<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝนกระหน่ำต่อเนื่อง ส่งผล 2 อ่างเก็บน้ำแหล่งผลิตประปาเมืองบุรีรัมย์พ้นวิกฤติแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุรีรัมย์พายุฝนกระหน่ำต่อเนื่องส่งผลให้น้ำใน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อ่างใหญ่แหล่งผลิตน้ำประปาหล่อเลี้ยงตัวเมือง&amp;nbsp;มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นรวมกันแล้วกว่า&amp;nbsp;10ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;พ้นวิกฤตแล้งแล้ว&amp;nbsp;จากที่ก่อนหน้านี้มีสภาพแห้งขอดจนเห็นสันดอนดินและตอไม้โผล่&amp;nbsp;จนต้องสูบผันน้ำจากแหล่งอื่นผลิตประปาแทน&amp;nbsp;ขณะภาพรวม&amp;nbsp;16&amp;nbsp;อ่างทั้งจังหวัดมีระดับน้ำเกินกักเก็บแล้ว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8&amp;nbsp;ต.ค.63 -&amp;nbsp;หลังจากมีพายุกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก&amp;nbsp;และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด&amp;nbsp;แหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปาหล่อเลี้ยงประชาชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองบุรีรัมย์&amp;nbsp;มีปริมาณน้ำเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;ล่าสุดมีน้ำไหลเข้าอ่างทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อ่างแล้วกว่า&amp;nbsp;10&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;จากปริมาณความจุทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อ่างกว่า&amp;nbsp;56&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้พ้นวิกฤติแล้งแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากที่ก่อนหน้านี้ทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อ่างมีสภาพแห้งขอดจนเห็นสันดอนดินและตอไม้โผล่กลางอ่าง&amp;nbsp;จนไม่สามารถสูบขึ้นไปผลิตประปาได้&amp;nbsp;ต้องทำการสูบผันน้ำจากอ่างห้วยสวาย&amp;nbsp;อ.กระสัง&amp;nbsp;และอ่างเก็บน้ำลำปะเทีย อ.ละหานทราย&amp;nbsp;มาผลิตประปาหล่อเลี้ยงประชาชน และพื้นที่เศรษฐกิจในตัวเมืองแทน&amp;nbsp;และคาดว่าช่วงนี้ก็จะมีฝนตกลงมาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวม&amp;nbsp;16&amp;nbsp;แห่งทั้งจังหวัด&amp;nbsp;พบว่ามีอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำเกินความจุอยู่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แห่งคือ อ่างเก็บน้ำห้วยสวาย&amp;nbsp;อ.กระสัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำลำตะโคง&amp;nbsp;อ.แคนดง&amp;nbsp;และอ่างเก็บน้ำห้วยตะโก&amp;nbsp;อ.บ้านกรวด&amp;nbsp;แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือน หรือพื้นที่การเกษตร&amp;nbsp;ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79880</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดบุรีรัมย์, วิกฤติภัยแล้ง, อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7ef6df554a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่น้ำยมพิจิตรส่อแล้ง ชาวบ้านเร่งทำฝายช่วยนาข้าว 4 หมื่นไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำยมส่อเค้าเกิดวิกฤตภัยแล้ง ส่งสัญญาณให้เห็นแล้วต้องเตรียมรับมือ ชาวบ้าน-พระภิกษุสงฆ์ รวมตัวแบกกระสอบทรายขวางกั้นลำน้ำยม หวังทำฝายชะลอน้ำเติมลมหายใจให้นาข้าวได้เกือบ 4 หมื่นไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.62 - นางอรุณี จุลเจริญ นายอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นายณัฐภูมิ อนันตภูมิ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานพิจิตร พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านที่เป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำและชาวนาจากตำบลกำแพงดิน ต.สามง่าม และ ต.รังนก กว่า 100 คน รวมตัวกันที่บริเวณฝายางสามง่ามบ้านจระเข้ผอม หมู่ 1 ต.รังนก อ.