<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วิจัยกรุงศรีฯ คาด กนง.ตรึงดอกเบี้ยนโยบายยาวจนถึงสิ้นปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีรายงานว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมเกือบทุกภาคได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง ขณะที่การฟื้นตัวในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอน โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนสิงหาคมลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อน (-2.6% MoM sa) ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอ และมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อนเช่นกัน (-1.6%) โดยลดลงในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างปรับดีขึ้นบ้างหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดในพื้นที่ก่อสร้าง ด้านมูลค่าการส่งออกเติบโตชะลอลงเหลือเลขหลักเดียว เนื่องจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้นทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้า และปัญหา supply disruption ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงเหลือ 15,105 คน จากเดือนก่อน 18,056 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผลของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนแอลง ประกอบกับปัญหา supply disruption ทำให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีนี้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง และมีความเสี่ยงที่จะติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ผ่านจุดสูงสุด การฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดลง รวมถึงมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ คาดว่าจะมีส่วนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การฟื้นตัวยังไม่สม่ำเสมอและมีความไม่แน่นอนอยู่ จากแบบจำลองการระบาดของวิจัยกรุงศรีประเมินภายใต้การฉีดวัคซีนเฉลี่ยวันละ 460,000 โดส และประสิทธิภาพของวัคซีนต่อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอยู่ที่ 50% พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ โดยคาดว่าในช่วงสิ้นปีนี้จะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 2,500 รายต่อวัน และเสียชีวิตราว 40 รายต่อวัน ทั้งนี้ ประเมินภายใต้ข้อสมมติว่าทางการยังใช้มาตรการควบคุมการระบาดตลอดทั้งปี แม้จะมีการผ่อนคลายทีละขั้นตอนแต่ยังคงข้อจำกัดบางประการด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงแก่เศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย พร้อมประเมินเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าจะฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 กันยายน มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการด้านการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดธปท.คงประมาณการ GDP ปี 2564 เติบโตที่ 0.7% และปี 2565 ปรับขึ้นเล็กน้อยเป็นขยายตัว 3.9% จาก 3.7% ในการประชุมเดือนสิงหาคม โดยประเมินว่าพัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่วนในปี 2565 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแบบจำลองของวิจัยกรุงศรีประเมินผลการลงมติล่าสุดของกนง. ชี้ว่าในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน มีความน่าจะเป็นเพียง 23.8% ที่กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบาย และมีความน่าจะเป็นสูงถึง 73.9% ที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีคาดว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ในช่วงที่เหลือของปีนี้และตลอดปีหน้า เนื่องจาก (i) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางท่ามกลางบาดแผลที่เกิดขึ้นจากวิกฤต COVID-19 อาทิ ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานอ่อนแอ (ii) ทางการมุ่งเน้นการใช้มาตรการทางการเงินที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญมากกว่าการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และ (iii) แม้อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2565 แต่สำหรับไทยคาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของธปท.ที่ระดับต่ำเพียง 0.2% ในปี 2564 และ 0.3% ในปี 2565 นอกจากนี้ การประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยหรือ GDP จะยังไม่เพิ่มขึ้นเหนือระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 จนถึงปี 2566 สะท้อนถึงความจำเป็นการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118818</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ดอกเบี้ยนโยบาย, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรี เผยสถานการณ์โควิดยังไม่แน่นอน ยันมาตรการควบคุมการระบาดยังจำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 วิจัยกรุงศรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;รายงานว่า ทางการเลื่อนเปิดกรุงเทพฯ ขณะที่การผ่อนคลายระยะต่อไปยังต้องระมัดระวังและอาจขึ้นอยู่กับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เบื้องต้นเตรียมเปิดเพิ่มอีก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;จังหวัดพื้นที่นำร่องในวันที่ 1&amp;nbsp;ตุลาคม ได้แก่ เชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.ดอยเต่า) ชลบุรี (พัทยา สัตหีบ อ.