<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2019 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สกัดฝุ่นละออง“PM 2.5” ระดมสมองวางมาตรการสู้ระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลจะคลี่คลายลงแล้ว แต่คาดการณ์ว่าในอนาคตสถานการณ์เหล่านี้ยังมีโอกาสกลับมาได้อีก ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้เตรียมมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจกลับมาเกิดขึ้นอีก โดยมีทั้งมาตรการในระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งมอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดเวทีเสวนา &amp;ldquo;แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทย&amp;rdquo; เพื่อนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงจัดเวทีกลุ่มย่อยระดมสมองหาแนวทางเพิ่มเติมจากภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การประชุมครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ จากหน่วยงานและภาคีความร่วมมือต่าง ๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนจำนวนมาก โดยทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการเสวนา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะนำไปประมวลเป็นมาตรการในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิจารย์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่ ทส. วางไว้ในเบื้องต้นนั้น ได้มุ่งไปที่การจัดการแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งมี 3 สาเหตุหลัก คือ การจราจร การเผาในที่โล่ง และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการจราจรที่เป็นปัญหาอันดับหนึ่ง 54% และ 86% เกิดจากรถยนต์ดีเซล โดยมาตรการเร่งด่วน อาทิ เร่งนำน้ำมันดีเซลเทียบเท่า EURO 5 มาจำหน่าย, เพิ่มจุดตรวจควันดำ, ชะลอกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นจากการสร้างรถไฟฟ้า, การห้ามเผาในที่โล่ง, ขอความร่วมมือโรงงานหยุดหรือลดกำลังผลิต และปฏิบัติการฝนเทียม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนในระยะกลางและระยะยาว เช่น ประกาศใช้มาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน EURO 5 ในปี 2564, เร่งรัดการบังคับใช้มาตรฐาน EURO 6 ในปี 2566, พัฒนาโครงข่ายบริการขนส่งสาธารณะ, เพิ่มภาษีรถยนต์เก่า ลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า, เร่งรัดแผนเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. เป็นรถมลพิษต่ำ, กำหนดให้ติดตั้ง Diesel Particulate Filter (DPF), ให้เจ้าของ/ผู้ประกอบการที่มีการเผาในที่โล่งในพื้นที่ครอบครองเป็นความผิดอาญา, ควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง, การปรับค่ามาตรฐาน PM 2.5 เฉลี่ยรายปีตามข้อเสนอ WHO และพัฒนาศักยภาพท้องถิ่นในการติดตามการตรวจสอบคุณภาพอากาศและการควบคุมเป็นระบบ Single Command เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในอนาคตประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังฝุ่นขนาดต่าง ๆ มากขึ้น ตั้งแต่ 10 ไมครอนลงมา จนถึง 0.1 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่า 2.5 ที่ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญด้วย รวมถึงเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ซึ่งต่อนนี้เรามีค่อนข้างน้อย จึงต้องให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่ไม่ได้อยู่กับที่ มันสามารถข้ามแดนได้ และเกิดจากแหล่งกำเนิดหลายประเภท มาตรการที่ใช้แก้ไขและบรรเทาสถานการณ์จึงต่างกันไป&amp;rdquo; ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวบนเวทีเสวนา &amp;ldquo;แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทย&amp;rdquo; ว่า มีการเฝ้าระวัง 22 โรงพยาบาลใน กทม. และปริมณฑล ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม พบตัวเลขผู้ป่วยอยู่ที่ 1,000 กว่าราย สิ่งที่เราเห็นคือเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ คนเข้าสู่ระบบคัดกรองมากขึ้น โดยเฉลี่ยอายุอยู่ที่ 0-10 ปี และ 50-60 ปี กลุ่มเสี่ยงคือ เด็ก และผู้สูงอายุ ที่มีโรคหอบหืด ถุงลมอุดกลั้น โรคหัวใจสูง โดย จ. สมุทรปราการ สูงสุด และจากนี้ PM 2.5 จะเป็นสิ่งที่ถูกนำมาวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ของแพทย์อีกอย่างหนึ่งเพื่อติดตามการเกิดโรคระยะยาว เช่น มะเร็ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากตัวเลขการวิเคราะห์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ในช่วงที่เกิดฝุ่น PM 2.5 ในกทม.