<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครศรีฯจ่อตัดไฟ น้ำท่วมตาย8ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกฯ สั่งทุกฝ่ายช่วยเหลือชาวใต้เผชิญอุทกภัย นครศรีธรรมราชยังจมน้ำ ผู้ว่าฯ แจ้งเตือนชาวบ้านเตรียมอุปกรณ์ส่องสว่างรับถูกตัดไฟ &amp;quot;นิพนธ์&amp;quot; ลงพื้นที่ รับรุนแรงสุดในรอบ 50 ปี เดือดร้อนกว่า 5 แสนคน เสียชีวิตแล้ว 8 ราย สงขลาทยอยประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 10 อำเภอ ขณะที่สุราษฎร์ธานีประกาศ 9 อำเภอ เยียวยาชาวสวนยางรายละ 3 พันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 5 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยสั่งการให้ส่วนราชการในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง กำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง พร้อมทั้งแจ้งให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมพร้อมบรรเทาความเดือดร้อน อพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย และขอให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือน รวมถึงข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหาย ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมนำความห่วงใยจากรัฐบาลไปมอบให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคไหน เชื่อว่าความรักความสามัคคีของคนไทยจะช่วยให้ทุกคนปลอดภัย และก้าวผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;นายกฯ มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมในการระดมพล อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร สาธารณภัยจากทุกหน่วยงาน และจากทั้งหน่วยงานทหาร ฝ่ายพลเรือน ตำรวจ มูลนิธิ อาสาสมัคร ประชาชน จิตอาสา เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ และให้ความสำคัญกับการจัดลำดับในการดูแลประชาชนเกี่ยวกับสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ และจัดตั้งโรงครัวพระราชทานในการประกอบอาหารเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนเองจะยังไม่เดินทางไปดูสถานการณ์ในช่วงนี้ เพราะจะต้องไปภาคเหนือก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;เตือนชาวนครฯ รับมือไฟดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านสถานการณ์ในพื้นที่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำฝนและน้ำป่าได้ไหลบ่าเข้าท่วมเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รถขนาดใหญ่ของหน่วยงานต่างๆ เข้าพื้นที่อพยพผู้ประสบภัย ขณะที่นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ส่งข้อความเสียงเตือนประชาชนในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชให้ยกของขึ้นที่สูงเพิ่มจากเดิมอีกประมาณ 20-30 เซนติเมตร พร้อมชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์ให้แสงสว่างให้พร้อม เพราะหากระดับน้ำเพิ่มสูงถึง 140 เซนติเมตร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครศรีธรรมราชจำเป็นต้องงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดนครศรีธรรมราชสรุปตัวเลขความเสียหายเบื้องต้น มีพื้นที่ประสบภัย 19 อำเภอ รวม 133 ตำบล 942 หมู่บ้าน 114 ชุมชน มียอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รวม 5 ราย ในพื้นที่อำเภอนบพิตำ 1 ราย, อำเภอพระพรหม 2 ราย, เฉลิมพระเกียรติ 1 ราย และอำเภอฉวาง 1 ราย, บ้านพักเสียหายบางส่วน จำนวน 8 หลัง สถานศึกษา/ศาสนสถาน/ส่วนราชการ ได้รับผลกระทบและอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ความเสียหายด้านการเกษตร มีพื้นที่การเกษตรประสบภัย 475,306 ไร่, ด้านประมงมีพื้นที่ประมงประสบภัย แบ่งเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 12,437 ไร่ กระชังปลา 7,851 ตารางเมตร (สัตว์น้ำที่เลี้ยงกระชัง/บ่อซีเมนต์) และด้านปศุสัตว์ มีรายงานสัตว์ตาย/สูญหาย 1 ตัว สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบ 122,812 ตัว แปลงหญ้า 433 ไร่ และสถานีชลประทานเสียหาย 1 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งจากกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยขึ้นตรง/ตำรวจภูธร/ตำรวจตระเวนชายแดน/อาสาสมัคร/หน่วยกู้ชีพกู้ภัย ตลอดจนประชาชนจิตอาสาเข้าสนับสนุนขนย้ายผู้ประสบภัย พร้อมนำอาหารและน้ำเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยที่ยังคงมีระดับน้ำท่วมขังสูงในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และในพื้นที่อำเภอต่างๆ อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;อุทกภัยร้ายแรงรอบ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาช่วงสายวันเดียวกัน นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย ผวจ.นครศรีธรรมราช และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมพร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยที่ศูนย์อพยพวัดโทเอก อ.พรหมคีรี และศูนย์อพยพโรงเรียนวัดเสมาเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายนิพนธ์กล่าวว่า อุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 50 ปี ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าประจำยังจุดเสี่ยงและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยบูรณาการจังหวัดเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาดูแลอยู่แล้ว ซึ่งจากข้อมูล ขณะนี้น้ำท่วมทั้ง 23 อำเภอของจังหวัด ที่หนักสุดได้แก่ อ.