บางละมุง) เพชรบุรี (ชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ส่วนกรุงเทพฯ อาจต้องเลื่อนออกไปจนกว่าจำนวนประชากรในพื้นที่จะได้รับวัคซีน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;โดส ตามเกณฑ์ที่&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของประชากร ล่าสุด ณ วันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;กันยายน มีอัตราการฉีดที่&amp;nbsp;40.7%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ทางการจะทยอยเปิดพื้นที่นำร่องเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็ตาม แต่ความกังวลและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการติดเชื้อ COVID-19&amp;nbsp;ในไทยจะยังสูงอยู่อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2564 หลังการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุม ซึ่งในกรณีฐานการฉีดวัคซีนจำนวนมากในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะช่วยควบคุมการติดเชื้อได้ระดับหนึ่ง ภายใต้ข้อสมมติว่า ฉีดวัคซีนเฉลี่ยวันละ 460,000 โดส และประสิทธิภาพของวัคซีนต่อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอยู่ที่ 50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีประเมินว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยคาดว่าในช่วงสิ้นปีจะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 2,500 รายต่อวัน และเสียชีวิตราว 40 รายต่อวัน ดังนั้น มาตรการควบคุมการระบาดจึงยังมีความจำเป็น การผ่อนคลายมาตรการควรดำเนินการไปทีละขั้นตอนแต่ยังคงข้อจำกัดบางประการด้วยความระมัดระวังตลอดทั้งปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อาจมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้หรือเป็นช่วงที่จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงต่ำกว่า 150 รายต่อวัน สำหรับกรณีเลวร้าย แม้จะฉีดวัคซีนได้ 90 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอาจยังอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำและผ่อนคลายมาตรการควบคุมเร็วเกินไป ในกรณีนี้อาจเห็นการกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางการเตรียมออกมาตรการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ตั้งเป้า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ไว้ที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท หวังสร้างรายได้เข้าประเทศในช่วงที่ภาคท่องเที่ยวยังฟื้นช้า&amp;nbsp;คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงในลักษณะผู้พำนักระยะยาว (long-term&amp;nbsp;stay)&amp;nbsp;ใน 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1. กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp;2. กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3. กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4. กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ โดยตั้งเป้า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี (ปี&amp;nbsp;2565-2569)&amp;nbsp;ไว้ที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยเพิ่ม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท เพิ่มการลงทุนในประเทศ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แสนล้านบาท สร้างรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;2.7&amp;nbsp;แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะเกือบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา การระบาดของ&amp;nbsp;COVID-19&amp;nbsp;ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปีละเกือบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ล้านคนต่อปี ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มล่าช้า โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่าจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดอาจต้องใช้เวลาหลายปีหรือราวปี&amp;nbsp;2568&amp;nbsp;ปัจจุบันแม้แผนการฉีดวัคซีนจะเร่งขึ้นแต่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีเพียง 0.15 ล้านคน และ 2.5 ล้านคน ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;และปี 2565 ตามลำดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผลจากการระบาดที่รุนแรงกว่าคาดจึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและทำให้แผนการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวหลักบางแห่งเลื่อนช้าออกไป อีกทั้งหลายประเทศสำคัญได้ปรับยกระดับคำเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียอาจล่าช้า เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน และการกลายพันธุ์ของไวรัส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117407</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการคุมโควิด, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรี ประเมิน กนง. ตรึงดอกเบี้ยนโยบายต่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 กันยายน 2564 วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายหลังปรับใช้นโยบายการเงินที่ตรงจุดมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมกลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนที่ -0.02% YoY จากเดือนก่อนอยู่ที่ 0.45% สาเหตุสำคัญจากราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดที่ลดลงค่อนข้างมาก สอดคล้องกับความต้องการที่ชะลอลงในการช่วงการแพร่ระบาดที่รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันภาครัฐยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยการลดค่าน้ำประปา ค่าไฟ และค่าธรรมเนียมการศึกษา ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานแม้ยังขยายตัวแต่มีอัตราที่ชะลอลง ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.07% ชะลอลงจาก 0.14% เดือนกรกฎาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมุมมองด้านดอกเบี้ยนโยบาย แม้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์เดิม และผลการประชุม กนง.ครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่ามีความน่าจะเป็นอยู่ที่ 52.7% ที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 29 กันยายนนี้ แต่วิจัยกรุงศรีคาดว่า กนง.จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ปัจจัยหนุนจาก (i) หลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางสาขากลับมาดำเนินการได้บ้างแล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจากที่เคยแตะระดับกว่า 20,000 รายต่อวัน ประกอบกับการฉีดวัคซีนมีความคืบหน้า (เฉลี่ยวันละกว่า 6 แสนโดสในช่วงวันที่ 1-9 กันยายน) และทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ (ii) ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ธปท.