<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทปอ.หาทางออกTCASอีก3ปีข้างหน้า วิกฤตโถมมหา&#039;ลัย เบื้องหลังที่นั่งเหลือ บางคณะมีเด็กสมัครคนเดียว     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.ค.62-นายสุชัชวีร์ สุวรรณฉวี ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึง ระบบการรับสมัครคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ประจำปีการศึกษา 2562 ได้ดำเนินการมาถึงรอบที่ 5 &amp;nbsp;ซึ่งมี จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยเหลือ กว่า 2 แสนที่นั่ง &amp;nbsp; ตนคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คณะบางคณะไม่ว่าจะเปิดจำนวนเท่าไรก็มีเด็กเลือกเต็มเสมอ เช่น คณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาล เป็นต้น แต่ก็มีหลายคณะที่มีเด็กเลือกน้อยลงจากปีที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้วว่ามหาวิทยาลัยต้องปรับตัวในบางคณะที่เด็กไม่นิยม และไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ซึ่งคณะเหล่านี้จะมีที่นั่งเหลือจำนวนมาก &amp;nbsp;เพราะแม้แต่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) &amp;nbsp;สจล.จะรับนักศึกษาได้ตามเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยกำหนด แต่ถามว่าเด็กมาสมัครจำนวนเท่ากับปีที่ผ่านๆ มาหรือไม่ ตนตอบได้เลยไม่ใช่ บางคณะกว่าจะรับนักศึกษาได้ครบตามที่กำหนดก็ยังต้องใช้ระยะเวลาหลายรอบ&amp;nbsp;
ประธานทปอ.กล่าวอีกว่า ดังนั้นในการระดมความเห็นจากนักวิชาการของที่ประชุม ทปอ. ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อที่จะระดมแนวความคิด &amp;nbsp;วางแผนการขับเคลื่อน TCAS ว่า ในอีก 3 ปีจะมีการดำเนินการอย่างไร &amp;nbsp; อีกทั้งขณะนี้ระบบ TCAS ค่อนข้างที่จะลงตัวแล้ว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญตนคิดว่าจะอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มากกว่า ว่าจะมีการปรับลดการสอบต่างๆ ให้เด็ก หรือระบบการจัดเกรดเฉลี่ยจะทำอย่างไร ดังนั้นเราจะไม่มีการหารือที่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมตัวของเด็กอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ สถานการณ์การรับนักศึกษาของ สจล. ในฐานะอธิการบดีสจล.ว่า นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า มีผู้เรียนเลือกเข้าศึกษาต่อแล้ว ประมาณ 25,000 คน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยได้วางไว้ แต่บางสาขาได้รับความนิยมลดลง &amp;nbsp;ซึ่งสจล.ก็ไม่ได้ประมาท เนื่องจาก สจล.มีนโยบายที่จะดำเนินการลดจำนวนนักศึกษาลง เพราะ ในปัจจุบันความต้องการด้านการใช้ภาษา ควบคู่กับด้านวิชาการมีสูงมาก ดังนั้น สจล.จึงต้องการที่จะปรับเปลี่ยนหลักสูตรในปัจจุบันให้มีความเป็นสากล รวมถึงเพิ่มหลักสูตรนานาชาติให้มีจำนวนมากขึ้น จากเดิมที่ สจล.มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน เปิดโรงเรียนสาธิตนานาชาติ และคณะแพทยศาสตร์นานาชาติ อยู่แล้ว โดยแนวทางในอนาคต สจล.มองว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนนักศึกษาลง เพื่อต้องการที่จะเพิ่มคุณภาพตรงนี้ให้มีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งการดำเนินการจะค่อยๆ ลดจำนวนของนักศึกษา ไม่ได้ลดแบบครั้งละจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ช่วงนี้มีหลายมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่า มาบ่นกับผมเลยว่าได้จำนวนเด็กน้อยมาก บางคณะมีเด็กสมัครเข้ามาเพียง 1 คน ก็มี โดยขณะนี้ ทปอ.ได้จัดทำบิ๊กดาต้า เกี่ยวกับระบบ TCAS ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีนัยยะสำคัญได้ เพราะมีเด็กเข้ามาจำนวนมาก แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด พอเพียงที่จะทำให้เราทราบถึงสถานการณ์การเข้าศึกษาต่อของเด็กได้ เราจะรู้เลยว่า คณะไหน หลักสูตรไหน ที่ได้รับความสนใจมากหรือน้อยอย่างไร และยังสามารถวิเคระห์ได้ในหลายมิติด้วย เช่น คณะไหนที่มีแนวโน้มว่าเด็ก จะไม่เลือกเรียน &amp;nbsp;เด็กภาคไหนนิยมเรียนในสาขาอะไร เด็กที่ได้คณะที่เลือกเป็นอันดับหนึ่งเหตุใดจึงสละสิทธิ เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถนำข้อมูลตรงนี้มาใช้ในการปรับการบริหารจัดการให้มีความสอดคล้องได้&amp;rdquo;อธิการบดี สจล.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39838</URL_LINK>