เมือง พระพรหม เชียรใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ ลานสกา นบพิตำ ท่าศาลา และทุ่งสง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 184,750 ครัวเรือน หรือประมาณ 5 แสนคน บ้านเรือนพังเสียหายหลายหลังคาเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีรายงานว่า บริเวณทางเข้าท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชถูกกระแสน้ำป่าจากต้นน้ำตกพรหมโลก และน้ำตกอ้ายเขียว ใน อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช หลากเข้าท่วมรอบสนามบิน สูง 80 เซนติเมตร ถึง 1.5 เมตร โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักเข้าสู่สนามบิน ริมถนนบางปู-เบญจมะ ต.ปากพูน อ.เมืองนครศรีธรรมราช ส่วนตารางการบินยังเป็นไปตามปกติ เนื่องจากตัวรันเวย์ แท็กซี่เวย์ ลานจอด รวมทั้งอาคารผู้โดยสารยังไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกองพันทหารสื่อสาร 24 กองทัพภาคที่ 4 ได้จัดรถขนาดใหญ่รับส่งผู้โดยสารเข้าออกสนามบินไปส่งยังจุดปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;สงขลาประกาศเขตภัยพิบัติ 10 อำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงขลา ขณะนี้น้ำท่วมได้ขยายวงเป็น 12 อำเภอ โดยจังหวัดประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินเพิ่มเป็น 10 อำเภอ ประกอบด้วย อ.รัตภูมิ ควนเนียง บางกล่ำ สทิงพระ สิงหนคร ระโนด กระแสสินธุ์ เมืองสงขลา หาดใหญ่ และจะนะ และพื้นที่ประสบภัยอีก 2 อำเภอ คือสะเดา และนาหม่อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่น่าห่วงที่สุดคือ ในพื้นที่ปลายน้ำของ อ.ควนเนียง โดยเฉพาะที่บ้านปากบาง หมู่ 3 ต.รัตภูมิ อ.ควนเนียง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสุดท้ายที่ไหลมาจาก อ.รัตภูมิ บางกล่ำ และ อ.ควนเนียง ก่อนที่จะลงสู่ทะเลสาบสงขลา ขณะนี้มวลน้ำเริ่มไหลลงมารวมกัน และเกิดน้ำหนุนท่วมบ้านเรือนที่อยู่ปลายคลองภูมี และติดทะเลสาบสงขลา บางหลังมีเด็กเล็กต้องใช้เรือเข้าออก และน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งยังมีภาวะน้ำทะเลหนุน ที่สำคัญถูกน้ำท่วมซ้ำมาแล้ว 2 รอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวได้ล่องเรือตรวจสอบสภาพพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา พบว่ามีน้ำทะเลหนุนสูง และพบกับชาวบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในสภาพติดเกาะ ถูกน้ำทะเลสาบสงขลาหนุนท่วมสะพานเข้าบ้านจนออกจากบ้านไม่ได้มา 5 วัน เป็นสองผัวเมียชื่อ นายมนัส จำปา อายุ 63 ปี และนางธัญรัตน์ จำปา อายุ 58 ปี มีอาชีพเลี้ยงปลากะพงในกระชัง อาศัยอยู่ริมทะเลสาบสงขลาพื้นที่หมู่ 5 บ้านปากจ่า ต.ควนโส อ.ควนเนียง ทั้งสองคนบอกว่าต้องกินข้าวกับปลาเค็มเพราะออกไปไม่ได้ ซึ่งครั้งนี้ถูกน้ำหนุนสูงที่สุดในรอบ 3 ปีไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบี่ ฝนตกต่อเนื่อง 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำจากคลองสินปุน อ.เขาพนม ซึ่งเป็นคลองเชื่อมต่อจาก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เริ่มเอ่อท่วมถนนและบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่หมู่ 6 และหมู่ 10 ต.สินปุน อ.เขาพนม ระดับน้ำสูง 20 เซนติเมตร ชาวบ้านเตรียมขนย้ายทรัพย์สินไว้ที่ปลอดภัย นอกจากนี้น้ำที่เอ่มท่วมถนนยังไหลหลากพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันและยางพาราอีกหลายสิบไร่ เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง รวมทั้งจัดเตรียมกำลังและอุปกรณ์ เตรียมรับมือตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนผู้ประกอบการเรือหางยาวนำเที่ยวและเรือสปีดโบต ที่จอดหน้าหาดอ่าวนางและหาดนพรัตน์ธารา ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ กว่า 400 ลำ งดออกให้บริการนักท่องเที่ยวชั่วคราว และนำเรือไปจอดหลบคลื่นในลำคลองอ่าวต้นสน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;สุราษฎร์ฯ ก็ประกาศ 9 อำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุราษฎร์ธานี ฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอดอนสัก กาญจนดิษฐ์ เมืองสุราษฎร์ธานี บ้านนาสาร บ้านนาเดิม เวียงสระ พระแสง คีรีรัฐนิคม วิภาวดี ไชยา ท่าฉาง และพุนพิน ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 50 ซม.จนถึงกว่า 2 เมตรในที่ลุ่ม เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ ออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน เนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายพื้นที่เป็นวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 9 อำเภอ ส่วนที่เหลือจะได้ทยอยออกประกาศให้ครบทุกอำเภอที่ประสบภัย ขณะนี้ทางจังหวัดได้เร่งส่งถุงยังชีพให้แต่ละอำเภอ เพื่อส่งต่อให้กับผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง ล่าสุดได้ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ดินถล่ม และวาตภัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัทลุง ฝนยังตกหนักเป็นช่วงๆ ทำให้หลายพื้นที่ระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ลุ่มริมทะเลสาบสงขลา ใน อ.ควนขนุน เมือง เขาชัยสน บางแก้ว และปากพะยูน เนื่องจากน้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดหลากลงมาท่วมก่อนไหลลงสู่ทะเลสาบ ขณะที่มีน้ำทะเลหนุนทำให้น้ำระบายลงสู่ทะเลไม่ได้ จึงเอ่อท่วมหนักในพื้นที่ 5 อำเภอดังกล่าว นอกจากนี้ในพื้นที่ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน น้ำป่าจาก อ.