<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิการบดีสจล.เตือนวิกฤติน้ำท่วมกทม.ต้องแก้ไขทุกกระบวนการ ถ้าไม่คิด ไม่เริ่ม ไม่ทำ จม เจ๊ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ต.ค.64-ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (เอ้) อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2554 ถึง 2564 ไม่มีอะไรเปลี่ยน แล้วอีกสิบปี? หาก กทม. จมน้ำ สูญเสียมหาศาล!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลทุกสำนักวิจัย สำนักข้อมูลข่าว บอกตรงกันว่า กรุงเทพจมน้ำแน่ในอีกสิบกว่าปี และจะจมมิดไปเรื่อยๆ หากเรายังไม่คิด ยังไม่เข้าใจปัญหา (อย่างลึกซี้ง) และยังไม่เริ่มที่จะทำอะไรจริงจัง เพราะการอยู่เฉย หรือการแก้ปัญหาแบบเก่า เราคงไม่รอด!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยังมีหลายสำนักวิจัย ประมาณว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ รุนแรงมหาศาล ถึง 17.4 ล้านล้านบาท ในปี 2030 ซึ่งไม่ถึงสิบปีจากวันนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปรียบเทียบกับ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 เพียงปีเดียว ก็เกิน 1.4 ล้านล้านบาทแล้ว แสดงว่าการประมาณการที่ว่า อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ!!! หากเราปล่อยให้ถึงวันนั้น?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเปรียบเทียบมูลค่าความสูญเสีย กับงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2565 มูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท พบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มากกว่า งบประมาณแผ่นดินปีนี้ถึงเกือบ 6 เท่า!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; มากกว่า งบการ (กระทรวง) ศึกษาประจำปี ถึง&amp;nbsp; 52 เท่า!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; มากกว่า งบสาธารณสุขประจำปี ถึง 116 เท่า!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอ้โห...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพชัด เปรียบเทียบกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ว่ามันมากมาย อภิมหาศาลขนาดไหน
แล้วเราจะเอายังไงกันดี? เมื่อรู้ว่า ภัยน้ำท่วมกทม. คือ วิกฤติเศรษฐกิจที่สุดของที่สุดของชาติ!
คืนนี้ฝนตกหนักทุกพื้นที่ พี่เอ้ในฐานะนายกสภาวิศวกร ขอเวทีนี้ แนะนำ การต่อสู้กับน้ำท่วมซ้ำซากของกทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การต่อสู้ระยะสั้น
ทำได้ทันที! คือการปรับระบบการสูบน้ำจากเครื่องดีเซล มาเป็นใช้ปั๊มสูบน้ำไฟฟ้าอัตโนมัติ เพราะไม่ต้องให้คนมารอเปิดปิด (คืนนี้น้ำท่วมบ้านทุกคน เพราะไม่มีใครมาสตาร์ทเครื่องปั๊มน้ำดีเซล!!!) ทั้งเสี่ยงต่อการผิดพลาด
เพราะเทคโนโลยีปัจจุบัน เอี้อให้ทุกเมืองใช้ปั๊มไฟฟ้าที่มีตัวเซนเซอร์ทำงานอัตโนมัติ ทำงานทันทีเมื่อน้ำท่วม และหยุดทำงานเมื่อน้ำลด ทั้งในกทม. ก็มีเสาไฟฟ้าต่อไฟได้ทุกจุด ยิ่งไปกว่านั้น แบตเตอรี่ยังเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นทุกวัน (รถบรรทุกไฟฟ้า ข้ามเมือง ยังทำได้ แค่ปั๊มสูบน้ำ มันง่ายกว่าเยอะครับ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญไม่ต้องมีคนเวียนกันมาเติมน้ำมัน ขาดประสิทธิภาพ เก็บแรงงานคนไว้ทำงานอื่นดีกว่า จริงไหมครับ?
ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เครื่องสูบน้ำทุกเครื่องในกทม. นับพันๆเครื่อง สามารถทำงานสอดประสาน ช่วยงานกันได้เต็มที่ ด้วยระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ ไม่สูบน้ำใส่กัน ย้อนไปย้อนมา แทนที่แบบเครื่องดีเซลโบราณ ที่สูบแบบตัวใคร ตัวมัน! แบบนี้ก็บรรเทาน้ำท่วมได้ทันใจ คนเดือดร้อนน้อยลงทันที!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การต่อสู้ระยะกลาง
&amp;quot;แก้มลิงใต้ดิน&amp;quot; และบนดิน ต้องเริ่มออกแบบก่อสร้างแล้วในกรุงเทพชั้นใน เพราะความสูญเสียต่อปีมหาศาล และจะมากขี้นเรื่อยๆ ขณะที่ทุกเมืองที่เคยเจอวิกฤตน้ำท่วมหนักยิ่งกว่ากรุงเทพ หลักฐานชัด แก้ปัญหาได้ ทำสำเร็จด้วยวิธีนี้ ทั้งโตเกียว ฮ่องกง สิงค์โปร์ กัวลาลัมเปอร์ แล้วเรารออะไรอยู่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน กรุงเทพ คือ &amp;quot;กระทะคอนกรีตยักษ์&amp;quot; ก้นลึกขึ้นทุกวันๆ อยู่ต่ำกว่าคลอง ต่ำกว่าเจ้าพระยา กระทั่งต่ำกว่าทะเลในหลายพื้นที่ ที่พออยู่รอดไปวันๆ ประทังชีวิตได้ ด้วยการสูบน้ำจากล่างขึ้นบนไประบายสวนทางธรรมชาติ ไม่มีทางยั่งยืน แม้แก้ไขด้วยการเปลี่ยนมาใข้ปั๊มสูบน้ำไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ตามพี่เอ้แนะนำในข้อ 1 ก็เป็นเพียงการแก้ไขระยะสั้น ประทังไปเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น &amp;quot;แก้มลิงใต้ดิน&amp;quot; เพื่อพักน้ำรอระบาย คือ ทางรอดของกรุงเทพชั้นใน ปัญหาน้ำท่วมจากน้ำฝนแก้ได้ทันที
วันนี้กำลังจะเกิดขึ้นแห่งแรก ที่วัดเล่งเน่ยยี่ ที่พี่เอ้เป็นที่ปรึกษา จะทำพื้นที่จอดรถใต้ดิน 3 ชั้น เป็นแก้มลิงใต้ดิน รับน้ำท่วมน่านเจริญกรุง กทม.ชั้นใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การต่อสู้ระยะยาว
ข้อ 1&amp;nbsp; และ ข้อ 2 เพื่อต่อสู้กับน้ำฝนเท่านั้น ซึ่งน้ำท่วมซ้ำซากของกทม. ไม่ใช่มีแค่น้ำฝน แต่จากนี้ไป กรุงเทพต้องเผชิญกับอีก 2 น้ำ คือ น้ำเหนือไหลบ่า และน้ำทะเลหนุนสูง จุดตาย แท้จริง คือ 2 น้ำนี้!!!
ทำไม? เมื่อเกิดน้ำเหนือบ่า และน้ำทะเลหนุน กรุงเทพจะสิ้นสภาพทันที เหมือนกับปี 2554 เพราะเราจะไม่สามารถระบายน้ำออกจากเมืองได้ และยังถูกถาถมด้วยน้ำทะลักรอบทิศทาง จม จบ!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางรอด คือ 1. ต้องเริ่มสร้างคันกั้นน้ำทะเลหนุน แนวชายทะเล และ 2. ขยายเส้นทางน้ำเหนือ สายหลัก ออกสู่ทะเล ทั้งไม่ให้มีถนนขวางกั้น ไม่สะดุด ไม่ชลอ!
โครงการแบบนี้ มีรายละเอียดเยอะมาก เล่ากันนานและใช้เวลายาวนานทั้งการออกแบบ ประชาพิจารณ์ ก่อสร้างก็ต้องต่อเนื่อง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องมุ่งมั่น ตั้งใจเริ่มทำจริง เพราะอาจมีผลกระทบต่อประชาชนไม่น้อย การแก้ไขด้วยทุกกระบวนการเยียวยา คงต้องนำมาใช้ ซึ่งท้าทายมาก ดังนั้นคิดวันนี้ กว่าจะสำเร็จ ใช้เวลาเป็นสิบปี หรือหลายสิบปี...
แต่ถ้าไม่คิด ไม่เริ่ม ไม่ทำ จม เจ๊ง จบข่าว!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกข้อเสนอของพี่เอ้ ทำได้จริง ประเทศที่เคยเจอวิกฤตน้ำท่วมยิ่งกว่าเรา ก็ทำมาแล้ว อยู่ที่ว่า เราจะทำหรือไม่ทำ ก็เท่านั้นเอง
#จะทำก็ทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119779</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมกทม., วิกฤติเศรษฐกิจ, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิงใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612de3f32f756.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มิจฉาชีพหลอกลงทุน&#039; วิกฤติซ้อนวิกฤติ! แนะตั้งสติมั่น-เช็กข้อมูลถี่ยิบก่อนลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่า &amp;ldquo;เศรษฐกิจ&amp;rdquo; ช่วงนี้ไม่ได้สดใสมากนัก จากการระบาดของโควิด-19 สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการทั้งไม้อ่อน ไม้แข็งเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด แน่นอนว่ามาตรการที่ใช้มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สภาพคล่องของภาคธุรกิจ ตลอดจนรายได้ของประชาชนที่อาจจะลดลง &amp;nbsp;สวนทางกับค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนมองหาช่องทางการลงทุนต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ นี่เองอาจเป็น &amp;ldquo;ช่องโหว่&amp;rdquo; ที่ทำให้กลุ่มแก๊งมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสชักจูงประชาชนให้นำเงินมาลงทุน แล้วหลอกว่าจะได้ผลตอบแทนกลับไปอย่างงาม จริงๆ ประเด็นนี้เกิดขึ้นมานาน มีหลายเคส หลายกรณีที่เป็นที่จับตามอง หลายหน่วยงานออกโรงเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องให้ระวังแก๊งมิจฉาชีพที่มาหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ที่เรียกว่า &amp;ldquo;ธุรกิจการเงินนอกระบบ&amp;rdquo; ที่มีทั้งแชร์ลูกโซ่, ธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่, การชักชวนให้ร่วมลงทุนเก็งกำไรในธุรกิจต่างๆ และการเล่นแชร์ ซึ่งก็ยังคงเห็นมีประชาชนตกเป็นเหยื่ออย่างไม่ขาดสาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังก็เคยออกมาเตือนประชาชน ที่อาจจะถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะที่พบเจออยู่บ่อยๆ ก็คือ &amp;ldquo;แชร์ออนไลน์&amp;rdquo; ที่มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง เพื่อให้ประชาชนระมัดระวังการถูกชักชวนและถูกหลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สิน นั่นเพราะการชักจูงผู้อื่นให้เข้าร่วมลงทุนในแชร์ออนไลน์ที่มีลักษณะเป็น &amp;ldquo;แชร์ลูกโซ่&amp;rdquo; อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเล่นแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก หรือแอปพลิชันไลน์ ตลอดจนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งแนะนำวิธีการสังเกตลักษณะการลงทุนของ &amp;nbsp;&amp;ldquo;แชร์ลูกโซ่&amp;rdquo; คือจะมีการชักจูงให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุน &amp;nbsp;โดยเสนอผลตอบแทนที่สูงในระยะเวลาอันสั้น โดยผู้ที่ชักชวนประกอบธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้ประกอบธุรกิจใดๆ แต่ใช้วิธีการหมุนเวียนเงิน และเมื่อไม่สามารถหาสมาชิกมาลงทุนเพิ่มได้ก็จะปิดกิจการแล้วหนีไป!