สามง่าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริเวณดังกล่าวมีฝายยางของกรมชลประทานที่สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2554 ใช้ประโยชน์เพื่อการกักเก็บน้ำในแม่น้ำยม โดยฝายยางดังกล่าวในสภาวะปกติจะทำหน้าที่พองขึ้นเพื่อขวางลำน้ำยมที่มีความยาวขวางแม่น้ำ ยาวประมาณ 75 เมตร เมื่อพองลมแล้วจะสูงประมาณ 4.50 เมตร สามารถกักเก็บน้ำให้เกษตรกรไว้ได้ใช้เพื่อการเกษตรในช่วงหน้าแล้งครอบคลุมพื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำยมจากตำบลรังนก - ตำบลสามง่าม ไปจนถึงตำบลกำแพงดินประมาณ 18 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยสภาพการใช้งานฝายยางจึงเกิดชำรุดขึ้น สำนักงานชลประทานจังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาท มาเพื่อว่าจ้างผู้รับเหมาในการซ่อมแซมจึงมีความจำเป็นจะต้องยุบฝายยางเพื่อให้น้ำแห้ง แต่ปรากฏว่าชาวนาจาก 3 ตำบลดังกล่าวมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการทำนาปรัง ชาวนาและกลุ่มเกษตรกรจึงได้รวมตัวกันกรอกทรายใส่กระสอบแล้วใช้แรงกายช่วยกันแบกกระสอบทรายจำนวนเกือบ 2,000 ถุงไปทำการขวางลำน้ำยมเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร โดยทรายและกระสอบทรายเป็นงบประมาณของกรมชลประทาน ส่วนชาวบ้านก็เสียสละแรงกายและหุงข้าวมากินกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพลังของชาวบ้านที่ช่วยกันนำกระสอบทรายไปขวางกั้นแม่น้ำยมที่มีฐานคอนกรีตเดิมสูงกว่าท้องน้ำประมาณ 1 เมตรจะถูกวางเรียงซ้อนด้วยกระสอบทรายสูงขึ้นมาอีก 1 เมตร รวมเป็น 2 เมตร ที่จะเป็นฝายชะลอน้ำชั่วคราวที่สามารถทดน้ำทำให้สถานีสูบน้ำ 13 สถานี สูบน้ำไปช่วยชาวนาลุ่มน้ำยมในพื้นที่เกือบ 40,000 ไร่ให้มีน้ำทำการเกษตรได้ ซึ่งถือเป็นการสู้กับวิกฤตภัยแล้งที่ปีนี้มาเร็วและส่อเค้าว่าจะรุนแรงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48097</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิจิตร, วิกฤติภัยแล้ง, อำเภอสามง่าม, แม่น้ำยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5a44295734.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่แก้‘ภัยแล้ง’ นายกฯสั่งด่วน อนุทินลงพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาล&amp;quot; ระดมกำลังแก้วิกฤติภัยแล้ง จ.สุรินทร์ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่ง &amp;quot;รมช.เกษตรฯ&amp;quot; เร่งขุดเจาะน้ำบาดาลช่วยเหลือโรงพยาบาลสุรินทร์ พร้อมลงเมืองช้างติดตามสถานการณ์ 19 ส.ค.นี้ &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; ควง &amp;quot;รมช.มหาดไทย&amp;quot; บินด่วนดูปัญหาจริงในพื้นที่ก่อนรายงาน ครม.อังคารนี้ กำชับ รพ.ทุกระดับทำแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำของโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยอย่างมาก กำชับให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซึ่ง พล.อ.ประวิตรได้มอบหมายหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวอย่างกรมฝนหลวงฯ และกรมพัฒนาที่ดินเป็นผู้ดูแลแก้ปัญหานี้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวว่า เบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัสได้ประสานกับผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยวันที่ 11 ส.ค. ทางหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้สั่งให้ทำการขนย้ายเครื่องมือขุดเจาะน้ำบาดาลลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อสำรวจและเตรียมการขุดเจาะให้ได้ผลสำเร็จ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าด้วยตัวเองในวันจันทร์ที่ 19 ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ร.อ.ธรรมนัสก็จะลงพื้นที่ไปสั่งการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ในวันพุธที่ 14 ส.ค.