<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุบสถิติทะลุหมื่นตาย141คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ทุบสถิติทะลุหมื่น! ผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่ง 10,082 ราย ยอดสะสมใกล้แตะ 4 แสน ขณะที่เสียชีวิตนิวไฮ 141 ราย พบคลัสเตอร์ใหม่ผุดเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ แทบทุกจังหวัดจำนวนผู้ป่วยขยับขึ้นหมด วิกฤติหนัก เฉพาะ กทม.-ปริมณฑลติดเชื้อรายใหม่ 4,841 ราย เสียชีวิต 108 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp; 2019 หรือ ศบค. เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,082 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 9,913 ราย จากระบบเฝ้าระวังและบริการ 7,443 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 2,470&amp;nbsp; ราย ติดเชื้อในเรือนจำและสถานที่ต้องขัง 127 ราย จากต่างประเทศ 42 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม&amp;nbsp; 391,989 ราย หายป่วยเพิ่ม 6,327 ราย มียอดหายป่วยสะสม 278,184 ราย อยู่ระหว่างการรักษา&amp;nbsp; 110,565 ราย อาการหนัก 3,454 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 839 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 141 ราย เป็นชาย 73 ราย&amp;nbsp; หญิง 68 ราย อยู่ใน กทม. 71 ราย นนทบุรี 18 ราย&amp;nbsp; สมุทรสาคร 7 ราย ปทุมธานี 6 ราย นครปฐม 5 ราย&amp;nbsp; อุบลราชธานี 4 ราย นราธิวาส, ปัตตานี, กาญจนบุรี&amp;nbsp; จังหวัดละ 3 ราย ยะลา, ฉะเชิงเทรา, ตราด, ปราจีนบุรี,&amp;nbsp; อุดรธานี จังหวัดละ 2 ราย สมุทรปราการ, สงขลา,&amp;nbsp; สระแก้ว, เชียงราย, กำแพงเพชร, ชัยภูมิ, นครนายก,&amp;nbsp; อ่างทอง, นครพนม, นครราชสีมา, หนองบัวลำภู จังหวัดละ&amp;nbsp; 1 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 3,240 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยอดฉีดวัคซีนเพิ่มเติม จำนวน 307,134 โดส ทำให้มียอดสะสม 14,130,489 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อ 190,296,856 ราย เสียชีวิตสะสม 4,091,909 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่&amp;nbsp; กรุงเทพฯ 2,302 ราย สมุทรปราการ 849 ราย สมุทรสาคร 680 ราย ชลบุรี 659 ราย นนทบุรี 471&amp;nbsp; ราย นครปฐม 288 ราย สงขลา 286 ราย ปทุมธานี 251 ราย ฉะเชิงเทรา 245 ราย ยะลา 196 ราย เฉพาะใน กทม.และปริมณฑล ไม่รวมเรือนจำ ติดเชื้อรายใหม่ 4,841 ราย เสียชีวิต 108 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คลัสเตอร์ใหม่มีเกิดขึ้นหลายจังหวัด ประกอบด้วย จ.สมุทรสาคร พบผู้ป่วยใหม่ในโรงงานอาหารทะเลแช่แข็ง อ.เมืองสมุทรสาคร 39 ราย จ.ชลบุรี ที่บริษัทชิ้นส่วนโลหะ อ.เมืองชลบุรี พบผู้ป่วยรายใหม่ 13 ราย จ.นนทบุรี พบ 2 คลัสเตอร์ คือโรงงานเฟอร์นิเจอร์ อ.บางบัวทอง พบผู้ป่วย 20 ราย และแคมป์ก่อสร้าง อ.บางกรวย พบผู้ป่วย 16 ราย จ.นครปฐม พบผู้ป่วยใหม่ที่โรงงานเครื่องหอม อ.สามพราน 15 ราย จ.ปราจีนบุรี ที่โรงงานจอทีวี อ.ศรีมหาโพธิ พบผู้ป่วย 25 ราย จ.พระนครศรีอยุธยา พบ 2 คลัสเตอร์ คือตลาดเจ้าพรหม อ.พระนครศรีอยุธยา พบผู้ป่วย 7 ราย และโรงงานเครื่องกลึง อ.วังน้อย พบผู้ป่วย 9 ราย จ.สระบุรี พบในโรงงานปูน อ.แก่งคอย 12 ราย และ จ.กาญจนบุรี ที่โรงงานผลไม้กระป๋อง อ.ท่ามะกา พบผู้ป่วย 47 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.