และปริมณฑล ระยะเวลา 65 วัน สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายด้านสุขภาพ ถ้าสะสมทุกปีความเสียหายจะมากขนาดไหน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันที่ต้องลงทุนหลักหมื่นล้านนั้น ถ้าลงทุนแล้วใช้ได้นานก็คุ้ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ในส่วนการลดมลพิษยานยนต์ มี 4 เรื่องหลัก คือ 1.เทคโนโลยีสะอาด 2.การใช้เชื้อเพลิงสะอาด 3.มาตรการจัดการรถเก่าและการดูแลเครื่องยนต์ที่เหมาะสม 4.มาตรการลดระยะเดินทางจากการใช้รถ และสิ่งที่ต้องรีบทำคือการปรับมาตรฐาน &amp;nbsp;Euro 5 และ Euro 6 ในรถทุกประเภท นอกจากนั้นต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ปัญหานี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานรัฐ เรื่องนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29705</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), วิจารย์ สิมาฉายา, สกัดฝุ่นละออง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6fb2eec905c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>65วันคลุกฝุ่นพิษ เสียหาย2หมื่นล. หวั่นมะเร็งลาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิชาการประเมินฝุ่นพิษคลุ้งกรุง 65 วัน วอด 2 หมื่นล้าน ต่อไปหมอต้องวินิจฉัย &amp;quot;PM2.5&amp;quot; ก่อมะเร็งในระยะยาวหรือไม่ แนะเร่งปรับคุณภาพน้ำมัน ถึงเวลาออกกฎหมายอากาศคุมเข้มมลพิษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานการณ์คุณภาพอากาศ ดังนี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา &amp;nbsp;08.00 น. พบว่าลดลงจากเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เฉลี่ย 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง พื้นที่กรุงเทพฯ ตรวจวัดได้ 10-30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าไม่เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ที่มีการตรวจวัด โดยมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีฟ้าจำนวน 20 เขต และสีเขียวจำนวน 4 เขต ทั้งนี้จากแบบจำลองการคาดการณ์ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ &amp;nbsp;คาดว่าในวันที่ 19 ก.พ.ปริมาณ PM2.5 มีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีการจัดเสวนา &amp;quot;แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทย&amp;quot; โดยนายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันนี้ กทม.ฝุ่นหายฟ้าใส แสดงสัญลักษณ์เป็นสีฟ้าทุกพื้นที่ แตกต่างจากช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ทั้งที่จำนวนรถมากและติดขัดเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายอากาศออกมาบังคับโดยเฉพาะ ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ต้องมีกฎหมายนี้เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดใน กทม.เกิดขึ้นในระยะสั้นคือเริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค. ใจกลางเมืองจะมีปัญหาเยอะเพราะตึกสูงบดบัง แต่ กทม.ไม่ได้เป็นพื้นที่ค่าฝุ่นสูงที่สุด บริเวณที่สูงคือ บริเวณ จ.สมุทรปราการ และ ถ.พระรามที่ 2 จ.สมุทรสาคร ส่วนหนึ่งของปัญหาบริเวณดังกล่าวมาจาก กทม. เพราะลมพัดมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ แทนที่ค่าฝุ่นจะสูงใน กทม.ก็พัดพาไปบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ กทม.จะเกิดปัญหานี้ทุกช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. หลังเดือน ก.พ.จะลดลงและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน วนอย่างนี้เป็นข้อมูล 9 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ถามว่าแย่กว่าเดิมหรือไม่ ก็ไม่ได้แย่กว่าเดิม มันมาเร็วและไปเร็วกว่าเดิม ตอนนี้อากาศเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากตัวเลขการวิเคราะห์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เกิดฝุ่น PM2.5 ใน กทม.