นี้ โดยจะขอลาประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อไปปฏิบัติภารกิจบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามที่ได้รับมอบหมาย&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงแห้งเหือดจนเห็นเสาประภาคาร อาคารสูบน้ำประปาหล่อเลี้ยงคนเมืองสุรินทร์ น้ำประปาไม่ไหลมานานกว่า 1 สัปดาห์ และเป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี โดยมีต้นเหตุมาจากฝนที่ทิ้งช่วงมานานร่วม 2 เดือน ทำน้ำห้วยเสนงแห้งขอด จนต้องหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ เพื่อนำน้ำมาเติมอ่างห้วยเสนงผลิตน้ำประปา โดยได้ทำการสูบน้ำจากบ่อหินของเอกชนโรงโม่หินมุ่งเจริญ บ่อ 1 ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว จนระดับน้ำใกล้หมดแล้ว ซึ่งขณะนี้ชลประทานสุรินทร์ได้ทำการย้ายเครื่องสูบมาติดตั้งที่บ่อเหมืองหินมุ่งเจริญบ่อที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ ปริมาณน้ำประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม. คาดใช้เวลาอีก 2 วัน จึงจะติดตั้งเสร็จและเริ่มสูบน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ตรวจสภาพภัยแล้งและแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสุรินทร์ ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ลงพื้นที่มาตรวจสภาพภัยแล้งและแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ก่อนที่จะนำไปรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 13 ส.ค.นี้ ซึ่งนายกฯ มีแผนจะลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 19 ส.ค.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมกับ รมช.มหาดไทย ที่กำกับการทำงานประปาภูมิภาค อยากเห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเอง ช่วยแก้ไขปัญหาช่วยประชาชนก่อนจะนำไปรายงาน ครม. ซึ่งปัญหาภัยแล้งมีมานานเหมือนเป็นเพื่อนเก่า เราต้องรับมือปัญหาอย่างมีสติ จากนี้เราต้องหาวิธีการคาดการณ์และบริหารสถานการณ์ให้ดี เพื่อผ่านวิกฤติภัยแล้งให้ได้ ที่สำคัญทุกคนต้องร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ และ รมว.สธ.กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้ได้รับรายงานจากหน่วยราชการและผู้แทนราษฎรว่าเกินกำลังของหน่วยงานท้องถิ่น รัฐบาลจึงได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ บูรณาการทำงานร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย หน่วยทหาร ภาคเอกชน รวมทั้งนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมจะส่งทีมขุดเจาะน้ำบาดาลทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้สั่งการให้โรงพยาบาลทุกระดับมีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งการสำรองน้ำ สำรวจแหล่งน้ำสำรอง จัดเตรียมพร้อมทีมแพทย์ พยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ป้องกันโรคที่มากับภัยแล้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบปัญหา โดยขอความร่วมมือประชาชน ยึดหลักกินร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ&amp;quot; รองนายกฯ และ รมว.สธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงวิกฤติภัยแล้งโรงพยาบาลได้รับสนับสนุนน้ำจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ภาคเอกชน ทำให้มีน้ำใช้เพียงพอบริการผู้ป่วยในกิจกรรมที่จำเป็น ในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ได้ประสานหน่วยทหารได้ช่วยขุดเจาะน้ำบาดาลในโรงพยาบาล 8 บ่อ แล้วเสร็จติดตั้งเครื่องกรองน้ำแล้ว 2 บ่อ คาดว่าจะขุดแล้วเสร็จทั้งหมดในวันที่ 15 ส.ค.นี้ ซึ่งจะผลิตน้ำได้ 8 แสนลิตรต่อวัน เพียงพอต่อการใช้น้ำใน 1 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ละวันมีผู้ป่วยรับบริการแผนกผู้ป่วยนอกกว่า 1,700 คน ผู้ป่วยในวันละกว่า 800 คน มีบริการห้องผ่าตัด ฟอกไต ไอซียู มีความต้องการใช้น้ำวันละ 8 แสน-1 ล้านลิตร หลังเปิดวอร์รูมและประกาศมาตรการประหยัดน้ำ ลดการใช้น้ำลงได้ร้อยละ 40-50 เหลือวันละ 6 แสนลิตร ในส่วนน้ำดื่มต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่บริจาคมา จะได้นำไปแจกจ่ายผู้ป่วย ญาติและเจ้าหน้าที่ต่อไป&amp;quot; รองปลัด สธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เร่งลงพื้นที่ จ.สุรินทร์และบุรีรัมย์ โดยให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานงานใกล้ชิดกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อช่วยทุกโรงพยาบาลในพื้นที่หาแหล่งน้ำ และขุดเจาะน้ำบาดาลเพิ่มเติม โดยหาข้อมูลว่าโรงพยาบาลใดต้องการบ่อบาดาล ทส.