<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่น้ำยมส่งสัญญาณแล้งหนัก ชาวบ้านเร่งทำฝายช่วยนาข้าว 4 หมื่นไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำยมส่อเค้าเกิดวิกฤตภัยแล้ง ส่งสัญญาณให้เห็นแล้วต้องเตรียมรับมือ ชาวบ้าน-พระภิกษุสงฆ์ รวมตัวแบกกระสอบทรายขวางกั้นลำน้ำยม หวังทำฝายชะลอน้ำเติมลมหายใจให้นาข้าวได้เกือบ 4 หมื่นไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.62 - นางอรุณี จุลเจริญ นายอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นายณัฐภูมิ อนันตภูมิ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานพิจิตร พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านที่เป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำและชาวนาจากตำบลกำแพงดิน ต.สามง่าม และ ต.รังนก กว่า 100 คน รวมตัวกันที่บริเวณฝายางสามง่ามบ้านจระเข้ผอม หมู่ 1 ต.รังนก อ.สามง่าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริเวณดังกล่าวมีฝายยางของกรมชลประทานที่สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2554 ใช้ประโยชน์เพื่อการกักเก็บน้ำในแม่น้ำยม โดยฝายยางดังกล่าวในสภาวะปกติจะทำหน้าที่พองขึ้นเพื่อขวางลำน้ำยมที่มีความยาวขวางแม่น้ำ ยาวประมาณ 75 เมตร เมื่อพองลมแล้วจะสูงประมาณ 4.50 เมตร สามารถกักเก็บน้ำให้เกษตรกรไว้ได้ใช้เพื่อการเกษตรในช่วงหน้าแล้งครอบคลุมพื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำยมจากตำบลรังนก - ตำบลสามง่าม ไปจนถึงตำบลกำแพงดินประมาณ 18 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยสภาพการใช้งานฝายยางจึงเกิดชำรุดขึ้น สำนักงานชลประทานจังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาท มาเพื่อว่าจ้างผู้รับเหมาในการซ่อมแซมจึงมีความจำเป็นจะต้องยุบฝายยางเพื่อให้น้ำแห้ง แต่ปรากฏว่าชาวนาจาก 3 ตำบลดังกล่าวมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการทำนาปรัง ชาวนาและกลุ่มเกษตรกรจึงได้รวมตัวกันกรอกทรายใส่กระสอบแล้วใช้แรงกายช่วยกันแบกกระสอบทรายจำนวนเกือบ 2,000 ถุงไปทำการขวางลำน้ำยมเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร โดยทรายและกระสอบทรายเป็นงบประมาณของกรมชลประทาน ส่วนชาวบ้านก็เสียสละแรงกายและหุงข้าวมากินกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพลังของชาวบ้านที่ช่วยกันนำกระสอบทรายไปขวางกั้นแม่น้ำยมที่มีฐานคอนกรีตเดิมสูงกว่าท้องน้ำประมาณ 1 เมตรจะถูกวางเรียงซ้อนด้วยกระสอบทรายสูงขึ้นมาอีก 1 เมตร รวมเป็น 2 เมตร ที่จะเป็นฝายชะลอน้ำชั่วคราวที่สามารถทดน้ำทำให้สถานีสูบน้ำ 13 สถานี สูบน้ำไปช่วยชาวนาลุ่มน้ำยมในพื้นที่เกือบ 40,000 ไร่ให้มีน้ำทำการเกษตรได้ ซึ่งถือเป็นการสู้กับวิกฤตภัยแล้งที่ปีนี้มาเร็วและส่อเค้าว่าจะรุนแรงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48098</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิจิตร, วิกฤตแล้ง, อำเภอสามง่าม, แม่น้ำยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5a44295734.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรหันปลูกพืชอายุสั้นเจอวิกฤตแล้งซ้ำ ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักจ่อแห้งตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;เกษตรกรบ้านห้วยจระเข้มาก หมู่ 17 ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 20 ครัวเรือน ที่งดทำนาปรังตามนโยบายภาครัฐให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เพื่อเก็บผลผลิตไว้บริโภคในครัวเรือนและส่งขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่กลับประสบปัญหาวิกฤตแล้งซ้ำเติมอีก เนื่องจากน้ำที่เคยไหลผ่านคลองส่งน้ำของโครงการชลประทานที่เกษตรกรพึ่งพาอาศัยในการเพาะปลูกพืชผัก มีสภาพเหือดแห้ง ทำให้เกษตรกรไม่มีน้ำไปรดหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกไว้ จนเริ่มทยอยเหี่ยวเฉาและคาดว่าหากไม่มีน้ำติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ พืชผักที่ปลูกไว้ก็อาจจะแห้งตายเสียหายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลกระทบดังกล่าวจึงได้ร้องขอให้หน่วยงานภาครัฐ ได้หาแนวทางช่วยเหลือโดยการสูบดึงน้ำจากลำห้วยธรรมชาติที่อยู่ใกล้เคียงมาช่วยเหลือ เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำเพาะปลูกเพราะหากปล่อยให้แห้งตายเกษตรกรก็จะขาดรายได้เลี้ยงครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิริวัฒน์ จะปิ่นครบุรี อายุ 63 ปี เกษตรกรบ้านห้วยจระเข้มาก ต.บ้านบัว อ.เมืองบุรีรัมย์ บอกว่า ปีนี้ถือว่าแล้งที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี โดยเฉพาะคลองส่งน้ำที่เคยมีน้ำไหลผ่านพอให้เกษตรกรได้นำไปเพาะปลูกพืชผัก ปัจจุบันก็มีสภาพเหือดแห้ง ถึงแม้ปีนี้เกษตรกรจะงดทำนาปรังปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชอายุสั้นตามคำแนะนำของภาครัฐแล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้รับผลกระทบไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเกษตรกรก็ได้ไปร้องขอความช่วยเหลือจากทางชลประทานจังหวัด ให้นำเครื่องสูบน้ำไปสูบดึงน้ำจากลำห้วยธรรมชาติที่อยู่ใกล้เคียง มาช่วยเหลือเพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกไว้ ซึ่งทางชลประทานก็รับปาก แต่ยังติดปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะเติมเครื่องสูบน้ำที่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากทางเทศบาล แต่หากทางเทศบาลไม่สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เกษตรกรก็คงต้องลงขันซื้อน้ำมันเอง เพื่อให้พืชผักที่ปลูกไว้มีน้ำหล่อเลี้ยงไม่เสียหาย ทั้งนี้ยังอยากให้มีการสำรวจขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่การเกษตรกรไว้สำรองด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดน้ำทำการเกษตรอย่างเช่นปีนี้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดน้ำทำการเกษตร, ขาดน้ำเพาะปลูก, งดทำนาปรัง, จังหวัดบุรีรัมย์, ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย, วิกฤตแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c80ecee520ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
