<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝุ่นกทม.เริ่มดีขึ้น ภาคเหนือน่าห่วง &#039;ปชช.&#039;จี้วาระด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คพ.&amp;quot; เผยค่า PM 2.5 พื้นที่ กทม.และปริมณฑลแนวโน้มลดลง หลังทุกหน่วยคุมเข้มมาตรการแก้ไขปัญหาจริงจัง แต่พื้นที่ต่างจังหวัดยังน่าห่วง &amp;quot;ลำปาง&amp;quot; 3 ตำบลค่าฝุ่นพิษทะลุเกินมาตรฐานต่อเนื่อง แถมพบมีเกษตรกรจุดไฟเผาวัชพืช &amp;quot;เลย&amp;quot; ท้องฟ้าปกคลุมด้วยหมอกควัน ชาวบ้านยังเผาป่า-เผาไร่อ้อย &amp;quot;ขอนแก่น&amp;quot; ชุดเคลื่อนที่เร็วเตรียมพร้อมทำฝนหลวง &amp;quot;โพล&amp;quot; ชี้ ปชช.หนุนขจัดฝุ่นละอองเป็นวาระเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เมื่อวันที่ 10 ก.พ. เวลา 12.00 น. ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานการณ์คุณภาพอากาศว่า ปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลา 07.00 น. เล็กน้อย และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) ทุกพื้นที่ ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) พื้นที่กรุงเทพมหานคร ตรวจวัดได้ 13-39 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่า อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่ (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) ในระดับสีฟ้า สีเขียว และสีเหลือง โดยมีพื้นที่ระดับสีฟ้า จำนวน 35 เขต, ระดับสีเขียว จำนวน 14 เขต และระดับสีเหลือง 1 เขต ประชาชนสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและท่องเที่ยวได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากแบบจำลองการคาดการณ์ปริมาณ PM 2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) คาดว่าในวันที่ 11 ก.พ.ปริมาณ PM 2.5 มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับการดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น จะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองลดลงได้ จากผลการตรวจวัดและคาดการณ์ลมชั้นบนของสถานีอุตุนิยมวิทยากรุงเทพฯ พบว่า ลมใกล้ผิวดินเป็นลมทิศใต้ ยังคงพัดปกคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีกำลังอ่อนลงเมื่อเทียบกับเมื่อวันที่ 9 ก.พ. และคาดว่าในวันที่ 11 ก.พ.62 เวลา 07.00 น. ทิศทางยังไม่เปลี่ยนแปลง กำลังแรงขึ้นเล็กน้อย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 15.00 น. กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลา 07.00 น. และ 12.00 น.มากนัก ปริมาณ PM 2.5 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) ทุกพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบตรวจจับรถขนส่งควันดำบนถนน พร้อมดำเนินโครงการสถานตรวจสภาพรถร่วมใจขจัดภัย PM 2.5 โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของ ตรอ.ทั่วประเทศ หากพบข้อบกพร่อง จะดำเนินการตักเตือน หรือระงับการตรวจสภาพรถเป็นเวลา 7 วัน ส่วนกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ จัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่เขตต่างๆ โดยดำเนินการทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินมาตรการตามภารกิจอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ จ.ลำปาง ยังคงน่าเป็นห่วง โดยกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานคุณภาพอากาศและค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และ PM 10 ในพื้นที่ จ.ลำปาง พุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 3 จุดตรวจวัด สูงที่สุดอยู่ที่ ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ วัดได้ &amp;nbsp;113 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) รองลงมาที่ &amp;nbsp;ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง วัดได้ &amp;nbsp;99 มคก./ลบ.