จะเร่งส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจและขุดเจาะให้กับทุกโรงพยาบาลที่สาธารณสุขต้องการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้น้ำอุปโภคบริโภคและความปลอดภัยของแต่ละโรงพยาบาลถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดิม จ.สุรินทร์ใช้น้ำจากแหล่งน้ำ 2 แหล่ง คือชลประทานกับเอกชน เกษตรกรใช้น้ำจากแหล่งดังกล่าวมาก จึงได้สั่งการปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งสำรวจในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ว่าในแต่ละ อบต.นั้น มีศักยภาพเรื่องน้ำ มีต้นทุนน้ำใต้ดินมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีก็ให้รีบดำเนินการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลทันที เพื่อช่วยเกษตรกรและชาวบ้าน เป็นคลัสเตอร์ๆ ไป 100-200 ไร่ ในแต่ละบ่อๆ ขุดตรงไหนได้เราจะเร่งขุดตามที่นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วง&amp;quot; นายวราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ทส.กล่าวว่า ปีนี้ภาคอีสานพบภัยแล้งหนัก และยังเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานทำนาน้ำฝนเสียเป็นส่วนใหญ่จึงน่าห่วง ส่วนพื้นที่ภาคกลางก็มีปัญหามาก แต่ยังโชคดีที่ภาคกลางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน และมีแหล่งน้ำ มีลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงยังพอประทังไปได้ แต่ภาคอีสานเดือดร้อนหนักจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสำรวจขุดเจาะหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อช่วยเกษตรกร เชื่อว่าน่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะขาดแคลนน้ำใน จ.สุรินทร์ เร่งจัดหาและแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนเข้าถึงทุกครัวเรือน พร้อมนำน้ำไปเติมยังถังน้ำกลางประจำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนรถบรรทุกน้ำไปรับน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียงมาสนับสนุนการใช้น้ำของโรงพยาบาลสุรินทร์ อีกทั้งสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ขุดร่องชักน้ำดิบเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปา เพื่อให้บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุดเจาะน้ำบาดาล, ภัยแล้ง, วิกฤติภัยแล้ง, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190811/image_big_5d501e3c2c67c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯยืนยัน น้ำ4เขื่อนพอใช้ พายุจ่อเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อธิบดีกรมชลฯ ยัน 4 เขื่อนหลักยังมีน้ำพอใช้ 40 วัน อย่ากังวลไม่วิกฤติแน่นอน เพราะฝนตกน้ำไหลเข้าเขื่อนทุกวัน แต่เตือนพื้นที่นาดอนลุ่มเจ้าพระยาชะลอปลูกข้าวไปก่อน คาดเดือนหน้าฝนมา พายุแถมมา 1 ลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยามีน้ำน้อย เช่น เขื่อนภูมิพล 682 ล้านลบ.ม. หรือ 4%, เขื่อนสิริกิติ์ 391 ล้าน ลบ.ม. หรือ 4%, เขื่อนแควน้อย 80 ล้าน ลบ.ม. หรือ 8%, เขื่อนป่าสักฯ 35 ล้าน ลบ.ม. หรือ 4% รวมน้ำใช้การได้ 1.18 พันล้าน ลบ.ม. ระบายออกรวม 42.60 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ปริมาณน้ำไหลเข้า 4 เขื่อน รวม 4.35 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน จึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานบริหารตามแนวทางของกรมที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด โดยประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพและประหยัดน้ำสำหรับประโยชน์ของภาคส่วน ได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ให้ทุกโครงการชลประทานประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนส่งน้ำแต่ละรอบเวรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้น้ำไปทั่วถึงเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะรักษาพื้นที่เพาะปลูกคือนาข้าวที่ปลูกแล้วประมาณ 6.21 ล้านไร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กำชับให้สถานีสูบน้ำของ อปท.ทั้ง 339 แห่ง สูบน้ำตามรอบเวร ที่กรมชลประทานวางแผนไว้เพื่อป้องกันการสูบนอกแผนงาน อันจะกระทบกับพื้นที่อื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่เป็นพื้นที่นาดอน ให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวไปจนกว่าจะมีฝนปกติ เพื่อป้องกันความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 4.โครงการบางระกำโมเดล ที่กรมชลประทานส่งเสริมให้ปลูกข้าวช่วงเดือนเมษายน เพื่อให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อนน้ำหลาก ขณะนี้เก็บเกี่ยวหมดแล้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน แจ้งให้เกษตรกรในพื้นที่ทราบว่าจะเริ่มงดส่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ 31 ก.ค.2562 ตามที่ได้วางไว้ และประสบความสำเร็จด้วยดีเช่นปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่าภายใน 40 วัน น้ำไม่หมดเขื่อน และยังไม่เกิดวิกฤติขาดน้ำตามที่วิตกกังวล เพราะความจริงจะมีฝนตกและน้ำไหลเข้าเขื่อนแต่ละพื้นที่ทุกวัน เมื่อเทียบกับสถานการณ์ฝนน้อยในปี 2558 ซึ่งระบายน้ำเพียงวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการบริโภคอุปโภคเท่านั้น และงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ในปีนี้ยังระบายน้ำได้วันละกว่า 40 ล้าน ลบ.ม. เมื่อเทียบกันแล้วสถานการณ์น้ำในปีนี้ดีกว่าปี 2558 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้การมากกว่าปี 2558 ก็ตาม แต่การประหยัดน้ำจะช่วยป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะอากาศผันผวน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลวกล่าวว่า สำหรับการปลูกพืชในเขตชลประทาน (นาปี) ปี 2562 ตามแผนกำหนดไว้ 16.21 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 11.23 ล้านไร่ (69%) ในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 7.65 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 6.21 ล้านไร่ (81.14%) ของแผน ทั้งนี้ กรมยืนยันว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตชลประทานยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า แม้ในเขตชลประทานจะมีน้ำพอใช้ แต่ต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ขอความร่วมมือการประปาส่วนภูมิภาค การประปาส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สูบตามระยะเวลาที่กำหนด และให้ลดระยะเวลาการสูบ พร้อมสนับสนุนการปลูกพืชเบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 20-30%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เฝ้าระวังในพื้นที่ 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยในส่วนภาคเหนือนั้นเข้าดำเนินการก่อนฝนทิ้งช่วง ด้วยวิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย และส้ม ซึ่งปัญหาคลี่คลายลงเป็นลำดับ นอกจากนี้ กรมยังเตรียมเครื่องสูบน้ำทั้งประเทศ 1,935 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 106 คัน รวมทั้งเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีกกว่า 2,000 หน่วย เพื่อช่วยประชาชนและเกษตรกร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบริหารจัดการน้ำ ได้วางแผนให้สอดคล้องตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณฝนทั้งประเทศน้อยกว่าปีที่ผ่านมา และน้อยกว่าค่าปกติประมาณ 10% โดยมีฝนทิ้งช่วง เมื่อปลาย มิ.ย.-กลาง ก.ค. และจะมีฝนตกชุกช่วงปลาย ก.ค.-ก.ย. และคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเข้าไทย 1 ลูก&amp;rdquo; อธิบดีกรมชลประทานกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42113</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาดเดือนหน้าฝนมา, นายทองเปลว กองจันทร์, ฝนตกน้ำไหลเข้าเขื่อน, วิกฤติภัยแล้ง, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190727/image_big_5d3c47aae5006.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา!วิกฤติแล้ง ลากยาวถึงปี63 สั่ง4เขื่อนตุนน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรมชลฯ หวั่นวิกฤติแล้งลากยาวถึงปี 63 สั่งลดระบายน้ำ 4 เขื่อนใหญ่ กักน้ำใช้ถึงต้นฤดูฝนปีหน้า ลุ้นฝนตก ส.