และปริมณฑลนั้น ระยะเวลา 65 วัน สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายด้านสุขภาพ ถ้าสะสมทุกปีความเสียหายจะมากขนาดไหน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันที่ต้องลงทุนหลักหมื่นล้านนั้น ถ้าลงทุนแล้วใช้ได้นานก็คุ้ม เป็นเรื่องที่โรงกลั่นจะต้องพิจารณา ราคาน้ำมันอาจจะแพงขึ้นไม่ถึง 50 สตางค์ ซึ่งทุกวันนี้ราคาน้ำมันก็เคยขึ้นลงคราวละ 80 &amp;nbsp;สตางค์มาแล้ว&amp;quot; นายสุพัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคือ เราไม่สามารถทราบภาพรวมการเกิดปัญหาทั้งใน กทม.และทั่วประเทศว่าเป็นเท่าไร และแยกไม่ได้ว่าสาเหตุการป่วยของประชาชนเกิดจาก PM2.5, ไข้หวัดใหญ่ระบาด หรือสาเหตุอื่น ทั้งนี้เรามีการเฝ้าระวัง 22 โรงพยาบาลใน กทม.และปริมณฑล ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.มีตัวเลขผู้ป่วยอยู่ที่กว่า 1,000 &amp;nbsp;ราย สิ่งที่เราเห็นคือเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. คนเข้าสู่ระบบคัดกรองมากขึ้น กลุ่มเสี่ยงคือเด็กและผู้สูงอายุที่มีโรคหอบหืด ถุงลมอุดกั้น และโรคหัวใจ โดย จ.สมุทรปราการสูงสุด ดังนั้นหน่วยราชการต้องสื่อให้ประชาชนเข้าใจใหม่ การออกกำลังกายมีทั้งกลางแจ้งและในอาคารสถาน หากฝุ่นเกินต้องงดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยต่อจากนี้แพทย์จะนำ PM2.5 มาวินิจฉัยโรคต่างๆ ในระยะยาวต่อไป เพื่อติดตามการเกิดเช่นมะเร็ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ต้องร่วมกันใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนอาจไม่ต้องเข้าแถวหรือเคารพธงชาติพร้อมกัน ให้ทำงานที่บ้าน หรือในระดับมหาวิทยาลัยในช่วงที่ฝุ่นวิกฤติอาจจะใช้วิธีการสอนผ่านช่องทางออนไลน์หรือไลฟ์สด สิ่งที่ต้องรีบทำคือการปรับมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 ในรถทุกประเภท นอกจากนั้นต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า รถยนต์อัตโนมัติเพิ่มขึ้น โดยปัญหาที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานรัฐ ประเทศที่เคยเกิดปัญหาก็แก้ได้โดยใช้เวลาเป็นสิบปี แต่คนไทยลืมง่ายซึ่งเรื่องนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส.กล่าวว่า วันนี้มีคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจัดการปัญหาต้องปรับไปเรื่อยๆ การเผาในที่โล่งเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ เป็นแหล่งสำคัญของการเกิดมลพิษ ซึ่งมีข้อตกลงอาเซียนที่ต้องดูแลร่วมกัน จากการเดินทางไปประเทศเกาหลี พบว่ามีการตั้งนโยบายที่ชัดเจนว่าจะมุ่งสู่อากาศสะอาดอย่างไร โดยให้ความสำคัญกรุงโซลเป็นพิเศษ ปัญหาเขายากกว่าเราเพราะเป็นภูเขาทั้งนั้น พลังงานยังใช้ถ่านหินอยู่ และได้รับมลพิษจากเพื่อนบ้านมาด้วย ทำให้เรามีกำลังใจในการแก้ปัญหา สิ่งที่ถามเขาคือมีการกล่าวโทษรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐหรือไม่ เขาไม่กล่าวโทษรัฐบาล แต่คิดว่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง โดยมีกระทรวงสิ่งแวดล้อมดูแลประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการควบคุมแหล่งมลพิษสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เวลา 05.00 น. พบว่าจังหวัดลำพูนมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน โดยค่า PM2.5 อยู่ที่ 51 มคก./ลบ.ม. ค่า PM10 อยู่ที่ 74 มคก./ลบ.ม. และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 101 ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัดลำพูนให้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า พบไฟไหม้ในพื้นที่หลายจุดบนดอยเกลาหลวง จ.