ศรีบรรพต และควนขนุน ไหลหลากลงมาสมทบ และมีถนนรถไฟขวางกั้น ทำให้บ้านเรือนประชาชนกว่า 1,000 ครอบครัว มีน้ำท่วมสูง 1.5-2 เมตร กรมเจ้าท่าได้นำเรือท้องแบนบริการรับส่ง ขนย้ายสิ่งของให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมพร ห้วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเกิดฝนตกเกือบทั้งวัน ทำให้มีน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยเฉพาะถนนประชาอุทิศ ถนนพิศิษฐ์พยาบาล ซึ่งเป็นย่านร้านค้า ตลาดสด และสถานศึกษาคือ โรงเรียนศรียาภาย โรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร และโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ มีระดับน้ำท่วมขัง 20-30 เซนติเมตร ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา ที่จอดเรียงแถวอยู่ริมถนนหน้าสถานศึกษาจมน้ำเสียหายหลายคัน นอกจากนี้ฝนที่ตกหนักในเขตเทศบาลเมืองชุมพร ทำให้ดินอิ่มตัวจนรั้วบ้านพังทลายทับบ้านและโรงจอดรถของเพื่อนบ้านพังเสียหายไปด้วย 1 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;ช่วยชาวสวนยางรายละ 3 พัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้ปรับเปลี่ยนการเดินรถสถานีต้นทางปลายทาง และงดเดินขบวนรถบางขบวนในเส้นทางสายใต้ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.63 ต่อมาวันที่ 3 ธ.ค. สถานการณ์ระดับน้ำในพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย การรถไฟฯ จึงได้ประกาศปรับเปลี่ยนการเดินรถสถานีต้นทางปลายทาง และงดเดินขบวนรถบางขบวนในเส้นทางสายใต้ในวันนี้อีก 1 วัน โดยให้ขบวนรถที่มีปลายทางสถานีตรัง กันตัง และนครศรีธรรมราช เดินรถถึงสถานีชุมทางทุ่งสงและสถานีคลองจันดี และทำการขนถ่ายผู้โดยสารทางรถยนต์ไปยังสถานีปลายทางต่อไป สำหรับประชาชนที่ซื้อตั๋วโดยสารเดินทางกับขบวนรถดังกล่าวข้างต้น หากไม่ประสงค์จะเดินทาง สามารถติดต่อขอคืนเงินได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ทั้งหมดประมาณ 5,274,333 ไร่ เป็นเกษตรกร จำนวน 478,760 ราย ขณะนี้ได้สั่งการให้ กยท.เขต และ กยท.จังหวัดในภาคใต้เร่งสำรวจสวนยางที่เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่ง กยท.มีมาตรการช่วยเหลือกรณีสวนยางประสบอุทกภัยผ่านกองทุนพัฒนายางพารา โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ ต้องเป็นสวนยางที่ถูกน้ำท่วมจนได้รับความเสียหายจนเสียสภาพสวน หรือได้รับความเสียหายในคราวเดียวกันไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา &amp;quot;ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 18 ลงวันที่ 03 ธันวาคม 2563 ความว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ยังคงมีกำลังแรง สำหรับหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนปกคลุมช่องแคบมะละกา ทำให้บริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่างๆ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.63.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นิพนธ์ บุญญามณี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิชวุทย์ จินโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา นาคาศัย, ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201203/image_big_5fc8cb7a16797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครศรีฯอ่วมหนัก ฝนถล่มจมบาดาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝนถล่มภาคใต้ข้ามวันข้ามคืน นครศรีธรรมราชอ่วมหนัก 15 อำเภอเจิ่งน้ำ หลายพื้นที่ถูกตัดขาด ผู้ว่าฯ สั่งทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชน เผยหนักสุดในรอบ 10 ปี พัทลุง สงขลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ตรัง ปัตตานี ก็ยังไม่คลี่คลาย นายกฯ เป็นห่วงผู้ประสบภัย อุตุฯ เตือนยังคงมีฝนหนักถึง 4 ธ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้เข้าสู่ระดับวิกฤติในหลายจังหวัด เมื่อวันพุธที่ผ่านมายังเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสูงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยน้ำจากเทือกเขาหลวงใน อ.ลานสกา ไหลลงมาถึงเมืองนครศรีธรรมราช จนประชาชนต้องรีบขนย้ายข้าวของหนีน้ำกันวุ่นวายโกลาหล โดยเฉพาะตัวหมู่บ้านธารริน หมู่ 8 ถนนเทวบุรี ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมืองนครศรีธรรมราช กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากเข้าท่วมบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว ถนนริมคลองป่ามะพร้าวทางเข้าหมู่บ้านทั้งด้านหน้าและหลังถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย นอกจากนี้ บริเวณสี่แยกศาลาหมูปาน หน้า อบจ.และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำท่วมสูง 50 ซม. ส่วนถนนเลียบทางรถไฟ น้ำท่วมสูงกว่า 60 ซม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ถนนกะโรม ย่านตลาดหัวอิฐ และ บขส.นครศรีธรรมราช น้ำท่วมสูง 30-50 ซม. ทำให้การสัญจรไปมาเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะฝั่งขาออกเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้ามืดวันเดียวกัน ร.ต.อ.อมร มาศชู รอง สวป.สภ.ทุ่งใหญ่ รับแจ้งเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำ มีผู้โดยสารเต็มคันและได้รับบาดเจ็บหลายคน &amp;nbsp;บนถนนสายเอเชีย บ้านควนลำภู หมู่ 7 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ขาล่องใต้ ไปตรวจสอบพบรถ บขส. ทะเบียน 15-5617 กรุงเทพฯ ตกลงไปในร่องน้ำกลางถนน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน นำส่ง รพ.ทุ่งใหญ่ สาเหตุจากถนนลื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งกำชับ ปภ.