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจการเงินนอกระบบ&amp;rdquo; สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้นำไปใช้ในการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง อีกทั้งการระดมเงินนอกระบบมักจะเกิดขึ้นสวนทางกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำให้มีเงินออมในระบบน้อยลง ทั้งยังเกิดผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจการเงินภายในระบบ &amp;nbsp;ส่งผลให้เงินฝากของสถาบันการเงินไหลออกไปสู่นอกระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนมีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และเกิดความเดือดร้อนไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลรุนแรงต่อความเป็นอยู่ ภาวะทางสังคม สุขภาพจิตของผู้ถูกหลอกลวงอันจะมีผลกระทบไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกลวง เริ่มจากอย่าหลงเชื่อบุคคล หรือบริษัทที่ชักชวนให้นำเงินมาลงทุนในธุรกิจใดๆ ก็ตามที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงมากๆ &amp;nbsp;ในเวลาอันรวดเร็ว และเมื่อมีบุคคลมาชักชวนให้ลงทุน อย่าเพิ่งตัดสินใจในทันที ลองตั้งหลายๆ คำถามที่เกี่ยวกับการลงทุนนั้น ถามคนที่มาชักชวนให้ลงทุนว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน &amp;nbsp;รายได้ที่ได้รับมีความเป็นไปได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบข้อมูลของบุคคล และบริษัทอย่างรอบคอบก่อนว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดจากเอกสารต่างๆ อาทิ แผ่นพับ เอกสารการชักชวนหรือการจ่ายผลตอบแทน การจดทะเบียนบริษัท การจดทะเบียนเป็นบริษัทขายตรง เป็นต้น รวมถึงขอคำแนะนำและตรวจสอบหลักฐานที่ได้รับจากบริษัทกับหน่วยงานของทางราชการที่รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ท้ายที่สุดหากถูกหลอกลวงแล้ว ประชาชนสามารถร้องเรียน แจ้งเบาะแส หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง &amp;nbsp;(สศค.) กระทรวงการคลัง, สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สศค. กระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), สำนักคดีอาญาพิเศษ1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) &amp;nbsp;และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงกรณีคดีฉ้อโกงประชาชนในการชักชวนลงทุนตามที่นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ได้มีการชักชวนลงทุนทำธุรกิจกระเป๋าแบรนด์เนมว่า เพื่อไม่ให้เป็นการหลงกลกลุ่มมิจฉาชีพ ประชาชนต้องสังเกตว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นเป็นธุรกิจลักษณะไหน สำหรับธุรกิจที่ไม่มีสินค้าแล้วมีการดำเนินการให้มีการลงทุนชักชวน โดยอ้างว่าลงทุนในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์, ลงทุนเรื่องการออมต่างๆ ตามที่นายประสิทธ์ได้ทำ แล้วบอกว่าจะได้ผลกำไรจากการลงทุน &amp;nbsp;ถือว่าไม่ใช่การตลาดแบบตรงหรือการขายตรงตาม พ.ร.บ.การตลาดแบบตรงและขายตรง พ.ศ.2545 ถือเป็นการกระทำที่ผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธุรกิจลักษณะการลงทุนแบบนี้จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คือเรื่องการลงทุนการประกอบธุรกิจต้องมีการขออนุญาต จดทะเบียน แต่กรณีของนายประสิทธิ์ เป็นลักษณะที่อ้างว่ามีการลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ได้ระบุว่าอสังหาริมทรัพย์อะไร ซึ่งในรายละเอียดบอกแค่หากมีบัตรเครดิต มีเงินฝากสามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้ แล้วจะได้ผลกำไรจากการลงทุนนั้น กรณีนี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่อย่างแน่นอน เนื่องจาก พ.ร.บ.การตลาดขายตรงกำหนดเรื่องการได้รับผลตอบแทนในลักษณะการสมัครสมาชิกและได้ผลประโยชน์จากการชักชวนคนมาสมัครสมาชิก ถือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีสังเกตเฝ้าระวังกลุ่มมิจฉาชีพ มีดังนี้ 1.ธุรกิจที่แอบอ้างมีตัวตนหรือไม่ เพราะไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ตาม หากเราต้องการที่จะเข้าไปซื้อหุ้นหรือลงทุน จะเห็นตัวตนของธุรกิจนั้นๆ เช่น ลงทุนกับธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน จะเห็นว่ามีกลุ่มพลังงานกี่บริษัท ดังนั้นบริษัทที่แอบอ้างต้องมีตัวตน มีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน การซื้อหุ้นหรือตราสารทั้งหลาย จะมีข้อมูลตรวจสอบของแต่ละหน่วยงาน 2.มีการพูดชักจูงด้วยการเอาผลกำไรและทรัพย์สินมาโชว์ให้ดูว่าทำแล้วรวย และ 3.ธุรกิจที่เกิดขึ้นหรืออ้างว่ามีสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากเป็นธุรกิจแบบตรงจริงๆ สามารถเห็นได้ง่ายๆ &amp;nbsp;เช่น ร้านค้าที่มีชื่อเสียง เช่น แอมเวย์, กิฟฟารีน และมิสทิน ซึ่งได้มีการขออนุญาตจดทะเบียนที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) &amp;nbsp;เป็นนายทะเบียน&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวด้วยว่า การร้องเรียนผ่านสมาคมผู้บริโภคที่ผ่านมานั้นค่อนข้างเยอะในเชิงปัญหา แต่ผู้ที่มาร้องเรียนแบบจริงจังมีเพียง 1-3 ราย ส่วนที่เป็นกลุ่มก้อนที่เจอปัญหาเหล่านั้น มักจะมีการพูดคุยหารือกันในเฟซบุ๊กหรือในเพจของตัวเอง สุดท้ายก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ผ่านมานั้นผู้เสียหายได้รับเงินค่าเสียหายหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องดูเป็นกรณี ซึ่งต้องดูว่าเส้นทางการเงินตรวจสอบแล้วสามารถที่จะอายัดทรัพย์สินหรือเงินได้หรือไม่ ต้องดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจโดยเร็ว เพื่อให้ตำรวจประสานไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กลโกงมีหลากหลายรูปแบบในการลงทุน หากผู้บริโภคจะใช้วิธีการลงทุนเพื่อเป็นการออมหรือเป็นการสร้างอนาคตให้ตัวเอง การศึกษาข้อมูลของการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ และการที่จะลงทุนกับธุรกิจที่ไม่มีตัวตนจะทำให้มีความเสี่ยง และสิ่งสำคัญอย่าหลงเชื่อว่า ผู้ที่มาชักชวนนั้นรวย คนที่รวยอาจจะโกงเราก็ได้ด้วยความรวยของเขา &amp;nbsp;โดยการนำบ้านหลังใหญ่ๆ หรือรถหรูๆ มาโชว์ ธุรกิจแบบนี้เรียกภาษาชาวบ้านคือ &amp;quot;ธุรกิจที่ใช้ความโลภของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการทำธุรกิจ และช่องทางการโกง&amp;quot; นางนฤมลกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กลโกง การหลอกลวงที่พบในขณะนี้คือ แชร์ลูกโซ่และการพนันออนไลน์ จะใช้วิธีให้ลูกค้าได้ก่อน และพอสุดท้ายจะเอาเงินคืนไปเรื่อยๆ &amp;nbsp;เพราะอยากรวย แรกๆ อาจจะได้มาบ้าง เพื่อให้ผู้เล่นตายใจ เล่นแล้วได้จริง จากนั้นผู้เล่นจะมีการบอกต่อว่าเล่นแล้วได้จริง เมื่อหลวมตัวเข้าไปเล่นทำให้หมดตัวได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด หากจะลงทุนอะไรก็แล้วแต่ควรจะศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่โดนหลอก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104289</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ธุรกิจการเงินนอกระบบ, นฤมล เมฆบริสุทธิ์, วิกฤติเศรษฐกิจ, แก๊งมิจฉาชีพ, แชร์ลูกโซ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae4b9a408c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77334</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดินสายปั่น19ก.ย. เพนกวินร่วมวงลพบุรี/โพลชี้มีต่างชาติหนุนม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สวนดุสิตโพลเผย ปชช.ไม่เชื่อกระแสข่าวรัฐประหาร แค่ต้องการปล่อยข่าวสร้างกระแส ส่วนรัฐบาลแห่งชาติไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ซูเปอร์โพลระบุ 85% เชื่อนักการเมือง-ต่างชาติหนุนม็อบ&amp;nbsp; เกือบทั้งประเทศเครียดม็อบซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ รมว.สธ.แนะม็อบ 19 ก.ย. ใส่หน้ากากป้องกันโควิด &amp;quot;ชาญวิทย์&amp;quot; ออก จม.เปิดผนึกจี้อธิการบดี มธ.เปิดพื้นที่อำนวยความปลอดภัยให้ นศ. ด้านแกนนำยันการชุมนุมต้องเป็นพื้นที่ มธ.ท่าพระจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผย ผลสำรวจเรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมือง ณ วันนี้ จากความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 1,517 คน ระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน สรุปว่า ในเรื่องกระแสข่าวการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่เชื่อ 58.08% เพราะต้องการปล่อยข่าว สร้างกระแส ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำถึงขนาดนั้น, เชื่อ 41.92% เพราะทางทหารมีการเคลื่อนไหว ปัญหาบ้านเมืองสะสมจนมากเกินไป ต้องการ ปฏิรูปการเมือง เป็นทางออกที่ไม่ควรมองข้าม ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการทำรัฐประหาร อาจจะเกิดขึ้นได้ 46.67%, ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ 40.61%, ไม่แน่ใจ 12.72% ด้านการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ 41.79%, มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ 33.29%, ไม่แน่ใจ 24.92% สำหรับผลดี-ผลเสียของการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ช่วยลดความขัดแย้ง 73.96% ผลเสียไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง&amp;nbsp; 66.55%, มีความเป็นกลาง&amp;nbsp; 40.35% ผลเสียเกิดความไม่เชื่อมั่น/ไม่ยอมรับ 57.56%, มีความมั่นคง 37.85% ผลเสียไม่เป็นประชาธิปไตย 57.28%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง หยุดแกนนำม็อบ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,575 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 9-12 ก.ย. พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 85.1% เชื่อว่าม็อบต่างๆ มีขบวนการนักการเมืองและต่างชาติหนุนอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่ 14.9%&amp;nbsp; เชื่อว่าไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาพลักษณ์ของเพนกวินแกนนำม็อบที่เคยนั่งทานชีสเค้กกับเจ้าหน้าที่รัฐของต่างชาติ สร้างความเสื่อมเสียต่อตัวเองและประเทศชาติ 85.2% ในขณะที่ 14.8% ระบุไม่เสื่อมเสีย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 63.1% ระบุภาพลักษณ์ของเพนกวิน&amp;nbsp; ไมค์ ระยอง แกนนำม็อบ ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ทำงานให้ใครบางคนฝ่ายการเมืองเบื้องหลัง หรือทำงานให้ต่างชาติผู้หนุนเบื้องหลัง ในขณะที่ 36.9% ระบุทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือ 75.1% เชื่อว่ามีขบวนการต่างชาติจริงที่จ้องทำลายเสาหลักของประเทศไทยให้อ่อนแอ สั่นคลอน ไร้ระเบียบ จลาจล ควบคุมไม่ได้ เพื่ออ้างเข้ามาจัดระเบียบใหม่ หวังกอบโกยผลประโยชน์จากไทย โดยมีนักการเมืองไทยและแกนนำม็อบร่วมมือกับต่างชาติ ในขณะที่ 24.9% ไม่เชื่อว่ามี