ลำพูน โดยมีลักษณะยาวทอดไปจนถึงเขตติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งช่วงบ่ายได้นำ MI17 ลำที่ &amp;nbsp;1 ขึ้นปฏิบัติการทิ้งน้ำในพื้นที่จังหวัดลำพูน 7 รอบ ใช้ปริมาณน้ำ 24,500 ลิตร ส่วน MI17 ลำที่ 2 ขึ้นปฏิบัติการทิ้งน้ำในพื้นที่จังหวัดลำพูน 5 รอบ โดยใช้ปริมาณน้ำ 17,500 ลิตร นอกจากนี้ได้ประสานให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยลำพูนและเชียงใหม่จัดกำลังภาคพื้นดินเข้าดำเนินการด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์, ยศพงษ์ ลออนวล, วิจารย์ สิมาฉายา, สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6ac2c9c2c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 21:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 21:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คืบร่างแผนขยะพลาสติก เล็งเลิกใช้ 7 ชนิด ปี 68 ลดมลพิษ  ปีหน้าห้าม&#039;ไมโครบีด&#039; ส่วนกล่องโฟมปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 27 ธ.ค.นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ได้ประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก 20 ปี (พ.ศ.2561 &amp;ndash; 2580) พิจารณากำหนดการลด และเลิกใช้ ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง(Single-use Plastic) ที่พบมากในขยะทะเลของประเทศไทยและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยพลาสติกที่อยู่ในข่ายถูกลดและเลิกใช้รวม 7 ชนิด ประกอบด้วย 1) พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม(cap seal) 2) ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่(oxo) 3) ไมโครบีดจากพลาสติก(Microbead) เลิกใช้ปี 2562 4) ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน 5) กล่องโฟมบรรจุอาหาร เลิกใช้ปี 2565 6) แก้วน้ำพลาสติก(ใช้ครั้งเดียว) และ 7) หลอดพลาสติก เลิกใช้ปี 2568 โดยมีเป้าหมายรวมในการลดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 70 % ในปี พ.ศ.2580 ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดมลพิษจากขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2580) ของประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ปี พ.ศ. 2573 เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดมลพิษ และลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ขอความร่วมมือในการรณรงค์การลด และคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อลดพลาสติกที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและทะเล โครงการ &amp;ldquo;ลดวันละถุง คุณทำได้&amp;rdquo; ปฏิเสธถุงได้บุญด้วยการบริจาคให้สาธารณกุศล ของ บริษัท ซีพี ออลล์จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ผลตอบรับด้วยดี โดยระยะแรกบริจาคให้กับโรงพยาบาลศิริราช เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2561 &amp;ndash; 28 กุมภาพันธ์ 2562 ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2561 สามารถลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้จำนวนทั้งสิ้น 155,500,000 ใบ รวมคิดเป็นยอดเงินบริจาค 10,287,956 บาท ระยะที่ 2 บริจาคให้กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ระยะที่ 3 บริจาคให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ และผู้ยากไร้ และกิจกรรม &amp;ldquo;ทำความดีด้วยหัวใจลดรับลดให้ ลดใช้ถุงพลาสติก&amp;rdquo; ของ ทส. ประกอบด้วยกิจกรรมรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในตลาดสดทั่วประเทศ และกิจกรรมลดใช้ถุงพลาสติกร่วมกับภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชน สามารถลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้จำนวน 344,672,263 ใบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิจารย์ กล่าวว่า ในส่วนภาครัฐ มีการขับเคลื่อนการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2561 กำหนดให้ทุกหน่วยงานราชการต้องดำเนินกิจกรรมการลด คัดแยกขยะมูลฝอยภายในหน่วยงาน และกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำหรับประเมินผู้บริหารองค์การ มีเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐลดการทิ้งพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทั้งถุงพลาสติกหูหิ้วและแก้วพลาสติกของหน่วยงาน ร้อยละ 10 และงดใช้โฟมบรรจุอาหารในหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;โดยเริ่มประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ในวันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25261</URL_LINK>