ได้ประกาศมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs และลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ทั้งการรักษาสภาพคล่องและเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้ และการสนับสนุนให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้แบบระยะยาวที่เหมาะสมกับลูกหนี้ ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มเติมดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการเน้นใช้มาตรการทางการเงินที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนได้อย่างตรงจุดมากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ และอาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอ่อนแอ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณบวก สะท้อนจากข้อมูลเดือนสิงหาคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคคาดการณ์ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 46.7 จาก 47.6 เดือนก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ที่ 90.9 จาก 89.3 เดือนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลงมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19 ที่ลากยาวและกระจายเข้าสู่ภาคโรงงาน กระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยในวงกว้าง ล่าสุดแม้เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดลง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางสาขากลับมาดำเนินการ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดอยู่ (สีแดงเข้ม) ต่อไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนกันยายน จึงคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคธุรกิจและการจ้างงานจะยังคงซบเซา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในปีนี้จะเติบโตต่ำที่ 0.5% อย่างไรก็ตาม อานิสงส์จากปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าฟื้นตัว หนุนการส่งออกในปีนี้เติบโตได้ที่ 15% ซึ่งจะช่วยเป็นแรงพยุงการผลิตภาคอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116662</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, วิจัยกรุงศรี, ิีดอกเบี้ยนโยบาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรีเห็นสัญญาณ กนง. หั่นดอกเบี้ยอีกรอบในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีรายงานว่าธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เติบโต 0.7% พร้อมส่งสัญญาณอาจผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม &amp;nbsp;การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 4 สิงหาคม มีมติ 4 ต่อ 2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% โดยกรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า ล่าสุดธปท.ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็นขยายตัว 0.7% และ 3.7% จากเดิมคาด 1.8% และ 3.9% ตามลำดับ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่มากกว่าคาด ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากประมาณการเดิม โดยกรณีฐาน หากควบคุมการระบาดได้และผ่อนคลายมาตรการต้นไตรมาส 4/2564 จะมีนักท่องเที่ยว 1.5 แสนคน ในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปีหน้า แต่หากการระบาดยืดเยื้อและผ่อนคลายได้ในปลายไตรมาส 4/2564 จะเหลือนักท่องเที่ยวปีนี้เพียง 1 แสนคน และปีหน้า 2 &amp;nbsp;ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากมติคงดอกเบี้ยไม่เป็นเอกฉันท์ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ที่การตัดสินใจของกนง.ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับปัจจุบัน ประกอบกับมุมมองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเชิงลบมากขึ้นและยังระบุถึงความเสี่ยงด้านต่ำที่มีอยู่ค่อนข้างมาก วิจัยกรุงศรีประเมินความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนกันยายนจะมีเพิ่มมากขึ้นหากในกรณีที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i)&amp;nbsp; ประสิทธิผลของมาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งประสิทธิภาพและการฉีดวัคซีนต่ำกว่าคาด ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จำเป็นต้องขยายเวลาการดำเนินมาตรการล็อกดาวน์นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) การแพร่ระบาดในประเทศ และมาตรการล็อกดาวน์มีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย และแผ่ลามกระทบไปยังภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) มาตรการทางคลังและความช่วยเหลือทางการเงินที่กำลังทยอยเพิ่มเติมมีความน่าผิดหวังหรือไม่เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของการระบาดของ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมนั้นชะลอลงอย่างต่อเนื่อง คาดอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการรัฐช่วยจำกัดการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 0.45% YoY ชะลอลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จาก &amp;nbsp;1.25% ในเดือนมิถุนายน แม้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (+29.4%) แต่มีปัจจัยลดทอนจากราคาสินค้ากลุ่มอาหารสดที่ลดลงมากสุดในรอบ 3 ปี &amp;nbsp;(-1.58%) อาทิ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไก่สด และผักสด ประกอบกับยังมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในการปรับลดค่าประปาและค่าไฟฟ้าเป็นรอบที่ 3 ของปีนี้ (กรกฎาคม-สิงหาคม) ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.14% จาก 0.52% เดือนมิถุนายน สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.83% และ 0.26% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยอาจสูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดอาจปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้อุปสงค์อ่อนแอลงมาก สะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดเดือนกรกฎาคมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงความต่อเนื่องจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน จึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และยังอยู่ในระดับต่ำซึ่งเอื้อต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่องในยามที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯยังมีสัญญาณบวก ตลาดแรงงานสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผลจากไวรัสกลายพันธุ์อาจจำกัดเฉพาะธุรกิจภาคบริการในพื้นที่แพร่ระบาด ในเดือนกรกฎาคมการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 9.43 แสนตำแหน่งสูงกว่าตลาดคาด ส่วนอัตราการว่างงานแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ที่ 5.4% ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคมปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือนที่ &amp;nbsp;2.93 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นตัวของตลาดแรงงานมีสัญญาณดีขึ้นสะท้อนว่าการขาดแคลนกำลังคนในธุรกิจบางสาขาเริ่มคลี่คลาย กรรมการเฟดบางท่านประเมินว่าเศรษฐกิจอาจสามารถปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่เป้าหมายระยะยาวของเฟดภายในปลายปีหน้า ขณะที่รัฐมนตรีคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและจะปรับตัวลงในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มมากขึ้น ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันพุ่งสูงเกินกว่า 1 แสนรายเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ โดยเฉพาะรัฐฟลอริดา เท็กซัส มิสซูรี และอาร์คันซอ คาดว่าภาครัฐจะไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์แต่จะเพิ่มความเข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดเพียงเฉพาะจุด และอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคบริการในพื้นที่ดังกล่าวชะลอลง ขณะที่เศรษฐกิจโดยภาพรวมยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อังกฤษเปิดเผยแนวทาง QE Tapering แต่ยังไม่เร่งปรับลด QE ส่วนข้อจำกัดด้านอุปทานและไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอาจมีผลต่อการฟื้นตัว &amp;nbsp;ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.1% ขณะที่แสดงความกังวลถึงอัตราเงินเฟ้อซึ่งอาจพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวสู่ระดับ 4.0% ในไตรมาสที่ 4/2564 ถึงไตรมาสที่ 1/2565 นอกจากนี้ ยังระบุถึงแนวทางการปรับลดวงเงินเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) ดังนี้ (i) เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 0.5% BOE จะไม่นำรายได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษที่ครบอายุไถ่ถอนกลับมาลงทุนใหม่ และ (ii) เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1.0% BOE จะเริ่มขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้อุปสงค์เร่งขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว โดยในเดือนมิถุนายนแตะระดับ 2.5% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2561 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคการผลิตบางสาขาในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบที่ยังปรับตัวได้ล่าช้า ประกอบกับการระบาดระลอกใหม่โดยเฉพาะจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้าส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันแตะระดับ 29,312 ราย สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและภาคบริการเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 59.2 ปัจจัยข้างต้นบ่งชี้ว่า BOE ยังจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไป วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.50% และเริ่มปรับลด QE ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่มีแรงกดดันจากทางการต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงการระบาดระลอกใหม่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและบริการเดือนกรกฎาคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนปรับตัวสู่ระดับ 52.4 ลดลงเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีฯนอกภาคการผลิตลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.3 ส่วนดัชนีฯภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 50.4 ต่ำสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มเติบโตช้าลงจากช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการควบคุมการเก็งกำไรเพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพ ล่าสุดทางการจีนส่งสัญญาณควบคุมธุรกิจเกมออนไลน์และวิดีโอสตรีมมิ่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น นอกจากนี้ จีนยังอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากโรค COVID-19 ระลอกใหม่โดยเฉพาะการแพร่กระจายของไวรัสสายพันธุ์เดลต้ารวมถึงอุทกภัยในมณฑลเหอหนาน แต่คาดว่าผลกระทบอาจมีจำกัดจากการเร่งควบคุมการระบาดและการเร่งกลับมาผลิตหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ประกอบกับการออกมาตรการภาครัฐเพื่อเยียวยา ควบคู่กับการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อบรรเทาการชะลอตัวและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112817</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุม กนง., ลดอัตราดอกเบี้ย, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส่งออก&#039;เครื่องยนต์สุดท้ายแบกเศรษฐกิจไทย ปี2564 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;27 ก.