จังหวัด และ ปภ.สาขา ติดตามสถานการณ์ ประสานงานในพื้นที่และเข้าช่วยเหลือผู้ประชาชนทันทีที่มีการร้องขอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัย 15 อำเภอ รวม 78 ตำบล 351 หมู่บ้าน 7 ชุมชน ประกอบด้วย พื้นที่อำเภอชะอวด, จุฬาภรณ์,ทุ่งสง, เมืองนครศรีธรรมราช, พระพรหม, ร่อนพิบูลย์, ท่าศาลา, พิปูน, นาบอน, ลานสกา, สิชล, เฉลิมพระเกียรติ, เชียรใหญ่, นบพิตำ และอำเภอขนอม ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 47,939 คน 16,709 ครัวเรือน บ้านพักเสียหายบางส่วน จำนวน 8 หลัง (อ.นาบอน 1 หลัง, อ.ท่าศาลา 7 หลัง) สถานศึกษาได้รับผลกระทบ 15 แห่ง ประกาศหยุดการเรียนการสอน 6 แห่ง วัด/มัสยิด/โบสถ์อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย พื้นที่การเกษตรประสบภัย 291,156 ไร่ แบ่งเป็น นาข้าว 28,278 ไร่ พืชไร่ 9,415 ไร่ (ข้าวโพดหวาน พริกขี้หนู มะเขือ ฟักเขียว มันแกว ถั่วลิงสง ถั่วฝักยาว) และพืชสวน 253,463 ไร่ (ปาล์มน้ำมัน ยางพารา) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีผู้เผยแพร่เฟซบุ๊กโพสต์คลิปมวลน้ำป่าเทือกเขาหลวง คีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ที่ไหลทะลักอย่างบ้าคลั่งลงสู่เบื้องล่าง โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากติดอยู่ในหมู่บ้านคีรีวง และคาดภายใน 6-8 ชม. น้ำจะบ่าเข้าสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นสถานการณ์หนักสุดในรอบ 10 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอำเภอทุ่งสง ได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมทุกตำบล นอกจากนี้ยังไหลเข้าท่วมย่านการค้าตลาด อ.ทุ่งสง ความสูงไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ทำให้บ้านเรือนและตลาด อ.ทุ่งสง จมอยู่ใต้บาดาลในพริบตา ขณะที่โรงเรียนในเขต อ.ทุ่งสง และใกล้เคียง ประกาศปิดการเรียนจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.&amp;nbsp;นอกจากนี้ ถนนสายเอเชีย 41 ช่วง อ.ทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี ถูกน้ำท่วมหลายจุด รถไม่สามารถผ่านไปมาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เครื่องบินยังขึ้นลงได้ปกติ แม้จะมีภาพแชร์ทางโซเชียลมีเดียว่ามีน้ำท่วมขังสนามบิน ล่าสุดตนได้สั่งการรายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมง โดยได้รับรายงานว่า ตอนนี้เครื่องสูบน้ำ 2 ชุด 8 เครื่อง เดินเครื่องภายในสนามบิน ส่วนที่ลานจอดเครื่องบินกับอาคารมีน้ำระบายไม่ทันเพราะฝนตกหนักมาก&amp;nbsp;
สงขลาเฝ้าระวัง 4 อำเภอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พัทลุง แม้ฝนจะเบาบางลงบ้าง แต่น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดก็ได้หลากเข้าท่วมอำเภอเมือง เขาชัยสน บางแก้ว ควนขนุน และอำเภอปากพะยูน โดยเฉพาะอำเภอเมือง บ้านควนกุฏิ หมู่ที่ 15 ต.ควนมะพร้าว ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 150 ซม. ชาวบ้าน 80 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนต้องอพยพไปพักชั่วคราวที่โรงเรียนบ้านควนกุฏิ และค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่ 343 พัทลุง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสภาพน้ำท่วมที่บ้านควนกุฏิ พบว่า ระดับน้ำท่วมสูง ชาวบ้านหลายครัวเรือนต้องอพยพทั้งสิ่งของและสัตว์เลี้ยง เบื้องต้นได้สั่งให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองลำเบ็ด พร้อมกันนั้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตั้งศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราวในจุดดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงขลา พื้นที่ ต.คูขุด อ.สทิงพระ ทั้ง 9 หมู่บ้านที่อยู่ติดริมทะเลสาบสงขลา ถูกน้ำในทะเลสาบสงขลาเอ่อล้นเข้าท่วมทั้งถนนในหมู่บ้านและบ้านเรือนของชาวบ้าน บางจุดระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ต้องใช้เรือเข้าออก ส่วนภาพรวมพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลาขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะเสี่ยงถูกน้ำท่วมทั้ง 4 อำเภอ ตั้งแต่ อ.ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พันโทพีรวัจน์ จันทร์แก้ว ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 ได้สั่งการให้จัดกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติ และกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย เดินทางเข้าพื้นที่ ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่มีบ้านเรือนอยู่ติดกับบริเวณทะเลสาบสงขลา หลังได้รับการร้องขอ เนื่องจากในช่วงนี้มีฝนตกลงมาสะสมเป็นจำนวนมาก และสภาพพื้นที่อยู่ติดกับทะเลสาบสงขลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผวจ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอ โดยเฉพาะใน 5 อำเภอที่น้ำท่วมหนักอย่าง อ.เมือง สิงหนคร รัตภูมิ ควนเนียง หาดใหญ่ ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ส่วนการช่วยเหลือระยะต่อไปต้องมีการสำรวจความเสียหายอีกครั้ง &amp;nbsp;
