<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.ราชภัฏสวนสุนันทา จับมือ “กรีนเทค” ลุยวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ พร้อมต่อยอดกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับบริษัท กรีนเทค จำกัด โดยมี รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พร้อมด้วย นางชนิดา บูรณะพุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนเทค จำกัด ร่วมลงนาม ท่ามกลางผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผศ.ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกเห็นประโยชน์จากกัญชา ผนวกกับทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่จะผลักดันกัญชาทางการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชน ซึ่งนับว่าในประเทศไทยมีหน่วยงานเอกชนให้ความสนใจจำนวนมาก แต่ทางมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกคุณสมบัติของหน่วยงานที่มีความพร้อมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รศ.ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม คณบดีวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ ระบุว่า ถือว่าเป็นบทบาทสำคัญของสถานศึกษาที่จะเติมเต็มองค์ความรู้ด้านนี้ต่อสังคม เป็นการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจะศึกษาวิจัยกัญชาอย่างเป็นระบบ ทั้งการคัดเลือกสายพันธุ์ การควบคุมคุณภาพ ภายใต้กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน ดร.ชาติ จินดาพล รองประธานบริหารบริษัท กรีนเทค จำกัด เปิดเผยว่า บ้านเรามีความตื่นตัวเรื่องกัญชาอย่างกว้างขวางจากนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ได้หาเสียงไว้ เมื่อนโยบายเข้าสู่ขั้นตอนปฏิบัติ ตนจึงมีโอกาสไปดูงานต่างประเทศ และเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม และบริษัทกรีนเทค ก็มีทั้งประสบการณ์และความพร้อมเช่นเดียวกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เลยนำเอานโยบายของพรรคภูมิใจไทยมาต่อยอดเพื่อประโยชน์แก่คนไทย เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน โดยเฉพาะผู้ป่วยกว่า 6 ล้านคนที่ต้องการเข้าถึงการรักษาแต่หน่วยทางการแพทย์ยังไม่สามารถผลิตได้ทัน ดังนั้น การร่วมมือครั้งนี้จะสามารถต่อยอดไปสู่วิสาหกิจชุมชน โดยทางกรีนเทคจะสนับสนุนองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือตามโครงการพัฒนากัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ให้ประสบความสำเร็จ ทั้งด้านเกษตรกรรม เภสัชกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์ ผ่านการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งคิดค้นพัฒนาสายพันธุ์ตามกรอบที่กฎหมายอนุญาตให้ดำเนินการได้ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องการขออนุญาตในการเพาะปลูก และนำเข้าผลิตภัณฑ์จากกัญชา โดยมีระยะเวลาความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการวิจัยเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะสามารถพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องของกัญชาในทางที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39526</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนเทค, ต่อยอดกระตุ้นเศรษฐกิจ, ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, วิจัยกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d132d461f248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลแจงเปิดใช้ &#039;กัญชา&#039; ทางการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 61 - พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 15 พ.ค.เห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ที่มีกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษเป็นประเภทที่ 5 แต่เปิดช่องให้นำมาใช้ทางการแพทย์ โดยต้องขออนุญาตก่อนนั้นว่า ทั้งนี้ยังเป็นเพียงที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างหลักการเท่านั้น ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงสาธารณะสุขไปดำเนินการต่อเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ การขอนุญาต การอนุญาต การปลูก วิจัย สกัด ที่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ให้นำไปใช้ เป็นอย่างอื่น โดยต้องมีระบบควบคุมที่รัดกุม และการดำเนินการในเรื่องต่างๆให้เป็นตาม ให้เป็นไปตามประกาศหรือที่กระทรวงกำหนด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9335</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, พล.