ที่น่าสงสารคนไทยเกือบทั้งประเทศเป็นส่วนใหญ่ หรือ 92.2%&amp;nbsp; ระบุความเครียดว่าม็อบต่างๆ จะซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ ในขณะที่เพียง 7.8% ไม่เครียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา วัย 16 ปี นายกฤตัชญ์ กรรณิกา ผู้เคยเรียนวิชารัฐศาสตร์ ระดับมหาวิทยาลัยในเกรด 10 ณ โรงเรียนรัฐบาลของสหรัฐ มองว่าวัฒนธรรมการเมืองของคนไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ หลายประเทศ ถ้าต่างชาติเข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจวัฒนธรรมการเมืองและหัวใจของคนไทยก็จะล้มเหลวในยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศได้ ยิ่งไปกว่านั้น จากผลโพลนี้ชี้ชัดว่า ถ้าแกนนำม็อบและกลุ่มนักการเมืองไทยมีภาพลักษณ์ ตกเป็นหุ่นเชิดของต่างชาติ ผลที่ตามมาคือแกนนำม็อบกลุ่มนั้นก็จะเสียหาย และต่างชาติประเทศนั้นๆ ก็เสียหายเช่นกัน
แนะม็อบ19กย.ใส่หน้ากาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้สัมภาษณ์กรณีจะมีการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาในวันที่ 19 ก.ย. กระทรวงสาธารณสุขเข้าไปดูแลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นพิเศษหรือไม่ว่า ให้ใส่หน้ากากอนามัย อย่าไอจามใส่กันได้ แต่พอให้ส่งเสียงพูดคุยกันได้ แต่อยู่ในหน้ากาก ละอองฝอยจะได้ไม่ออกมาและไม่มีการติดเชื้อได้ ถ้าทุกคนใส่หน้ากาก อนามัยก็ไม่มีการระบาดของโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินสถานการณ์การชุมนุมดังกล่าวจะรุนแรงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้อยู่ในกติกา ในกฎหมาย ชุมนุมด้วยความสงบ และเรียกร้องต่างๆ ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาล&amp;nbsp; ครม. และ ส.ส.รับฟังทุกความเห็น ทุกข้อเรียกร้องอย่างแน่นอน และจะนำมาพิจารณา หารือกัน หากทุกคนทำเพื่อประโยชน์บ้านเมืองคงไม่ปัญหา และมั่นใจว่าทุกคนจะทำเพื่อประโยชน์บ้านเมือง ตนเองก็จะทำเพื่อประโยชน์บ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าการชุมนุมครั้งนี้จะถึงขั้นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกฎหมาย และรัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรผิด บริหารราชการแผ่นดินทุกวัน สถานการณ์แพร่ ระบาดโควิด-19 เราก็ทำอย่างเต็มที่ ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจก็เป็นผลมาจากโควิด-19 แต่เราก็ยังดูแลประชาชนเต็มความสามารถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเข้าสังเกตการณ์การชุมนุมของนิสิตนักศึกษาวันที่ 19 ก.ย.ว่า ในวันที่ 16 ก.ย. จะมีการนัดหมายคณะทำงานของฝ่ายค้านมาหารือว่าใครจะเข้าไปดูจุดไหนได้บ้างจะทำหน้าที่ตามปกติ คือเข้าไปดูและสังเกตการณ์ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งคณะทำงานของเราพร้อมที่จะดูแลและประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ เราเป็นห่วงสถานการณ์ที่ขณะนี้มีข่าวออกมาไม่ค่อยดี จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลด้วยความละเอียดรอบคอบ อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การชุมนุมเป็นเรื่องการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นอยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลม็อบเหมือนลูกหลาน เหมือนคนไทยด้วยกัน อย่ามองว่าเป็นศัตรู ให้มองว่าเป็นความคิดต่างที่รัฐบาลจะต้องลงมาอธิบายมาพูดจาให้เข้าใจกัน ซึ่งจะเป็นแนวทางที่นำไปสู่ความสงบ นอกจากนี้เรื่องสถานที่จัดงาน ทาง ม.ธรรมศาสตร์ควรจะเปิดช่องเปิดโอกาส เนื่องจากเขามุ่งหวังว่า ม.ธรรมศาสตร์ว่าเป็นพื้นที่เสรีภาพในการแสดงออก ดังนั้นจึงอยากให้เปิดโอกาส ไม่เช่นนั้นอาจจะสร้างความไม่พอใจ เหมือนเติมไฟเข้าไปเปล่าๆ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่อนุญาตให้มีการใช้พื้นที่จัดการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.นี้ว่า เหตุผลไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ มธ.ท่าพระจันทร์ในการชุมนุม 19 ก.ย.นั้นฟังไม่ขึ้น ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง ขอเรียกร้องให้อธิการบดีสำนึกสำเหนียกถึงจิตวิญญาณการก่อตั้ง ม.ธรรมศาสตร์และการเมืองให้เป็นมหาวิทยาลัยของไพร่ฟ้าประชาชน ด้วย #คือวิญญาณเสรีชื่อปรีดีพนมยงค์ #ธรรมศาสตร์และการชุมนุม
จี้มธ.เปิดพื้นที่ให้นศ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียนท่านอธิการบดี (จดหมายเปิดผนึก) ผมเชื่อว่า คนแบบรุ้ง แบบอั๋ว แบบเพนกวิน และแบบ นศ.ธรรมศาสตร์ส่วนมาก ทั้งปัจจุบันและอดีต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่น gen Z ส่วนใหญ่ ยึดมั่นในหลักการ&amp;nbsp; ที่ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ มธก. ผู้ทำการปฏิวัติเมื่อปี 2475 ที่มุ่งหมายสร้างระบอบใหม่คือ ราชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ Constitutional Monarchy&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ใช่ล้มเจ้า และยังยึดมั่นในนโยบายของท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตอธิการฯ อดีต นรม. ที่ยืนยันว่าธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว รวมทั้ง อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการฯ ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สันติประชาธรรม ตลอดจนทั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดีคนแรกของ มธ. ผู้ที่ร่วมทำการปฏิวัติปี 2475 ที่เคยกล่าวไว้ว่าการต่อสู้ระหว่างระบอบใหม่กับระบอบเก่าจะดำเนินไปอีกยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อในอุดมการณ์ดังกล่าว และเมื่อพิจารณาจาก ปวศ.ของมนุษยชาติแล้วก็พบว่า เสรีภาพจะบังเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการต่อสู้ ขอให้รุ้ง ขอให้อั๋ว ขอให้เพนกวิน และคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง รุ่นเก่าที่รักในเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ขอให้ได้ร่วมมือกัน และประสบความสำเร็จปลอดภัยในเส้นทางแสวงหาประชาธิปไตย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยที่ธรรมศาสตร์เปิดพื้นที่และอำนวยความปลอดภัยให้ด้วย จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง&amp;quot; ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากทางมหาวิทยาลัยเพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ขนาดออกแถลงการณ์ห้ามยังไม่มีการติดต่อมา ซึ่งหากมีการติดต่อมา ตนก็พร้อมที่จะมีการพูดคุยในเรื่องของรายละเอียดการใช้พื้นที่และการรักษาความปลอดภัย มาตรการอะไรต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการชุมนุมจะต้องเป็นพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีความเห็นต่างการชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ซึ่งมีทั้งผู้ที่สนับสนุนให้จัดการชุมนุมในพื้นที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กับอีกฝั่งคัดค้านการใช้พื้นที่ว่า ต้องเข้าใจว่าข้อกังวลหนึ่งของบรรดาอาจารย์ และไม่อยากให้มีการใช้พื้นที่ ม.ธรรมศาสตร์จัดชุมนุม เพราะกังวลว่าอาจจะมีการอภิปรายถึงข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาเหมือนเมื่อครั้งการชุมนุมใหญ่ที่รังสิตที่ผ่านมา เมื่อเกิดความเห็นต่างเช่นนี้ ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ใช้พื้นที่ก็เตรียมตั้งป้อมเฝ้าประตู ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยืนยันที่จะใช้พื้นที่นี้ในการชุมนุมให้ได้ จะมีการเตรียมตัดโซ่คล้องประตู ตนไม่อยากเห็นภาพเช่นนั้น เพราะจะเกิดการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ปัญหาได้ อยากให้มีการพูดคุยกันของทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปที่ยอมรับกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่ไม่ใช่เกมอำนาจ ยังเชื่อว่านักศึกษาไม่ต้องการอำนาจอะไร ไม่ใช่ความต้องการเผด็จศึก นักศึกษาชุมนุมไม่มีอาวุธ ในเมื่อวันนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน เราก็ต้องเชื่อว่านักศึกษาทำแบบบริสุทธิ์ ขณะที่นักศึกษาเองซึ่งมีวลีว่า ให้มันจบในรุ่นเรา ก็อยากจะให้เข้าใจว่ามันไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ อยากจะให้ทุกฝ่ายใจร่มๆ&amp;quot; นายโคทม กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นักศึกษาและนักเรียนที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มพลเมืองลพบุรีประชาธิปไตย ได้จัดกิจกรรมต่อต้านเผด็จการ และขับไล่รัฐบาล ณ วงเวียนสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ยุบสภา, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และหยุดคุกคามประชาชน โดยนอกจากมีนักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมแล้ว ยังมีแกนนำของกลุ่มต่อต้านเผด็จการเดินทางมาร่วมสมทบและขึ้นเวทีปราศรัย ทั้งนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, น.ส.อั๋ว จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, นายเพชร ธนากร, น้องหมี สินิพัชระ, น.ส.ซัน อาทิตยา และนายนุ๊ก ชูเกียรติ