รับทราบด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดในวงกว้างในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการคัดกรองตรวจเชื้อโควิด-19 และการรักษาพยาบาล จึงได้กำชับทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาการจัดการและปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งทรัพยากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมีอยู่อย่างจำกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในที่ประชุม ศบค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ติดตามการควบคุมการแพร่ระบาด ทั้งการตรวจหาเชื้อให้ครอบคลุมมากที่สุดโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง และการจัดการดูแลผู้ติดเชื้อในลักษณะการดูแลรักษาที่บ้าน&amp;nbsp; (Home Isolation) หรือการดูแลรักษาที่ชุมชน&amp;nbsp; (Community Isolation) และปัจจุบันได้มีการอนุญาตให้ใช้ Antigen Test Kit (ATK) ตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพื่อตรวจให้ครอบคลุมประชากรให้มากที่สุด และนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว ลดการแพร่ระบาดในชุมชน ซึ่งมาตรการ Home&amp;nbsp; Isolation หรือการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่บ้าน และมาตรการ Community Isolation หรือการดูแลผู้ป่วยโควิดด้วยระบบชุมชน เป็นมาตรการเสริมซึ่งนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อสูงโดยเฉพาะ กทม.และปริมณฑล
มาตรการ Home Isolation
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังมีผู้ติดเชื้อน้อย ก็ยังคงใช้มาตรการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp; ซึ่งผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้านหรือที่ชุมชนก็จะได้รับการดูแลเสมือนอยู่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขได้มีการจัดส่ง Comprehensive Covid-19&amp;nbsp; Response Team หรือ CCR Team ที่ประกอบด้วยทีมแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข&amp;nbsp; เครือข่ายภาคประชาชนหรืออาสาสมัครสาธารณสุข&amp;nbsp; (อสส.) และเจ้าหน้าที่เขตของ กทม.ไปติดตามการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้านหรือที่ชุมชนของผู้ป่วยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการ Home Isolation มีหลักการดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ผู้ป่วยติดเชื้ออาการต้องไม่รุนแรงหรือเป็นผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มสีเขียว ไม่มีอาการปอดอักเสบ ไม่มีอาการแทรกซ้อน ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก&amp;nbsp; หรือมีภาวะโรคเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ที่พักต้องเป็นแบบที่อยู่ด้วยกันแบบไม่แออัดจนแยกกักตัวไม่ได้ ถ้าอยู่ด้วยกันหลายคนแล้วต้องนอนรวมกันก็ไม่เหมาะกับ Home Isolation เพราะจะเกิดการแพร่เชื้อ ต้องจัดเป็น Community Isolation&amp;nbsp; หรือที่ชุมชนจัดให้แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ผู้ป่วยต้องมีความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการกักตัว ไม่ควรออกไปนอกบ้านจนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.