วันชิงสุกก่อนห่าม, วันรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e2652f497e4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 06:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปริญญา&#039;อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ไม่ยึดหลัก&#039;The King Can Do No Wrong&#039;ทำให้ปัญหาลุกลามไปถึงสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค.63 - ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์บทความเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ เรื่อง The King Can Do No Wrong มีใจความดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#หลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ #ปัญหาที่เกิดจากพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มาบัญญัติเรื่องระบอบการปกครองของประเทศไว้ที่มาตรา 2 ว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; แต่ดูเหมือนว่ายังมีคนจำนวนไม่น้อย - โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน - ที่อาจจะไม่เข้าใจหลัก The King Can Do No Wrong ของ &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; หรือ Constitutional Monarchy และไปสับสนปนเปกับ &amp;lsquo;ระบอบราชาธิปไตย&amp;rsquo; จึงทำให้เกิดปัญหาในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. #ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เริ่มต้นในประเทศไทยเมื่อใด? และ #ทำไมวันที่10ธันวาคมจึงเป็นวันรัฐธรรมนูญ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถามว่าทำไมวันที่ 10 ธันวาคม จึงเป็น &amp;lsquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แทบทุกคนจะตอบว่า เพราะเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยคือ &amp;lsquo;พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้ 3 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคือวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งมีคำปรารภและมาตรา 1 ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้
มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฏรทั้งหลาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยท้ายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 2475 ฉบับนี้โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในทางนิตินัยจึงมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจสูงสุดอันเป็นของพระองค์มาแต่เดิมให้กับราษฎร และสถาบันพระมหากษัตริย์ยินยอมที่จะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจสูงสุดให้กับราษฎรทั้งหลาย ประเทศไทยจากจากระบอบ &amp;lsquo;ราชาธิปไตย&amp;rsquo; ที่อำนาจ &amp;lsquo;อธิปไตย&amp;rsquo; เป็นของ &amp;lsquo;พระราชา&amp;rsquo; ก็ได้กลายเป็นระบอบ &amp;lsquo;ประชาธิปไตย&amp;rsquo; ที่อำนาจ &amp;lsquo;อธิปไตย&amp;rsquo; เป็นของ &amp;lsquo;ประชาชน&amp;rsquo; โดยเป็น &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; มานับแต่บัดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงแล้วนายปรีดี พนมยงค์ มิได้ตั้งใจเขียนพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ให้ใช้เป็นการ &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; แต่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเติมคำว่า &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; เข้าไป ด้วยอาจทรงเห็นว่าระยะเวลาในการจัดทำสั้นนัก และขอให้นำไปปรับปรุงแล้วจึงนำมาทูลเกล้าใหม่ นายปรีดีจึงนำไปปรับปรุงแก้ไข 5 เดือนต่อมาก็นำขึ้นทูลเกล้า เมื่อทรงโปรดเกล้าก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 และด้วยความที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว อีกทั้งมีการบัญญัติศัพท์คำว่า &amp;lsquo;รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แล้ว จึงมีการกำหนดให้วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีที่มาจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ให้เป็น &amp;lsquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 จะถูกเติมคำว่า &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; ลงไป แต่มีความสำคัญเป็นที่สุด เพราะเป็นรอยต่อของระบอบ &amp;lsquo;ราชาธิปไตย&amp;rsquo; กับระบอบ &amp;lsquo;ประชาธิปไตย&amp;rsquo; จากการลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการแบบราชาธิปไตย หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่ออำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงตัวบทกฎหมาย และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินทั้งหมดต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง เพราะอำนาจสูงสุดของประเทศได้กลายเป็นของปวงชนไปแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้าในเรื่องราชการแผ่นดินได้ ต่อเมื่อตัวแทนปวงชนได้ทูลเกล้าขึ้นไปเท่านั้น และทำให้ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง นี่เองคือหลัก The King Can Do No Wrong คือทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หลัก The King Can Do No Wrong หมายความว่า #พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด หรือ #พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย&amp;rdquo; นั้นบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 3 ประโยคแรก แต่ประโยคที่สองของมาตรา 3 ซึ่งเขียนว่า &amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; อาจจะทำให้เกิดความสับสน และไม่เข้าใจว่า ประชาชนเป็นแค่เจ้าของ แต่ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแต่ไม่ใช่เจ้าของ หมายความว่าอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะอธิบายอย่างย่นย่อ การใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางรัฐสภา&amp;rsquo; ของพระมหากษัตริย์คือ กฎหมายที่ออกมาจากรัฐสภา มีชื่อว่า &amp;lsquo;พระราชบัญญัติ&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;บัญญัติ&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;พระราชา&amp;rsquo; ต้องให้พระราชาทรงลงพระปรมาภิไธย จึงจะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ การใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางคณะรัฐมนตรี&amp;rsquo; คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงจะเป็นคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ และการใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางศาล&amp;rsquo; คือ ผู้พิพากษาและตุลาการมาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ จึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำถามคือ หากกฎหมายมาจากพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีมาจากพระมหากษัตริย์ และศาลก็มาจากพระมหากษัตริย์ แล้ว &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; จะแตกต่างจาก &amp;lsquo;ระบอบราชาธิปไตย&amp;rsquo; อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือ สิ่งที่แตกต่างกันโดยพื้นฐานที่สุดคือ ร่างพระราชบัญญัติมาจากการพิจารณาของรัฐสภา (รัฐธรรมนูญ 2560 ม. 81) นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฏร (ม. 159) โดยตามบทเฉพาะกาลมาจากที่ประชุมของรัฐสภา คือให้วุฒิสภาชุดแรกเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฏร (ม. 272) ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ม. 196) ตุลาการศาลปกครองมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ม. 198) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา (ม. 204) องค์กรอิสระก็มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา (ม. 217 วรรคสอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงมิได้ทรงตราพระราชบัญญัติ หรือเลือกนายกรัฐมนตรีเอง หรือเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้พิพากษา ตุลาการ และองค์กรอิสระหากทรงโปรดเกล้าตามที่ได้มีการทูลเกล้าขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงไม่ทรงต้องรับผิดชอบเมื่อกฎหมายมีปัญหา หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีบริหารบ้านเมืองไม่ดี หรือถูกประชาชนประท้วง หรือผู้พิพากษาหรือตุลาการตัดสินคดีแล้วผู้คนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม หรือองค์กรอิสระทำหน้าที่แล้วคนไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือหลัก The King Can Do No Wrong หรือพระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำความผิด ซึ่งหลักการพื้นฐานในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ความหมายคือถ้าเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงโปรดเกล้าต่อเมื่อมีการทูลเกล้าเท่านั้น ดังนั้นคนรับผิดชอบคือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่ใช้อำนาจในเรื่องนั้น และคนที่ทูลเกล้า ไม่ใช่พระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่บางคนกล่าวว่า The King Can Do No Wrong หมายความว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะนั่นคือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด มีทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ทำให้ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด แม้จะทรงทำผิดก็ไม่ผิด ซึ่งแตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทรงโปรดเกล้าตามที่มีผู้ทูลเกล้าขึ้นไป พระมหากษัตริย์จึงไม่อาจทรงกระทำผิด เพราะ #คนรับผิดชอบคือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและผู้ทูลเกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญมักจะไม่เขียนว่าใครเป็นผู้ทูลเกล้า แต่จะเขียนว่าใครเป็น &amp;lsquo;ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ&amp;rsquo; ซึ่งผู้นั้นเองจะเป็นผู้ทูลเกล้า เพราะเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าลงมา ผู้นั้นคือผู้ที่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้วผู้ทูลเกล้าคือนายกรัฐมนตรี เว้นแต่ในเรื่องใดรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นคนอื่น ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 182 ซึ่งกำหนดไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับก่อนหน้านี้คือ &amp;ldquo;บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ..&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้พลเอกประยุทธ์ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจะถูกประท้วง แต่คนรับผิดชอบคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่เลือกพลเอกประยุทธ์ เราก็ต้องไปโทษ ส.ส. และ ส.ว. โดย ส.ว. ก็ต้องโทษคนเลือก ส.ว. คือพลเอกประยุทธ์ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา และก่อนหน้านี้มาจาก สนช. ซึ่ง สนช.ก็มาจากพลเอกประยุทธ์ หากเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่พอใจการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ปปช. เราไม่อาจไปโทษพระมหากษัตริย์ผู้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่ต้องโทษพลเอกประยุทธ์ ที่เป็นคนเลือก สนช. และ ส.ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พลเอกประยุทธ์ต้องออกหน้า ไม่ใช่อยู่ข้างหลัง และทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกันดังที่เกิดขึ้นในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. #เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีก่อนหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในปี 2549 ที่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน ล้วนแต่เคยถูกประชาชนชุมนุมต่อต้านมาทั้งสิ้น แต่ไม่เคยมีคราวใดที่เรื่องราวจะลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ดังเช่นในครั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า #สาเหตุหลักมาจากการสืบทอดอำนาจของคสช. และความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลัก The King Can Do No Wrong ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนที่พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์มีสถานะเป็น &amp;lsquo;คนกลาง&amp;rsquo; เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่สถานะคนกลางก็หมดไปเมื่อพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังจากเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากตนเองเลือก ที่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฏร และมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มาจาก สนช. ซึ่งก็มาจากพลเอกประยุทธ์ ว่าง่ายๆ องค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับการแต่งตั้งหลังจากการยึดอำนาจในปี 2557 ที่มีอำนาจหน้าที่ในปัจจุบัน มีที่มาที่ยึดโยงกับพลเอกประยุทธ์ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพลเอกประยุทธ์ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังเลือกตั้ง หรือ ส.ว.ที่ คสช.เลือก ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะไม่มีการประท้วงแบบนี้ เพราะพลเอกประยุทธ์จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และถ้าจะมีการประท้วงก็จะเป็นการประท้วงนายกรัฐมนตรีคนอื่น ที่มาจากการเลือกตั้ง และจะไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มต้นเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และเกิดความเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผู้เขียนเห็นว่ามาจากเหตุที่สำคัญที่สุดคือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ การยุบพรรคอนาคตใหม่ คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีนายกรัฐมนตรีอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ และพฤติกรรมของพลเอกประยุทธ์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#การยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นหลังจากที่มี &amp;lsquo;ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้เกิดการเริ่มต้นการเชื่อมโยง และ #จุดที่เป็นชนวนของการประท้วง ซึ่งเริ่มจากการประท้วงพลเอกประยุทธ์ก่อน #คือการยุบพรรคอนาคตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมาถึง 8 ปี การเลือกตั้งในปี 2562 จึงมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมากกว่าปกติถึงสองเท่า โดยมีตั้งแต่อายุ 18 ปีไปจนถึง 26 ปีซึ่งส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่ และเนื่องจากพรรคเพื่อไทยเว้นเขตเลือกตั้งไว้ 100 เขตให้พรรคไทยรักษาชาติ พอพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ใน 100 เขตนั้น ผู้เลือกตั้งที่เคยจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หรือจะเลือกพรรคเพื่อไทย จึงเปลี่ยนมาเลือกพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp; และทำให้พรรคอนาคตใหม่มี ส.ส. ได้รับเลือกตั้งถึง 80 คน โดยเป็น ส.ส.ใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แล้วก็ด้วยเหตุผลที่เห็นกันว่าฟังไม่ขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดต้องยุบพรรค ทำให้ผู้เลือกพรรคนี้ออกมาชุมนุม และเนื่องจากการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคไม่ให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังกำลังพล ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ฯ ยิ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยอื่นของศาลรัฐธรรมนูญอีกที่ทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ #คดีพลเอกประยุทธ์อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่อง &amp;lsquo;ระหว่างพระมหากษัตริย์กับนายกรัฐมนตรี&amp;rsquo; ยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจในทางที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยผ่านพลเอกประยุทธ์มากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อพลเอกประยุทธ์ มักจะอ้างถึงพระมหากษัตริย์ในการทำอะไรหรือไม่ทำอะไรอยู่บ่อยครั้ง จากต่อต้านการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ เรื่องก็เลยลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. #หนทางแก้ไขยังมีอยู่หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การเมืองมีผิดมีถูก การตัดสินใจทางการเมืองมีทั้งประชาชนชอบและไม่ชอบ การแก้ปัญหาคือต้องยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีหลักการคือ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง ในทางปฏิบัติคือ พลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องออกหน้ามารับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และต้องดำเนินการตามมาตรา 182 อย่างเคร่งครัดคือ &amp;ldquo;บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(2) สาเหตุของการประท้วงมาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. พลเอกประยุทธ์ต้องหยุดการสืบทอดอำนาจ และแสดงให้เห็นว่า จะไม่สืบทอดอำนาจอีกต่อไป ด้วยการยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว. ไม่ให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป แม้ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้จะตกไป แต่ควรที่จะได้มีการเสนอใหม่อีกครั้งโดยเร็ว ซึ่งจะแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุไปได้กว่าครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีคนต่อต้านมากที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และทั้งนี้เนื่องจากรัฐสภาไม่รับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มี สสร. ที่มาจากการเข้าชื่อของประชาชน ดังนั้น ในวาระแปรญัตติของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงต้องรับฟังเสียงของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่มาของ สสร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดความเห็นต่างและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน การนำเสนอเรื่องนี้จึงต้องทำด้วยวิธีการที่เหมาะสม และทุกฝ่ายต้องเคารพความคิดเห็นของกันและกัน ไม่สร้างความเกลียดชังหรือแตกแยกในสังคมให้มากไปกว่าเดิม
นายกรัฐมนตรีที่ถูกประท้วงก่อนหน้านี้ พอผู้ประท้วงเห็นว่าประท้วงไม่ได้ผล ก็มักจะมีการถวายฎีกาให้พระมหากษัตริย์ทรงมาก้าวก่ายทางรเมือง เช่น การถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานในช่วงเวลาที่มีการประท้วงทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557
แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกประท้วงแล้ว คนกลับประท้วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ #เราคงพอจะสรุปได้แล้วว่าเราควรจะแก้ปัญหาที่ตรงจุดใด และเราก็ควรแก้ไปที่จุดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สาเหตุของปัญหาเกิดจากพลเอกประยุทธ์ ทั้งในเรื่องการเมืองที่สืบทอดอำนาจ และเรื่องการไม่ยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong หากพลเอกประยุทธ์ยังไม่แก้ไข แล้วยิ่งอยู่นานไปยิ่งเป็นปัญหา เราก็คงต้องไปแก้ที่พลเอกประยุทธ์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86550</URL_LINK>
                <HASHTAG>The King Can Do No Wrong, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, วันรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9c8dcf13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2019 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เนาวรัตน์&#039;ร่ายกลอนวันรัฐธรรมนูญ จงประชาธิปไตย ไพบูลย์เทอญ ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.62-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา ศิลปินแห่งชาติ โพสต์กลอน วันรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิบธันวา วันรัฐธรรนูญไทย
พระราชทานธรรมนูญไว้ ให้เป็นผล
ทรงสละอำนาจนั้น บันดาลดล
ให้เป็นของประชาชน ด้วยยินดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจนี้ มิใช่เพื่อเฉพาะใคร
ทรงมอบให้เป็นหลักเป็นสักขี
เจตนารมณ์ อุดมทัศน์ สัจวาที
ความข้อนี้ โดยนัยโดยใจความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภิวัตน์สมัย
สู่ประชาธิปไตย ไผทสยาม
อำนาจของปวงประชาสง่างาม
เป็นไปตามครรลองของปวงประชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทิดพิทักษ์ ธรรมาธิปไตย
ความเป็นไทย เป็นธรรม ต้องนำหน้า
ธำรงราษฎร์ ธรรมนูญรัฐ ภิวัฒนา
สิบธันวา วันรัฐธรรมนูญไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จงศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์สิทธิ์ เสรีธรรม
จงเนื่องนำสัมฤทธิ์สุขสืบยุคสมัย
จงประโยชน์ส่วนรวมร่วมจริงใจ
จงประชาธิปไตย ไพบูลย์เทอญ ฯ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52156</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันรัฐธรรมนูญ, ศิลปินแห่งชาติ, สมาชิกวุฒิสภา, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5def0ea015136.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กตุ๊ดตู่&#039;ปลุกประชาชนสร้างรธน.ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเผด็จการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.62- &amp;nbsp; น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ตนคิดว่าระยะเวลา 87 ปี เมื่อเทียบกับอายุขัยของมนุษย์ก็จัดว่าเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน พอที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าอะไรคือความจริง ความถูกต้อง เราคนไทยควรพร้อมใจกัน สร้างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมติมหาชน เพื่อส่งต่อเป็นมรดกให้คนรุ่นต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ 87 ปีของระบอบการปกครองที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตยของไทย เปรียบได้กับวัยตั้งไข่ คือเป็นวัยฝึกยืนแต่ไม่มั่นคง หกล้มหกลุกตลอดยังไม่สามารถทรงตัวได้ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ 87 ปีที่ผ่านมา อำนาจการปกครองที่แท้จริงไม่ได้เป็นของประชาชนและมาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำทุกวิธีที่จะฉ้อราษฎร์อำนาจไปเป็นของกลุ่มตน กีดกันคนส่วนใหญ่ของประเทศ จากแนวคิดที่ไม่ยอมรับความเท่าเทียมในการแสดงสิทธิในการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ กล่าวคืออนุรักษ์นิยมมีความเป็นเผด็จการต้องการกดขี่เอาเปรียบสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกศปรียา กล่าวต่อไปว่า เห็นได้จากรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตามหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสากล ต้องเป็นกติกาที่ประชาชนทั้งประเทศยอมรับและมีส่วนร่วมในการร่างผ่านตัวแทน แต่รัฐธรรมนูญของไทยทั้ง 20 ฉบับ มีเพียงรัฐธรรมนูญปี 2540 เท่านั้นที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ในเวลา 87 ปี ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับโดยเฉลี่ยแล้วรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีอายุเพียงแค่ 4 ปีกว่าๆ เท่านั้น รัฐธรรมนูญจึงไม่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นกติกาการอยู่ร่วมกันของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากแนวคิดของเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่ต้องการเอาเปรียบประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการมีอำนาจและสิทธิที่มากกว่าผู้อื่น จึงฉีกรัฐธรรมนูญที่ทำให้ตนเสียผลประโยชน์ แล้วก็ร่างขึ้นมาใหม่ตามความต้องการของกลุ่มตน ด้วยการอ้างสถานการณ์ทางการเมือง เป็นเหตุผลมากกว่าการสร้างหลักการและแนวทางที่จะนำประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญของไทยที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์มากกว่าหลักการที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยกเว้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ฉบับที่ 16 เท่านั้น ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะมีที่มาและกระบวนการยกร่างที่เป็นประชาธิปไตย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกศปรียา กล่าวอีกว่า ดังนั้นในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฏหมาย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังประสบ เนื่องจากการมีผู้บริหารประเทศที่อ่อนด้อยความสามารถ และคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจตลอดไป หน้าที่ของประชาชนไทยทุกคนคือจะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหานี้ ก่อนที่จะเกิดวิกฤติที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่มากกว่านี้ คือ เราต้องร่วมกันสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมติมหาชน เพื่อฝ่าวิกฤติประเทศไม่ให้ผู้ใดฉ้อราษฎร์อำนาจไปเป็นของกลุ่มตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฝากเรียกร้องประชาชนไทยทุกคนว่า เรามาร่วมกันสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เป็นที่ยอมรับของทุกๆ ภาคส่วน เพื่อเป็นหลักการที่จะนำประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือกนอก ที่มีรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์เพื่อใครคนใดคนหนึ่งดังเช่นในปัจจุบัน แต่สร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตให้ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นประชาชนชั้นสองที่ไม่มีความเท่าเทียมในทุกด้าน&amp;quot;น.ส.เกศปรียา กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52152</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง, วันรัฐธรรมนูญ, โฆษกพรรคเพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3937ccde01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2018 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุนคนโกงอ้างพระราชหัตถเลขาร.7โจมตีคสช.สืบทอดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.61-เฟซบุ๊ก กรุงเทพ กรุงเทพ นำพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาโพสต์เนื่องในวันรัฐธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าเฟซบุ๊กกรุงเทพ กรุงเทพ ซึ่งเป็นบริวารในระบอบทักษิณ ได้โพสต์ภาพต่อต้านการสืบทอดอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย ซึ่งเป็นการสื่อให้เข้าใจว่า คสช.คือคณะบุคคลตามพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23897</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพ กรุงเทพ, พระราชหัตถเลขา, ร.7, วันรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181210/image_big_5c0df3ceba941.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2018 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกี่ยวกันหรือ?&#039;สุชาติ&#039;โยงม็อบฝรั่งเศส ภาพคุ้นตาต้อนรับวันรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.61 - สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ได้แชร์โพสต์ การชุมนุมที่ฝรั่งเศส ในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพคุ้นตาต้อนรับ &amp;quot;วันรัฐธรรมนูญ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุเกิดที่ฝรั่งเศสเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข่าวแจ้งว่า ได้ขยายวงการประท้วงไปที่เบลเยี่ยมด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23886</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมนุมุฝรั่งเศส, ภาพค้นตา, วันรัฐธรรมนูญ, ศิลปินแห่งชาติ, สุชาติ สวัสดิ์ศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181127/image_big_5bfc8f9565360.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2018 08:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจ&#039;Clubเพื่อไทย&#039;โพสต์ถาม10ธ.ค.รำลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับไหน? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.61- เพจ Club เพื่อไทย ซึ่งถูกระบุเป็นเพจของแฟนคลับพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุ &amp;quot;วันนี้ วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรำลึกถึงรัฐธรรมนูญ แต่ว่ามันเป็นวันรำลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับไหน??เทียวเขียน เทียวฉีก จนไม่รู้จะรำลึกถึงฉบับไหน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23872</URL_LINK>
                <HASHTAG>10 ธันวาคม, club เพื่อไทย, วันรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181210/image_mid_5c0dbc9237afa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