ขณะเดียวกัน มีกลุ่มประชาชนชาวลพบุรีอีกกลุ่มประมาณ 10 คน เดินทางมาคัดค้านการจัดกิจกรรมบริเวณดังกล่าว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรีระงับเหตุเพื่อป้องกันการปะทะกันของทั้ง 2 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายพริษฐ์ปราศรัยว่า รู้สึกยินดีมากที่ได้มาพบพี่น้องชาวลพบุรี เพราะลพบุรีเป็นเมืองทหาร จะมาย้ำว่าทหารควรอยู่ข้างประชาชน การจัดชุมนุมอย่างสันติวิธี ไม่มีอาวุธ และมาเชิญชวนพี่น้องชาวลพบุรีให้ไปรวมตัวกันในวันที่ 19 กันยายน ที่จะมีงานใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. สำหรับวันดังกล่าว ยังคงยืนยันจัดกิจกรรมเหมือนเดิม โดยไม่มีความรุนแรงแน่นอน เพราะฝ่ายเราไม่มีอาวุธ ถ้าจะมีก็มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเดียวเท่านั้น และเรามีแผนเรื่องความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ขอให้ไว้วางใจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77334</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระแสข่าวรัฐประหาร, ข่าวรัฐประหาร, ซูเปอร์โพล, ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ, วิกฤติเศรษฐกิจ, สร้างกระแส, สวนดุสิตโพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e2e739d6a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ้องถล่ม3ปมวิกฤติ ฝ่ายค้านซักฟอกทั่วไปบี้‘ประยุทธ์’ลาออก/ส.ว.แตก3ฝ่าย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝ่ายค้านจัดเต็มจ้องยำใหญ่-ไล่ถลุง &amp;quot;บิ๊กตู่-รัฐบาล&amp;quot; กลางสภาพุธนี้ 10 ชั่วโมง ขึงพืด 3 ปมวิกฤติเศรษฐกิจ-ปัญหาประเทศ-การเมืองร้อนพอคางเหลือง จบที่เรียกร้องประยุทธ์ลาออกแบบมึนๆ ไม่ปิดประตูนายกฯ นอกบัญชี แต่ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ วิปสภาสูงปิดห้องหารือแก้ รธน.พุธนี้ หลังเสียงยังแตกเป็นสามกลุ่ม ลั่นถึงม็อบพรึ่บธรรมศาสตร์ 19 ก.ย.ก็ไม่มีผลต่อการลงมติ ฝ่ายค้านเร่งเครื่องหนักเตรียมเสนอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันพุธที่ 9 กันยายนนี้ จะมีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะที่ประชุมจะพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมืองโดยไม่มีการลงมติ ที่ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน 99 คนที่แทบทั้งหมดเป็น ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยญัตติดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า &amp;quot;สถานการณ์ของประเทศขณะนี้มีความน่าเป็นห่วงในทุกด้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ด้านการเมือง จากผลกระทบเรื่องโควิดที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกันก็เกิดสถานการณ์ทางการเมืองแทรกซ้อน อันเป็นผลมาจากความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในการเข้าสู่อำนาจ เพื่อสืบทอดอำนาจของเผด็จการ จึงเกิดการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน และมีการใช้กฎหมายข่มขู่คุกคามและจับกุมแกนนำผู้ชุมนุม ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก&amp;quot; ญัตติดังกล่าวระบุตอนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า&amp;nbsp; พรรคเพื่อไทยเตรียม ส.ส.อภิปรายในวันที่ 9 ก.ย.ไว้ 15 คน ยังไม่รวม ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นที่ยังไม่รู้จะมีผู้อภิปรายกี่คน พรรคเพื่อไทยจะอภิปรายให้เห็นถึงความล้มเหลวเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่มีผลเชื่อมโยงไปถึงปัญหาการเมือง เพื่อให้รัฐบาลหาทางแก้ปัญหา เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ของรัฐบาลด้วยการแจกเงินไม่ได้ผล จะมีมาตรการอะไรใหม่ที่เป็นความหวังของประชาชน คาดหวังว่าประชาชนจะได้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าจะมีความหวังหรือหมดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ และจะกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลกระตือรือร้นทุ่มเทการแก้ปัญหาให้มากขึ้นกว่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับเวลาอภิปราย 10 ชั่วโมง และได้จัดสรรให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปราย พรรคเพื่อไทยได้รับเวลาทั้งสิ้น 310 นาที มี ส.ส.อภิปราย 11-12 คน อภิปรายในสาระสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.วิกฤติเศรษฐกิจภาพรวม ซึ่งรัฐบาลล้มเหลวทางด้านแก้ไข รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการทุจริตในภาระงานด้านต่างๆ 2.ปัญหาระดับเจาะลึก เช่น&amp;nbsp; ปัญหาสินค้าเกษตรแต่ละด้าน และ 3.วิกฤติทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยในภาพสรุปของการอภิปราย ฝ่ายค้านจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพื่อปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวไม่สุดโต่งเกินไป เพราะทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกฯ ลาออก เท่ากับว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นไป และต้องเลือกนายกฯ และรัฐมนตรีคณะใหม่ ซึ่งกระทำได้ภายใต้การประชุมรัฐสภา มีการเสนอชื่อบุคคลที่อยู่ในบัญชีบุคคลที่พรรคเสนอให้รัฐสภาเลือกเป็นนายกฯ หรือหากไม่มีบุคคลในบัญชีสามารถขอเสียงจากรัฐสภาเพื่องดเว้นได้ ซึ่งไม่เหมือนกับการเคลื่อนไหวนอกสภา&amp;quot;&amp;nbsp; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่านกล่าวว่า ไม่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะใช้วิธียุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งใหม่ เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มกับการเลือกตั้ง เนื่องจากหากเลือกตั้งภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะได้คนเดิมเข้าสู่สภา ส่วนนายกฯ จะลาออกตามข้อเสนอหรือไม่นั้นอยู่ที่มโนธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะหากนายกฯ&amp;nbsp; ไม่ลาออก เท่ากับว่าประเทศไม่ปลดล็อกการแก้ปัญหา ส่วนบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำการบริหารประเทศ คือคนที่มีความรู้ความสามารถและได้รับการยอมรับในเชิงระบบ รวมถึงมีความเป็นกลาง ทั้งนี้ ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่การให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ
ส.ว.เสียงแตกกลุ่มแทงกั๊กมากสุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 23-24 กันยายนนี้ มีรายงานข่าวจากวุฒิสภาว่า การแก้ไข รธน.มาตรา 256 ตามร่างของพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เสนอให้ตั้งสภาร่าง รธน.นั้น พบว่าล่าสุดท่าทีของ ส.ว. 250 คนยังคงเสียงแตก มีความเห็นไม่ตรงกัน ทำให้ยากต่อการประเมินทิศทางการลงมติในวาระแรกขั้นรับหลักการ ที่จะต้องมีเสียง ส.ว.สนับสนุน 84 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า ท่าทีของ ส.ว.แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่สงวนท่าทีขอรอดูสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ค่อยตัดสินใจ เป็นกลุ่มใหญ่สุด มีอยู่ประมาณกว่า 100 คนที่ยังไม่ตัดสินใจอะไรชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอดีตข้าราชการทหาร ตำรวจ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2.กลุ่มที่พร้อมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.รัฐบาลและ ส.ส.ฝ่ายค้าน มีอยู่ประมาณ 20-30 คน มีจุดยืนชัดเจนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการตั้ง ส.ส.ร.หรือการแก้ไขเป็นรายมาตรา เพื่อลดความขัดแย้งในประเทศ อาทิ นายวันชัย สอนศิริ, นายคำนูณ สิทธิสมาน รวมถึง ส.ว.แถบภาคอีสานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ รับรู้ถึงความต้องการของชาวบ้าน พร้อมสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่ม ส.ว.อิสระ 60 คน ที่ถึงแม้จะแสดงเจตนาพร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ให้ลดอำนาจ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการแก้เฉพาะรายมาตราเท่านั้น ไม่เอาการตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ส.ว.กลุ่มนี้จะสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหรือไม่ ดังนั้นความชัดเจนของ ส.ว.ทั้ง 250 คน คงต้องรอการส่งสัญญาณสุดท้ายมาจากฝั่งรัฐบาลว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและอดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยุครัฐบาล คสช. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ ส.ว.ต่อเรื่องนี้ว่า วิปวุฒิสภาได้นัดหารือเพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยกันเรื่องการแก้ไข รธน.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่า ส.ว.แต่ละคนได้แลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องนี้กันค่อนข้างมาก เพราะการแก้ไข รธน.เป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร ส.ว.ก็กำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ โดยการพิจารณาของ ส.ว.ในเรื่องแก้ รธน.ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเตรียมนัดชุมนุมใหญ่ทางการเมืองใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาและหนึ่งในวิปวุฒิสภา เปิดเผยว่า การประชุมวิปวุฒิสภาวันพุธที่ 9 กันยายนนี้ เป็นการประชุมเพื่อหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยจะเป็นการประชุมหารือกันภายในเพื่อให้ ส.ว.แต่ละคนร่วมกันแสดงความเห็นต่อญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านที่จะเสนอแก้มาตรา 256 เพื่อให้มีการตั้งสภาร่าง รธน. รวมถึงญัตติแก้ไข รธน.มาตราอื่นๆ ที่มีข่าวว่าพรรคฝ่ายค้านบางพรรคจะยื่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อร่วมหารือกันว่าการแก้ไข รธน.ดังกล่าวตามญัตติที่เสนอมาแต่ละร่างที่เสนอมา มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และหาก ส.ว.ร่วมลงมติแล้วจะมีผลอย่างไรตามมา เช่นหากลงมติเห็นด้วยจะเป็นอย่างไร และหากไม่ลงมติจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วการลงมติของ ส.ว.ทั้งหมดเป็นดุลยพินิจของ ส.ว.แต่ละคนเอง วิปวุฒิสภาไม่สามารถไปก้าวล่วงหรือไปบอกให้ ส.ว.ลงมติแบบไหนได้ ถึงตอนนี้ก็ตอบลำบากว่า ส.ว.แต่ละคนคิดเห็นอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของ ส.ว.แต่ละคน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องนี้หลายวงมาก แต่ยืนยันได้ว่าเรื่องการลงมติของ ส.ว.ต่อการแก้ไข รธน. ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมารอสัญญาณจากฝ่ายรัฐบาลใดๆ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องการตัดสินใจของ ส.ว.แต่ละคน