ค.-ก.ย. ก.เกษตรฯ เตรียมของบ 90 ล้าน พร้อมชง ครม.คลอดมาตรการเยียวยาเกษตรกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำว่า กรมชลประทานจะปรับลดการระบายน้ำเขื่อนใหญ่ 4 เขื่อนลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการฤดูแล้ง ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2562 ถึง 30 เม.ย.2563 เป็นเวลา 6 เดือน และต่อเนื่องถึงต้นฤดูฝนหน้า ตั้งแต่ 1 พ.ค.2563 ถึง ก.ค. 2563 อีก 3 เดือน รวมเป็น 9 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้ใช้สถิติน้ำไหลลงอ่างของ 4 เขื่อนใหญ่ปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มีฝนน้อยมาเทียบเคียง โดยตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.ถึง 31 ต.ค.2558 มีน้ำไหลลงอ่างรวม 5,231 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากนั้นคาดการณ์การจัดสรรน้ำฤดูฝนที่เหลือ ตั้งแต่ 16 ก.ค.ถึง 31 ต.ค.2562 จะมีความต้องการน้ำ 2,066 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งวันที่ 1 พ.ย.2562 จะคงเหลือน้ำใช้การได้ 4,904 ล้าน ลบ.ม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลวกล่าวว่า เมื่อคำนวณความต้องการน้ำขั้นต่ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศ โดยไม่รวมภาคการเกษตร จะใช้ประมาณวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. หากต้องวางแผนการใช้น้ำตั้งแต่เริ่มฤดูแล้งต่อเนื่องจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า รวมทั้งสิ้น 9 เดือน คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมีประมาณ 5,040 ล้าน ลบ.ม. เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำใช้การได้ที่เหลือ 4,904 ล้าน ลบ.ม. จึงพบว่าลุ่มเจ้าพระยายังขาดน้ำอีก 136 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้ความเห็นว่ากรมชลประทานต้องประหยัดน้ำให้ได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานจึงปรับแผนการจัดสรรน้ำใหม่ จากเดิมจะจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 2,066 ล้าน ลบ.ม. ลดลงเหลือ 1,766 ล้าน ลบ.ม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ฝนเริ่มตกลงมาในหลายพื้นที่ และจากคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ต้นเดือน ส.ค.ถึงปลายเดือน ก.ย. ฝนจะตกใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ซึ่งจะช่วยนาข้าวในลุ่มเจ้าพระยาฟื้นตัวได้ พร้อมกับส่งน้ำเป็นรอบเวรอย่างเคร่งครัด และกำหนดรอบเวรสูบน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สูบน้ำจากแม่น้ำสายหลักอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ หากทุกภาคส่วนรักษากติกาการรับน้ำและใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มั่นใจว่าจากนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 น้ำจะมีพอใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการน้ำฯ ว่า ตัวแทนกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าในช่วงเดือน ส.ค.และก.ย. โอกาสจะมีพายุเข้าไทยอาจน้อยลง หากไม่มีพายุสถานการณ์น้ำค่อนข้างวิกฤติมาก เพราะใช้น้ำเขื่อนลากยาวไปอีก 9 เดือน อาจจะแล้งรุนแรงกว่าปี 2558 ที่เคยแล้งรุนแรงที่สุดของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทวีศักดิ์ ธนะเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังการประชุมมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตกรกรประสบภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้หารือมาตรการเยียวยาเกษตรกรระยะสั้น ช่วยเรื่องอาชีพเสริมแทนการทำนา พร้อมทั้งให้สหกรณ์ขอวงเงินสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และจัดหาแหล่งน้ำในส่วนช่วยเหลือเกษตรกร นาข้าวเสียหายสิ้นเชิง จะแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้า ทั้งนี้ กรมชลฯ จัดช่วยเหลือเรื่องน้ำให้กับประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ รถสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ เปิดทางส่งน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำแผนใช้น้ำเขื่อน ส่งหมุนเวียนสลับคลองให้กับพื้นที่เกษตร เพื่อประหยัดน้ำในเขื่อนไว้ให้กับทุกกิจกรรมถึงฤดูแล้งหน้าด้วย ซึ่งเสนอ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 ก.