                <HASHTAG>SDGs, กรมควบคุมมลพิษ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ขยะทะเล, ลดวันละถุงคุณทำได้, วิจารย์ สิมาฉายา, แผนจัดการขยะพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c24e5a60ae0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ขยะพลาสติก&#039; ปัญหาขบคิดระดับชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยะพลาสติกในทะเล เครดิตภาพ : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขยะพลาสติกในประเทศไทยติดโผมากเป็นอันดับ 5 ของโลก คิดเป็น 2 ล้านตันของปริมาณขยะทั้งหมด ที่น่ากังวลก็คือ ขยะพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ปีละ 0.5 ล้านตัน ที่เหลือ 1.5 ล้านตัน ถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบและเผาทำลาย บางส่วนตกค้างในสิ่งแวดล้อม แต่ละปีมีขยะพลาสติกไหลลงทะเลจำนวนมาก กลายเป็นแพขยะในทะเลขนาดใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติขยะพลาสติกยังเป็นปัญหารุนแรงต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง นำมาสู่การเดินหน้าทำแผนลดขยะ และเพิ่มวิธีรีไซเคิลพลาสติก โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ &amp;nbsp;(กก.วล.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กก.วล. มีมติแต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการบริหารจัดการขยะพลาสติก จำนวน 3 คณะ เมื่อต้นเดือน ส.ค.2561 ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการพัฒนากลไกการจัดการขยะพลาสติก เพื่อร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงาน รวมทั้งพัฒนากลไกทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย &amp;nbsp;เพื่อจัดการขยะพลาสติก คณะทำงานด้านการส่งเสริมและรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการขยะพลาสติก และคณะทำงานด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์ขยะพลาสติก เพื่อร่วมกันพัฒนา หารูปแบบและวิธีการเพิ่มอัตราการรีไซเคิลพลาสติก โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2570 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงปัญหาขยะพลาสติกว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องมีการจัดการอย่างจริงจัง และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางจัดการขยะพลาสติก เมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จึงได้จัดเสวนาเรื่อง &amp;#39;แนวทางการบริหารจัดการขยะพลาสติก เพื่อส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต&amp;quot; ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว เมื่อวันก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขยะพลาสติกสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ โดยเฉพาะขยะทะเลซึ่งสลายตัวกลายเป็นพลาสติกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติก &amp;nbsp;ปลากินพลาสติก คนกินปลา เวลานี้ระบบห่วงโซ่อาหารสะสมด้วยไมไครพลาสติก ขยะในทะเลล้วนมาจากบนบก เช่น เกาะสมุยมีปริมาณขยะ 1 แสนตัน ไม่ได้จัดการอย่างถูกต้อง ขยะพลาสติกก็ไหลลงทะเล แม้แต่ขยะลอยเกลื่อนคลองกลางกรุงก็ลงทะเล แม่น้ำสายต่างๆ นำขยะพลาสติกสู่ทะเล 70% ไทยสร้างขยะ 27 ล้านตัน จัดการถูกต้องเพียงครึ่งเดียว ไทยต้องหาทางออกจัดการขยะพลาสติก การสร้างที่ฝังกลบ เตาเผาขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะถูกต่อต้าน แต่ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจ ไทยมีบทเรียนหลายโครงการ หากเทคโนโลยีไม่มีประสิทธิภาพจะกระทบความเป็นอยู่ประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยสร้างขยะ 27 ล้านตัน เป็นขยะพลาสติก 2 ล้านตัน แต่ละคนสร้างขยะ 1 กิโลกรัม 1 ขีด ต่อวัน เป็นถุงพลาสติก 8-10 ใบต่อวัน ไทยสร้างขยะเปียกมากกว่า 62% &amp;nbsp;ถ้าสามารถจัดการขยะเปียก ผัก ผลไม้ จะมีทางออก แต่ถ้าเลือกฝังกลบหมด เราต้องการพื้นที่อีกมาก ขณะที่นำไปเผาก็ไม่เกิดประโยชน์ กระแสโลกให้ความสำคัญขยะอาหาร ส่วนขยะพลาสติก ขยะในทะเลไหลมาจากแม่น้ำมากที่สุด แม่น้ำโขงเป็นแหล่งกำเนิดขยะพลาสติกในทะเลมากสุดแห่งหนึ่งในโลก จะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร &amp;nbsp;ขยะทะเลที่พบอันดับ 1 ถุงพลาสติก ตามด้วยหลอด ฝาพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร สัตว์น้ำ 200 ชนิด ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซากวาฬ ปลา เต่า เสียชีวิตพบเศษพลาสติก&amp;quot; ดร.