<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63146</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัดใจDSIคดี&#039;โอ๊ค&#039;ฟอกเงินกรุงไทย! อัยการไม่อุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเขาจะเป็น &amp;ldquo;ตระกูลชินวัตร&amp;rdquo; คนแรกที่ถูกฟ้องคดี แล้วศาลพิพากษายกฟ้อง รอดคุกและไม่ต้องหนีคดี &amp;ldquo;โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร&amp;rdquo; บุตรชายของ &amp;ldquo;ทักษิณ ชินวัตร&amp;rdquo; อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในคดีฟอกเงินทุจริตการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย ให้กลุ่มธุรกิจเครือกฤษดามหานคร หมายเลขดำ อท.245/2561 ซึ่งล่าสุดปรากฏว่าคณะทำงานอัยการคดีพิเศษและอัยการคดีศาลสูง ได้มีมติไม่ยื่นอุทธรณ์คดีของ &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; แล้ว เนื่องจากเห็นชอบกับคำพิพากษาของศาล อยู่ระหว่างที่ &amp;ldquo;กรมสอบสวนคดีพิเศษ&amp;rdquo; (ดีเอสไอ) จะเห็นแย้งหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องคดีระบุพฤติการณ์ย้อนไปเมื่อปี 2547 กรณี &amp;ldquo;วิชัย กฤษดาธานนท์&amp;rdquo; อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร กับพวก ร่วมกันกระทำผิดกับอดีตผู้บริหาร ธ.กรุงไทย ในการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ ทำให้ธนาคารเสียหายจำนวน 10,400,000,000 บาท แล้วร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการกระทำผิด โดยได้นำบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ที่มี &amp;ldquo;รัชฎา กฤษดาธานนท์&amp;rdquo; บุตรชายของนายวิชัย เป็นกรรมการ มาใช้ในการรับโอนเงิน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน โดย &amp;ldquo;วิชัย&amp;rdquo; ได้โอนเงินจากการขายหุ้นนั้นให้ &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพื่อนกับ &amp;ldquo;รัชฎา&amp;rdquo; และบุคคลในครอบครัวทั้งสองมีความรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการสู้คดี &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; ให้การปฏิเสธ โดยต่อสู้ว่าเงิน 10 ล้านบาทดังกล่าว เป็นเงินที่จะร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้ารถซ^เปอร์คาร์กับ &amp;ldquo;รัชฎา&amp;rdquo; โดยในคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ อธิบายถึงเงิน 10 ล้านที่ &amp;ldquo;วิชัย&amp;rdquo; โอนเข้าบัญชี &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; นั้น เป็นส่วนที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ว่าเงินนั้นจะผ่านกระบวนการแปรสภาพทรัพย์สินมากี่ครั้งกี่หน ก็ยังคงเป็นเงินที่กระทำผิดฐานฟอกเงินตลอดไป ไม่ใช่เงินบริสุทธิ์ แต่ผู้ที่รับโอนเงินมานั้น จะต้องรับทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่ง หรือได้มาจากการกระทำความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นนี้ศาลเห็นว่า ขณะนั้นจำเลยอายุ 26 ปี ซึ่งเวลานั้นจำเลยเพิ่งจบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง จำเลยจึงย่อมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด โดยจำเลยเองเวลานั้นก็มีทรัพย์เป็นหุ้นในบริษัทจำนวน 4,000 ล้านบาทอยู่ก่อนแล้ว หากเทียบสัดส่วนเงิน 10 ล้านบาทที่โอนเข้าบัญชีกับมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ ก็คิดเป็น 0.0025% และเมื่อเทียบกับจำนวนยอดเงินกู้สินเชื่อที่ &amp;ldquo;วิชัย&amp;rdquo; ได้ไปนั้นก็เพียง 0.001% เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อย และพบว่าในการทำธุรกรรมทางการเงินของจำเลยผ่านบัญชีต่างๆ ก็ยังเป็นการโอนและถอนลักษณะปกติ พฤติการณ์ของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยรู้หรือควรรู้ว่า &amp;ldquo;วิชัย&amp;rdquo; ได้เงินจากการทุจริต เมื่อจำเลยไม่รู้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟอกเงิน พิพากษายกฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในวันดังกล่าวหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จ ผู้พิพากษาได้แจ้งด้วยว่า คดีนี้องค์คณะผู้พิพากษา (มี 2 คน) มีความเห็นต่างกันในการตัดสิน จึงได้นำความเห็นที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ขณะที่ความเห็นขององค์คณะอีกคนหนึ่งนั้นเห็นแย้งว่า จำเลยมีความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วย หากคู่ความยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ ณ วันนี้ เมื่ออัยการในฐานะโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์แล้ว &amp;nbsp;&amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; จำเลยที่ได้ยกฟ้องก็คงไม่อุทธรณ์แน่นอน แต่ขั้นตอนตามกฎหมายอยู่ที่ &amp;ldquo;ดีเอสไอ&amp;rdquo; ผู้ทำสำนวน จะเห็นแย้งกับอัยการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับที่อัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ เท่ากับว่า &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; จะโล่งอก รอดหลุดพ้นจากคดีนี้ในที่สุด แต่ถ้าเกิด &amp;ldquo;ดีเอสไอ&amp;rdquo; เห็นแย้งต้องการให้อุทธรณ์ ก็จะต้องไปวัดการตัดสินใจกันต่อที่ &amp;ldquo;อัยการสูงสุด&amp;rdquo; คนปัจจุบันคือ &amp;ldquo;วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์&amp;rdquo; จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ท่าทีของ &amp;ldquo;ดีเอสไอ&amp;rdquo; ภายใต้สังกัด &amp;ldquo;กระทรวงยุติธรรม&amp;rdquo; วันนี้ โอกาสที่จะเห็นแย้งอัยการยังไม่มีวี่แวว ยิ่งประกอบกับที่ &amp;ldquo;สำนักข่าวอิศรา&amp;rdquo; เปิดคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 109/2563 ลงนามโดย &amp;ldquo;สมศักดิ์ เทพสุทิน&amp;rdquo; รมว.ยุติธรรม ให้ย้าย &amp;ldquo;พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร&amp;rdquo; รักษาการอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในคดีของ &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; กลับไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นสัญญาณไม่อุทธรณ์คดีนี้หรือไม่ โดยในส่วนของผู้ติดตามคดีอย่าง &amp;ldquo;วัชระ เพชรทอง&amp;rdquo; อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ส่งหนังสือถามเรื่องนี้ถึง &amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; รมว.ยุติธรรม เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2563 ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไรด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนี้จึงต้องรอดูกันว่า &amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; จะอธิบายอย่างไรต่อไปถึงกระแสข่าวดังกล่าว กับการวัดใจ &amp;ldquo;ดีเอสไอ&amp;rdquo; ที่จะเห็นด้วยหรือแย้งกับทางอัยการ ซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ &amp;ldquo;พานทองแท้&amp;rdquo; จะโล่งอก หรือต้องลุ้นต่อกันเลยทีเดียว หากมีพลิกล็อกไม่เป็นไปตามกระแสข่าวขึ้นมาด้วยการเห็นแย้ง การวัดใจก็ถูกส่งต่อไปที่อัยการสูงสุดอีกคนด้วย ตามขั้นตอนเช่นนี้เหมือนเป็นภาระของโจทก์และจำเลยที่จะต้องสู้คดีต่อไป ส่วนถ้าเห็นด้วยไม่อุทธรณ์นั้น แม้จะไม่เหนื่อย แต่อาจมีคำถามต่อความยุติธรรมได้ เพราะความเห็นแย้งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนหนึ่งที่ให้ลงโทษจำคุกก็จะค้างคาไป ไม่ได้รับการพิจารณาจากศาลอุทธรณ์ต่อ.
นายชาติสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63146</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, นายชาติสังคม, พานทองแท้ ชินวัตร, วิชัย กฤษดาธานนท์, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200414/image_big_5e95b66a00fba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 13:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 13:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไต่สวนคดีกู้กรุงไทย&#039;ป.ป.ง.&#039;ยัน &#039;โอ๊ค&#039;ร่วมฟอกเงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24 ก.ย.62-ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 39 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2561 จากกรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎา บุตรชายคนละ 12 ปีร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย, นายรัชฎา และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ในชั้นศาล นายพานทองแท้ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่วงเช้าศาลได้ไต่สวนพยานอัยการโจทก์ 1 ปากเสร็จสิ้นคือ นายสุนทรา พลไตร ผู้อำนวยการส่วนบริหารทรัพย์สิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ในฐานะผู้กล่าวหาคดีนี้ ได้เบิกความตอบคำถามศาลสรุปว่า ในการตรวจสอบคดีนี้ช่วงปี 2559-2560 พยานเป็นผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย ป.ป.