ม็อบไม่มีผลต่อการลงมติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เจตน์กล่าวว่า เรื่องแก้ไข รธน.จุดยืนชัดเจนอยู่แล้ว่าไม่เอาด้วยกับการแก้มาตรา 256 เพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือจะไม่ลงมติสนับสนุนตามร่างที่มาทั้งสองร่าง เพราะมองว่าแนวทางการตั้ง ส.ส.ร.คือการตีเช็คเปล่า เพื่อไปเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่รู้ว่าจะเขียนออกมาอย่างไร และหากไปเขียนแล้วบางเรื่องที่เป็นเรื่องดีๆ ที่เขียนไว้ใน รธน.ปัจจุบันอาจจะหายไป เช่นเรื่องการป้องกันผลประโยชน์ขัดกัน การป้องกันการทุจริต เพราะ รธน.ปี 2560 คือ รธน.ที่คนเรียกกันว่า รธน.ฉบับปราบโกง รวมถึงอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องยุทธศาสตร์ชาติก็อาจหายไป การตั้ง ส.ส.ร.จึงไม่มีหลักประกันอะไรเลย ไม่มีการบอกให้รู้ว่าร่าง รธน.ฉบับใหม่จะออกมาอย่างไร จึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน.มาตรา 256 ดังกล่าว&amp;nbsp; แต่ส่วนตัวไม่ขัดข้องหากจะแก้ไข รธน.มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว.บางอย่าง เช่นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป แต่ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าเพื่อตั้ง ส.ส.ร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการนัดชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันที่ 19 กันยายน ซึ่งหากมีประชาชนมาร่วมจำนวนมากจะเป็นการกดดัน ส.ว.ให้ต้องลงมติเห็นชอบกับการแก้ไข รธน.หรือไม่ รวมถึงอาจมีการชุมนุมหน้ารัฐสภาในช่วงวันที่ 23-24 ก.ย.เพื่อกดดันการลงมติของ ส.ว.ให้เห็นชอบกับการแก้ไข รธน. เรื่องดังกล่าว นพ.เจตน์ที่เป็นอดีต สนช.มาตั้งแต่ปี 2549 และเป็น ส.ว.สรรหาและ สนช.มาจนถึงเป็น ส.ว.ชุดปัจจุบันกล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องปกติเพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ตอนช่วงปี 2552-2553 ก็เป็นเรื่องปกติที่การแก้ไข รธน.ก็จะมีทั้งคนหนุนและคนต้าน โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอนลงประชามติก็มีมากกว่าฝ่ายไม่เห็นด้วยร่วม 6 ล้านเสียง แต่ฝ่ายสนับสนุนเขายังไม่ออกมาแสดงออกใดๆ แต่ฝ่ายเคลื่อนไหวให้แก้ไข รธน.กำลังทำอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเรื่องนี้ ส.ว.เป็นตัวของตัวเองในการตัดสินใจ ยืนยันไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อข้อถามถึงกรณีพรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติขอแก้ไข รธน.รายมาตรา ที่จะมีการยื่นขอแก้ไขมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.ในสัปดาห์นี้ และจะมีการเสนอแก้ไข รธน.เพื่อโละ ส.ว.ชุดปัจจุบันตามมาอีก นพ.เจตน์กล่าวว่า หากจะแก้ไขโดยตัดอำนาจของ ส.ว.เรื่องโหวตนายกฯ ออกไป ส่วนตัวก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่หากจะยื่นแก้ไข รธน.โดยให้มีผลโละ ส.ว.ชุดนี้ออกไปทั้งหมด มองดูแล้วมันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติทางการเมืองที่คนจะมาโหวตเพื่อโละตัวเองออกไป มองดูแล้วก็คิดว่าคงมีอะไรมากกว่านั้นที่จะเสนอมา แต่ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคการเมืองที่จะเสนอมา ซึ่งหากจะมีการเสนอให้โละ ส.ว.ชุดปัจจุบันออกไปทั้งหมด ถ้าญัตตินี้เข้ามาในที่ประชุมร่วมรัฐสภา คนเสนอเขาก็ต้องอภิปรายแสดงเหตุผลว่าทำไมต้องไม่มี ส.ว.ชุดปัจจุบัน หรือทำไมต้องตัดอำนาจ ส.ว.ออกไป หากผู้เสนออภิปรายมีหลักการและเหตุผลได้ว่าแก้แล้วเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาอย่างไร ก็อาจมี ส.ว.ลงมติสนับสนุนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ต.นพ.เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา น้องชายของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเช่นกันว่า เรื่องการแก้ไข รธน.เวลานี้ ส.ว.แต่ละคนกำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องการแก้ไข รธน.ก่อนการตัดสินใจลงมติให้ได้มากที่สุด โดยจะไม่ใช้กระแสหรืออารมณ์มาตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้สำคัญต่อบ้านเมือง และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะใช้แนวทางไหน ส.ว.ส่วนมากกล้าพูดว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ อยู่ระหว่างการสดับตรับฟังข้อมูลจากทุกด้านทุกฝ่าย มีแค่ส่วนน้อยที่ฟันธงไปแล้วว่าจะเลือกแนวทางไหน เพราะการแก้รายมาตราและการเสนอให้ตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้าเอากระแสหรือความกดดันนอกรัฐสภามาพิจารณาลงมติ ก็อาจเป็นแนวทางที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาชิกวุฒิสภาผู้นี้กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ส.ว.มีการพูดคุยกันอยู่ค่อนข้างมาก ก็คุยกันตลอด พบว่า ตอนนี้ส่วนมากยังไม่ได้มีท่าทีเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งโดยทันที ต่างคนก็ต่างหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp; อย่างการให้มี ส.ส.ร.มาร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็มีข้อดีตรงที่ฝ่ายที่เรียกร้องบอกว่าเป็น รธน.ของประชาชน แต่ก็อย่าลืมว่าก่อนที่จะร่างใหม่ทั้งฉบับต้องทำประชามติก่อน เพราะ รธน.ฉบับปัจจุบันผ่านประชามติมาสิบหกล้านเสียง จึงต้องทำประชามติก่อน ส่วนการแก้ไขรายมาตราดูแล้วก็มีประมาณสิบกว่ามาตรา แต่ว่าแต่ละมาตราหากจะแก้ไขก็จะมีความเชื่อมโยงกับอีกหลายมาตรา จึงเป็นความยุ่งยากพอสมควร จึงต้องพิจารณากันหลายด้าน แต่ว่าน้ำหนักว่า ส.ว.จะลงมติไปทางไหน เราก็ต้องคุยกัน แต่ยืนยันได้ว่า ส.ว.เป็นอิสระ ไม่มีการล็อบบี้ ไม่มีใบสั่งให้ลงมติ ไม่มีใครมาสั่งได้ เราดูกันที่เหตุผล ไม่มีเรื่องของม็อบที่จะมีการชุมนุมใหญ่ 19 ก.ย.ใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวเช่นกันว่า สุดท้ายแล้วคงมีการให้ ส.ว.ทุกคนฟรีโหวตในการลงมติ ซึ่งคิดว่า ส.ว.คงไม่ได้ลงมติไปทางเดียวกันทั้งหมด ความเห็นของ ส.ว.แต่ละคนไม่ได้ยึดโยงกับร่างแก้ไข รธน.ของพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ส่งสัญญาณอะไรมาให้ ส.ว.ในการลงมติ เพราะเป็นการก้าวก่ายการทำหน้าที่ของ ส.ว.
ดักคอ ส.ว.กับ รบ.พวกเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็มีความคิดเห็นเรื่องนี้เช่นกัน โดยนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีกลุ่ม ส.ว.อิสระ 60 คนพร้อมสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เรื่องการตัดอำนาจ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราว่า ถึงจะมี ส.ว. 60 คนเป็นแนวร่วมแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แต่คิดว่ายังไม่อยู่ในระดับอุ่นใจได้ เพราะต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 เสียง ขณะนี้เสียง ส.ว.ยังไม่พอ แค่ถือว่าสัญญาณดีขึ้น ต้องติดตามต่อไปว่าเสียงจะพอหรือไม่ ถ้า ส.ว.ไม่เอาด้วยต้องไปคิดว่าเกิดอะไรขึ้น&amp;nbsp; เพราะ ส.ว.และรัฐบาลเป็นพวกเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่า อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยได้เผื่อทางเลือกในการแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราไว้เช่นกัน โดยในวันที่ 8 ก.ย.ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะพิจารณาข้อเสนอการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในนามพรรคเพื่อไทย เบื้องต้นมีอยู่ 3-4 มาตราที่พรรคจะยื่นแก้ไขเป็นรายมาตราเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้แก่ 1.มาตรา 272 เรื่องการริบอำนาจ ส.ว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรี 2.มาตราที่เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม 3.มาตราเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. จะแก้ไขให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 4.มาตราที่เกี่ยวข้องกับผลพวงจากคำสั่งยึดอำนาจของ คสช.ที่ยังหลงเหลืออยู่และเกิดผลกระทบต่อประชาชน นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังพิจารณายื่นญัตติขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญด้วย เพื่อให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญรวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 วาระแรก การพิจารณาวาระ 2 จะใช้เวลา 2 สัปดาห์ เสร็จไม่เกินกลางเดือน ต.ค. จึงต้องยื่นขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อให้ลงมติวาระ 3 ได้ในปลายเดือน ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;ประเทศชาติถึงทางตันแล้ว รัฐบาลต้องตระหนักรู้ ไม่ดันทุรัง และไม่รัฐประหาร นายกรัฐมนตรีต้องเสียสละลาออก ให้สภาเลือกนายกรัฐมนตรีจาก &amp;#39;คนนอก&amp;#39; ตาม ม.272 วรรค 2 ตั้งรัฐบาลมืออาชีพไม่มีโควตาพรรคเพื่อสมานฉันท์ปฏิรูปประเทศ กอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ร่าง รธน.ใหม่สู่ระบอบสังคมธรรมาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใน 2 ปี&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76767</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ, ฝ่ายค้าน, วิกฤติเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f563558a9f7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วุฒิสภารุกรัฐบาล! ‘คำนูณ’แนะเปิดอภิปรายทั่วไป‘วันชัย’ชงหั่นทหารในส.ว.ทิ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วุฒิสภารุกหนัก &amp;quot;คำนูณ&amp;quot; ไม่อ้อมค้อมหวั่นประเทศเข้าสู่สถานการณ์วิปโยค ทับซ้อนบนมหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี เสนอ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;&amp;nbsp; รีบขอเปิดสภาอภิปรายทั่วไป แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นระหว่างรัฐบาล ส.ส.และ ส.ว. ด้าน &amp;quot;วันชัย&amp;quot; ชงแก้รัฐธรรมนูญ ตัดทิ้งอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ห้าม ผบ.เหล่าทัพเป็นสมาชิกวุฒิสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรเร่งเสนอขอเปิดอภิปรายทั่วไปในรัฐสภา โดยมีเนื้อหาว่า วันนี้ขอพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่าผู้คนกำลังกังวลกันถึงแนวโน้มของเหตุการณ์ 14 ตุลารอบ 2 หรือไม่ก็ 6 ตุลารอบ 2 ทำอย่างไรจะยับยั้งได้ เพราะถ้ายับยั้งไม่ได้แล้วเกิดขึ้นทับซ้อนบนมหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะทุกข์ยากแสนสาหัสกันขนาดไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณชี้ว่าา ความขัดแย้งร้อนแรงคุกรุ่นรอบด้านและพัฒนาเร็วมากอย่างนี้ ความเห็นเบื้องต้นทั้งในฐานะสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง และในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่จะขออนุญาตเสนอท่านนายกรัฐมนตรีก็คือ โดยหลักแล้วต้องพยายามประคองสถานการณ์ให้ได้รับการแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุดในเวทีรัฐสภา โดยกลไกของรัฐสภา และกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้กันอย่างไร รายประเด็นหรือตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นปฐม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะรังเกียจวุฒิสภาชุดนี้กันอย่างไร หรือจะรีบร้อนไล่ส่งกันอย่างไร แต่ก็ต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย 84 เสียง ก่อนในการลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งวาระ 1 และวาระ 3 พยายามใช้รัฐสภาเป็นเวทีประนอมอำนาจก่อนดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีริเริ่มได้ โดยใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 เสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไป เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และอาจจะจบลงด้วยการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา จะชุดเดียวหรือมากกว่าก็ได้ ให้เวลาจำกัดไว้ ไปร่วมแสวงหาหนทางในรายละเอียดต่อไป ไม่เว้นแม้แต่หนทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเป็นฉันทมติร่วมกัน และแน่นอนรวมทั้งหนทางอื่นๆ ในการประสานความคิดที่แตกต่างให้สามารถเดินร่วมกันได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณเผยว่า สารัตถะของมาตรา 165 มีดังนี้ &amp;ldquo;มาตรา 165 ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้&amp;rdquo; ทำเสียแต่วันนี้ ยังไม่สาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ให้ความเห็นว่า เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน มีแนวทางตรงกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่ละฝ่ายจะมีเงื่อนไขบางเรื่องบางประเด็นและระยะเวลาเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญคงไม่ใช่เงื่อนไขที่จะเป็นปัญหาอีกต่อไป สถานการณ์ตอนนี้ ทั้งภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทั้งภายในและภายนอก เราหมดเวลาที่จะทะเลาะกัน แบ่งแยกแตกสามัคคี ประเทศเราหายนะมามาก เสียเวลามามาก เลิกทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกันได้แล้ว ถ้าทุกฝ่ายลดละความเห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ของตน เอาประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เดินไปได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.