โรงพยาบาลจะเข้าไปดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด มีแพทย์ที่สามารถทำ Video Call ติดตามอาการคนไข้ได้ทุกวัน มีอุปกรณ์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์วัดระดับออกซิเจนให้ มีการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์และยาฟ้าทะลายโจร และมีอาหารให้ผู้ติดเชื้อ 3 มื้อ และในกรณีที่อาการเปลี่ยนแปลงจะส่งต่อรักษาโรงพยาบาลทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการ Community Isolation&amp;nbsp; หรือการดูแลผู้ป่วยโควิดด้วยระบบชุมชน คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและเจ้าของสถานที่หรือชุมชนจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์และความพร้อม โดยพิจารณาจากจำนวนและระดับอาการผู้ติดเชื้อ จำนวนและระดับอาการของผู้ที่เข้าข่ายเกณฑ์สอบสวนโรค จำนวนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง&amp;nbsp; สถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ผู้ป่วยยืนยันติดโควิด-19 เป็นผู้ที่อยู่ในชุมชน เป็นผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย เป็นผู้ป่วยที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการรักษา และรองรับได้ทุกกลุ่มผู้ป่วย โดยจะคัดเลือกพื้นที่หรือชุมชนที่มีความเข้มแข็ง และต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนหรือภาคเอกชนในการร่วมกันดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ เป็นความร่วมมือระหว่างเขต โรงพยาบาล&amp;nbsp; (ทั้งภาครัฐและเอกชน) และศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ และเป็นชุมชนที่มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญ ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการที่บ้านหรือแยกกักในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้เข้ารับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด รวมทั้งยังช่วยสงวนเตียงโรงพยาบาลเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรง ทั้งกลุ่มผู้ป่วยอาการสีเหลืองและสีแดงได้เพียงพอ นอกจากนี้ ผอ.ศบค.ยังขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่จะมีการยกระดับที่เข้มข้น เช่น งดการรวมกลุ่ม, จำกัดการเดินทางข้ามพื้นที่, อยู่ในที่พักตามเวลาที่กำหนด โดยขอให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ร่วมกัน
ปากน้ำวิกฤติติดโควิด 849 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การระบาดในจังหวัดต่างๆ นั้น พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มในทุกพื้นที่ นายแพทย์พรณรงค์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 849 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน 706 ราย อำเภอเมืองสมุทรปราการ จำนวน 246 ราย อำเภอพระประแดง จำนวน 214 ราย อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จำนวน 54&amp;nbsp; ราย อำเภอบางพลี จำนวน 144 ราย อำเภอบางบ่อ จำนวน 17 ราย อำเภอบางเสาธง จำนวน 31 ราย โรงพยาบาลเอกชนรับมารักษาต่อในสมุทรปราการ จำนวน 143 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสียชีวิต 1 ราย เป็นเพศชายอายุ 66 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ รวมเสียชีวิตสะสม&amp;nbsp; 254 ราย การตรวจคัดกรองเฝ้าระวังในคลินิก ARI&amp;nbsp; และในชุมชน จำนวน 249,347 ราย พบเชื้อ&amp;nbsp; 22,339 ราย ผู้ป่วยสะสมระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 1&amp;nbsp; เมษายนจนถึงปัจจุบัน จำนวน 26,616 ราย ในพื้นที่&amp;nbsp; 22,339 ราย นอกพื้นที่ 4,277 ราย กำลังรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ จำนวน 1,417 ราย กำลังรักษาในโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 1,967 ราย รักษาใน&amp;nbsp; Hospitel มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีสมุทรปราการ&amp;nbsp; จำนวน 1,398 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจำนวนเตียงผู้ป่วยในสถานการณ์โรคโควิด-19&amp;nbsp; จังหวัดสมุทรปราการ ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2564&amp;nbsp; โรงพยาบาลรัฐสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและสังกัดอื่นๆ จำนวนเตียงเต็ม โรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp; (Hospitel และ Field Hospital) จำนวนเตียงคงเหลือ 162 เตียง โรงพยาบาลเอกชนจำนวนเตียงคงเหลือ 3 เตียง Hospitel โรงพยาบาลเอกชนจำนวนเตียงคงเหลือ 325
