<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>2378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2018 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2018 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอบศักดิ์ดัน’วิจัยกินได้’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กอบศักดิ์ถกหน่วยงานวิจัยของประเทศ ชงแนวคิดวิจัยกินได้แทนที่งานวิจัยที่แค่อยากทำ สุดท้ายถูกเก็บในลิ้นชักหรือบนหิ้ง เผยประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์แท้จริง เปลืองงบประมาณเปล่าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.61 - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ในฐานะผู้กำกับดูแลคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เผยว่า เมื่อวันที่ 2ก.พ.ได้หารือกับสำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงบประมาณ สภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่าจะมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้งบประมาณและโครงการวิจัยในปีนี้และปีต่อๆ ไปมุ่งตอบโจทย์ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเอาไปใช้ได้จริง มากกว่าที่จะวิจัยในหัวข้อที่อาจารย์อยากทำแล้วก็ถูกนำไปขึ้นหิ้ง โดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมจึงได้หารือกันภายใต้แนวคิด &amp;quot;วิจัยกินได้&amp;quot; โดยหารือถึงแนวทางการกำหนดโจทย์การวิจัยอย่างไรที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง &amp;nbsp;รวมถึงแก้ปัญหาสำคัญของแต่ละพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น การวิจัยเรื่องธนาคารปู, &amp;nbsp;การปลูกทุเรียนนอกฤดูกาล, การเจาะรูต่อท่อแทนการกรีดยางพารา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุต้นยางได้เท่าตัว, การสร้างคุณค่าจากผักตบชวา หรือแม้แต่การแก้ปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือที่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาใบข้าวโพด ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาเหมือนการใช้ใบอ้อยที่เอามาใช้ในโรงงานไฟฟ้า ที่ปัจจุบันใบอ้อยหนึ่งตันสามารถขายได้ 200 บาท หากเราวิจัยให้เอาใบข้าวโพดมาใช้ได้เช่นกันก็จะไม่ต้องมีการเผา สร้างปัญหาหมอกควันเหมือนทุกๆปี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;quot;ผมมองว่าโครงการวิจัยดังกล่าวต้องทำกับชุมชน และเมื่อวิจัยเสร็จแล้วต้องนำองค์ความรู้เรื่องนั้นๆ มาขยายผลต่อไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงในอนาคตจะมีการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศในแต่ละด้าน เช่น จ.จันทบุรีเรื่องทุเรียน จ.เชียงใหม่ เรื่องลำไย &amp;nbsp;จ.สงขลาเรื่องประมง จ.นครราชสีมาเรื่องโคเนื้อนุ่ม เป็นต้น ตรงนี้จะเป็นการตอบโจทย์ในสิ่งที่ประชาชนต้องการและอยากได้ ช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ของประชาชน ที่สำคัญยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนในชุมชนและสังคมทั่วประเทศไทยต่อไป&amp;quot;นายกอบศักดิ์กล่าว.

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2378</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, ธนาคารปู, ยางพารา, วิจัย, วิจัยกินได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180116/image_big_5a5da89402bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