ม. และ ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง อยู่ที่ 63 มคก./ลบ.ม. ซึ่งทั้ง 3 จุดมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในพื้นที่ ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ อยู่ที่ 49 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศปานกลาง ส่วนค่า PM 10 ของ ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ วัดได้ 146 &amp;nbsp;มคก./ลบ.ม. &amp;nbsp;และที่ ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง วัดได้ 128 &amp;nbsp;มคก./ลบ.ม. มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จังหวัดลำปางได้ประกาศเป็นพื้นที่ห้ามเผาโดยเด็ดขาดในวันนี้เป็นวันแรก ไปจนถึงวันที่ 10 เม.ย.62 &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจยังคงพบในพื้นที่ จ.ลำปาง ยังคงเกิดไฟไหม้หลายจุด ล่าสุดพบในหมู่บ้าน บ้านหมู่ที่ 4 ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง เกษตรกรรายหนึ่งกำลังจุดไฟเผาวัชพืชในพื้นที่การเกษตรของตนเอง และพบไฟกำลังลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการสอบถามเจ้าของที่ว่าทราบหรือไม่ที่ทางจังหวัดประกาศห้ามมีการเผาทุกชนิดโดยเริ่มในวันนี้ เกษตรกรบอกว่าทราบ แต่ก็ยังมีการเผาอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสังเกตระหว่างทางจากผาลาดเข้ามาทาง ศูนย์ปฏิบัติธรรม ตามถนนวังหลวง พบว่ามีไฟไหม้ หลายจุด ตั้งแต่บริเวณตีนดอยและบนดอย รอบดอยพระบาท แต่ยังไม่สามารถดับไฟได้ เนื่องจากเป็นเส้นทางค่อนข้างลาดชัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับชาวบ้านจิตอาสาเดินเท้าเข้าดับไฟที่กำลังลุกไหม้ตามจุดต่างๆ อย่างเร่งด่วน พร้อมกับใช้รถน้ำฉีดพ่นเพื่อลดฝุ่นในจุดเสี่ยงแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.เลย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศทั่วไปยังปกคลุมไปด้วยหมอกควัน โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พุ่งสูงเป็น 81 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการจัดการหรือหน่วยงานภาครัฐเข้ามาเอาจริงเอาจังในเรื่องการเผาอ้อยจนเกิดหิมะดำ ซึ่งค่าฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สาเหตุกลุ่มควันเต็มท้องฟ้าส่วนใหญ่ของ จ.เลย มาจากการลักลอบเผาป่าและเผาอ้อย ที่ไม่มีมาตรการที่เด็ดขาดจัดการ ทุกวันจนถึงวันนี้ยังมีคนเผาอ้อยเย้ยหน่วยงานราชการที่ไม่มีการจับ แต่หลังจากมีข่าวเผยแพร่ไปในเรื่องไฟป่าและการเผาอ้อยที่รุนแรงขึ้น ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเลยได้สั่งการให้นายอำเภอ อส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าไปช่วยกันดับไฟป่า ที่ภูสะนาว ตำบลศรีสองรัก อำเภอเมืองฯ จังหวัดเลย ที่เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีไฟป่าลุกลามขึ้นภูสะนาว โดยไม่มีท่าทีว่าจะดับ&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น น.ส.วาสนา วงษ์รัตน์ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และนักบิน ร่วมกันประชุมเตรียมความพร้อมในการทำฝนเทียมเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 พบว่าอยู่ที่ 97 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ม.ค.62 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้มีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วใน จ.ขอนแก่น เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ด้วยสภาพอากาศในช่วงนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำฝนเทียม เพราะสภาพอากาศมีความชื้นน้อย ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าจะตัดสินใจขึ้นบินได้ ประกอบกับท้องฟ้าโปร่ง มีเมฆน้อย จึงต้องคอยติดตามอย่างต่อเนื่อง แต่ยังจะมีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 ก.