                <HASHTAG>#TCAS62, TCAS62ที่นั่งเหลือ 2แสน, วิกฤตมหาวิทยาลัยไทย, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b51b74a52c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 07:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 07:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ม.เอกชน&quot;ขนาดเล็กวิกฤตหนัก เจอมรสุมเด็กลดฮวบ50-70%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29ม.ค.62-หมออุดม เผย มหา&amp;#39;ลัยอยู่ยาก เจอมรสุม วิกฤติเด็กลดหนักหน่วงมากขึ้น&amp;nbsp; &amp;quot;ม.เอกชนขนาดเล็ก&amp;quot;ลดลงถึง50-70%ส่วน&amp;quot;ม.ใหญ่&amp;quot;ลดลง 20-30% ส่วนม.รัฐ ลดประมาณ 10-15% แนะรีบปรับตัว ยกระดับคุณภาพให้สูงโดดเด่นแค่1-2คณะ&amp;nbsp; เท่านั้น ส่วนคณะที่เหลืออาจต้องปิดตัวไป&amp;nbsp; อีกทั้งยังต้องรวมตัวเราอยู่กับมหาวิทยาลัยอื่น ใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อความอยู่รอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่โรงแรมพลูแมน คิงเพาเวอร์ - มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติด้านการประกันคุณภาพการศึกษาครั้งที่ 1 Thailand Quality Education Form (TQEd) 2019 โดยมีนพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานพร้อมทั้งกล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง ฝ่าวิกฤตอุดมศึกษาไทยด้วย &amp;ldquo;คุณภาพ&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า วิกฤติที่มหาวิทยาลัยพบในปีนี้คือ ปัญหาจำนวนผู้เรียนลดลง ในภาพรวมมหาวิทยาลัยของรัฐ ลดลงร้อยละ 10-15 แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ มหาวิทยาลัยเอกชนขนาดใหญ่ นักศึกษาลดลง ร้อยละ 20-30 กลุ่มที่สองคือ มหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็ก ลดลงจำนวนมากถึง ร้อยละ 50-70 ซึ่งน่าเป็นห่วงมากว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ที่ผ่านมามีอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งมาพบเพื่อหารือกับผมว่า รัฐบาลจะมีทางใดที่จะช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กเหล่านี้ได้บ้าง ซึ่งผมให้คำตอบว่า คงเป็นไปได้ยาก แต่แนวทางที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนจะรอดได้ คือ ต้องมีคุณภาพ พัฒนาคณะที่เป็นจุดแข็งของตนเอง 1-2 คณะ เท่านั้น และทำให้มีคุณภาพสูง ส่วนคณะที่เหลือก็คงต้องปิดตัวไป เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยใดที่จะเก่งทุกคณะ รวมถึงต้องหาความร่วมมือระหว่างคณะและมหาวิทยาลัย ที่นำทรัพยากรทั้งอาจารย์ อุปกรณ์ ของมหาวิทยาลัยมาช่วยกันยกระดับคุณภาพ ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ทำอยู่ก็ คือ หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่รัฐบาลเห็นแล้วว่าน่าจะเป็นคำตอบในการพัฒนาประเทศ รัฐถึงจะกล้าลงทุนสนับสนุนงบประมาณ&amp;quot;รมช.ศธ.กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะเปลี่ยนแปลงไป โดยการเรียนและการทำงานจะเป็นสิ่งเดียวกัน สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีกำแพงระหว่างคณะ เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเน้นสมรรถนะและทักษะมากกว่าความรู้ ที่สำคัญทุกองค์กรจะต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และวิจัยหลายเรื่องมีการเปลี่ยนแปลงในโลก ทำให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวเองให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน และตอบโจทย์อนาคต