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีคาดครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มเติบโตดีแม้อาจชะลอลงบ้าง โดยมูลค่าส่งออกในเดือนมิถุนายนขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี อยู่ที่ 23.7 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 ที่ 43.8%YoY และถ้าหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ มูลค่าส่งออกเดือนนี้ยังขยายตัวได้ 41.6% &amp;nbsp;ด้านการส่งออกสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ยังเติบโตกระจายตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ยานพาหนะและอุปกรณ์ (+79.2%) ผลิตภัณฑ์เคมี (+59.8%) ผลิตภัณฑ์เกษตร (+59.8%) และผลิตภัณฑ์พลาสติก (+39.8%) นอกจากนี้ นโยบายการทำงานจากที่บ้านยังหนุนการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า (+42.3%) และหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (+24.0%) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการยังคงหดตัวอยู่ อาทิ ข้าว จากปัจจัยการแข่งขันทางราคา รวมถึงสินค้าปศุสัตว์และอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศ ด้านตลาดส่งออกพบว่าในเกือบทุกตลาดสำคัญขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นและจีนที่เติบโตดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลค่าการส่งออกในเดือนมิถุนายนถือว่าใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี วิจัยกรุงศรีคาดการเติบโตของการส่งออกอาจไม่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตได้ถึง 15.5% YoY เนื่องจากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อบางภาคของอุตสาหกรรมการผลิตในช่วงต้นไตรมาส 3/2564 ทั้งจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้น และภาวะการขาดแคลนแรงงานในบางสาขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตในอัตราเลขสองหลักในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวดีของเศรษฐกิจโลกนำโดยประเทศแกนหลัก การทยอยเปิดประเทศและการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ที่คั่งค้างจากช่วงก่อน ภาคบริการที่เริ่มกลับมาดำเนินการได้ &amp;nbsp;รวมถึงการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเหล่านี้ ตลอดจนการฉีดวัคซีนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในหลายประเทศ ปัจจัยข้างต้นดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตดีขึ้นเป็น 13.5% บนฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (หรือ +15.0% ฐานข้อมูลธปท.) &amp;nbsp;เทียบกับ 9.0% ที่เคยคาดการณ์ในครั้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.ประเมินการระบาดระลอกล่าสุดกระทบ GDP 0.8-2% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของวิจัยกรุงศรี ธปท.ระบุการระบาดของ COVID-19 จากสายพันธุ์เดลต้าทำให้การติดเชื้อรุนแรงและลากยาวกว่าที่คาด เป็นผลให้ทางการต้องออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด โดยธปท.ประเมินจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2564 หายไป 0.8% ในกรณีสามารถควบคุมการระบาดได้ในช่วงเดือนสิงหาคม แต่หากไม่สามารถคุมได้ทำให้การระบาดยืดเยื้อถึงสิ้นปี &amp;nbsp;GDP จะหายไป 2.0% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวธปท.ชี้ว่ายังไม่สามารถนำไปหักลบกับการคาดการณ์ GDP ที่คาดไว้ที่ 1.8% เมื่อเดือนมิถุนายน เนื่องจากยังไม่ได้รวมผลของปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้านวิจัยกรุงศรีล่าสุดได้ประเมินผลกระทบจากการระบาดรอบนี้จากสายพันธุ์เดลต้า ภายใต้สมมติฐานประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 60% ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะลดต่ำกว่า 1,000 ภายในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนมาตรการควบคุมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม โดยประเมินว่าจะมีผลกระทบราว 70% ของช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ในเดือนเมษายน 2563 ผลเชิงลบโดยรวมที่เกิดจากการหยุดชะงักของอุปทาน การลดลงของอุปสงค์ และกิจกรรมท่องเที่ยวอ่อนแอลง ฉุด GDP ปีนี้ลดลง 2.0% อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัจจัยบวกจากการส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่งในปีนี้จะช่วยหนุน GDP ได้ +0.6% รวมถึงมาตรการเยียวยาของรัฐซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มเติมในปีนี้ราว 1 แสนล้านบาท &amp;nbsp;จะหนุน GDPได้อีก +0.6% ดังนั้น ผลกระทบสุทธิต่อการเติบโตของ GDP ในปีนี้โดยรวมแล้วจึงคาดว่าจะะลดลงจากคาดการณ์เดิม -0.8% วิจัยกรุงศรีจึงปรับลดตาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เหลือเติบโต 1.2% (จากเดิมคาด 2.0%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้านเศรษฐกิจโลกธนาคารกลางยุโรปปรับเป้าหมายเงินเฟ้อหนุนการฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯมีสัญญาณชะงักงันชั่วคราวในภาคบริการ ส่วนญี่ปุนเผชิญแรงกดดันจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวดีขึ้น คาดธนาคารกลางยุโรปคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ระดับ 1.85 ล้านล้านยูโรจนถึงเดือนมีนาคมปี 2565 ในการประชุมครั้งนี้ยังมีมติปรับเป้าหมายเงินเฟ้อจากเดิมที่กำหนดให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่าหรือเข้าใกล้ 2%เป็นอยู่ที่ระดับ 2% ในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจยูโรโซนยังมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นโดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนกรกฎาคมแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 ที่ 60.0 อย่างไรก็ตาม ECB ยังไม่จำเป็นต้องเร่งปรับดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังต่ำโดย ECB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อช่วงปี 2564-2566 จะอยู่ที่ 1.9% 1.5% และ 1.4% ตามลำดับ ส่วนการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อของ ECB จะเปิดโอกาสให้อัตราเงินเฟ้อสามารถดีดตัวชั่วคราวได้สูงกว่า 2% โดย ECB ไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยและสามารถใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อเนื่อง ซึ่งประธาน ECB ยืนยันว่าธนาคารจะไม่ถอนมาตการ QE เร็วเกินไปเพราะอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง ด้านวิจัยกรุงศรีคาดว่าหลังโครงการ PEPP สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2565 ECB จะปรับเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้ Asset Purchase Program (APP) ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงไว้ในระดับต่ำอย่างน้อยจนถึงปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวต่อเนื่องท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานในภาคบริการ ส่วนความไม่แน่นอนจากไวรัสกลายพันธุ์ยังมีจำกัด ในเดือนมิถุนายนตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านแตะระดับ 1.64 ล้านยูนิตสูงสุดในรอบ 3 เดือน สำหรับในเดือนกรกฎาคมดัชนีภาคการผลิตของเฟดแคนซัสซิตี้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำข้อมูลเมื่อปี 2544 ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้นแตะระดับ 63.1 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคมลดลงสู่ระดับ 3.24 ล้านรายต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวต่อเนื่องแม้จะเผชิญปัญหาการชะงักงันด้านอุปทานชั่วคราวในภาคบริการสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเบื้องต้นที่แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 เนื่องจากธุรกิจบางส่วนยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้เพียงพอ โดยดัชนีย่อยด้านการจ้างงานส่งสัญญาณหดตัวมากขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน วิจัยกรุงศรีคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการจะกลับมาเปิดดำเนินการได้มากขึ้นในช่วงปลายปีโดยจำนวนลูกจ้างจะทยอยกลับสู่ตลาดแรงงานหลังมาตรการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน ส่วนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้านั้น ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าวแตะระดับ 3 หมื่นรายต่อวันคิดเป็น 83% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด แต่การระบาดยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เช่น รัฐมิสซูรี อาร์คันซอ เนวาดา และยูทาห์ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 3.9% ของ GDP สำหรับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโดยภาพรวมนั้นมีการฉีดไปแล้ว 340.4 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบถ้วนคิดเป็น 48.9% ของประชากร ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงยังจำกัดในบางพื้นที่ ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบใหม่และการส่งออกที่โตต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า การส่งออกในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 48.6% YoY ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นรวมทั้งมาตรการควบคุมที่เข้มงวดส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกประมาณ 30 ล้านล้านเยน (คิดเป็นประมาณ 5.6% ของ GDP) ประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่าปัจจัยหนุนดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสที่ 4/2564 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111254</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิจัยกรุงศรี, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b8e1ee1f86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039; วิจัยกรุงศรี&#039; หั่นจีดีพีไทยปี 2564 เติบโตเหลือ 1.2% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีคาดการระบาดรอบล่าสุดฉุด GDP &amp;nbsp;ลงจากประมาณการเดิม 0.8% ตามอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า &amp;nbsp; สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ได้เข้าสู่กรณีเลวร้ายที่วิจัยกรุงศรีเคยคาดการณ์ไว้ครั้งก่อน จึงได้ปรับขยับสถานการณ์การระบาดดังกล่าวมาเป็นกรณีฐานในการประมาณการครั้งล่าสุด เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่เร่งขึ้นใกล้แตะระดับ 10,000 รายในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ภายใต้สมมติฐานการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระยะข้างหน้าคาดว่าจะมีสาเหตุจากไวรัสสายพันธุ์เดลตาและเบตาเป็นหลัก ดังนั้น ข้อมูลรูปแบบการติดเชื้อจึงอ้างอิงจากประเทศอินเดีย แอฟริกาใต้ และอังกฤษ กอปรกับมาตรการล็อคดาวน์ในบางพื้นที่ของไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมคาดว่าจะมีผลกระทบราว 70% ของช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ในเดือนเมษายน 2563 แบบจำลองชี้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 รายต่อวันได้ภายในต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่สมมติฐานด้านการฉีดวัคซีนของไทย คาดอัตราการฉีดเฉลี่ยอยู่ที่ 250,000 โดสต่อวันในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้เมื่อถึงสิ้นปีจะมีจำนวนวัคซีนฉีดแล้วราว 55 ล้านโดส ซึ่งอาจช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันได้บ้างโดยเฉพาะหลังจากเดือนกันยายน อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นสำคัญที่จะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน (สมมติฐานประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 60%) ในกรณีฐานดังกล่าวนี้ คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะลดลงมาต่ำกว่า 1,000 ภายในเดือนพฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2564 ลง 0.8% เหลือขยายตัว 1.2% จากผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงและยาวนานกว่าคาด ท่ามกลางมาตรการช่วยเหลือที่ค่อนข้างจำกัด โดยมีผลเชิงบวกอยู่บ้างจากภาคส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศทวีเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา กอปรกับความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน และการฉีดวัคซีนที่ยังมีความล่าช้า ชี้ว่าการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นอาจดำเนินต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม จึงคาดว่าผลกระทบเชิงลบโดยรวมที่เกิดจากการหยุดชะงักของอุปทาน การลดลงของอุปสงค์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวอ่อนแอลง ฉุดการเติบโตของ GDP ของไทยในปีนี้ลดลง 2.0% อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกที่แข็งแกร่งจะช่วยหนุนการเติบโตของ GDP ปีนี้บวกขึ้น 0.6% สำหรับการออกมาตรการเยียวยาจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมวงเงิน 1 แสนล้านบาทในปีนี้ น่าจะสามารถช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ได้อีก 