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา รายงานสถานการณ์พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 สูงกว่าทุกวันที่ผ่านมาคือ 191 ราย กระจายในพื้นที่ทั้ง 32 อำเภอ&amp;nbsp; รวมยอดผู้ติดเชื้อระลอกใหม่ 2,802 ราย รักษาหายรวม&amp;nbsp; 1,198 ราย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล 1,574 ราย และ เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสม 30 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย เป็นรายที่ 30 ของ จ.นครราชสีมา ลำดับที่ 1,067 อำเภอวังน้ำเขียว ตำบลวังน้ำเขียว เพศหญิง อายุ 72 ปี ผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 วันที่ 22 มิ.ย.64 มีอาการป่วย เข้ารับการรักษาที่ รพ.วังน้ำเขียว ผลตรวจพบเชื้อวันที่ 23&amp;nbsp; มิ.ย.64 ส่งต่อเข้ารับการรักษาที่ รพ.มหาราชนครราชสีมาวันที่ 16 ก.ค.64 อาการไม่ดีขึ้น ถึงแก่กรรมเวลา 08.50 น.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านหน้าแคมป์คนงานบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ริมถนนมะลิวัลย์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังคงตรวจคัดกรองคนงานภายในแคมป์แห่งนี้ รวมทั้งการห้ามเข้าออกนอกบริเวณที่กำหนดอย่างเข้มงวด ภายหลังจากที่คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ จ.ขอนแก่น ได้มีคำสั่งปิดแคมป์คนงานดังกล่าวโดยให้มีผลทันที และเจ้าหน้าที่ได้มีการติดประกาศคำสั่งไว้ที่บริเวณด้านหน้าที่ทำการ และส่งมอบให้ผู้บริหารของบริษัทได้รับทราบถึงประกาศดังกล่าว หลังพบแรงงานของบริษัทติดเชื้อโควิด-19 รวม 85 ราย
บุรีรัมย์เอาไม่อยู่ป่วยเพิ่ม 108 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ข้อมูลของแคมป์คนงานแห่งนี้ซึ่งมีหน้าที่ในการทำงานที่ไซต์งานสร้างอาคารของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยจุดนี้เป็นที่พักของพนักงานและแรงงาน ซึ่งเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทีมสอบสวนโรคได้ลงพื้นที่ตรวจคัดกรอง หลังจากพบผู้ป่วยชุดแรก 28 ราย และล่าสุดมีรายงานว่าการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงผลยืนยันชัดเจนว่า มีผู้ป่วยที่แคมป์คนงานแห่งนี้เพิ่มอีก ทำให้ยอดรวมผู้ป่วยของแคมป์คนงานแห่งนี้ขณะนี้มีทั้งสิ้น 85 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แคมป์คนงานแห่งนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับแคมป์ทั้งหมด&amp;nbsp; 345 คน แยกเป็นคนงานไทย 223 คน และคนงานต่างชาติ 122 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่มาจาก กรุงเทพฯ ซึ่งเข้ารับการตรวจ 28 ราย พบเชื้อ 26 ราย&amp;nbsp; แรงงานประจำแคมป์ 137 ราย ทำการตรวจพบเชื้อ 52&amp;nbsp; ราย พนักงานประจำบริษัท 62 ราย ตรวจพบเชื้อ 5 ราย&amp;nbsp; และช่างเชื่อมแบบไม่ประจำ ทำการตรวจ 2 ราย พบเชื้อ 2 ราย รวมจำนวนพบเชื้อทั้งหมด 85 ราย ซึ่งขณะนี้การบริการทางการแพทย์ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดและรัดกุม เพื่อควบคุมสถานการณ์ไว้ในวงจำกัดในภาพรวมแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รายงานข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp; (COVID-19) ระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1&amp;nbsp; เม.