ท.สรรเสริญ, วิจัยกัญชา, ไก่อู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac6f0608d04a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกรรมการ4ชุด &quot;วิจัยกัญชา&quot;ต้นน้ำ-ปลายน้ำ&quot;เพื่อประโยชน์การแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชุมคณะกรรมการการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ตั้ง 4 ชุด &amp;nbsp;ศึกษาวิจัยว่ารักษาโรคชนิดใดได้ ทั้งมะเร็ง อัลไซเมอร์ ออทิสติก &amp;nbsp;ลมชัก &amp;nbsp;และจะพัฒนาครบวงจรตั้งแต่สายพันธุ์ การปลูก การสกัด ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ &amp;nbsp;พร้อมอนุญาตม.รังสิต วิจัยในสัตว์ แต่ยังไม่ถึงขั้นทดลองในคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 10 พ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดย นพ. โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.)ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ &amp;nbsp;อย่างครบวงจร ตั้งแต่ 1. การพัฒนาสายพันธ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่เคยพัฒนาของกัญชงมาเป็นคณะกรรมการ 2. การสกัด โดยอภ. สวทช กรมวิทยาศาตสตร์การแพทย์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และเภสัชศาตร์มหาวิทยาลัยรังสิต &amp;nbsp;และ 3. การนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย ซึ่งจะร่วมกันระหว่างกรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย นอกจากนี้ก็จะ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองมาช่วยด้วย &amp;nbsp;4. อย.จะทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ &amp;nbsp;รวมทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)มาช่วยวางระบบเพื่อบูรณาการ และ 5. อย. จะเป็นผู้ดูแลเรื่องผลิตภัณฑ์ ว่าจะออกมารูปแบบใดและจะอนุญาตให้ใช้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. โสภณ &amp;nbsp;กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาตั้งแต่การสกัดและการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ได้มอบหมายให้ผอ.อภ.เป็นประธานในคณะ 1 และ2 ในการสกัด &amp;nbsp;อธิบดีกรมการแพทย์เป็นประธานคณะที่ 3 พิจารณาเรื่องการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และเลขาอย.เป็นประธานคณะที่ 4 ในเรื่องการควบคุมแนวทางต่างๆ ร่วมกับ ป.ป.ส ซึ่งการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทยมีโรคอะไรที่ใช้กัญชาในการรักษาได้บ้าง และควรมีสัดส่วนของสารสำคัญ THC และ CBD เท่าไร &amp;nbsp;โดยส่วนใหญ่ในต่างประเทศจะใช้กันในเรื่องของลมชัก พากินสันต์ การเจ็บปวดเรื้อรัง &amp;nbsp;ที่เกิดจากโรคมะเร็งระยะสุดท้าย และอาจจะมีการวิจัยต่อในเรื่องของอัลไซเมอร์ และมะเร็งชนิดต่างๆ รวมไปถึงออทิสติกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ. โสภณ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ส่วนการพิจารณาในแง่กฎหมายนั้นจะมองในประเด็น คือ 1.พ.ร.บ.ยาเสพติด พ.ศ.2522สามารถอนุญาติปลูก การสกัดได้ &amp;nbsp;และทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ ยกเว้นการเสพหรือใช้ในคนไม่ได้ 2. ในอนาคตจะมีการปปรับปรุงกฎหมายยาเสพติด &amp;nbsp;คาดว่าจะเข้า ครม. ในสัปดาห์หน้า และมีการเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ 180 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งหากมีการพิจารณาข้อกฎหมายแล้ว ก็จะสามารถนำไปใช้ในการวิจัยในคนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์นั้นก็ได้มีการพูดคุยกันว่า บางแห่ง บางจังหวัดจะขอไปปลูกเลยได้หรือไม่ โดยขณะนี้ได้มองพื้นที่ไว้ในตึกของ อภ. ที่พระราม6 &amp;nbsp;1,100 ตารางเมตร ปลูกเป็นระบบปิด คาดว่าจะใช้กัญชาแห้ง &amp;nbsp;500 กก.ต่อปี เพื่อสกัดออกมาเป็นน้ำยากัญชา ประเมินว่าผู้ป่วย1 คนต่อกัญชา 1กก. &amp;nbsp;จะดำเนินการหลังกฏหมายอนุมัติ &amp;nbsp; โดยกระบวนการทั้งหาดเบื้องต้นคาดว่าจะใช้ประมาณ 10-20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ในขณะนี้ก็คุยกันในเรื่องสายพันธ์ว่าจะทำอย่างไร โดยทาง ม.