0.6% แต่มาตรการทั้งทางการคลังและการเงินอาจมีผลบวกค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดของผลกระทบจากการระบาดรอบนี้และขนาดของมาตรการที่ดำเนินการในอดีตที่ผ่านมา ผลกระทบสุทธิต่อการเติบโตของ GDP ของไทยรวมแล้วจะลดลงจากคาดการณ์เดิม 0.8% ทำให้ประมาณการอัตราการขยายของเศรษฐกิจในปี 2564 เหลือเติบโตเพียง 1.2% จากเดิมครั้งก่อนคาดไว้ที่ 2.0%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีประเมินการฟื้นตัวในรูปแบบตัว &amp;ldquo;K&amp;rdquo; จะปรากฎชัดขึ้น โดยภาคท่องเที่ยวจะยังฟื้นตัวได้ช้าแม้จะสามารถเริ่มโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ได้ แต่การระบาดที่รุนแรงและยาวนานเกินคาด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 0.21 ล้านคน (เดิมคาด 0.33 ล้านคน) ด้านตลาดแรงงานที่อ่อนแอ หนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูงและรายได้ที่ลดลง รวมถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่มีจำกัด การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้อาจมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงเหลือ 1.1% (เดิม 1.8%) ส่วนในแง่บวก อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการกลับมาเปิดดำเนินการของกิจกรรมเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ช่วยหนุนให้การขยายตัวของภาคส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 15% (ฐานตัวเลขของ ธปท) จากเดิมคาดโต 9.5% แนวโน้มการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังจำเป็นต้องได้รับแรงหนุนจากมาตรการทางการเงินผ่อนคลายต่อไป เงินเฟ้อสหรัฐฯพุ่งโดยคาดว่าเกิดจากปัจจัยชั่วคราว ขณะที่แถลงการณ์เฟดสะท้อนการไม่เร่งรีบถอนการผ่อนคลายทางการเงิน ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 5.4% YoY สูงสุดในรอบ 13 ปีและสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ขณะที่ยอดค้าปลีกเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ส่วนในเดือนกรกฎาคมดัชนีการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 43.0 ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคม ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ที่ 3.6 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯสะท้อนสัญญาณบวกต่อเนื่อง ส่วนการฟื้นตัวในระยะต่อไปยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ล่าสุด ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้พยายามผลักดันแผนการจัดสรรงบประมาณมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข สวัสดิการสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยอาจเลือกใช้แนวทางการจัดทำงบประมาณแบบ Budget reconciliation ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน ขณะที่ประธานเฟดระบุว่าการฟื้นตัวในขณะนี้ยังห่างไกลจากเป้าหมายระยะยาวของเฟด อัตราเงินเฟ้อซึ่งเพิ่มเร็วกว่าคาดเกิดจากปัจจัยชั่วคราวทั้งจากฐานต่ำในปีก่อนและการผลิตบางสาขาที่มีข้อจำกัดในการกลับมาเปิดดำเนินการ ส่วนตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำกว่าการจ้างงานสูงสุด จึงเร็วเกินไปที่จะถอนมาตรการ QE และยืนยันว่าจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย วิจัยกรุงศรีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงในช่วงปลายปีเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาคบริการกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ขณะที่แรงงานบางส่วนจะทยอยกลับสู่ตลาดแรงงานหลังมาตรการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานสิ้นสุดในเดือนกันยายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ และส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยติดลบอย่างน้อยจนถึงปี 2566 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการ QE รวมทั้งมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2564 ลงสู่ 3.8% (จากเดิม 4% เมื่อเดือนเมษายน 2564) พร้อมกับปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2564 เป็น 0.6% (จากเดิม 0.1%) การปรับประมาณการเศรษฐกิจของ BOJ สะท้อนปัจจัยลบจากการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งล่าสุดในพื้นที่กรุงโตเกียวและจังหวัดโอกินาวาจนถึงวันที่22 สิงหาคม 2564 ภายหลังจากญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันในกรุงโตเกียวแตะระดับ 1,308 รายสูงสุดในรอบ 6 เดือน วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการแพร่ระบาดรวมถึงมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นอาจกระทบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 ส่งผลให้การฟื้นตัวล่าช้ากว่ากลุ่มประเทศชั้นนำ นอกจากนี้ BOJ ได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2566 ที่ 1.0% ต่ำกว่าเป้าหมาย บ่งชี้ว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยติดลบต่อไปอย่างน้อยอีกสองปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GDP จีนไตรมาส 2/2564 ชะลอตัวจากต้นปี คาดธนาคารกลางจีนอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป GDP ไตรมาส 2/2564 ขยายตัว 7.9% YoY ชะลอจากไตรมาส 1/2564 ที่เติบโต 18.3% โดยการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม (8.9% YoY) ยอดค้าปลีก (13.9%) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (16.0%) ในไตรมาส 2/2564 ต่างชะลอตัวจากไตรมาสก่อนทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 32.2% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ 5.0% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอลงจากต้นปี ทางการได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดยการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งในเดือนพฤษภาคมแตะระดับ 8.75 แสนล้านหยวนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ส่วนธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) เพื่อหนุนการปล่อยสินเชื่อ คาดว่า PBOC จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำและใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อบรรเทาการชะลอตัวและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110414</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับลดคาดการณ์ GDP, ปรับลดจีดีพี, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 07:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรีคำนวณแบบจำลองผู้ติดเชื้อโควิด พบดีสุดจะเห็นผู้ป่วยต่ำ100 รายหลังกลางเดือน ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีรายงานว่า การส่งออกที่เติบโตดีในเดือนพฤษภาคมช่วยหนุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม แต่การใช้จ่ายในประเทศทรุดลงต่อเนื่องจากการระบาดระลอกที่สามของ COVID-19 โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนพฤษภาคมหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 (-3.1% MoM sa) &amp;nbsp;ตามการลดลงในทุกหมวดการใช้จ่าย ผลกระทบจากการระบาดรอบสามของ COVID-19 มาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทรุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ &amp;nbsp;แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงกำลังซื้อภาคครัวเรือนได้บางส่วน เช่นเดียวกับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงจากเดือนก่อน (-2.3%) ตามอุปสงค์ในประเทศและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ทรุดลง ทำให้การลงทุนลดลงทั้งในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดก่อสร้าง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงเล็กน้อย (6,052 คน) จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกสาม อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกที่เติบโตดีต่อเนื่อง (44.4%YoY) อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ทำให้การส่งออกปรับดีขึ้นและกระจายตัวทั้งในตลาดและหมวดสินค้า และช่วยหนุนให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อนในช่วงที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ทำให้ทางการต้องยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล &amp;nbsp;กับอีก 4 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงจำกัดกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาด อาทิ การก่อสร้าง การนั่งรับประทานในร้านอาหาร &amp;nbsp;เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน &amp;nbsp; ขณะเดียวกันรัฐบาลได้อนุมัติมาตรการวงเงิน 8,500 ล้านบาท เพื่อเยียวยาแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดดังกล่าว เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจึงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยงขาลงและยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด การจัดหาและการกระจายวัคซีน ซึ่งล่าสุดวิจัยกรุงศรีได้ทบทวนประมาณการจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ของไทยอีกครั้งโดยใช้ข้อมูลถึงวันที่ 28 มิถุนายน การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของแบบจำลอง SIR ใช้ข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันผนวกเข้ากับ mobility index ผลการประมาณค่าด้วยสมมติฐานแบ่งออกเป็น 3 กรณี &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1) Best case (เส้นสีเหลือง): การติดเชื้อในอนาคตจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับรูปแบบการติดเชื้อจากจำนวนตัวอย่างทั้งหมดในอดีต (บนสมมติฐานว่าลักษณะการแพร่เชื้อและการควบคุมจะเหมือนกับช่วงตั้งแต่ต้นปี 2563) ผลการศึกษาพบว่าจะเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันต่ำกว่า 100 รายจะเป็นประมาณต้นเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) Base case (เส้นสีส้ม): การติดเชื้อในระยะข้างหน้าจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปแบบการติดเชื้อในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (หรือการแพร่ระบาดจะมีผลจากสายพันธุ์ใหม่และลักษณะการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น) ผลการศึกษาพบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะยังเพิ่มขึ้นได้อีก และ peak ของการติดเชื้อจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยการติดเชื้อจะลดลงตามการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น (คาดอัตราการฉีดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5-2.7 แสนโดสต่อวัน) ควบคู่ไปกับการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ จะเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันต่ำกว่า 100 เมื่อพ้นกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) Prolonged case (เส้นสีแดง): รูปแบบการติดเชื้อในอนาคตคล้ายกับประเทศบราซิลและอิตาลี ซึ่งมีลักษณะเหมือนภูเขาหลายลูกซ้อนกัน จากการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเร็วกว่าผลของภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างจากการฉีดวัคซีน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันกลับมาเพิ่มขึ้น ในกรณีนี้ ผลการศึกษาพบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจะยังคงอยู่ในระดับสูงแม้พ้นสิ้นเดือนตุลาคมไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยูโรโซนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบจากไวรัสกลายพันธุ์อาจมีไม่มาก ในเดือนมิถุนายนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ด้านการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 แสนตำแหน่งสูงกว่าตลาดคาด ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 5.9% สูงกว่าเดือนก่อนเล็กน้อย ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 มิถุนายนปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดเมื่อเดือนมีนาคม 2563
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108887</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาดการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด, ผู้ติดเชื้อโควิด, วิจัยกรุงศรี, แบบจำลอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d5bbaecbfdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