ย.64 ถึงวันที่ 16 ก.ค.64 ว่ายังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด วันนี้มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นอีก 108 ราย เป็นตัวเลขทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่มีการระบาดมาของ จ.บุรีรัมย์ กระจายใน 17 อำเภอ แยกเป็นผู้ติดเชื้อพบในจังหวัด 10 ราย เดินทางมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยง 65&amp;nbsp; ราย และพบก่อนเข้าสถานที่กักตัวที่รัฐจัดให้ (Local&amp;nbsp; Quarantine) 33 ราย แยกเป็นรายอำเภอ ดังนี้ อ.นางรอง 12 ราย (ในพื้นที่ 1ราย), อ.คูเมือง 12 ราย&amp;nbsp; (ในพื้นที่ 4 ราย), อ.ประโคนชัย 28 ราย (ในพื้นที่ 4&amp;nbsp; ราย), อ.บ้านกรวด 3 ราย (ในพื้นที่ 1 ราย), อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ 4 ราย, อ.เฉลิมพระเกียรติ 3 ราย, อ.พุทไธสง 2 ราย, อ.สตึก 5 ราย, อ.กระสัง 14 ราย, อ.ละหานทราย 6 ราย, อ.ปะคำ 5 ราย, อ.หนองหงส์ 1&amp;nbsp; ราย, อ.ห้วยราช 4 ราย, อ.โนนสุวรรณ 3 ราย, อ.ชำนิ&amp;nbsp; 1 ราย, อ.บ้านด่าน 4 ราย&amp;nbsp; และ อ.แคนดง 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,279 ราย เสียชีวิตสะสม 4&amp;nbsp; ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 297 ราย อยู่ระหว่างรักษา&amp;nbsp; 978 ราย โดยอำเภอที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ อ.เมืองบุรีรัมย์ 199 ราย รองลงมา อ.ประโคนชัย 133 ราย,&amp;nbsp; อ.กระสัง 118 ราย, อ.สตึก 93 ราย, อ.คูเมือง 72&amp;nbsp; ราย, อ.ห้วยราช 71 ราย และ อ.บ้านกรวด 67 ราย&amp;nbsp; ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคสะสม ทั้งหมด&amp;nbsp; 1,147 ราย แยกเป็นรายใหม่ 30 ราย และรายเก่า&amp;nbsp; 1,117 ราย ส่วนการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงเข้ม/แดง/ส้ม สะสม 26,186 ราย แยกกักตัวที่บ้าน&amp;nbsp; 22,445 ราย และกักตัวในท้องถิ่น 3,741 ราย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ก็ยังมีมาตรการคุมเข้มอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในวันที่ 17 ก.ค.64 พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 195 ราย ทำให้ขณะนี้ จ.ยะลามียอดผู้ป่วยสะสมแล้ว 4,634 ราย รักษาใน รพ. 2,005 ราย&amp;nbsp; รักษาหายแล้ว 2,590 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม สะสมคงที่ 39 ราย
นครศรีฯ ติดเพิ่ม 65 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ติดเชื้อ 4,634 ราย พบใน อ.เมืองยะลา&amp;nbsp; 1,929 ราย รายใหม่ 88 ราย อ.กาบัง 184 ราย รายใหม่ 4 ราย อ.ยะหา 288 ราย รายใหม่ 11 ราย อ.กรงปินัง 503 ราย รายใหม่ 17 ราย อ.เบตง 312 ราย&amp;nbsp; รายใหม่ 1 ราย อ.รามัน 359 ราย รายใหม่ 41 ราย อ.บันนังสตา 754 ราย รายใหม่ 18 ราย อ.ธารโต&amp;nbsp; 305 ราย รายใหม่ 15 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราชรายงานสถานการณ์โควิดในจังหวัดว่า วันนี้ (17 ก.ค.) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 65 ราย แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 41 ราย ซึ่งรับมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; 24 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 2,053 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 632 ราย (รับจาก กทม. 267 ราย)&amp;nbsp; รักษาหายแล้วสะสม 1,594 ราย และเสียชีวิตสะสม 25 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.