รังสิตก็ได้มีการขอของกลาง โดยในช่วงแรกเราก็ต้องมองว่าของกลางทำได้หรือไม่ อาจต้องเดินสำรวจตามรรมชาติได้หรือไม่เพื่อเอาสายพันธุ์ไทย เพราะถือว่าเป็นสายพันธ์ที่ดีที่สุดในโลก หรือเอาสายพันธ์จากต่างๆประเทศ เพื่อมาพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่ทีมวิจัยที่จะไปดำเนินการ โดยจะมีการประชุมภายในกันเร็วๆนี้ ทั้งนี้หากหน่วยงานใดต้องการศึกษาวิจัยก็สามารถร้องขอมาได้ ซึ่งก็อยากทำให้เร็วที่สุดเพราะหาก ฏหมายทำได้ก็อยากนำมาใช้วิจัยในมนุษย์ได้เลย โดย ก็ต้องประมาณการว่าจะใช้ระยะเวลากี่เดือน&amp;rdquo; นพ.โสภณ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอย. &amp;nbsp;กล่าวว่า ในการกำกับดูแลของ อย. นั้นก็ต้องกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทางการขออนุญาตการปลูก การควบคุมการกระจายไม่ให้หลุดลอดไป และหากใช้สกัดก็ต้องนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ร้องของจริงๆ ไม่ใช่ไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด โดยในช่วงแรกยังใช้วิจัยในมนุษย์ไม่ได้ แต่สามารถวิจัยและทดลองในสัตว์ได้ &amp;nbsp;โดยในขณะนี้ได้มีการอนุญาตให้ มหาวิทยาลัยรังสิตนำไปสกัด และวิจัยในสัตว์ รวมผลิตเป็นยาออกมา แต่ยังไม่สามารถทดลองในคนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.วิเชียร กีรตินิจกาล นักปรับปรุงพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ช่วงแรกอาจจะมีการนำเข้ากัญชา 20 สายพันธุ์ จากต่างประเทศ เช่น แคนาดา แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีการนำเข้าเท่าไร เพราะหากซื้อเมล็ดพันธ์เข้ามาจำนวนมากก็จะเป็นการสิ้นเปลือง โดยจะนำเข้ามาเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ต่างๆและปรับปรุงสายพันธ์เพื่อให้เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะการนำเข้ามาบางทีสายพันธ์มีการปรับตัวได้ไม่ดี ต้องมาทำระบบรองรับอีก อาจจะมีการปรับเป็นสายพันธ์ลูกผสมกับของไทยก็ได้ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8934</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายกัญชา, กัญชากับประโยชน์ทางการแพทย์, ตั้งกรรมการ 4ชุดวิจัยกัญชา, วิจัยกัญชา, อภ., อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af4290dc8616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2018 23:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2018 23:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งคกก.ศึกษาประโยชน์กัญชาต่อการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.สธ.ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 530/2561 วันที่ 2 พ.ค. 2561 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยระบุว่า มีข้อมูลการนำกัญชาซึ่งปัจจุบันจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพ.ร.บยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างอย่างหลากหลายในต่างประเทศ ขณะเดียวกันตอนนี้ก็อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าวให้ใช้ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เพื่อการรักษาโรคหรือเพื่อการศึกษาวิจัยได้ ดังนั้นเพื่อรองรับการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยในประเทศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพเป็นไปตามหลักวิชาการและกฎหมาย ป้องกันมิให้มีการรั่วไหลไปใช้ในทางที่ผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ 2534 ที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาฯประกอบด้วย รมว.สาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการโดยมี นายแพทย์โสภณ เมฆธน เป็นประธานฯ และมีคณะกรรมการประกอบด้วย 1. ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 2.ผอ.องค์การเภสัชกรรม 3. ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 4. นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 5.อธิบดีกรมการแพทย์ 6.อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 7. อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8. อธิบดีกรมสุขภาพจิต 9. เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 10. เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 11. ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา 12. คณบดีคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต 13. ผศ.