<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9832</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทย &#039;ขาขึ้น&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2561 ขยายตัวได้สูงถึง 4.8% สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส หรือ 5 ปีนั้น ถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นจริงๆ และหลายฝ่ายก็คงตื่นเต้นไปกับตัวเลขการเติบโตดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยปัจจัยหลักๆ ที่สนับสนุนการเติบโตในครั้งนี้ มาจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวดีขึ้นของราคาสินค้าในตลาดโลก ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้ภาคการส่งออกของไทยขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงในขณะนี้ เป็นสัญญาณที่ดีกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะต่อๆ&amp;nbsp; ไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากว่า การขยายตัวดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของเศรษฐกิจระดับบนมากกว่า ขณะที่เศรษฐกิจระดับฐานรากยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; มากมาย โดยเฉพาะสถานการณ์การปรับขึ้นราคาในหลาย ๆ&amp;nbsp; สินค้าขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 พบว่า มีราคาสินค้าและบริการหลายตัวที่มีทิศทางการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่ราคาน้ำมัน ที่ภายในเดือน พ.ค.2561 ราคามีการเปลี่ยนแปลงแล้วถึง 5 ครั้ง โดยในจำนวนนี้ 4 ครั้งเป็นการปรับขึ้นราคาขายปลีกอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลใกล้ทะลุลิตรละ 30 บาทไปแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เพียงเท่านี้ &amp;ldquo;ข้าวถุง&amp;rdquo; ก็คาดว่าจะมีการปรับราคาขายปลีกในปีนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่น่าจะปรับขึ้นสูงสุดที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นเป็นไปได้สูงว่าในปีนี้เราอาจจะได้เห็นราคาข้าวหอมมะลิ ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม ปรับราคาขึ้นสูงทะลุ 300 บาท ทุบสถิติกันไปเลย ส่วนราคาข้าวขาวขายปลีกคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1-2 บาท และข้าวปทุมธานีคาดว่าจะปรับราคาเพิ่มขึ้น 7-8 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วัลลภ มานะธัญญา&amp;rdquo; ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ระบุว่า ผลผลิตข้าวในปีนี้ต่ำ แต่ปริมาณความต้องการข้าวในตลาดยังคงสูง โดยเฉพาะตลาดโลก ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งข้าวรายใหญ่ของโลก รวมทั้งยังมีเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการข้าวถุงเตรียมขอปรับราคาขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ แก๊สหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัม ยังปรับขึ้นราคาอีก 42 บาท จากราคาถังละ 353 บาท เป็น 395 บาทต่อถัง ตรงนี้สร้างความกังวลให้ประชาชนพอสมควร เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าแก๊สหุงต้ม ถือเป็นต้นทุนในการปรุงอาหารสำเร็จรูป จนคาดกันไปว่าหลังจากนี้ผู้ค้าน่าจะมีการขอปรับขึ้นราคาอาหารสำเร็จรูปตามมาด้วย แต่ก็ยังดีที่ &amp;ldquo;กรมการค้าภายใน&amp;rdquo; ออกมาแตะเบรกเรื่องดังกล่าว โดยมองว่า การที่ผู้ค้าจะขอปรับขึ้นราคาขายอีกจานละ 5 บาท ไม่สมเหตุสมผลและเป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า แก๊สหุงต้ม 1 ถัง ปรุงอาหารได้ 200-300 จาน/ชาม ดังนั้น ก๋วยเตี๋ยวมีต้นทุนแก๊สหุงต้มเพิ่มขึ้นชามละ 1.88 บาท จากเดิมอยู่ที่ 1.68 บาท หรือต้นทุนแก๊สหุงต้มเพิ่มขึ้นชามละ 20 สตางค์ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ประกอบการอาหารจานด่วนจะขอปรับราคาขาย เพราะกระทบต้นทุนการผลิตอาหารอย่างน้อยมาก ไม่ถึง 1 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังมีค่าโดยสารแท็กซี่ที่ปลายปีนี้จะมีการปรับขึ้นราคาด้วยเช่นกัน โดยจะคิดราคาตามรถติด และมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 40 บาท และก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;เจ๊เกียว&amp;rdquo; นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง ได้เดินทางไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาอนุมัติปรับขึ้นราคาค่าโดยสารอีก 10 สตางค์/กิโลเมตร โดยอ้างว่าเป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนผู้ประกอบการแบกรับภาระดังกล่าวไม่ไหวอีกต่อไป แต่แว่วๆ ว่า รมว.คมนาคมไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายที่ &amp;ldquo;ค่าไฟฟ้า&amp;rdquo; ที่ส่งสัญญาณมาแล้วว่าอีก 6 เดือนจะปรับขึ้นราคาแน่ๆ ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนไปยังต้นทุนค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะปรับเพิ่มขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือประมาณเดือน พ.