ค.นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมีภาวะฝนทิ้งช่วงในเขตชลประทานเกษตรกรรอน้ำ โดยใช้วิธีหมุนเวียนน้ำใช้เป็นคลอง และปล่อยน้ำ 4 เขื่อนหลักเข้าลุ่มเจ้าพระยา 40 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ทั้งน้ำอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร ไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อน เมื่อมีฝนตกจะลดเหลือ18 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อน ได้มีการวางแผนการจัดการน้ำตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งแผนน้ำฤดูแล้งช่วงวันที่ 1 พ.ค.61 ถึง 30 เม.ย.62 โดยวางแผนส่งน้ำให้พืชฤดูแล้ง 2.3 หมื่นล้าน ลบ.ม.พร้อมกับวางแผนสำรองน้ำในเขื่อน เพื่อเตรียมแปลงเกษตรตกกล้า 6.3 พันล้าน ลบ.ม. น้ำอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ 6 พันล้าน ลบ.ม. และยังให้ความสำคัญในการสำรองน้ำไว้เผื่อฝนทิ้งช่วงอีก 3.9-4 พันล้าน ลบ.ม. สำรองไว้ใช้ช่วงเดือน พ.ค-ก.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่ามีพายุเข้า 1-2 ลูก หากเข้าช่วงเดือน ส.ค. ต้นเดือน ก.ย. จะได้น้ำเข้าเขื่อน แต่ถ้ามาปลายเดือน ก.ย. น้ำมาภาคกลาง ภาคอีสานล่าง เพราะมีอากาศหนาวมากดอิทธิพลพายุหมุนลงล่าง ไม่ส่งผลดีต่อเขื่อน อากาศหนาวกดลงมา เตรียมแผนบริหารน้ำหลากด้วยฝนตกช่วงกลางประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการฉุกเฉินโดยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงทั่วประเทศ โดยให้กรมฝนหลวงและการเกษตรทำงานร่วมกับกองทัพภาคทุกภาค จัดหาเพิ่มเครื่องบิน จัดหากำลังพล สำรวจค่าใช้จ่ายที่จะขอจากงบกลาง รวมทั้งกรมชลประทาน ระดมรถน้ำรถบรรทุกน้ำ เครื่องสูบน้ำ ไปช่วยประชาชนและเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจพื้นที่ไหนขาดแคลนน้ำกินใช้ น้ำการเกษตร เสนอของบกลางส่งสำนักงบประมาณพิจารณาสัปดาห์หน้า ในเบื้องต้นกรมชลประทานของบ 90 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนมาตรการเร่งด่วนเยียวยาเกษตรกร และเป็นพื้นที่ยังไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ แต่พื้นที่เพาะปลูกเกิดความเสียหาย กำลังพิจารณาจะดำเนินการช่วยเหลือให้พืชปลูกใช้น้ำน้อย ช่วยปัจจัยการผลิตไร่ละ 2,000 บาท เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง จ่ายเงินชดเชยไร่ละ1,113 บาทไม่ได้ อาจจะแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีหน้า เพราะขณะนี้กรมการข้าวไม่มีเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากพ้นฤดูเพราะปลูกนาปีไปแล้ว ทั้งนี้ จากการประเมินพื้นที่นาข้าว คาดว่าจะเสียหาย 10 ล้านไร่ 20 จังหวัด หากถึงสิ้นเดือนนี้ฝนไม่มาตกทั่วทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พอมีฝนเริ่มตกหลายจังหวัด กระทรวงเกษตรฯ จึงเร่งสำรวจพื้นที่ว่าฝนรอบนี้ช่วยนาข้าวได้เท่าไหร่ พร้อมกับจะมีมาตรการให้ปลูกพืชอื่นไปช่วยเสริมทดแทนการทำนา เพื่อเสนอของบจาก ครม.ช่วงต้นเดือน ส.ค.อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ระหว่างการประชุมรัฐสภา ในวาระที่ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น สมาชิกรัฐสภาได้สอบถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีแผนการดำเนินการทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะการผลักดันในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล เข้าสู่ภาคเกษตรในทุกหมู่บ้าน แต่ปัญหาที่พบคือไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ แต่รัฐบาลยังคงต้องเดินหน้าศึกษาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า ได้รับฟังทุกความเห็น เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการแก้ไข ต้องยอมรับว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาฝนทิ้งช่วง