ผู้นี้ระบุว่า เรายังมีเรื่องอื่นอีกเยอะที่ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่เรื่องรัฐธรรมนูญทุกฝ่ายมีเป้าหมายตรงกันว่าจะต้องแก้ ก็รีบเดินหน้าไปเลย เพื่อจะได้ลดความขัดแย้งลงไปเปลาะหนึ่ง อย่างที่ผมว่ามาแล้ว ไม่ต้องแก้ทั้งฉบับหรอก รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.รวมทั้งฝ่ายอื่นๆ มีประเด็นมีปัญหาอะไรต้องการแก้ตรงไหนว่ากันมาเลย เอากันให้ชัดๆ ตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม เมื่อเห็นตรงกันก็เดินไปเลยจะได้เร็ว จะได้เห็นผลทันต่อสถานการณ์ ไม่ใช่ปล่อยไว้ให้เป็นระเบิดเวลา เพราะตอนนี้ดูๆ แล้วสถานการณ์กำลังแรงขึ้น ขืนชักช้าอาจไม่ทันแก้ก็ได้ ดังนั้นอะไรทำได้รีบทำเสียก่อนที่จะสายเกินแก้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคนถามผมมาเยอะว่าที่เป็น ส.ว.มา เห็นประเด็นปัญหาอะไรในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้จะเสนอในส่วนใดก็ขอบอกเลยในฐานะส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับคนอื่นคือเรื่องโหวตนายกฯ ในสถานการณ์ตอนนั้นเราคิดว่าน่าจะใช่ เพื่อเอารัฐสภามาร่วมด้วยช่วยกันในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ ณ วันนี้ และความเป็นจริงเห็นแล้วว่าการที่ ส.ว.จะโหวตให้ใครเป็นนายกฯ เขาก็ต้องมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เราจึงโหวตให้ ถ้ามีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งขืนโหวตให้ ส.ว.ก็คงเสียผู้เสียคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัยเผยว่า การดำรงอยู่ของรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่เสียงของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เกี่ยวกับเสียงของ ส.ว.เลย อย่างที่เห็นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้นี่แหละ ใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องมีเสียงเกินกว่า 250 เสียง ส.ว.ไม่ได้ไปกำหนดอะไรได้เลย เมื่อสถานการณ์และความจริงเป็นเช่นนี้ ทั้งเรามีเป้าหมายตรงกันเพื่อความเป็นประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ในส่วนนี้ ผมเห็นด้วยและไม่ขัดข้องด้วยข้อเท็จจริงและบริบทที่เปลี่ยนไป และลดปัญหาดับไฟแห่งความขัดแย้งของประเทศ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหวงอำนาจหรือผลประโยชน์อื่นใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างที่ว่าเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง แม้แต่เรื่อง ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว.โดยตําแหน่ง 6 คน เท่าที่ใช้รัฐธรรมนูญมาปีเศษ ผมว่าสร้างภาระและสร้างปัญหาให้กับท่านไปเปล่า เพราะคนเหล่านั้นมีตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบมากมายเกินกว่าที่จะมาร่วมประชุมได้ 2-3 วัน หรือหามรุ่งหามค่ำเหมือน ส.ส. ส.ว. ให้ท่านกลับไปทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่ดีกว่าไหมครับ ท่านจะได้ไม่ถูกข้อครหา และอีกเรื่องหนึ่งคือองค์กรอิสระ ทั้งคุณสมบัติและกระบวนการสรรหาก็น่าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพราะบางองค์กรกว่าจะหาได้ก็ยากลำบาก หาคนมาสมัครยาก หรือยังหาไม่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ไปๆ มาๆ ก็จำต้องเลือกเพราะหาตัวเลือกไม่ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัยระบุด้วยว่า คนอื่นอาจจะเห็นประเด็นเห็นปัญหามากกว่านี้ก็ได้ ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ คนร่างไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ร่าง และเมื่อใช้มาแล้วเห็นปัญหาและเป็นประเด็นของความขัดแย้งก็จัดการแก้ไขมันซะ ไม่เห็นจะเสียหายอะไร และไม่มีใครได้หน้าเสียหน้า มีแต่ความสงบเรียบร้อยและความรักความสามัคคีของประชาชนในประเทศ ถือว่าดับไฟแห่งความขัดแย้งไปได้กองหนึ่ง ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันลุกลามเป็นเรื่องราวใหญ่โต ไหม้ประเทศ ไหม้ประชาชนต่อไป
รัฐบาลยินดีแก้รัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตะถ่วงรัฐธรรมนูญ จะทำให้ประชาชนไปร่วมม็อบว่า ไม่ทราบว่า น.อ.อนุดิษฐ์ไปอยู่ไหนมาถึงไม่ทราบว่าพล.อ.ประยุทธ์สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนายกฯ ก็บอกแล้วว่ารอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา&amp;nbsp; หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 60 เสนอมา ไม่ได้มีการเตะถ่วงหรือขัดขวาง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ที่สำคัญการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ดังนั้น น.อ.อนุดิษฐ์จะให้พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้แก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร ทั้งนี้ การแก้รัฐธรรมนูญ หากจะให้สำเร็จต้องจริงใจ อย่าสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์อ้างว่าหากไม่เร่งแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้ประชาชนไปร่วมชุมนุมทั่วประเทศนั้น เป็นการพูดเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศ วันนี้รัฐบาลยินดีที่จะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้แบบไหน อย่างไร ทุกฝ่ายจะต้องหารือกัน อย่าพยายามใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขในการดิสเครดิตรัฐบาล ตนไม่เข้าใจเจตนาของ น.อ.อนุดิษฐ์ ก่อนหน้านี้ก็เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ฟังเสียงนักศึกษาบ้าง แต่พอ พล.อ.ประยุทธ์จะเปิดเวทีรับฟังนักศึกษา น.อ.อนุดิษฐ์ก็กลับบอกว่าเสียเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องฟังเสียงประชาชนทั่วประเทศ ควรแก้ในสิ่งที่เป็นปัญหา สิ่งดีๆ มากมายก็เก็บไว้ จะแก้อย่างไรก็หารือกัน แต่ไม่อยากให้นำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งอีก ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมเทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับคืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดง 14 จังหวัดภาคใต้ และมอบป้ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนคนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ตามคำเชิญของนายอานนท์ แสนน่าน อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันต้องการสลายสีเสื้อและหันมาร่วมงานกับรัฐบาลในการสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ตามแนวหลักเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายสุภรณ์ได้นำสมาชิกผู้ร่วมงานประมาณ 1,000 คน กล่าวปฏิญาณตนในการรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันร่วมมือกันปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเดินตามแนวทาง &amp;quot;รวมไทย สร้างชาติ&amp;quot; ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นกล่าวปราศรัยกับมวลชนที่มาร่วมงานว่า ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้ ที่เป็นตัวแทนของคนที่รักหวงแหนแผ่นดินไทยที่เดินทางมาในวันนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน รัฐบาลได้ทุ่มเททุกสรรพกำลังโดยให้งบประมาณลงสู่พี่น้องคนไทยทุกกลุ่มที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤติโควิด ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลา 5-6เดือนที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯ และรัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ หาแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาให้มากที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ เพื่อให้กระทบความเป็นอยู่การดำรงชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้นายกฯ มีแนวนโยบายรวมไทยสร้างชาติ เพื่อเชิญชวนคนไทยทุกกลุ่มทุกภาคส่วน มาร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้า เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และให้ประชาชนมีอาชีพมีรายได้หมดหนี้หมดสิน การรวมกลุ่มกันของแกนนำ 14 จังหวัดภาคใต้เพื่อสลายสีเสื้อ ไม่มีความขัดแย้งกัน เพื่อความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ถือเป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลจึงสนับสนุนในการส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตามแนวทางพระราชดำริทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรมีอาชีพมีรายได้ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตลอดไป&amp;quot; นายสุภรณ์กล่าว
สมบัติผลัดกันชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการคัดเลือกรัฐมนตรีคนใหม่ของนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนรู้สึกพะอืดพะอมว่านายอนุสรณ์ไม่ควรไปคิดแทนประชาชนว่ารู้สึกอย่างไร ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นผลงานและฝีมือของรัฐมนตรีคนใหม่ อย่าเพิ่งวิจารณ์จะดีกว่า คนที่รู้สึกพะอืดพะอมก็น่าจะเป็นนายอนุสรณ์ หรือพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเลือกใครมาเป็นรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยก็คงไม่ถูกใจทั้งนั้น เนื่องจากเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ต้องค้านในทุกเรื่อง โดยไร้เหตุผลอยู่แล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามาก็ถือว่ามีความเสียสละอย่างมาก ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เพราะถือว่าเป็นงานที่หนักมาก ดังนั้นจึงต้องให้โอกาสรัฐมนตรีได้ทำงานพิสูจน์ฝีมือก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีได้คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีฝีมือ เข้ามาแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งจะมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค และจะต้องมีรัฐมนตรีที่มาจากฝ่ายการเมือง ซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยคงเข้าใจดี เพราะเคยเป็นรัฐบาลมาหลายสมัย และก็มีการปรับ ครม.บ่อยครั้ง ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าในสมัยพรรคเพื่อไทยนั้น ประชาชนรู้สึกพะอืดพะอมด้วยหรือไม่ เพราะเห็นปรับบ่อยๆ ทุก 6เดือน เหมือนกับเล่นเก้าอี้ดนตรี สมบัติผลัดกันชม โดยไม่สนใจหรือแคร์ความรู้สึกของประชาชนเลยสักนิด รัฐบาลในสมัยพรรคเพื่อไทยปรับจนนับครั้งไม่ถ้วนเช่นนั้น ผมถามกลับว่าประชาชนจะไม่ยิ่งพะอืดพะอมหนักหลายเท่ากว่านี้หรือ ช่วยตอบหน่อย นายอนุสรณ์และพรรคเพื่อไทยคงจำได้ดีหวังว่าคงยังไม่ลืมนะครับ&amp;quot; นายสุภรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีว่า ตนขอเคารพการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งได้ประกาศมาชัดเจนแล้ว หลังจากนี้คงเป็นบทพิสูจน์ของ ครม.ที่จะสามารถฟื้นฟูเยียวยาปัญหาเศรษฐกิจที่ขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งจากการลงพื้นที่ผู้ประกอบการได้มีการสอบถาม ถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการในระดับล่าง และธุรกิจ sme ก็ยังเผชิญภาวะวิกฤติในแง่ของยอดรายได้ก็ยังไม่มีนัยว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างไร ในส่วนของตัวรัฐมนตรีก็จะต้องพิสูจน์ตัวเอง การดำเนินงานต้องใช้เวลาอย่างรวดเร็วในการเร่งพลิกฟื้นแก้ปัญหา และการพิสูจน์ตัวเองในสายตาของประชาชน ซึ่งตนคิดว่าความเชื่อมั่น ศรัทธาจากประชาชนให้ออกมาจับจ่ายใช้สอย และกล้าลงทุน รวมถึงการลงทุนต่างชาติ ถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ว่าจะกล้ามาลงทุนในประเทศหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วทันยากล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ทางด้านเศรษฐกิจ ก็จะเห็นว่านายกรัฐมนตรีพยายามคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ แต่อย่างที่บอกว่าก็ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ท่านผู้บริหารต้องทำความเข้าใจกับระบบราชการ และทำอย่างไรให้เกิดการเชื่อมโยงในการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่น รวมถึงการทำงานร่วมกับรัฐสภา เกี่ยวกับการออกกฎหมายและแก้กฎหมายที่ทำให้เกิดปัญหาติดขัดและการรื้อฟื้นเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า รัฐมนตรีหลายคนไม่ได้มาจากพรรคพลังประชารัฐจะมีปัญหาในการทำงานหรือไม่ น.ส.วทันยาตอบว่า ไม่มีปัญหาในการทำงาน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติและก้าวไปข้างหน้า ซึ่งพวกเราทุกคนต้องพยายามช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้ ถ้ารัฐมนตรีท่านใดมีนโยบายหรือโครงการที่ทำเพื่อประชาชน พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ น.ส.วทันยากล่าวว่า คงจะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งวันนี้ก็มีการออกมาเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งประชาชน พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน และล่าสุดนายกรัฐมนตรีก็พูดชัดเจนแล้วว่า พร้อมที่จะสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้คงจะเหลือแค่ขั้นตอนว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร ให้ตั้ง ส.ส.ร.แก้เป็นรายมาตรา หรือแก้มาตรา 256 ก็คงจะต้องนำไปพูดคุยหาข้อสรุปในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งถือว่ายังเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างของหลายฝ่าย และเป็นเรื่องเปราะบาง ที่ผู้ใหญ่ทุกท่านในทุกภาคส่วนจะต้องร่วมหารือกัน เพื่อหาข้อยุติร่วมกันให้ดีที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73843</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, วิกฤติเศรษฐกิจ, วุฒิสภา, สถานการณ์วิปโยค, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวั่นประเทศเข้าสู่สถานการณ์วิปโยค, เปิดสภาอภิปรายทั่วไป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d5cab3180b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้โศกนาฏกรรมระบบยุติธรรมซ้ำเติม&#039;เหลื่อมล้ำ-วิกฤติเศรษฐกิจ&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการศูนย์พัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีขับรถชนตำรวจเสียชีวิตและไม่มีการส่งฟ้องคดีก็ดี กรณีบอส อยู่วิทยา พยานสำคัญเสียชีวิตกระทันหัน หรือ กรณีอื่นที่เกิดขึ้นและไม่เป็นข่าว ก็ดี กรณีโจ โลว์ ผู้ต้องหาคดีกองทุน 1MDB เข้าออกและอาศัยในไทยในช่วงก่อนหน้านี้ก็ดี หรือการตัดสินคดีแบบหลายมาตรฐานของศาลยุติธรรมก็ดี การอุ้มฆ่าอุ้มหายก็ดี การฉีกกฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญด้วยการรัฐประหารก็ดี ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของระบบและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย รวมทั้งปัญหาระบบนิติรัฐนิติธรรมในประเทศนี้ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาและมีการปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างแท้จริง ใช้วิธีการซื้อเวลาด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆเพียงเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์จะยังไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ระบบยุติธรรมไทยถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นธรรม กรณีผู้พิพากษายิงตัวตายประท้วงการมีคำสั่งให้ยัดข้อหาผู้บริสุทธิ์ก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมตกต่ำมากพออยู่แล้ว เมื่อเจอเข้ากับกรณีบอส อยู่วิทยา ทำให้สังคมไทยและประชาคมโลกเห็นอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า ระบบยุติธรรมซื้อได้และถูกแทรกแซงได้โดยผู้มีอำนาจ ผลสะเทือนของสิ่งนี้อาจจะรุนแรงมากกว่าผลกระทบจากโรค Covid-19 และผลเสียหายจะยาวนานกว่าหากไม่รีบแก้ไข ปัญหาโศกนาฏกรรมระบบยุติธรรมไทยซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมไหนก็ตาม ที่คุณสามารถซื้อหาความยุติธรรมได้ เท่ากับว่า ระบบยุติธรรมเป็นสินค้าส่วนบุคคล หรือ อาจเป็นสินค้าร่วม เฉพาะของคนที่มีอำนาจผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ใช่สินค้าสาธารณะอีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนและคนยากจนถูกกีดกันให้ออกไปจากกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ขั้นตำรวจอัยการเช่นนี้แล้ว หากมีผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมที่ทรงคุณธรรมและยึดถือความเป็นธรรม มีความเป็นธรรมมากขนาดไหนก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะคดีไม่ถึงศาลยุติธรรม สังคมไทยต้องรีบแก้ไขเรื่องนี้ร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุดก่อนที่ปัญหาจะลุกลามนำมาสู่ความรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงสู่การเป็นรัฐล้มเหลวในอนาคต สิ่งที่เราต้องการ คือ สังคมที่สงบสันติและเคารพกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงอยู่แล้วโดยเฉพาะปัญหาการว่างงานและการเลิกจ้าง ดูได้จากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมของเดือน มิ.ย. ปีนี้ จำนวน 395,693 คน มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 120.42% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 19.16 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า คนเกือบสี่แสนคนว่างงานในเดือน มิ.ย. รวมเข้ากับการว่างงานนอกระบบและตัวเลขการว่างงานสะสมมาจะทำให้ยอดรวมของคนว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์และตัวเลขยังปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาการว่างงานและการถูกเลิกจ้างจำนวนมากซ้ำเติมปัญหาสังคมอยู่แล้ว อย่าได้ทำให้ความไม่มีนิติรัฐเพิ่มความไม่พอใจของผู้คนที่เดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะดีที่สุด นอกจากนี้ ปัญหาหนี้นอกระบบจะมีปัญหารุนแรงขึ้นเพราะคนว่างงานและขาดรายได้ โดยมีทั้งรูปแบบวิธีการเอารัดเอาเปรียบทางด้านกฎหมาย การทำสัญญาเอาเปรียบทางด้านกระบวนการยุติธรรม การฉ้อโกง และการทวงหนี้ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย การเข้าถึงความเป็นธรรม ด้านสังคมและการศึกษา เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนที่ต้องทำให้ &amp;ldquo;ลูกหนี้นอกระบบ&amp;rdquo; ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ และ ส่งเสริมให้ ลูกหนี้นอกระบบ เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ระบบยุติธรรมที่มีปัญหาจะนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่มากขึ้น เราต้องยอมรับความจริงว่า คนยากจนและคนที่ไม่มีเส้นสายและลูกหลานของพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมและเลือกปฏิบัติอยู่แล้วในระดับหนึ่ง กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อล้ำลงได้บ้าง คนยากจนจำนวนไม่น้อยเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐบางอยู่แล้วแต่มีแนวโน้มดีขึ้นหลังปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา โดยนโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น ความล้มเหลวของกลไกตลาด ในการทำให้เกิดโศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ และปัญหาการฉกฉวยโอกาสโดยไม่ต้องลงแรงอะไร ของระบบสวัสดิการพื้นฐานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขด้วยการเพิ่มบทบาทของรัฐผ่านระบบต่างๆ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม ระบบเรียนฟรี 12 ปี ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงทรัพยากร เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจัดการสินค้าสาธารณะและสาธารณสมบัติเหล่านี้โดยภาครัฐบางช่วงเวลาก็มีประสิทธิภาพ บางช่วงก็ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญส่วนใหญ่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและระบบยุติธรรมอ่อนแอลงอย่างชัดเจน คนจำนวนมากถูกจับติดคุกโดยไม่มีความผิดหรือมีความผิดเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ คนมีอำนาจรัฐมีเงินล้วนหนีคดี แต่ที่ร้ายกว่านั้น คือ กระทำความผิดแจ้งชัดแต่กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่สามารถแม้นกระทั่งนำบุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือสั่งไม่ฟ้องด้วยการสร้างหลักฐานหรือบิดเบือนความจริง รวมทั้ง องค์กรอิสระอย่าง