ย.2561 นั่นเอง ส่วนจะเป็นการปรับขึ้นหรือจะเกลี่ยให้คงที่คงต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นจริง แต่ยังเป็นขาขึ้นที่ค่อนข้างกระจุกอยู่ในบางอุตสาหกรรม บางส่วนของเศรษฐกิจเท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากแม้จะไม่ได้ถึงขั้นลำบาก แต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายคล่องมือเหมือนที่ควรจะเป็น ด้วยราคาสินค้าต่างๆ ที่ปรับขึ้น แม้การขึ้นของราคาสินค้าและบริการจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก แต่ก็เป็นเรื่องที่วัดฝีมือของฝ่ายบริหารอยู่เหมือนกันว่าจะช่วยเหลือประชาชนระดับล่างที่ต้องใช้จ่ายในส่วนนี้ให้บรรเทาได้อย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9832</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด, รมว., วัลลภ มานะธัญญา, สภาพัฒน์, สศช., เจ๊เกียว, แก๊สหุงต้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดอั้น!คนไทยเตรียมกินข้าวแพง &#039;หอมมะลิ&#039; ทะลุ 300บาท/ถุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หงษ์ทอง&amp;rdquo; คาดการณ์ราคาหน้าถุงข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ปีนี้ทะลุ 300 บาท เผยซัพพลายไม่พอ บวกต้นทุนเพิ่ม พร้อมกางแผน 5 ปี แตกไลน์ธุรกิจ ดันยอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตรา &amp;quot;หงษ์ทอง&amp;quot; เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของฝนที่ตกมาปริมาณมากเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อการปลูกข้าวหอมมะลิของเกษตรกร ซึ่งแม้ไม่ได้ลดจำนวนพื้นที่การเพาะปลูก แต่ฝนที่มากเกินไปไม่สามารถทำให้ปลูกข้าวหอมมะลิได้ เกษตรกรต้องหันไปปลูกนาปรังแทน จากปัจจัยดังกล่าวมีผลให้ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทุกเดือน หรือหากเทียบเดือน ม.ค. ปีนี้กับปีที่ผ่านมาสูงขึ้น 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทได้ทำการเสนอเรื่องการปรับราคาข้าวถุงไปยังกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว โดยยื่นขอปรับราคาหน้าถุงของข้าวหอมมะลิขนาด &amp;nbsp;5 กิโลกรัมไปประมาณ 290 บาท/ถุง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ราคาขายอยู่ที่ 260 บาท/ถุง ส่วนตัวเชื่อว่าในปี 2561 นี้หลังมีโอกาสที่จะเห็นราคาข้าวหอมมะลิพุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ 300 บาท/ถุงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามประคับประคองไม่ให้ราคาขายปลีกสูงจนเกินไป แต่ต้องยอมรับว่าราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่มีแนวโน้ม 18,000 บาทต่อเกวียน แม้ว่าเราจะขอปรับราคาหน้าถุงเป็น 290 บาท แต่ราคาขายจริงของขนาด 5 กิโลกรัมจะอยู่ที่ประมาณ 250 บาท/ถุง นับว่าสูงกว่าเดิมที่จำหน่ายในราคา 220-230 บาท&amp;quot; นายวัลลภ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนการลงทุนของบริษัทในช่วง 5 ปีนับจากนี้ เบื้องต้นน่าจะใช้เงินลงทุนปีละกว่า 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับสายการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น โดยโรงงานแรกที่จะติดตั้งออโตเมชั่นคือใน จ. นนทบุรี และจะค่อยขยายไปจนครบทุกแห่งที่มีอยู่ บริษัทมองว่าการลงเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ 5-10% เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานช่วงปลายการผลิตหรือขั้นตอนของการบรรจุถุงที่เดิมทีต้องใช้แรงงานค่อนข้างเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการแปรรูปสินค้าเป็นผลิตภัณท์อื่นๆนอกเหนือจากกลุ่มข้าว เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค และรับกับกระแสสุขภาพในปัจจุบัน เบื้องต้นได้ขยายไลน์กลุ่มสินค้าในหมวดของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ เครื่องดื่มเสริมพลังงานจากข้าว , เครื่องดื่มน้ำนมข้าวหอมมะลิ รวมถึงการแปรรูปให้เป็นอาหารพร้อมทาน และขยายไปสู่ปลายน้ำในเรื่งของช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยปัจจุบันทางบริษัทมีร้านค้าปลีกในขื่อ &amp;quot;หงษ์ทองเฮลท์สเตชั่น &amp;quot; จำนวน 3 สาจา โดยล่าสุดได้เข้าไปซื้อกิจการของร้าน &amp;quot;ใบเมี่ยง&amp;quot; จำนวน 4 สาขา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวคิดของร้านเพื่อสุขภาพแนวใหม่ รวมถึงการขยายไลน์สินค้าในกลุ่มเครื่งสำอางอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ด้านยอดขายของปี 2561 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10-15% จากปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการขาย(เชิงปริมาณ)ในประเทศ 55% และ ต่างประเทศ 45% &amp;nbsp;ทั้งยังตั้งเป้ายอดขายเป็น 9,000 -10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า จากที่ผ่านมายอดอยู่ที่ 5,000 กว่าล้านบาทมาหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวถุง, ข้าวถุงแพง, ข้าวหอมมะลิ, บางซื่อโรงสีไฟ, ราคาข้าว, วัลลภ มานะธัญญา, หงษ์ทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afe37424b9b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
