<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MOU 4 หน่วยงานพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมข้อมูลดิจิทัลไร้ตะเข็บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MOU 4 หน่วยงาน สนอ. สพร. สวน. สสส. บริการข้อมูลดิจิทัลพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กทุกคน พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการข้อมูลดิจิทัลไร้ตะเข็บ ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง กทม.เขตปกครองพิเศษมีครบทั้งศูนย์เด็กเล็ก รร.ในสังกัด กทม. รพ.ของ กทม.พร้อมปักหมุดนำร่อง &amp;ldquo;ลาดกระบัง&amp;rdquo; อ่านข้อมูลได้ปลายเดือน ต.ค.ก่อนขยายผลครอบคลุมทุกเขตใน กทม. พบปัญหาเด็ก กทม. 1 ใน 6 ตั้งแต่วัยแรกเกิด-17 ปี ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เด็กในชุมชนร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การพัฒนาต้นแบบบริการร่วมระหว่างหน่วยบริการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชน และครอบครัวด้วยดิจิทัล (Seamless Transaction Services)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 เพื่อส่งเสริม&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสนับสนุนพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการร่วม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นต้นแบบบริการทางสังคมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชนและครอบครัวต่อเนื่องตลอดช่วงวัย และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปีแรกจะมีชานชาลาหรือการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ร่วมและส่งต่อบริการร่วมกันของ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม ผู้ให้บริการจากศูนย์บริการสาธารณสุข 45 ชุมชนร่มเกล้า คุณครูจากศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน 2.กลุ่มผู้รับบริการที่เป็นเด็กเยาวชน&amp;nbsp; และครอบครัว และ 3.คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับเขต คณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ที่เป็นกลไกร่วมจัดบริการ ซึ่งจะพัฒนาเป็นต้นแบบนวัตกรรมระบบดิจิทัลของเขตลาดกระบัง กทม. และทดสอบการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกเขตต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนส่วนใหญ่มองว่า เด็กเมืองกรุงได้รับสิทธิ์และโอกาสมากกว่า หรืออยู่ในระดับดี เพราะเป็นเด็กในเมือง แท้จริงแล้ว...กรุงเทพมหานครรับภาระกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่เปราะบางยิ่งกว่าเด็กและเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ จากการสำรวจพบเกือบ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.8) ของเด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ เด็กอายุ 1-14 ปี ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการจัดการร่วม จะสามารถเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในงานพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างเป็นองค์รวมในพื้นที่ กทม.ได้ โครงการนำร่องที่เขตลาดกระบัง (ธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง ผอ.เขตลาดกระบัง) เพ็ญศรี สงวนสิงห์ ผู้จัดการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ในฐานะผู้จัดการโครงการเปิดประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนำร่องศูนย์เด็กเล็ก รร.ในสังกัด กทม. (สอนระดับอนุบาล-ประถมปีที่ 6) เขตลาดกระบังอยู่ในความดูแลของ ผอ.เขตลาดกระบัง เด็กส่วนใหญ่เรียนต่อที่ รร.สมิทธิ์รัตนโกสินทร์ สังกัด รร.สพฐ. เนื่องจากเขตลาดกระบังมีพื้นที่ชุมชนร่มเกล้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรม ครอบครัวอยู่ในละแวกนี้ พ่อแม่ส่งเด็กเรียนหนังสืออยู่ในละแวกเดียวกัน แต่เดิมจะมีโครงการนำร่องอีกแห่งหนึ่งที่เขตทวีวัฒนา แต่เมื่อสำรวจแล้วพื้นที่ทวีวัฒนาเป็นช่วงรอยต่อ จ.นครปฐม เด็กจากนครปฐมและนนทบุรีจะเข้ามาเรียนใน รร.เขตทวีวัฒนา ส่วนเด็กในเขตทวีวัฒนาอยู่ในชุมชนครอบครัวชนชั้นกลาง เช้าออกจากบ้านไปกับพ่อแม่เพื่อเข้าไปเรียนในเมือง ประชากรในเขตทวีวัฒนาจึงมีความซับซ้อนในการทำข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีโรงเรียนในสังกัด 300 แห่ง มีนักเรียนกว่า 2 แสนคน มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสังกัด กทม.