วรัญญู พูลเจริญ 14.ผศ.วิเชียร กีรติณิชกานต์ 15. นางสริตา ปิ่นมณี 16.นายอนันต์ชัย อัศวเมฆิน 17.รองเลขาธิการ ที่เลขาธิการ อย. มอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ 18. ผอ.กองควบคุมวัตถุเสพติด อย. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 19. ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา อภ.เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคณะกรรมการฯมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ 1.เสนอแนะนโยบายและแผนการพัฒนา การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยภายในประเทศต่อกระทรวงสาธารณสุข 2. พัฒนาและวางระบบการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ให้ครบวงจรตั้งแต่การปลูก การปรับปรุงสายพันธุ์ การผลิตสาระสำคัญที่ได้จากกัญชา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการนำไปใช้ประโยชน์รวมถึงการวางระบบการควบคุม 3. พัฒนาและวางระบบการศึกษาวิจัยเพื่อนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ในประเทศพร้อมทั้งเสนอความเห็นและคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง 4. ติดตามดูแลประสานสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเมินผลการปฏิบัติงานตามนโยบายและแผนการพัฒนา 5. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาศึกษาหรือดำเนินการในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ 6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่รมว.สาธารณสุขมอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8578</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กัญชา, วิจัยกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7abfd4eccce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2018 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาจริง!&#039;หมอปิยะสกล&#039; เตรียมตั้งคณะทำงานศึกษา ‘กัญชา’เพื่อการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.61-ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ วันที่ 4 เม.ย. ศ.คลินิก &amp;nbsp;เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ภายในงานประชุมวิชาการสมุนไพรแห่งชาติ ว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับเพื่อพิจารณาว่า สิ่งใดที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย ซึ่งการวิจัยพัฒนาเราควรจะทำเนื่องจากมีศักยภาพเหมือนสมุนไพรทั่วไป &amp;nbsp;แต่มีกฎหมายที่ครอบไว้เนื่องจากเป็นสารเสพติด ซึ่งการปรับกฎหมายนั้นก็เพื่อให้วิจัยพัฒนา และทดลองในคน เพื่อนำไปสู่การสกัดมาใช้ทางการแพทย์ได้ ซึ่งเชื่อว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเรื่องนี้ &amp;nbsp;และได้ปรึกษากันแล้วว่า เราจะตั้งคณะทำงานอย่างเป็นทางการขึ้น โดยดึงภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการ ทั้งคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้ง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา &amp;nbsp; คาดว่าจะขอให้นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.โสภณ กล่าวว่า ทางบอร์ดได้เดินทางไปที่ประเทศแคนาดา เพื่อศึกษาดูงาน ซึ่งโลกตะวันตกมีการพัฒนานำประโยชน์จากสารสกัดของกัญชาไปใช้ทางด้านการแพทย์ &amp;nbsp; และด้านการผ่อนคลาย แต่ประเทศไทยคิด จะใช้เฉพาะด้านการแพทย์เป็นหลัก ประเด็นแรกที่ต้องมองนักวิชาการคงต้องช่วยว่ามีข้อบ่งชี้ที่จะใช้กัญชาทางการแพทย์มากน้อยเพียงใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก &amp;nbsp;คือ การรักษาโรคลมชัก โดยเฉพาะในเด็ก ยาที่มีอยู่บางครั้งไม่สามารถคุมการชักได้ ประเด็นที่ 2 คือโรคทางสมองอื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน เมื่อได้ยาแผนปัจจุบันก็จะเกร็งจะแข็งไปหมด &amp;nbsp;ประเด็นที่ 3 ที่ต้องวิจัยพัฒนา โรคมะเร็ง ว่าจะใช้กัญชามาช่วยอย่างไร และประเด็นที่ 4 &amp;nbsp;ลดความเจ็บปวดแทนการใช้มอร์ฟีน ซึ่งก็จะมีการทำงานผ่านคณะทำงานวิชาการ ซึ่ง ได้มีการติดต่อทางศ.นพ.ธีระวัฒน์ เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ในคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุขก็มีการหารือเรื่องนี้เช่นกันนอกจากนี้ในฐานะอภ.