ปปช ไม่ชี้มูล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ระบบยุติธรรม ต้องเป็น สินค้าสาธารณะเช่นเดียวกับ การป้องกันประเทศ และ ความมั่นคงแห่งรัฐ หากทำให้ระบบยุติธรรมเป็นสินค้าส่วนบุคคลที่ซื้อหากันได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของรัฐที่ล้มเหลวและระบบตลาดที่ล้มเหลว ซึ่งต้องอาศัยอำนาจรัฐที่ทรงคุณธรรมและดำรงความยุติธรรมเข้ามาแก้ไขกลไกตลาดและรัฐที่ล้มเหลวนี้ และ ที่มาของอำนาจรัฐนี้ต้องมาจากประชาชน ทางออกและจุดเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูประบบยุติธรรมและปฏิรูปประเทศนั้นต้องดำเนินการโดยการแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดย สสร ที่มาจากประชาชน ตามที่คณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในเบื้องต้น รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และ ระบบการปกครองโดยกฎหมายเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย คือ เป็นประเทศที่มีระบบนิติรัฐนิติธรรม อันเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นแล้ว โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่อาศัยการลงทุนจากต่างชาติจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาก็จะมีแต่ นักลงทุนอีแร้ง ไม่ยึดถือธรรมาภิบาล มาใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย และ ความยุติธรรมที่ซื้อหาได้ นักลงทุนเหล่านี้ก็จะแสวงหาผลกำไรสูงสุดโดยไม่มีจริยธรรมและไม่เป็นไปตามกฎหมาย แล้วหนีจากประเทศไทยไปเมื่อวิกฤติหรือไม่มีอะไรให้ตักตวงแล้ว หากเราทำให้ระบบยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือและบังคับใช้กฎหมายได้ นักลงทุนที่ยึดถือความเป็นธรรม ยีดถือหลักการที่เป็นมาตรฐานสากลจะหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆก็จะมีการเปิดเผยและโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรมระหว่างนักลงทุนและผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ การลงทุนที่มีคุณภาพเหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวมมากกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า กรณีการทุจริตอื้อฉาวระดับโลกกรณีกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขบวนการนี้ผู้กระทำการไม่มีอำนาจรัฐ เป็นขบวนการสมคบคิดกันระหว่างประเทศกับนักลงทุนต่างชาติและสถาบันการเงินบางส่วน เรื่องนี้ต้องเป็น บทเรียนที่ดีของประเทศไทย เพราะประชาชนมาเลเซียผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระไปอีก 20-30 ปีจากหนี้สินของกองทุนแห่งนี้ หากกระบวนการยุติธรรมของมาเลเซียไม่สามารถหาทางออกด้วยการตัดสินอย่างเป็นธรรมแล้วนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แล้ว มาเลเซียน่าจะถอยหลังไปอีก 20-30 ปีเช่นเดียวกับไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำ, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ระบบยุติธรรมไทย, วิกฤติเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จตุพร&#039;ชี้ 3ป.ไม่ขัดแย้งในอำนาจ แนะ แนวร่วมเตรียมรับมือวิกฤติศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.63- ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี &amp;nbsp;มีการจัดรายการลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า การเตรียมการอภิปรายพระราชกำหนดเงินกู้ทั้ง 3 ฉบับ ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ โดยใช้เวลาในการอภิปรายยาวนานถึง 5 วันเต็ม รวมทั้งมาตรการการเยียวยาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากประกาศใช้แบบเพียวๆไม่ได้มีมาตรการออกแบบ เช่น การขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินคราวละ 1 เดือนนั้น ก็จะเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ที่เป็นคู่ขนานคือเรื่องการผ่อนคลายผ่อนปรนหรือคลายล็อกซึ่งเป็นคู่ขนานแบ่งเป็น 4 ระยะนั้นแปลความกันง่ายๆว่า การลาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นจะมีการผ่อนคลายประกบ เดือนเเรก เดือนที่ 2 ซึ่งเวลานี้ก็ขยายเป็นเดือนที่ 3 และมาพร้อมกับมาตรการผ่อนคลายในระยะที่ 3 ประกอบ กับการร่นระยะเวลาเคอร์ฟิวที่ล่าสุดร่นมาเป็น 5 ทุ่มถึงตี 4 &amp;nbsp;และส่วนตัวเชื่อว่าสัปดาห์หน้าจะมีการขยายเคอร์ฟิวออกไปอีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง คือ เที่ยงคืน ถึงตี 4ดังนั้นเดือนมิถุนายนทั้งเดือนก็จะเป็นเรื่องของการผ่อนปรนในระยะที่ 3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร กล่าวว่า ในเดือนกรกฎาคมต้องมีการขยายอย่างน้อย 1 เดือนแน่นอนเพราะต้องมีมาตรการการผ่อนปรนในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่เสี่ยงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสนามมวย หรือสถานที่บันเทิงต่างๆ ก็จะรออยู่ในระยะที่ 4 ทั้งนี้หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อครบมาตรการผ่อนปรน 4 ระยะแล้วทุกอย่างจะจบลงในเดือนกรกฎาคมหรือไม่นั้นต้องรอดูกันและขอให้ใจเย็นๆ เพราะอาจจะมี การผ่อนคลายในแบบ ระยะที่ 4 ทับ 1 ทับ 2 ทับ 3 ก็เป็นไปได้ เพราะอย่างที่ตนได้อธิบายในช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้น รัฐบาลชนะอยู่มุมเดียวคือ การคุมการติดเชื้อโควิด 19 ได้ และวันนี้ก็ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มแม้แต่เพียงรายเดียว ดังนั้นเรื่องชัยชนะโควิด 19 ในทางการเเพทย์ก็สามารถกุมชัยชนะไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องการเยียวยานั้นก็ยังเป็นปัญหา เมื่อหมดการเยียวยากันเมื่อไหร่ วันนั้นก็เป็นวันหายนะกันอีกวันหนึ่ง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทุกคนต่างมองเห็นปลายทางกันแล้ว นักธุรกิจซึ่งเป็นกองเชียร์รัฐบาลถึงขนาดบอกว่า เศรษฐกิจครั้งนี้หนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งถึง 10 เท่าตัว แม้พยายามเสนอประคับประคองว่าอย่าเปลี่ยนรัฐบาล แต่ในสถานการณ์ดังกล่าวนี้ตนอยากบอกว่าทุกคนต่างก็เห็น เพียงแต่ว่า คิดกันทีละตอน ภายใต้สถานการณ์การเมืองโดยเฉพาะซีกพรรคการเมืองที่มีนักการเมืองเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ คือไม่เหมือนปกติ ไม่มีเวลา คิดกันเป็นตอนๆ สมาธิสั้นและมองผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก มีเพียงบางส่วนที่คิดเรื่องส่วนรวมบ้าง ดังนั้นในทางการเมือง แม้จะมีการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินจัดการโควิด 19 ซึ่งก็จะใช้เป็นเหตุผลในการกุมอำนาจของบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อำนาจของพลเอกประยุทธ์ แม้จะไม่เท่าในขณะที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็ตาม แต่เมื่อมีประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้กับรัฏฐาธิปัตย์ ดังนั้นการกุมสภาพดังกล่าวยังสามารถจัดการโดยการใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ตนยังไม่เห็นมีใครออกมาพูดว่า จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อมีวัคซีนป้องกันโควิด 19 ดังนั้นหากมีใครยกตัวอย่างว่า หากต้องยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อมี วัคซีนโควิด 19 นั้นถือว่าจบข่าว เพราะไม่รู้ว่าจะได้จริงเมื่อไหร่ แม้ว่าทางการแพทย์บางคนจะบอกว่าวัคซีนจะแล้วเสร็จใน เมษายนปีหน้านั้นที่ผ่านมามีหลายโรคที่เกิดขึ้นในโลกนี้ที่ดูเหมือนว่าจะผลิตวีคซีนกันได้ แต่สุดท้ายก็หาวัคซีนไม่ได้ และคนก็อยู่ร่วมกับโรคดังกล่าวในโลกนี้ได้ วันนี้ก็เช่นเดียวกันตนก็เชื่อว่าขอให้ทุกคนใจเย็นๆ เพราะเชื่อว่า รัฐบาลจะใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินไป ถึงเดือนกรกฎาคมแน่นอน&amp;quot;
&amp;nbsp;
นายจตุพรกล่าวอีกว่า แรงกระเพื่อมในพรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ก็มีปัญหา พรรคพลังประชารัฐ ซีกของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณคุมโครงสร้างทั้งหมดไว้ และไม่ต้องไปคิดว่า 3 ป. จะมีความขัดแย้งกันเพราะเขาอยู่กันมานานเกินกว่าที่จะขัดแย้งกัน ดังนั้นเวลาอ่านกระดานทางการเมืองนั้นเเม้ว่า การไปยึดโครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐ แม้จะไม่ยึดก็มีสภาพเหมือนการยึดอยู่แล้ว แต่ในทางการเมืองไม่มีนักการเมืองคนใดหรือพรรคการเมืองใดที่จะไปสนองความต้องการของนักการเมืองได้ครบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับคณะรัฐมนตรีซึ่งจะไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างพรรคนั้นก็จะมีปัญหาขึ้นมาใหม่ คนที่อยู่ก็ไม่อยากจะไป คนที่ยังไม่ได้เข้าไปก็อยากจะเข้า เมื่อคนที่อยู่มีอันต้องเป็นไป คนที่เข้าจะมีจำนวนมากกว่า ปัญหาไม่มีวันจบ ซีกของประชาธิปัตย์นั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหาแต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ซีกของที่ไม่เอาด้วยกับซีกรัฐมนตรีก็ทำเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลจนบางเรื่องพูดได้ดีกว่าพรรคฝ่ายค้านเสียอีก เหล่านี้ยังไม่นับปัญหาระหว่างพรรค พลังประชารัฐกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ เป็นงูกินหางกันมา แต่จำเป็นต้องรวมกัน เพราะต้องการจะอยู่ซึ่งอำนาจ ดังนั้นเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าในช่วง 6 ปีนี้ นักการเมืองต่างก็อยู่ในสถานการณ์ที่มีความยากลำบาก ดังนั้นหากใครคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์แล้วมีการยุบสภานั้นคงเป็นเพียงความฝันเพราะเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ตนมองว่าภายใต้สถานการณ์ที่จำกัดแบบนี้ต้องดูการเมืองนอกกระดาน เพราะหมากในกระดานในทางการเมืองของประเทศไทยเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ของจริงอยู่นอกกระดานทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่ผมอยากบอกประชาชนในท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ว่า ให้พี่น้องคิดอ่านเผื่อในชีวิตกันเพราะเราจะไปฝากความคาดหวังกันเอาไว้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ต้องคิดเผื่อไว้ว่าในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปีนี้จะต้องวางแผนชีวิตกันอย่างไร เพราะสถานการณ์ของประเทศไทยไม่ง่ายต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตราบใดที่ยังหาความเชื่อมั่นไม่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66803</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 ป, นายจตุพร พรหมพันธุ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาล, วิกฤติเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca4ca1ec0e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