สุราษฎร์ฯ อพยพประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี ฝนยังตกหนักเกือบทุกพื้นที่ เกิดน้ำท่วมพื้นที่ ต.ท่าอุแท ต.คลองสระ อ.กาญจนดิษฐ์ ต.ชลคราม ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก เป็นพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมวลน้ำป่าจำนวนมากจากเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกสี่ขีดไหลหลากลงมา บางจุดน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัย อพยพจากพื้นที่เสี่ยงไปอยู่ที่ปลอดภัยเป็นการด่วน นอกจากนั้นยังมีพื้นที่เสี่ยงอีกหลายอำเภอที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อ.บ้านนาเดิม บ้านนาสาร พุนพิน เคียนซา พระแสง เวียงสระ ท่าชนะ ไชยา ชัยบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรัง นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผวจ.ตรัง ลงพื้นที่ประสบอุทกภัยที่หมู่ 7 ต.นาโยงใต้ อ.เมืองตรัง หลังมีการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน &amp;nbsp;เนื่องจากท่อของกรมทางหลวงไปชนกับที่เอกชน และทางเอกชนมีการปิดปากท่อสนิทเพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าสวนปาล์มน้ำมัน น้ำจึงออกไม่ได้ โดยได้หารือกับหัวหน้าส่วนราชการทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกและแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย ในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด 58 อำเภอ 240 ตำบล 1,480 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 67,070 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 7 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ตรัง และปัตตานี&amp;nbsp;
นายกฯ ติดตามสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานสนธิกำลังให้ความช่วยเหลือ บรรเทาสถานการณ์ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และกระทรวงต่างๆ ตามแนวปฏิบัติที่ได้ดำเนินการมาในหลายพื้นที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่น้ำท่วมขัง 7 จังหวัด ยกเว้นสตูลและยะลา ที่สถานการณ์ผ่อนคลายลงแล้ว อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังคงเป็นห่วงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สั่งทุกฝ่าย ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และหน่วยแพทย์ดูแล ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน ส่วนประชาชนหากต้องการความช่วยเหลือให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งให้กำลังใจประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากอุทกภัยในครั้งนี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรียังให้หน่วยงานเร่งเตือนประชาชนให้ได้รับรู้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และการรับมือในสถานการณ์ รวมทั้งรายงานผลการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกระยะด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 02 ธันวาคม 2563 ความว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย และจะเคลื่อนตัวทางตะวันตกเข้าสู่ทะเลอันดามันต่อไป (วันที่ 3 ธ.ค. 63) ทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่างๆ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้ ในช่วงวันที่ 2 ธันวาคม 2563 มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ภาคใต้:&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 3 ธันวาคม 2563 มีฝนตกหนักบางแห่ง ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.63.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขจรศักดิ์ เจริญโสภา, ถาวร เสนเนียม, ร.ต.อ.อมร มาศชู, วิชวุทย์ จินโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc78848f3af0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุบลฯเจอด่านแรก กทม.พร้อมรับพายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุบลราชธานีเผชิญพายุโมลาเบเป็นจังหวัดแรก อุตุฯ เตือนทุกภาคเจอฝนหนักถึงหนักมาก ทะเลมีคลื่นลมแรง เพชรบุรีน้ำท่วมโรงเรียนต้องสั่งปิด ผู้ว่าฯ อัศวินวัดดวงอีกหน สั่งทุกหน่วยเตรียมพร้อมสู้น้ำรอระบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 8 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ความว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (28 ตุลาคม 2563) พายุไต้ฝุ่น &amp;ldquo;โมลาเบ&amp;rdquo; (พายุระดับ 5) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง (พายุระดับ 4) บริเวณเมืองกวางนาม ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 15.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.7 องศาตะวันออก ห่างจากทางด้านตะวันออกของจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 200 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน (พายุระดับ 3) เคลื่อนผ่านประเทศลาว คาดว่าจะเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในคืนนี้ (28 ตุลาคม 2563) ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเป็นบริเวณกว้าง โดยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่งกับมีลมแรง สำหรับลมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ส่งผลทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่งกับมีลมแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากมีดังนี้ ในช่วงวันที่ 28-29 ตุลาคม 2563 ภาคเหนือ: จังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร และสุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด &amp;nbsp;ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักมีดังนี้ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ภาคเหนือ: จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและลมแรง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ 12 ตำบลของอำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย เนื่องจากมีการระบายน้ำออกจากเขื่อนลำพระเพลิง โดยปัจจุบันเขื่อนลำพระเพลิงมีปริมาณกักเก็บ 154 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 99% ของความจุเขื่อน 155 ล้านลูกบาศก์เมตร และในช่วงพายุโมลาเบคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนลำพระเพลิงเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ดังกล่าว เขื่อนลำพระเพลิงได้ระบายน้ำออกจากเขื่อน จึงขอให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตพื้นที่ 11 ตำบลของอำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย ประกอบด้วย ตำบลลำนางแก้ว ตะขบ สุขเกษม งิ้ว นกออก ดอน เมืองปัก และตำบลโคกไทย ของอำเภอปักธงชัย ตำบลท่าลาดขาว พลับพลา และตำบลกระโทก ของอำเภอโชคชัย ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมอพยพและเก็บของขึ้นที่สูง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพชรบุรีได้เกิดฝนตกหนักตั้งแต่เย็นวันอังคารที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง ทำให้น้ำท่วมโรงเรียนบ้านหนองตาฉาว และหมู่บ้านหนองตาฉาว หมู่ 2 ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง กว่า 30 หลังคาเรือน ชาวบ้านต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง กระทั่งน้ำเริ่มลดในช่วงดึก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนได้ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือชาวบ้าน ขณะที่เพจโรงเรียนบ้านหนองตาฉาวได้ประกาศหยุดเรียนในวันที่ 28 ต.ค.63 เป็นเวลา 1 วัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี ได้จัดส่งรถยกสูง 1 คัน ออกรับ-ส่งนักเรียนและผู้ประสบภัยในพื้นที่บ้านเขาสามยอด หมู่ที่ 10 ต.บ้านเสด็จ อ.เคียนซา ไปยังโรงเรียนบ้านเขาสามยอด ตามที่นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี มอบหมาย เนื่องจากถนนในหมู่บ้านยังมีน้ำท่วมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี ได้วิทยุด่วนถึงนายอำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนเสี่ยงภัยในพื้นที่เตรียมพร้อมรับพายุโมลาเบ โดยทางจังหวัดจะได้รับผลกระทบช่วงวันที่ 29-30 ต.ค.63 อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น จึงให้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ราบลุ่ม ที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ให้ระมัดระวังจากฝนที่เพิ่มมากขึ้น และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และคลื่นลมแรง และเตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ ช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับจังหวัดตรัง ที่ได้แจ้งเตือนประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและลมแรง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยจังหวัดตรังอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวในช่วงวันที่ 28-30 ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม.อาจได้รับผลกระทบจากพายุโมลาเบมีฝนตกหนักช่วงวันที่ 28-30 ต.ค. จึงได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยลดระดับน้ำในคลอง รวมถึงแก้มลิง ธนาคารน้ำใต้ดิน และอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้พร้อมรับการระบายน้ำจากผิวจราจรและพื้นที่ต่างๆ ขณะเดียวกันได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ เตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (หน่วยเบสท์) และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนในจุดที่มีน้ำท่วมขัง ตลอดจนเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สำนักสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงต้นไม้หักโค่นล้มจากพายุฝนและลมกระโชก โดยติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจตรวจสอบต้นไม้ใหญ่ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ตัดแต่งต้นไม้ เพื่อลดความสูงลง ทำการสางโปร่งต้นไม้ เพื่อลดแรงปะทะของลมและฝน และหากต้นไม้ใหญ่ที่มีความสุ่มเสี่ยงจะโค่นล้ม ให้พิจารณาทำการค้ำยันให้มีความมั่นคง แข็งแรง หรือขุดย้ายออกในกรณีที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งได้จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ ยานพาหนะ และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานทันทีตลอด 24 ชม. อีกทั้งได้ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของกรุงเทพมหานครและหน่วยงานภายนอก เพื่อร่วมมือแก้ไขปัญหากรณีต้นไม้ฉีกหักหรือโค่นล้มอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของประชาชนได้อย่างทันท่วงที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82095</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, วิชวุทย์ จินโต, วิเชียร จันทรโณทัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุดมศักดิ์ ขาวหนูนา.