และต้องมีคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญคือ การทำตามมาตรฐานที่กำหนด , ตอบโจทย์หรือมีความพึงพอใจของผู้ใช้ หรือผู้เรียน ผู้ปกครอง ภาคอุตสาหกรรม , ต้องมีต้นทุนที่เหมาะสม&amp;nbsp; และคุณภาพต้องมีการประกันคุณภาพคู่กันเสมอ&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นหัวขบวนในการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ต้องทุ่มเทสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ เป็นคนไทย 4.0 เป็นคนไทยดิจิทัล เก่งและอยู่ที่ไหนในโลกได้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ต่อยอดเป็นนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ โดยอุดมศึกษาต้องมีหน้าที่หลัก 3 ด้าน คือ สร้างความรู้เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม , ต้องมีทักษะ ,ต้องมีสมรรถนะที่ได้รับการบ่มเพาะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิชาชีพ ดังนั้นเป้าหมายใหม่ของการศึกษาคือ การสร้างคนที่จะไปสร้างนวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยจะเดินหน้าด้วยนโยบายประเทศไทย 4.0 ดังนั้นคนในประเทศก็ต้องเป็นคนไทย 4.0 ด้วย ปัจจุบันประเทศมีกำลังคนที่เก่งด้าน 4.0 หรือทักษะที่จำเป็นจำนวนไม่มากพอ สถาบันอุดมศึกษาจะต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ ปรับปรุงหลักสูตรเเละการเรียนการสอน โดยมีเป้าหมายใหม่ของการเรียนรู้ที่ไม่ใช่เเค่เข้าไปเป็นแรงงาน เเต่ต้องเป็นผู้ประกอบการ สร้างนวัตกรรมใหม่ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ครูอาจารย์ และสถาบันการศึกษา&amp;nbsp; โดยครูอาจารย์ต้องไม่เน้นสอนอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้และอำนวยความสะดวก สอนเด็กให้เรียนรู้จากการทำงาน ดึงศักยภาพเด็กออกมาใช้ให้เต็มที่ สร้างเสริมจินตนาการเพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ขณะที่สถานศึกษาต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทุกวัย&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27747</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อุดม คชินทร, ม.ขนาดเล็กเด็กลด50-70%, วิกฤตมหาวิทยาลัยไทย, เด็กลด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c497309bb80c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 23:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อสัญญาณ&quot;ทุนจีน&quot;บุกซื้อ&quot;ม.เอกชนไทย&quot;/สกอ.ปฎิเสธชี้10ปีปิดไปแค่4-5แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ส.ค.61-&amp;ldquo;รมช.ศธ.&amp;rdquo; เผยมีความเป็นไปได้ ทุนจีนเข้ามาซื้อกิจการ ม.เอกชน ไทย เพราะมีเด็กจีนเข้ามาเรียนไทยมาก &amp;nbsp;ส่วนการปลดอาจารย์ไม่ใช่เรื่องแปลก ลั่น มหา&amp;rsquo;ลัย ต้องมีการปรับตัวรุนแรง นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประธาน ทปอ.&amp;rdquo; เผยทุกมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบถ้วนหน้า จากจำนวนเด็กที่ลดลง ด้าน &amp;ldquo;เลขาฯ กกอ.&amp;rdquo; เผย 10 ปี มี มหา&amp;rsquo;ลัย ปิดตัวแค่ 4-5 แห่ง ย้ำม.เอกชน กรรมการสภา ต้องเป็นคนไทยเกินครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้กับกลุ่มทุนชาวจีนและปลดอาจารย์จำนวนมาก ว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศมีจำนวน 73 แห่ง โดยในจำนวนนี้ก็มีทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ และกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับล่างที่คุณภาพต่ำ และจำนวนผู้เรียนลดลงกว่าร้อยละ 50 &amp;nbsp;ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำเด็ก ก็ไม่สนใจที่จะเข้าเรียน ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัว และทบทวนการดำเนินการ ปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เช่น มหาวิทยาลัยเปิดสอน 10 คณะ ก็จะทำให้แต่ละคณะต่างดึงกัน ไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งตนคิดว่ามหาวิทยาลัยควรที่จะคัดเลือกเฉพาะคณะที่มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับมหาวิทยาลัยได้ นำมาสร้างเป็นจุดเน้น ดึงดูดให้เด็กเข้ามาเรียน เพราะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็ไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาลัยปิดตัว แต่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวซึ่งต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่หากมหาวิทยาลัยยังนิ่งเฉยก็จะไม่มีใครสนใจเข้ามาเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราต้องเข้าใจว่าขณะนี้จำนวนนักศึกษาถือว่าลดลงอย่างมากและเป็นไปทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยไม่มีการปรับตัว สุดท้ายก็คงต้องปิดตัว ตัวอย่างชัดเจนที่ประเทศอเมริกา ที่มีมหาวิทยาลัยปิดไปแล้วกว่า 500 แห่ง สำหรับปัญหาการปลดอาจารย์ &amp;nbsp;ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างก็ต้องปรับจำนวนอาจารย์ด้วย และในส่วนของการปรับหลักสูตรในอนาคต &amp;nbsp;ควรจะมุ่งเน้นบูรณาการหลักสูตร ซึ่งหากอาจารย์ไม่ปรับตัว สอนเฉพาะวิชาของตนเอง ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยปรับตัว เปิดสอนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศได้ อาจารย์ผู้สอนสามารถปรับตัวและสอนแบบบูรณาการได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการปลดอาจารย์มหาวิทยาลัย&amp;rdquo;รมช.ศธ. กล่าวและว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่มีกระแสว่ากลุ่มทุนจีนจะเข้ามาซื้อกิจการมหาวิทยาลัยไทยนั้น &amp;nbsp;รมช.ศธ.กล่าวว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีเด็กจีนเข้ามาเรียนจำนวนมาก และกลุ่มทุนจีนจะมีลักษณะเข้ามาดำเนินการอย่างครบวงจร จึงอยากเตือนมหาวิทยาลัยให้ปรับตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
&amp;nbsp;
ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเด็กที่ลดน้อยลง โดยส่วนตัวมองว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่มีการปลดออกอาจารย์ ส่วนการชื้อขายให้แก่ทุนจีนนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ทั้งนี้ เท่าที่ทราบขณะนี้มหาวิทยาลัยไม่ได้มีการปรับลดจำนวนอาจารย์ หรือปลดออกอาจารย์อย่างไร เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่ขออัตราอาจารย์เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรุนแรง โดยทุกแห่งต้องแข่งขันกันเรื่องคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเอกชนมีการเสนอขอเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกปี ซึ่งในปีนี้เท่าที่ทราบมีมหาวิทยาลัยที่เตรียมเสนอสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เพื่อเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตฯ &amp;nbsp;โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก หรือบางมหาวิทยาลัยที่รุ่นลูก หรือรุ่นหลานไม่อยากทำสานต่อกิจกรรมของครอบครัว จึงจะมีการขายกิจการให้กับผู้อื่น แต่ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า การบริหารงานมหาวิทยาลัยจะเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ดังนั้น เชื่อว่าการเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง เป็นเรื่องปกติของมหาวิทยาลัยเอกชน และที่ผ่านมาในระยะเวลา 10 ปี มีมหาวิทยาลัยที่ยื่นเรื่องของปิดตัวแล้ว ประมาณ 4-5 แห่งเท่านั้น โดยสาเหตุหลักคือจำนวนนักศึกษาน้อยไม่ถึง 1,200 คน ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการต่อไปได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16365</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุนจีนซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน, นพ.อุดม คชินทร, วิกฤตมหาวิทยาลัยไทย, สกอ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180804/image_big_5b65a385b747f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