วิจารย์ชี้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพย์กล่าวด้วยว่า ทั่วโลกตื่นตัวปัญหาขยะพลาสติก ออกมาตรการหลายรูปแบบ อย่างชิลีออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติก ส่วนอินเดียให้คำมั่น หยุดใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ไต้หวันขยายมาตรการเพิ่มห้ามใช้พลาสติกความหนาน้อย เพราะใช้ครั้งเดียวต้องทิ้ง ในทวีปอเมริกา บราซิลรณรงค์ให้ประชาชนลดใช้ถุงพลาสติก หลายเมืองในสหรัฐห้ามใช้ถุงพลาสติกย่อยสลายไม่ได้ ร้านค้าขายถุงแบบใช้ซ้ำได้ ซึ่งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกไทยต้องศึกษาและวิเคราะห์มาตรการจัดการขยะพลาสติกต่างประเทศ ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐและเอกชนผนึกกำลังกันลดขยะพลาสติก ทั้งยกเลิกพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม หรือ Cap seal งดนำเข้าโฟม ถุงหูหิ้วเข้าอุทยานฯ &amp;nbsp; ปัจจุบันไทยผลิตถุงพลาสติกหูหิ้ว 45,000 ล้านใบ ใช้ในตลาดสดกว่า 20,000 ล้านใบ ซึ่งมีการตั้งเป้าลดใช้ถุงหูหิ้ว &amp;nbsp;4,000 ล้านใบต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานเสวนายังสะท้อนการเร่งจัดการขยะพลาสติกของสหภาพยุโรป สุทธิยา จันทวรางกูร Programme Officer คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;สหภาพยุโรป (อียู) เน้นเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน มอง 4 เรื่อง คือ กระบวนการผลิต บริโภค กำจัดอย่างมีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม เพราะปัจจุบันอียูนำเข้าทรัพยากรมากกว่าส่งออก หวั่นเกิดปัญหาวัตถุดิบและนวัตกรรมในการกำจัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุทธิยา จันทวรางกูร ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้แทนอียูระบุเมื่อ 10 ปีก่อนมีคำว่า Green Economy และ Green Growth แต่ปัจจุบันใช้แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือเป็นการเน้นใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้เกิดการจัดการขยะดีขึ้น และนำขยะพลาสติกกลับเข้ารีไซเคิล เป็นส่วนหนึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต ขณะที่ระบบนิเวศได้รับผลกระทบน้อยลง อียูหยิบประเด็นขยะพลาสติกออกเป็นแผนปฏิบัติการในปี 61 วันสิ่งแวดล้อมโลกที่ผ่านมาจับมือกับสหประชาชาติเปิดโครงการลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว ปี 58 ตัวเลขนำเข้าพลาสติกของอียู 49 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นบรรจุภัณฑ์เกือบ 40% กลายเป็นขยะต้องเร่งจัดการ ปัจจุบันรีไซเคิลพลาสติก 30% อียูอยากเห็นตัวเลขมากขึ้น รวมถึงพลังงานขยะต้องเพิ่มขึ้น ส่วนฝังกลบให้ลดลง โดยมีกรอบทำงานและข้อบังคับชัดเจน 28 ประเทศสมาชิกอียูต้องนำไปแปลงเป็นกฎหมายและแนวทางปฏิบัติตามวิถีแต่ละชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลยุทธ์อียูมี 4 เสาหลัก คือ จำกัดการใช้พลาสติกและการทิ้งพลาสติก ปรับปรุงกระบวนการผลิต การรีไซเคิล และออกแบบวิธีการ นอกจากนี้ อียูกระตุ้นทุกภาคส่วนในโลกลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว โดยไทยเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลติดอันดับโลก ปลายปีนี้จะร่วมดำเนินกิจกรรมลดขยะพลาสติกกับไทย&amp;quot; สุทธิยาเผย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกแนวคิดจัดการขยะที่ฮอตมากในอียูก็คือ การออกนโยบายส่งเสริมให้ออกแบบวัสดุที่มีดีไซน์และคงทนมากขึ้น มีส่วนที่นำมารีไซเคิลใหม่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ มีการโปรโมตสินค้ามือสองให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ปัจจุบันพบร้านขายของมือสองที่อังกฤษ เยอรมนี เบลเยียม มีลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มคนยากจนเพิ่มขึ้น นี่คือเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้มีกรอบเอื้อต่อการผลิตอย่างยั่งยืน ภาคเอกชนลงทุน &amp;nbsp;กฎหมายจูงใจ แต่สิ่งสำคัญสุดคือผู้บริโภค เป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขยะทางทะเล อียูก็หนักหน่วงไม่แพ้ไทย สุทธิยาเผยว่า 276 ชายทะเล กับ 4 คาบสมุทรของยุโรป มีขยะไหลลง กระทบทรัพยากรธรรมชาติ ผลศึกษาชี้อันดับหนึ่งขวดน้ำ ถัดมาก้นบุหรี่ คัตตอนบัต ถุงขนมก๊อบแก๊บ ถุงพลาสติก ตามลำดับ นำมาสู่แนวทางจัดการขยะแต่ละประเภท ทำให้กลุ่มอียูตั้งเป้าในปี 2568 ต้องมีการแยกขยะที่เป็นขวดออกมาให้หมด และไม่ได้มีแต่นโยบาย ยังมีการมอนิเตอร์ติดตามผล ประเมินทุก 6 ปี ทั้งนี้ เพื่อขันนอตแก้ปัญหาขยะพลาสติก ควบคู่สร้างความตระหนักแก่ประชาชน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพลาสติก ให้ยั่งยืนเป็นอีกหัวข้อน่าสนใจ มีตัวแทนรับและผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยล้อมวงแลกเปลี่ยน ขายไอเดียใหม่ๆ &amp;nbsp;สุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ไทยมีการผลิตเม็ดพลาสติก 8.5 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็น ส่งออก 5.2 ล้านตัน อีก 3.3 ล้านตันผลิตใช้ในประเทศ และนำเข้าบางส่วน ตัวเลขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ พลาสติกที่ใช้ในประเทศเป็นบรรจุภัณฑ์ 45% เครื่องใช้ไฟฟ้า 15% งานก่อสร้าง 12% และอื่นๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขยะพลาสติก 2 ล้านตัน นำกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 25% อีก 75% อยู่ในกองขยะ โดยเฉพาะถุงก๊อบแก๊บขนาดบางเบา ไม่มีมูลค่า ขายไม่มีคนซื้อ กำลังสร้างปัญหาให้สภาพแวดล้อม เพราะเราใช้ถุงหูหิ้ว 45,000 ล้านใบต่อปี &amp;nbsp;กำจัดยาก ย่อยสลายยาก ส่วนแผนจัดการขยะพลาสติกไทย เราชูนโยบายลดตั้งแต่ต้นทาง เลิกใช้ทั้งถุงหูหิ้ว ถุงร้อน ถุงเย็น แก้วน้ำพลาสติกใช้ครั้งเดียว กล่องโฟม และพัฒนานวัตกรรมเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอกชนจะมีบทบาทสำคัญเรื่องนี้ สุดท้ายคัดแยกและกำจัดอย่างถูกวิธี&amp;quot; สุณีย้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ประทรรศน์ สูตะบุตร รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาด สภาพอากาศแปรปรวน และขยะตกค้างในทะเล หากจะแก้ปัญหาต้องลดขยะ ลดการเน่าเสียของอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มองว่าพลาสติกไม่ใช่ตัวร้าย จากการศึกษาอุตสาหกรรมพลาสติกใช้พลังงานในการผลิตและขนส่งน้อยลง 80% เทียบกับวัสดุอื่น แถมยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า นวัตกรรมพลาสติกที่ยั่งยืนต้องรีไซเคิลได้ ไม่ใช่หลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัท ดาวฯ พัฒนามาตลอด เช่น ถาดใส่อาหารทำให้อาหารเน่าเสียช้าลง ปัจจุบันนวัตกรรมพัฒนาไปถึงขั้นไม่จำเป็นต้องมีถาด ใช้เพียงพลาสติกซีลชิ้นเนื้อ น้ำหนักแค่ 3 กรัม หรือถุงเมล็ดพันธุ์ แม้บาง แต่คุณสมบัติต้านทานการเจาะและฉีกขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก เรายึดหลักใช้น้อย แต่มีประสิทธิภาพดี ปัจจุบันพลาสติกมี 7 ประเภท นอกจากนี้ยังมีพลาสติกย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมควรสนับสนุนและพัฒนาต่อไป ส่วนขยะพลาสติกถ้าจัดการดีสามารถทำถนนลาดยางมะตอยผสมพลาสติก ทำอิฐบล็อกตัวหนอน รวมทั้งนำเศษพลาสติกผสมขี้เลื่อยผลิตไม้เทียม หรือทำแท่งพลังงาน แต่ปัญหาหลักพฤติกรรมผู้บริโภคยังจัดเก็บ คัดแยกไม่ถูกต้อง&amp;quot; ผู้บริหารดาวฯ กล่าว และฝากในท้าย การพิชิตเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ต้องผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17790</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะพลาสติก, คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก, วิจารย์ สิมาฉายา, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน, แผนจัดการขยะพลาสติก, ไทยอันดับโลกทิ้งขยะลงทะเล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9f87bcace21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