สงขลาเปิดเผยว่า จากการตรวจคัดกรองเชิงรุกแบบเข้มข้น พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 286 ราย เสียชีวิต 1 ราย ติดเชื้อสะสม 8,960 ราย เสียชีวิตสะสม 38 ราย และยังพบคลัสเตอร์ใหม่จากโรงงานอุตสาหกรรมทรอปิคอลแคนนิง พบ 58 ราย นอนโรงพยาบาล 2,893 ราย หายแล้ว&amp;nbsp; 6,029 ราย รอผลตรวจวันที่ 17 ก.ค.อีก1,232 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่&amp;nbsp; 127 ราย หายป่วยเพิ่ม 163 ราย รวมยังมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 2,339 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตติดต่อกัน 1 สัปดาห์ วันนี้สถานะเรือนจำสีแดงและสีขาวมีการเปลี่ยนแปลง 1 แห่ง คือ เรือนจำกลางอุบลราชธานีที่พบผู้ต้องขังแดนในติดเชื้อ ส่งผลให้เรือนจำสีแดงที่พบการแพร่ระบาดเพิ่มเป็น 15 แห่ง&amp;nbsp; และเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการแพร่ระบาดลดเหลือ 118&amp;nbsp; แห่ง โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่พบในเรือนจำสีแดง 115 ราย&amp;nbsp; และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 12 ราย มีผู้ป่วยที่รักษาหายสะสม 36,063 ราย หรือ 93% ของผู้ติดเชื้อสะสม 38,743 ราย สำหรับผู้ต้องขังที่ยังรักษาตัวอยู่ เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว 74.5% สีเหลือง&amp;nbsp; 24.5% และสีแดง 1% ผู้เสียชีวิตสะสม 47 ราย&amp;nbsp; หรือ 0.1% ของผู้ติดเชื้อสะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110101</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คลัสเตอร์ใหม่, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ผู้ติดเชื้อรายใหม่, วิกฤติหนัก, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f229d3e8376.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เตียงไอซียู’วิกฤติหนัก!เหลือใช้แค่3สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติหนัก! ศบค.รับเตียงไอซียูผู้ป่วยโควิดอาการหนักใน กทม.เหลือเพียง 262 เตียง เฉลี่ยใช้ได้แค่ 19 วัน ห้องแยกความดันลบเหลือว่าง 69 เตียง &amp;quot;สธ.&amp;quot; วอนล็อกดาวน์ตัวเอง 2 สัปดาห์สกัดผู้ติดเชื้อพุ่ง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่ง รพ.ทหารขยายรับผู้ป่วยระดับ 1-2 &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; ส่งชุด สปสช.ตรวจคนไข้มีเชื้อรอเตียงที่บ้านป้องกันซ้ำรอยอาม่า หลายจังหวัดลุยทำโรงพยาบาลสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันตอนหนึ่งว่า ในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (อีโอซี)&amp;nbsp; ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รับทราบถึงสถานการณ์ปัญหาทั้งหมด และมีการพยากรณ์เรื่องเตียงที่มีความห่วงใยเรื่องเตียงไอซียูของ กทม.ที่เหลือ 262 เตียง จึงต้องใช้วิธีการแบ่งเตียงหรือวิธีการเพิ่มจำนวนเตียงขึ้นในพื้นที่เดิม ขณะที่ห้องแยกความดันลบ มีเตียงทั้งหมด 479 เตียง ใช้ไปแล้ว 410 เตียง ยังว่างอยู่ 69 เตียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุมมีความห่วงใยและคิดไปข้างหน้าว่าถ้ามีอัตราติดเชื้อเพิ่มจะต้องทำอย่างไร โดยมีการประเมินว่าถ้าติดเชื้อ 1,500 รายต่อวัน ทั้งประเทศจะต้องใช้ 52 เตียงต่อวัน ขณะที่ในส่วนของ กทม. 10-13 เตียงต่อวัน ซึ่งใช้ได้ 6-8 วัน โดยทั้งประเทศขณะนี้เหลือประมาณพันเตียง ถ้าต้องใช้ 52 เตียงต่อวัน จะรับได้อีก 19 วัน หรือ 3 สัปดาห์ และถือเป็นภาวะเร่งด่วนของ กทม. ซึ่ง สธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามบูรณาการเตียงและบุคลากรทางการแพทย์&amp;quot; นพ.