พ.62 หากสภาพอากาศและความชื้นอยู่ในระดับเหมาะสม ทางเจ้าหน้าที่ก็จะขึ้นปฏิบัติการในทันที&amp;quot; ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง การจัดการวิกฤติฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.2562 พบส่วนใหญ่ร้อยละ 87.28 ระบุป้องกันตัวเอง รองลงมาร้อยละ 15.46 ระบุหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน และร้อยละ 0.63 ระบุเดินทางไปต่างจังหวัดที่ไม่มีฝุ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าจัดการปัญหาด้วยวิธีป้องกันตัวเอง พบส่วนใหญ่ร้อยละ 91.93 ระบุว่าสวมหน้ากากอนามัย รองลงมาร้อยละ 11.57 ระบุปิดประตู-หน้าต่างกันฝุ่น, ร้อยละ 5.42 ระบุงดออกกำลังกายกลางแจ้ง, ร้อยละ 4.22 ระบุใช้พัดลม-เครื่องฟอกอากาศ, ร้อยละ 3.61 ระบุทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ และร้อยละ 1.93 ระบุปิดห้องแอร์ให้สนิท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการขจัดฝุ่นละอองควรจัดเป็นวาระเร่งด่วนมากน้อยเพียงใด พบส่วนใหญ่ร้อยละ 64.15 ระบุเร่งด่วนที่สุด, ร้อยละ 31.88 ระบุเร่งด่วน, ร้อยละ 3.81 ระบุไม่เร่งด่วน และร้อยละ 0.16 ระบุไม่เร่งด่วนเลย ส่วนมาตรการที่รัฐควรมีในช่วงที่มีปัญหาวิกฤติฝุ่นละออง พบส่วนใหญ่ร้อยละ 45.12 ระบุหยุดการก่อสร้างในพื้นที่วิกฤติฝุ่นละออง รองลงมา ร้อยละ 20.30 ระบุห้ามรถทุกชนิดที่ใช้น้ำมันดีเซลวิ่งชั่วคราว, ร้อยละ 11.82 ระบุให้โรงงานอุตสาหกรรมหยุดทำงานชั่วคราว, ร้อยละ 7.61 ระบุให้ทำฝนเทียม, ร้อยละ 7.14 ระบุมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำ และกับผู้ที่เผาป่า เผานา หรือเผาปรับที่เพื่อก่อสร้าง, ร้อยละ 6.18 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ให้รัฐแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนและให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันฝุ่นละออง ให้มีการฉีดน้ำเพื่อช่วยลดฝุ่นละออง ขณะที่บางส่วนระบุให้รัฐเข้มงวดในการตรวจสอบการปล่อยควันดำของโรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ 1.67 ระบุไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.16 ไม่ระบุ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง พบส่วนใหญ่ร้อยละ 70.98 ระบุมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง, ร้อยละ 29.02 ระบุไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง พบส่วนใหญ่ ร้อยละ 31.37 ระบุฉีดน้ำล้างฝุ่นละอองหน้าบ้านตนเอง รองลงมาร้อยละ 30.05 ระบุหยุดเผาขยะใบไม้ เศษวัสดุ, ร้อยละ 23.32 ระบุ นั่งรถประจำทางไปทำงานแทนการขับรถส่วนตัว, ร้อยละ 8.53 ระบุหยุดการจุดธูป ประทัด, ร้อยละ 3.13 ระบุดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเวลาจอดรถรอสัญญาณไฟ, &amp;nbsp;ร้อยละ 1.80 ระบุหยุดต่อเติมขยายบ้าน และระบุอื่นๆ ได้แก่ ปลูกต้นไม้ ขณะที่บางส่วนระบุว่าอยู่บ้านเพื่อลดการใช้รถ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่ระบุไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง ได้ให้เหตุผลว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.47 ระบุไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง รองลงมา ร้อยละ 33.16 ระบุที่พักอาศัย/ที่ทำงานไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง, ร้อยละ 11.31 ระบุจำเป็นต้องเดินทาง, ร้อยละ 5.66 ระบุร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี และร้อยละ 5.40 ไม่ระบุเหตุผล.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28780</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่น, วาสนา วงษ์รัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190210/image_big_5c6033f712b5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