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f9963eebb1d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73217</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลื่นโถมเฟอร์รีล่ม พบแล้ว1ศพหาย4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทะเลคลั่ง กวาดเรือเฟอร์รีที่ออกจากเกาะสมุยมุ่งหน้าสู่แผ่นดินใหญ่ จมใต้ทะเล 16 ชีวิต ทั้งพนักงานประจำเรือและผู้โดยสารตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดท่ามกลางความมืดยามราตรี ช่วยได้แล้ว 11 คน เสียชีวิต 1 ศพ อีก 4 คนค้นหาทั้งวันยังไม่พบ เตรียมส่งหน่วยซีลสำรวจในเรือที่ประสบเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 22.00 น วันเสาร์ที่ผ่านมา ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เกาะสมุย ได้รับแจ้งเหตุเรือเฟอร์รีถูกคลื่นซัดอับปางบริเวณเกาะสี่ เกาะห้า ฝั่งอำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีลูกเรือและผู้โดยสารลอยคอรอการช่วยเหลืออยู่ในทะเล จึงรายงานให้นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, นายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม, นายประเวศ ไทยประยูร รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย, พ.ต.อ.พงษ์ขจร สุกกสังศ์ ผกก.สภ.เกาะสมุย กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเกาะสมุย กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเรือจากฐานทัพเรือแหลมโจรคร่ำ อ.เกาะสมุย เจ้าท่าภูมิภาค อ.เกาะสมุย เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสงเคราะห์เกาะสมุย เดินทางไปตรวจสอบที่ท่าเทียบเรือบริษัท ราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ท่าเรือสมุยสากลของบริษัท ราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) ฝ่ายผู้บริหารของท่าเรือได้รายงานเหตุการณ์ว่า เรือเฟอร์รี ชื่อเรือราชา 4 ได้บรรทุกสินค้าพร้อมรถยนต์บรรทุกพ่วง จำนวน 3 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน โดยมีลูกเรือ 14 คน และผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่ง ออกเดินทางจากท่าเรือราชาเฟอร์รี่เมื่อเวลาประมาณ 20.48 น. มุ่งหน้าไปยังฝั่งแผ่นดินใหญ่ ในอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างที่เรือออกจากท่าในอำเภอเกาะสมุยไปได้เพียง 2 ไมล์ทะเล บริเวณเกาะสี่ เกาะห้า ถูกกระแสคลื่นที่แรง น้ำทะเลทะลักเข้าเรือ ทำให้เรือเฟอร์รีอับปางจมลงสู่ก้นทะเล ลูกเรือพร้อมผู้โดยสารได้วิ่งหาเสื้อชูชีพใส่พร้อมกระโดดออกจากเรือ และลอยคอในทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเกาะสมุย พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเรือจากฐานทัพเรือแหลมโจรคร่ำได้นำเรือออกค้นหา พบลูกเรือเป็นชายทั้งหมด 9 คน ลอยคออยู่กลางทะเล จึงช่วยเหลือนำตัวกลับเข้าฝั่งที่ท่าเรือแหลมโจรคร่ำ ฐานทัพเรือเกาะสมุย โดยทั้งหมดอยู่ในอาการอ่อนเพลีย เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลเกาะสมุย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ชุดค้นหาเปิดเผยว่า การปฏิบัติหน้าที่ค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีอุปสรรคคลื่นลมแรง และสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เป็นเวลากลางคืน โดยยังมีคนที่สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดมเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างเร่งด่วน ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไร เรือถูกคลื่นซัด หรือสาเหตุอื่นต้องรอตรวจสอบอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาใกล้เที่ยงวันที่ 2 สิงหาคมนี้ ที่กองบังคับการสถานีเรือสมุย ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 ที่แหลมโจรคร่ำ นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์เรือเฟอร์รีล่ม, นายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี, นายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย, พ.ต.อ.พงษขจร สุกกสังศ์ ผกก.สภ.เกาะสมุย พร้อมด้วยนาวาโทรัฐพล ขะตะเจริญ หัวหน้าสถานีเรือสมุย, นายสุนทร ภู่ไพบูลย์, นายสุธรรม สามทอง รองนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเกาะสมุย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำทีมชุดกู้ภัยทางทะเลตั้งศูนย์อำนวยการค้นหาผู้สูญหายเหตุเรือเฟอร์รีล่ม พร้อมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางในการค้นหาผู้สูญหาย โดยที่ประชุมได้มีการเสนอขอเฮลิคอปเตอร์จากกองทัพภาคที่ 4 มาสนับสนุนค้นหาทางอากาศ เนื่องจากสามารถมองได้เห็นในระดับสูง พร้อมขอสนับสนุนทีมชุดกู้ภัยทางทะเลมาสนับสนุนเพิ่ม และให้เรือตรวจการณ์ของทางตำรวจน้ำ และเรือตรวจการณ์ของกองทัพเรือภาคที่ 2 มาร่วมสนับสนุนอีกแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชวุทย์กล่าวว่า เตรียมนำชุดประดาน้ำซึ่งเป็นหน่วยซีลจากกองทัพเรือมาดำสำรวจผู้ที่อาจติดอยู่ภายในเรือเฟอร์รีที่จมอยู่ใต้ทะเล คาดว่าผู้ที่อาจจะติดอยู่ภายในเรือน่าจะเป็นนายศิระวุธ ทองบุญยัง ตำแหน่งช่างเครื่อง เพราะผู้ที่รอดชีวิตได้เล่าว่า ร้องตะโกนเรียกนายศิระวุธให้ออกจากห้องเครื่องเพื่อหนี แต่นายศิระวุธตะโกนกลับมาว่าจะตามออกมา แต่ถึงขณะนี้ยังไม่พบนายศิระวุธแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างนี้ นายวิชวุทย์รับรายงาน มีชาวบ้านบนเกาะแตน ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย แจ้งว่าพบผู้รอดชีวิตอรก 2 คน คือนายพชร ทิพย์รัตน์ กะลาสี และนายสุวิทย์ นรเศรษฐวรชัย ผู้จัดการบริษัทรับเหมา ลอยไปติดที่เกาะแตนที่อยู่ทางทิศใต้ของเกาะสมุย ทั้ง 2 คนปลอดภัย แต่มีอาการอ่อนเพลียและมีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าเล็กน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รับแจ้งพบศพชายไทยลอยไปติดที่บริเวณกองหินพื้นที่เกาะแตน 1 ศพ จากการตรวจสอบและได้รับการยืนยัน คือนายเทวินทร์ สุราษฎร์ นายเรือ เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพขึ้นไว้บนท่าเรือ นางสาวนุสรา ศรีสุวรรณ ภรรยาได้โผเข้ากอดศพร้องไห้ด้วยความเสียใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุบัติเหตุครั้งนี้ยังมีผู้ที่สูญหายอีก 4 คน ได้แก่ 1.