ใน 50 เขต 298 ศูนย์ มีเด็ก 25,975 คน มีเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่เปราะบางในพื้นที่จำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในเขตกรุงเทพมหานคร จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับองค์การยูนิเซฟ พบว่า เกือบ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.8) ของเด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ ในชุมชนของกรุงเทพมหานครมีเด็กที่กำพร้าพ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อและแม่ ร้อยละ 3.6 และร้อยละ 0.4 ที่พ่อหรือแม่อย่างน้อย 1 คน อาศัยอยู่ต่างประเทศ และเด็กอายุ 1-14 ปี ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกายในช่วง 1 เดือนก่อนการสำรวจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับทีมผู้ให้บริการในพื้นที่เขตลาดกระบังพบว่า เด็กและเยาวชนเกือบร้อยละ 50 ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งครอบครัวเป็นเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และทำให้เด็กและเยาวชนเผชิญกับภาวะวิกฤติ ซึ่งส่งผลเป็นวงจรต่อเนื่องกัน วงจรเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางกับดักสู่ความยากจน การทบทวนสถานการณ์ที่บ่งชี้ของครอบครัวเปราะบางพบว่า คือ 1.ด้านเศรษฐกิจครัวเรือน 2.ด้านโครงสร้าง/สัมพันธภาพและการเลี้ยงดูในครอบครัว 3.ด้านการเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย 4.ด้านสถานะสุขภาพและสังคมของสมาชิกในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวบ่งชี้ของครอบครัวเปราะบาง 1.) เศรษฐกิจครัวเรือน รายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง มั่นคง ต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยบ่อยๆ ที่อยู่อาศัยชั่วคราว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย 2.) โครงสร้างและสัมพันธภาพการเลี้ยงดูในครอบครัว อยู่กับพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว อยู่กับปู่ย่าตายาย 2.ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คนในครอบครัว 3.การเลี้ยงดูอย่างไม่ถูกวิธี มีการทอดทิ้งเด็ก 4.มีการทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรงในครอบครัว 3.) การเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์อะไรบ้าง ในแต่ละสถานการณ์ของชีวิต เข้าไม่ถึงบริการ-สวัสดิการที่จำเป็นกับภาวะความเปราะบาง/ความเจ็บป่วย ไม่ได้รับบริการและสวัสดิการ 4.) สถานะสุขภาพและสังคมของสมาชิกในครอบครัว เป็นบุคคลทุพพลภาพ (พิการ) เจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา มีประวัติอาชญากรรม ติดสารเสพติด (ยาเสพติด ติดเหล้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวบ่งชี้ลักษณะครอบครัวเปราะบาง จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งของภาคส่วนต่างๆ ที่มีพันธกิจในการจัดบริการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ซึ่งมีหลากหลายมิติและแยกส่วนกันจนไม่อาจบูรณาการการจัดบริการที่ครอบคลุมต่อเนื่องตลอดช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การพลิกผันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย การเกิดของเด็กน้อยลงและถ้าขาดคุณภาพก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในสากลหรือนานาประเทศให้การยอมรับแล้วว่า การลงทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นหนทางรอดที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผล ดังนั้นโครงการพัฒนาด้านการบริหารงานแบบใช้ร่วมกันขององค์กร (Shared Services) ให้เป็นต้นแบบบริการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงมีเป้าหมายในระยะ 3 ปี คือ การพัฒนารูปแบบการจัดบริการร่วมข้ามภาพส่วน (Trans-disciplinary Social Service) ให้จัดวางเป็นชานชาลา/แพลตฟอร์ม (platform) ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนที่เข้าถึงเด็กและครอบครัวเปราะบาง พร้อมไปกับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิผล ด้วยการปรับใช้วิทยาการข้อมูลข่าวสารดิจิทัล จนสามารถนำรูปแบบไปทดสอบขยายผลให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ กทม. ในระยะแรกเริ่ม 1 ปี ที่เริ่มในเดือน พ.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรอบการพัฒนารูปแบบ Prototype การจัดบริการร่วมเชิงรุกเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางแบบไร้ตะเข็บ (Seamless Shared Services) ดังนั้นต้นแบบบริการไร้ตะเข็บด้วยนวัตกรรมดิจิทัลด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ไทย-เยอรมัน) จึงเป็นการพลิกโฉมบริการที่เคยแยกส่วนกันให้เกิดเป็นองค์รวม สามารถดูแลต่อเนื่องตลอดช่วงวัย ตั้งแต่ฝากครรภ์ เด็กแรกเกิด เข้าสู่ศูนย์เด็กเล็ก เด็กอนุบาล เด็กและเยาวชนในวัยเรียน จนถึงวัยรุ่นอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพตามวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี และตามวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;มหานครสุขภาพดี ทุกชีวีแข็งแรง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า การออกแบบในการจัดวางบริการแบบใช้ร่วมกัน &amp;ldquo;Shared-Service&amp;rdquo; ก็คือการทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และต่อยอดขยายเป็น Open Data กับทาง กทม.และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ์ของเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับภาครัฐ (GovTech) ไปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัลต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาต้นแบบระบบการบริหารงานแบบใช้ร่วมกันของหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดบริการ (Shared Service) ทางสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ และการคุ้มครองสิทธิ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง นับเป็นการทำงานเชิงรุกกับเหตุปัจจัยต้นน้ำก่อนที่เด็กและเยาวชนจะเกิดปัญหาหรือวิกฤติในชีวิต ในขณะเดียวกันก็มีระบบดูแลช่วยเหลือส่งต่อเด็กและเยาวชนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา สสส.ได้ดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของ กทม. 3 แห่ง คือ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแป้นรักษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพิทักษา โดยสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กปฐมวัยของศูนย์ เครื่องมือสำหรับพัฒนาคุณภาพศูนย์ และพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก ดังนั้นคาดหวังว่าผลงานนี้จะช่วยอุดช่องว่างการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพราะมุ่งให้ทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกันของผู้ใช้บริการแบบไร้รอยต่อ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเก็บข้อมูลเริ่มตั้งแต่มารดามีครรภ์เข้าไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล มีการบันทึกข้อมูลทั้งหมด การคลอดที่ผิดปกติ พัฒนาการของเด็ก การฉีดวัคซีนครบหรือไม่ ข้อมูลเด็กในมิติสุขภาพ การศึกษา พัฒนาการ สวัสดิการ ถูกบันทึกอยู่ใน platform เมื่อเข้าไปเรียนในศูนย์เด็กเล็ก เข้า รร.อนุบาล ครูสามารถเข้ามาอ่านข้อมูลได้โดยไม่ต้องให้เด็กเข้ามากรอกข้อมูล เรียกได้ว่าเป็นสมุดประจำตัวเด็ก เป็น Data ต้นแบบ จึงเป็นเรื่องท้าทายของหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก มาคุยและสร้างข้อตกลงร่วมกันในการจัดทำข้อมูล ใครจะเป็นผู้เก็บข้อมูลกลางเหล่านี้ ในเบื้องต้นพ่อแม่เด็กควรจะเป็นผู้เก็บข้อมูลในช่วงที่เด็กยังเล็กอยู่ ต่อไปมีการกำหนดสิทธิ์มอบให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกันเรายังมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะไม่อนุญาตให้เปิดเผยในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลตอบโจทย์ในเรื่องฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้นำร่องในพื้นที่ กทม. สำนักงานเขตลาดกระบัง และจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกับ กทม.เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจะได้ไม่เป็นปัญหา กรณีที่เด็กเกิดในกรุงเทพฯ แต่ถูกส่งไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงในต่างจังหวัด เมื่อโตขึ้นกลับมาเรียนหนังสือที่ กทม. ขณะนี้เริ่มมีการพูดคุยกับกรมกิจการเด็กและสตรี กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการทดสอบระบบ ที่ผ่านมานั้นมีปัญหาช่องว่างในการพัฒนาเด็ก หน่วยงานต่างคนต่างทำ ต่างฝ่ายต่างก็ถือข้อมูลของตัวเอง ยังไม่มีเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อจะศึกษาร่วมกัน จะเห็นได้ว่าถ้าใช้ EXCEL แต่เป็นคนละรุ่นก็ยังมีปัญหาในการเชื่อมต่อข้อมูล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อเราอยากเห็นการพัฒนาเด็กให้ดี แต่เทคโนโลยียังไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงต่างๆ มาเชื่อมโยงกันให้ได้ โดยมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักเป็นตัวเชื่อม แม้จะใช้กันคนละโปรแกรม แต่เรามีดิจิทัลเทคโนโลยีที่จะแก้โจทย์เหล่านี้ได้ ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก กทม.เป็นหน่วยงานปกครองพิเศษที่มีครบวงจรทุกเรื่อง พร้อมที่จะปักหมุดนำร่องที่ กทม. เนื่องจากมีทั้งศูนย์เด็กเล็ก กทม. โรงเรียนในสังกัดหน่วยงาน กทม. โรงพยาบาลของ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดเรื่องสุขภาวะของ สสส.และ กทม.ไปในทิศทางเดียวกัน อยู่ดีมีสุข ไม่ใช่แต่การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดี กทม.