ก็ต้องมีการศึกษา ทั้งการพัฒนาสายพันธุ์ แม้ของไทยจะมีสายพันธุ์ดี ต่อมาเราก็ต้องมีการพัฒนาเรื่องสารสกัด ซึ่งไทยยังใช้เอทานอลในการสกัดสารกัญชา แต่แคนาดาใช้การสกัดที่เรียกว่า คาร์บอนไดออกไซต์ &amp;nbsp;ซึ่งแคนาดามีโรงงานถึง 13 แห่ง มีประสบการณ์ในการผลิตสารสกัด 4 ปี &amp;nbsp; สิ่งสำคัญหากจะทำก็ต้องมีระบบการควบคุม ไม่ให้รั่วไหว ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย.) หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ กล่าวถึงเรื่องการควบคุมกัญชา ว่า &amp;nbsp;กฎหมายยาเสพติดมี 5 ประเภท &amp;nbsp;โดยประเภทที่ 2 สามารถนำมาทำเป็นยาได้ แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ทางวิชาการ ซึ่งปัจจุบัน กัญชา อยู่ในประเภท 5 ที่ห้ามเด็ดขาด จึงไม่อาจนำมาศึกษาวิจัยในคนได้ &amp;nbsp;ซึ่งทางอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตเสนอปลดล็อคก็น่าจะเป็นประเด็นนี้ &amp;nbsp; ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรม และ อย.พยายามปรับปรุงพ.ร.บ.ยาเสพติดอยู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้เป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด ก็จะแก้ในประเด็นนี้ ซึ่งหากจะวิจัย ณ ขณะนี้ทำได้เพียงปลูกและสกัดสารออกมาเพื่อทดลองในสัตว์ แต่ในคนยังไม่ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6509</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, กัญชารักษาโรค, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, วิจัยกัญชา, แก้กฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7abfd4eccce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.รังสิต วอนคสช.&quot;ปลดล็อก&quot;วิจัยสารสกัดกัญชากับมนุษย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต เผยสารสกัดกัญชาเพื่อบำบัดโรคมะเร็ง ที่พัฒนาวิจัยขึ้นมา เป็นแบบสเปรย์พ่นปาก &amp;nbsp;ผ่านการทดลองในสัตว์เรียบร้อย &amp;nbsp;เหลือเพียงการทดลองในคน ที่อย.ยังไม่อนุญาต วอนคสช.ปลดล็อกให้ทำการวิจัยขั้นต่อไปได้ เพื่อไม่ให้ตำรับยาไทยโบราณ &amp;nbsp; ภูมิปัญญาตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้ใช้ประโยชน์และได้รับการต่อยอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 เม.ย.-ที่มหาวิทยาลัยรังสิต &amp;nbsp;มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;ความคืบหน้าการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างซึ่งสกัดจากกัญชา&amp;rdquo; โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิจัยและพัฒนาตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา สำเร็จแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการขอขึ้นทะเบียนต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งเน้นไปที่การบำบัดอาการปวดจากโรคมะเร็ง ซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิดโรคในประเทศไทยค่อนข้างมาก เพื่อลดอาการข้างเคียงเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง ผลิตจากสารสกัดจากกัญชา 2 ชนิด คือ สาร THC โดยงานวิจัยมีฤทธิ์ลดการเจริญเติบโตและลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดี &amp;nbsp;สาร CBD ยังได้รับการยอมรับทางการแพทย์เพื่อนำมาใช้ลดอาการปวด อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการแพ้จากการได้รับยาเคมีบำบัดและ ได้มีการจดทะเบียนและอนุญาตให้ใช้ได้ในหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวต่อว่า สารทั้ง 2 ชนิด ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในหลายประเทศ แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะประคับประคอง ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดเวลาการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น ม.รังสิตถือว่าเป็นที่แรกที่ได้รับอนุญาตให้มีการนำกัญชามาใช้และผลิต ขณะนี้ได้ผ่านการทดลองในหลอดทดลอง และแปรผลปรับอัตราส่วนมาใช้ในสัตว์ทดลองเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุญาตทาง อย.เพื่อขอขึ้นทะเบียน นำมาแปรผลและปรับอัตราส่วนเพื่อมาใช้วิจัยในมนุษย์ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับตอนที่ขอปรับสูตรเพื่อมาใช้ในสัตว์ทดลอง ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งมีข้อจำกัดมาก และสาร THC มีการออกฤทธิ์ให้มึนเมาก็ต้องมีการควบคุมเพื่อปรับสูตรมาใช้ในมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.