ทวีศิลป์กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ทะลุ 2,000 ราย จะกระทบต่อระบบสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และเตียงหรือไม่ และทาง ศบค.มีแผนอย่างไร โฆษก ศบค.กล่าวว่า มีผลกระทบแน่นอน และยังไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่นี่เป็นการประเมินในภาวะร้ายแรงที่สุดว่าจะทำอย่างไร นอกจากใช้วิธีแบ่งเตียง คือเพิ่มจำนวนเตียงในสถานที่เดิมในบรรยากาศที่เหมาะสมแล้วอาจจะใช้หอ?ผู้ป่วยเตียงรวมที่ไม่มีห้องแยก (cohort COVID-ICU) หรืออาจต้องมีไอซียูสนาม ซึ่งมีการพูดคุยกันอยู่ แต่มีความยุ่งยากต้องปรับปรุงสถานที่&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ สธ. ชี้แจงถึงการบริหารจัดการเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ว่า สถานการณ์การบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในต่างจังหวัด ถือว่าไม่มีปัญหา เพราะมีระบบ Single command บริหารโดย สธ.ฝ่ายเดียว แต่ความยากอยู่ที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งกรมการแพทย์ต้องขอความร่วมมือทุกหน่วยงานในการทำฮอสปิเทล (Hospitel) เพื่อแยกคนกลุ่มสีเขียว ที่มีอาการน้อยเข้าไปอยู่ ตอนนี้หาได้กว่า 5,000-6,000 เตียง มีการเข้าอยู่แล้วประมาณ 3,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า เราพยายามจัดกลุ่มคนที่อาการอยู่ในขั้นเหลืองอ่อนไปอยู่ที่สถาบันธัญญารักษ์ 200 เตียง ซึ่งรับเข้าแล้ว 50 คน วันนี้จะส่งเข้าอีก 50 คน จากนั้นพยายามให้โรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงโรงเรียนแพทย์ ถ่ายโอนผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวออกมาอยู่โรงพยาบาลสนามและฮอสปิเทลแทน เพื่อรีบเอาคนที่อาการกลุ่มสีเหลืองแก่ไปจนถึงกลุ่มสีแดงเข้าไปรักษาใน รพ.แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า สถานการณ์การดูแลผู้ติดเชื้อมีอาการในส่วนของเครื่องช่วยหายใจไม่ได้มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาอยู่คือ เตียงไอซียู ซึ่งมีปัญหาเฉพาะในกรุงเทพฯ จากข้อมูลตอนนี้รวมโรงพยาบาลทุกสังกัดมีประมาณ 700 เตียง แต่ตอนนี้ว่างอยู่ประมาณ 140 เตียง หากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังสูง และมีผู้อาการหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คาดกันว่าเตียงไอซียูจะรองรับได้ประมาณ 10 วัน แต่ตอนนี้โรงพยาบาลแต่ละแห่งไปขยายเพิ่มเติม ก็คาดว่าจะสามารถรองรับได้ 20 วัน โดยกรมการแพทย์ก็ปรับให้ Cohort-ward มาทำเป็น ICU Cohort
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องพยายามเอาคนติดเชื้อเข้าสถานพยาบาลเพื่อให้ได้รับการดูแล คนสีเหลืองอ่อนๆ ต้องได้รับยาเพื่อที่อาการจะได้ไม่หนัก แบบนี้ไอซียูเราถึงจะเพียงพอ นอกจากนี้ทุกคนต้องช่วยกันดึงกราฟคนติดเชื้อลง ช่วง 2 สัปดาห์นี้ต้องล็อกดาวน์ตัวเอง ไม่ควรกินข้าวร่วมกัน แม้แต่คนในครอบครัวก็ตาม&amp;rdquo; อธิบดีกรมการแพทย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงกลาโหม (กห.) พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมสภากลาโหมให้โรงพยาบาลทหารขยายความสามารถรับผู้ป่วยให้ได้มากขึ้น เพื่อรับผู้ป่วยในระดับ 1 และระดับ 2 ที่แสดงอาการในระบบทางเดินหายใจ รวมถึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กห.ยังเตรียมรถพยาบาลทหารไว้ จำนวน 26 คัน โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ประสานการทำงานร่วมกับศูนย์เอราวัณกรุงเทพมหานครในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เพื่อนำส่งโรงพยาบาลสนาม รวมทั้งจัดเตรียมรถพยาบาลทหารเพิ่มเติมพร้อมปฏิบัติการ จำนวน 21 คัน รวมทั้งหมด 47 คัน&amp;quot; โฆษก กห.