มองถึงระบบการศึกษา ชุมชน การดูแลสุขภาพแบบไหนเพื่อเด็กจะได้เติบโตอยู่ดีมีสุข ไม่ถูกละเมิดสิทธิ์ ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อประสบปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมรักษ์ การพิศิษฏ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) กล่าวว่า ต้นแบบนี้ใช้เป็นพื้นที่เสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Empower) ผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และกลไกคณะกรรมการคุณภาพชีวิตระดับเขต (พชข.) และคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ให้มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านระบบงานแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบงานแบบดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราต้องการพัฒนาตัวเด็กให้อยู่ดีมีสุข สุขภาวะขึ้นอยู่กับมิติเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นเยาวชนที่มีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงดูเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงอย่างเดียว เจาะลึกไปถึงพ่อแม่มีอาชีพอะไร ระบบการศึกษา สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเป็นอย่างไร โจทย์สำคัญก็คือเราอยากเห็นเด็กมีสุขภาวะที่ดีอย่างไร อยากเห็นหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กมองเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลนี้จึงเป็น Big Data รู้ทุกมิติที่หน่วยงานทุกฝ่ายจะนำไปใช้ในการวางแผนงานได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพเยาวชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2562 ภาพรวมดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของไทยอยู่อันดับที่ 40 ใน 141 ประเทศ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ด้านทักษะยังอยู่ต่ำกว่า โดยอยู่ที่อันดับ 73 ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของวัยรุ่นและเยาวชนไทยให้มีความรู้และทักษะเท่าทันในศตวรรษที่ 21 มีสุขภาพที่ดี มีคุณธรรมและจิตสำนึก มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทักษะทางสังคมและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขและปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2564) มียุทธศาสตร์ 5 ด้านเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือ เด็กและเยาวชนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพัฒนาการเหมาะสมตามช่วงวัย เป็นพลเมืองสร้างสรรค์และมีส่วนร่วมในฐานะภาคีที่มีพลังในกระบวนการพัฒนาภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การพัฒนาวัยรุ่นและเยาวชนไทยมีประเด็นความท้าทายที่ต้องพิจารณาหลายเรื่อง จากการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาเยาวชนของกลุ่มประเทศอาเซียน ปี 2560 ค่าดัชนีของไทยถูกจัดอันดับที่ 8 จาก 10 ประเทศ โดยเฉพาะด้านที่ยังต้องปรับปรุงคือเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และการมีส่วนรวมทางสังคมของเยาวชนในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 คือประเทศสิงคโปร์ อันดับ 2 ประเทศบรูไน อันดับ 3 ประเทศมาเลเซีย อันดับ 4 ประเทศเวียดนาม อันดับ 5 ประเทศเมียนมา อันดับ 6 ประเทศฟิลิปปินส์ อันดับ 7 ประเทศอินโดนีเซีย อันดับ 8 ประเทศไทย อันดับ 9 ประเทศกัมพูชา อันดับ 10 ประเทศลาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) แผนแม่บทในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต กำหนดแผนย่อยในการพัฒนาคนในช่วงวัยเรียนและวัยรุ่น มีตัวชี้วัดคะแนนความสามารถในการแข่งขันการพัฒนาทักษะ (skills) ของทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index GCI) ของ World Economic Forum (WEF) ประเทศไทยจากอันดับที่ 66 ในปี 2561 ขยับลงไปเป็นอันดับที่ 73 จาก 141 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าศักยภาพของวัยรุ่นและเยาวชนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรในวัยเรียนมีปัญหา และเรื่องที่ประเทศต้องให้ความสำคัญคือ การสร้างโอกาสและพัฒนาความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ประชากรวัยเรียนทุกกลุ่มในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้รับและเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และคุณภาพประชากรของประเทศได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือสุขภาพคนไทย 2563.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79301</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดิจิทัล, ต้นแบบนวัตกรรม, วัยเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f76d7f4e92ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