แต่โชคดีที่มีมรสุมพัดผ่านเข้ามา ทำให้ฝนตกในภาคเหนือตอนบนและอีสานตอนกลาง จนมีน้ำเติมเข้ามาในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 40 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น มีทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว ต้องเร่งจัดการบริหารน้ำให้มีประสิทธิภาพ ปริมาณเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยเฉพาะพืชหลัก เช่น ข้าว จะทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42052</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, มาตรการเยียวยาเกษตรกร, วิกฤติภัยแล้ง, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190726/image_big_5d3b1def9c214.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2019 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2019 18:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุรินทร์แล้งหนัก! &#039;อ่างเก็บน้ำอำปึล&#039; ผืนดินแตกระแหง แห้งสุดในรอบ50ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้งหนัก! &amp;quot;อ่างเก็บน้ำอำปึล&amp;quot; อ.เมืองสุรินทร์ แห้งแล้งหนักสุดในรอบ 50 ปี จนเห็นผืนดินแตกระแหง ชาวบ้านต้องจำใจทิ้งถิ่นไปทำงานที่อื่น แทนอาชีพเกษตรกรรมดั้งเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.62 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุรินทร์ลงพื้นที่สำรวจอ่างเก็บน้ำอำปึล ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขนาดความจุ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)&amp;nbsp;หลังภัยแล้งคุกคามอย่างหนักสุดในรอบ 50 ปี ทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเหลือปริมาณน้ำเพียง 2 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนปรากฏเห็นเนินดินแห้งขอดโผล่กลางอ่างเก็บน้ำอำปึลหลายจุด จากที่เคยเป็นผืนน้ำ ตอนนี้บางที่ตื้นเขินมากจนมองเห็นเป็นผืนดินแห้งขอดแตกระแหง&amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านต่างวิตกกังวลว่า น้ำจะไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค เพราะอ่างเก็บน้ำอำปึลเป็นแหล่งน้ำสำรองหลักที่ส่งน้ำลงไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อ.เมือง จ.สุรินทร์ แหล่งน้ำหลักในการผลิตน้ำประปาหล่อเลี้ยงชุมชนชาวอำเภอเมืองสุรินทร์ที่ต้องใช้ปริมาณน้ำดิบผลิตประปาเดือนละ 1 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถาม นางนารี&amp;nbsp;เพชรใสดี อายุ 57 ปี ชาวบ้านเทนมีย์ เล่าว่า แต่ก่อนพื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบรูณ์ เต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด และเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำในอ่างเก็บน้ำอำปึลก็ลดลงทุกปี แต่ในปีนี้เจอวิกฤตแห้งแล้งหนักที่สุดในรอบ 50 ปี จนทำให้วิถีในการดำรงค์ชีวิตเปลี่ยนไป ผู้คนต่างเริ่มออกไปหางานทำที่อื่น เพราะเดิมส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ ทำประมง เมื่อเกิดภัยแห้งแล้งขั้นรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ชาวบ้านก็ไม่มีงานทำเพราะผืนดินที่ตนใช้ทำเกษตรกรรมแห้ง&amp;nbsp;จึงต้องดิ้นรนไปหางานทำที่อื่น ส่วนใหญ่จะเหลือแต่ผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอวิงวอนผ่านสื่อในการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเข้ามาดูแลและฟื้นฟูอ่างเก็บน้ำอำปึล เข้ามาขุดคลองรอบหมู่บ้านไว้กักเก็บน้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ชาวบ้านจะได้กลับมาใช้ดำรงวิถีชีวิต ด้านเกษตร เลี้ยงสัตว์และทำการประมงเหมือนอดีตที่ผ่านมา&amp;quot;นางนารี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36307</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผืนดินแตกระแหง, ภัยแล้ง, วิกฤติภัยแล้ง, สุรินทร์แล้งหนักสุดในรอบ50ปี, อำเภอเมืองสุรินทร์, อ่างเก็บน้ำอำปึล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190520/image_big_5ce28a9330dcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