ภญ.นริศรา กล่าวอีกว่า เหตุผลที่เลือกเป็นสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก เนื่องจากเมื่อเราฉีดพ่นสเปรย์เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุในช่องปาก ตัวยาสามารถดูดซึมได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากยารับประทาน หากเราทานยาลง ตัวยาหรือสารสำคัญจะถูกสารในร่างกายทำลายได้ ดังนั้น ข้อดีที่เด่นชัดของยารูปแบบนี้คือ ตัวยาจะไม่ถูกทำลายที่ตับและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตปีละ 7-8 หมื่นคน มีการปนเปื้อนในอาหารมากขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้พบมะเร็งมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันจะรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งจะทำลายเซลล์ดีไปด้วย ส่งผลข้างเคียงต่อชีวิตผู้ป่วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ากัญชาจะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง &amp;nbsp;ทั้งนี้งานวิจัยในมนุษย์จะใช้เวลา 3-4 เดือน หากสำเร็จแสดงว่าจะเป็นการช่วยชีวิตมนุษย์ได้อย่างดี ซึ่งก็ต้องอาศัยการปลดล็อคจาก อย.ให้สามารถนำมาใช้วิจัยในมนุษย์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ รองอธิการบดีฝ่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวว่าอย่างไรก็การขอขึ้นทะเบียนก็ไม่ได้ขอให้มีการเสพอย่างเสรี แต่ต้องการขอเพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ก็เข้าใจว่าหลายฝ่ายเกรงกลัวว่ากัญชาจะมีการแพร่หลาย และไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ แต่จากการทดลองในสัตว์ทอดลองก็คิดว่าได้ผลเป็นอย่างดี ดังนั้น คสช.ก็ต้องเอื้อให้สามารถมาใช้ประโยชน์ในคนได้โดยการออก ม.44 &amp;nbsp;จะได้ทราบว่าจะได้ผลหรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งหาก คสช.กล้าจะปลดล็อก เพื่อนำไปสู่งานวิจัยในคน ซึ่งจากงานวิจัยคนทั่วโลกบอกแล้วว่ามีโอกาสรักษามะเร็งได้ จะทำให้เป็นประโยชน์และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กัญชาที่มีการสกัดยังมีคุณภาพไม่เพียงพอ ดังนั้นก็ได้มีการขอพื้นที่ในการปลูกกัญชาในระบบปิด เพื่อปลูกกัญชาที่มีคุณภาพด้วย โดยขณะนี้ได้มีการขอให้มีการแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้เปลี่ยนกัญชาจากยาเสพติดประเภทที่5 เป็ นประเภทที่ 2 &amp;nbsp;เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยขณะนี้ได้ผ่านกฤษฎีกา เหลือขั้นตอน สนช.พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาและการพิจารณากฎหมายอีกหลายตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้มีการหารือร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งระดมนักสมุนไพรมาช่วยกันค้นว่า ประเทศไทยเคยใช้กัญชาในทางการแพทย์กี่ตำรับ พบว่า ค้นได้ 12 เล่มรวม 91 ตำรับ แสดงว่าเรามีความรู้ภูมิปัญญาวิธีการใช้กัญชามายาวนาน ตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และมีบันทึกในยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วย มีการนำกัญชามาใช้ต่อเนื่อง จึงทำให้เห็นโอกาสว่าหากมีการปลดล็อกกฎหมายและนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้ และกรมการแพทย์แผนไทยฯ ไม่ต้องมาเสียดายตำรับยาโบราณจำนวนมากที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ที่สำคัญทำให้มีความหวังในการใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มีผลิตที่ได้มาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งถ้าไม่ปลดล็อกโทษจะเกิดกับผู้แอบใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เกิดกับผู้ที่รอความหวังจะเป็นตำรับยารักษาโรคอื่นๆ อีกมากมายก็จะสิ้นหวังลง อย่างตำรับยาเบญจอำมฤตย์ที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ ใช้ทดลองอยู่ที่โรงพยาบาลแพทย์แผนไทยยศเส ที่ไม่ได้ผลเพราะบางตำรับต้องมีกัญชาเข้าไปผสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6381</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษามะเร็ง, กัญชาวิจัยในคน, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ม.รังสิต, วอนคสช.ปลดล็อกวิจัยกัญชาในคน, วิจัยกัญชา, สารสกัดกัญชา, สเปรย์กัญชาใช้พ่นทางปาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac3678ee0f93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