นายศิระวุธ ทองบุญยัง สรั่งช่างกล 2.นายทิวากรณ วัชรฤทธิ์ กะลาสี 3.นางสาวนภัรดา จันหาญ พนักงานขายของบนเรือ 4.นายชาญชัย เหล่าทรัพย์ คนขับรถบรรทุกสิบล้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผวจ.สุราษฎร์ธานีกล่าวว่า ขณะนี้คลื่นลมในอ่าวไทยยังมีกำลังแรง คลื่นสูง 1-1.5 เมตร ทำให้เป็นอุปสรรคในการค้นหา ได้ประสานไปทางราชาเฟอร์รี่เพื่อขอทราบพิกัดเส้นทางเดินเรือที่แน่ชัดเพื่อนำทุ่นไปปักไว้ เมื่อคลื่นลมสงบจะได้ส่งทีมประดาน้ำเข้าช่วยค้นหา ในส่วนของทางทหารจากทัพเรือภาค 2 กองทัพภาคที่ 4 และกองบิน 7 สนับสนุนเรือและเฮลิคอปเตอร์ช่วยการออกค้นหาในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรือเฟอร์รีลำดังกล่าว เป็นเรือที่ถูกเช่าเหมาลำในการบรรทุกขยะจากอำเภอเกาะสมุยไปยังแผ่นดินใหญ่ ภายในเรือมีรถบรรทุกขยะและรถกระบะหลายคัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ช่วงเกิดเหตุอยู่บนดาดฟ้าเรือ รู้สึกว่าเรือเอียงไปทางขวาจึงรีบนำเสื้อชูชีพมาใส่ ส่วนสาเหตุคาดว่าเรือแล่นไปปะทะกับคลื่นลูกใหญ่ จึงทำให้รถพ่วงบรรทุกขยะเต็มคันรถอยู่ในระวางเรือไหลไปรวมกันทางด้านขวา เมื่อเห็นว่าเรือกำลังจะจมจึงตัดสินใจกระโดดลอยคออยู่กลางทะเลและได้รับการช่วยเหลือเวลาต่อมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการตำรวจน้ำ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจในพื้นที่ ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทัพเรือภาค 3 และฝ่ายปกครอง สนับสนุนภารกิจการติดตามค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหายทั้งหมดอย่างเต็มที่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73217</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, วิชวุทย์ จินโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26b42b7b908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.มีฝนถึง7ต.ค. กลางเดือนฤดูหนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพฯ ยังมีฝนต่อเนื่องจนถึง 7 ตุลา. อุตุฯ เตือน แม่ฮ่องสอน ตาก พิษณุโลก กาญจนบุรี ระยอง จันทบุรี เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม เผยกลางเดือนนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ชี้แจงเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ถึงสภาพอากาศของประเทศไทยในระยะ 2-3 วันนี้ ว่า จะยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ลมกระโชกแรงและมีฟ้าผ่าในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน เนื่องจากอิทธิพลของร่องมรสุมที่เลื่อนมาพาดผ่านในบริเวณดังกล่าว สำหรับกรุงเทพมหานครจะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม และอาจมีฝนแผ่ลงไปปกคลุมถึงภาคใต้ตอนบนตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียงกล่าวว่า พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือบริเวณที่ลาดเชิงเขาในภาคเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่เทือกเขาและมีความลาดชันสูง โดยเฉพาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก พิษณุโลก เพราะมีดินที่อุ้มน้ำมากตั้งแต่ช่วงฤดูฝน ทำให้มีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้ รวมทั้งพื้นที่ลาดเชิงเขาในภาคตะวันตกในจังหวัดกาญจนบุรี และภาคตะวันออกบริเวณเทือกเขาชะเมา จังหวัดระยอง และเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และน้ำท่วมฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากนั้น ร่องความกดอากาศลูกนี้จะเคลื่อนขึ้นไปปกคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้มีฝนลดลง และทำให้อุณหภูมิลดลงประมาณ 2-3 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 3-4 ตุลาคม จากนั้นคาดว่าประมาณกลางเดือนตุลาคม ประเทศไทยก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพายุไต้ฝุ่น &amp;ldquo;กองเร็ย&amp;rdquo; (KONG-REY) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก นายภูเวียงกล่าวว่า มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้เกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 4-6 ตุลาคม 2561 โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่อำเภอเคียนซา เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากพื้นที่หมู่ที่ 3, 4, 7, 10 และหมู่ที่ 16 ต.บ้านเสด็จ อ.เคียนซา ทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย ราษฎรได้รับผลกระทบ 55 ครัวเรือน 275 คน โดย ผวจ.สุราษฎร์ธานีให้กำลังใจราษฎรผู้ประสบภัย พร้อมสั่งการให้ทางอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจให้ความช่วยเหลือโดยด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เกิดฝนตกหนักเมื่อคืนวันจันทร์ต่อวันอังคาร ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ อ.พระแสงพนม เคียนซา และคีรีรัฐนิคม ทางจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือ โดยพบว่ามีผู้ป่วยติดเตียงถูกกระแสน้ำซัดเสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายอรุณรัตน์ เพชรรัตน์ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 8 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18950</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูเวียง ประคำมินทร์, วิชวุทย์ จินโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb37639a8142.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