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการจัดเตรียมโรงพยาบาลสนามว่า โรงพยาบาลสนามเขามีการเตรียมอยู่ทุกที่ ส่วนกรณีหญิงสูงอายุติดเชื้อ 3 รายในบ้าน แล้วรถพยาบาลไปรับไม่ทันจนเสียชีวิตได้ทราบเรื่องแล้ว และให้กรมการแพทย์ถามไปยัง กทม.ว่าจะต้องปรับปรุงระบบอย่างไร แยกแยะอย่างไรว่าคนไข้มีความฉุกเฉิน ต้องแยกประเภทให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดชุดตรวจตัวเองอยู่ที่บ้าน ทั้งเครื่องวัดไข้ เครื่องวัดค่าออกซิเจน เครื่องวัดความดัน และให้แต่ละโรงพยาบาลคอยสำรวจว่าคนไข้คนไหนมีเชื้อ แล้วยังรอเตียงอยู่ที่บ้าน ก็ขอให้จัดชุดตรวจนี้เข้าไปก่อน ถ้าตรวจแล้วมีค่าเกินปกติสมควรที่จะถึงมือแพทย์ก็จะมีการลัดคิว&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา เขตหนองจอก นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กล่าวว่า วันแรกในการเปิดโรงพยาบาลเอราวัณ 2 ได้ทยอยเปิดรับผู้ป่วยโควิดเขียวเข้ามาดูแลรักษา โดยโรงพยาบาลเอราวัณ 2 สามารถรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ 400 เตียง แบ่งเป็น ชาย 150 เตียง หญิง 250 เตียง เว้นระยะห่างระหว่างเตียง 1.5 เมตร โดยจัดเตรียมชุดเครื่องนอน น้ำดื่ม ของใช้จำเป็น รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ เช่น อาหาร 3 มื้อ สัญญาณ Wifi รวมไปถึงการดำเนินการป้องกันการติดเชื้อเต็มรูปแบบตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามชั่วคราวที่โรงยิมสนามกีฬาบุณยะจินดา สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี สามารถรองรับประชาชนได้อีก 200 เตียง แต่จากการประสานข้อมูลกับ สธ.ทราบว่าขณะนี้ยังคงมีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดเพียงพอ จึงยังไม่มีการย้ายผู้ต้องกักของ สตม.อีกกว่า 100 คนออก เชื่อว่าทั้งหมดอาจจะรักษาหายแล้ว เนื่องจากกักตัวมานานเกิน ระยะเวลาเฝ้าระวังกว่า 15 วันแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.พิษณุโลก รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมโรงพยาบาลสนามในเฟสแรก จำนวน 130 เตียง ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.เชียงราย นายภูวิศ วรรณพฤษ์ ปลัดเทศบาลนครเชียงราย ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้สั่งการให้กองการแพทย์เทศบาลนครเชียงราย กองช่าง ประสานเจ้าหน้าที่จิตอาสาพระราชทาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย จัดเตรียมโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยใช้สถานที่ศูนย์ประชุมเทศบาลนครเชียงราย ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย สามารถรองรับผู้ป่วยก่อน 250 เตียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ยะลา นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าฯ ยะลา ตรวจความคืบหน้าการเปิดโรงพยาบาลสนามของจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นอาคารตั้งอยู่บริเวณภายในของโรงเรียนศึกษาพิเศษ เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะสามารถรับผู้ป่วยได้ 124 เตียง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100494</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ผู้ป่วยโควิดอาการหนัก, ล็อกดาวน์ตัวเอง, วิกฤติหนัก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ห้องแยกความดันลบ, เตียงไอซียู, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082dc8c09e76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