ง. โดยได้ตรวจสอบเอกสารจากการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่พยานเห็นว่ามีการร่วมกันฟอกเงินระหว่างจำเลยกับนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เนื่องจากมีการรับโอนและโยกย้ายเงินในหลายบัญชี ซึ่งในส่วนของจำเลยมีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพต่างสาขาระหว่างบางพลัดและซอยอารีย์ ขณะที่ทั้งสองก็ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กันทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบว่าจำเลยได้โอนเงิน 10 ล้านบาทคืนนายวิชัย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และนายวิชัย เมื่อปี 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการระบุว่าจำเลยทำธุรกิจรถยนต์กับนายรัชฎานั้น ก็ไม่น่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบเชื่อว่าการรับโอนเงินระหว่างจำเลยและนายวิชัย เป็นการให้ค่าตอบแทนบางประการ หลังจากที่นายวิชัยได้รับเงินปล่อยกู้จากธนาคารกรุงไทย ซึ่งบิดาของจำเลย คือนายทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้นก็ดูจากต้นเงิน ที่เมื่อธนาคารกรุงไทยได้ปล่อยกู้ให้กับบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค แล้ว จนผ่านไปถึงนายวิชัย จากนั้นจำเลยก็ได้รับเช็คโอนเงินเข้าบัญชี 10 ล้านบาท จากนายวิชัย ส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องนายทักษิณจากคดีอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้นั้น จะด้วยเหตุผลใด อย่างไร พยานไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องในคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อพยานโจก์ปากแรกเบิกความเสร็จช่วงเที่ยงเศษ ศาลได้นัดไต่สวนพยานโจทก์ปากที่ 2 ในเวลา 13:30 น. อีกทั้งในวันนี้ นายพานทองแท้ได้ยื่นคำให้การใหม่เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังนายพานทองแท้ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ที่ตนได้ยื่นคำให้การใหม่นั้น เป็นการเพิ่มเติมหลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้คดี จึงเลือกให้การใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงปฎิเสธข้อกล่าวหา โดยในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ย.นี้ ตนจะขึ้นเบิกความนัดไต่สวนพยานจำเลยซึ่งมีตนเพียงปากเดียว เบิกความในประเด็นเรื่องการลงทุนและเงินจำนวน 10 ล้านบาท ว่านำไปใช้จ่ายอะไร เพื่อให้ศาลเข้าใจว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาตนเองยังไม่เคยขึ้นเบิกความ จึงยังไม่ได้ให้ข้อมูลกับศาล แต่ยืนยันเจตนาไม่เคยฟอกเงินตามข้อกล่าวหาตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี และหากศาลกรุณาอ่านก็จะเข้าใจ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46481</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดคีกรุงไทย, นายพานทองแท้ ชินวัตร, นายสุนทรา พลไตร, ป.ป.ง., ฟอกเงิน, วิชัย กฤษดาธานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d89bb1c2da63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2019 22:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดให้พาสปอร์ต&#039;ปู&#039; กัมพูชาโบ้ยไม่รู้เอกสารจริง-ปลอม&#039;ป้อม&#039;หงุดหงิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ป้อม&amp;rdquo; ปัดตอบ &amp;ldquo;ปู&amp;rdquo; ถือพาสปอร์ตกัมพูชา โบ้ยให้ไปถามกัมพูชาเอง ขณะที่รัฐบาลกัมพูชายืนกรานปฏิเสธไม่ได้ออกพาสปอร์ตให้ &amp;quot;ยิ่งลักษณ์&amp;quot; อ้างไม่รู้เอกสารจริงหรือปลอม ชี้กฎหมายกัมพูชาไม่อนุญาตให้ออกหนังสือเดินทางแก่คนต่างชาติ เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกาที่กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ทรงลงพระปรมาภิไธยเอง อัยการแจ้ง อคส.-อ.ต.ก.ส่งเอกสารฟ้องเอกชนชดใช้โครงการจำนำข้าวเพิ่ม 16 ม.ค.นี้ นัดฟ้อง &amp;quot;มานพ ทิวารี&amp;quot; พ่อ &amp;quot;ศิธา&amp;quot; คดีฟอกเงิน ธ.กรุงไทย 30 ม.ค. ส่วน &amp;quot;โอ๊ค&amp;quot; ต้องมารายงานตัวต่อศาลภายใน 26 มี.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือหนังสือเดินทางประเทศกัมพูชา จดทะเบียนตั้งบริษัทในฮ่องกง โดยตอบเพียงสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;ให้ไปถามกัมพูชาเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศหรือไม่ พล.อ.ประวิตรไม่ตอบคำถามดังกล่าว พร้อมเดินขึ้นรถออกไปทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ของฮ่องกง รายงานว่า เอกสารการยื่นขอจดทะเบียนบริษัทในฮ่องกงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเธอยื่นขอเป็นผู้อำนวยการแต่เพียงผู้เดียวของบริษัท พี.ที. คอร์ปอเรชัน ที่เปิดดำเนินกิจการในฮ่องกงเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2561 น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุในช่องหนังสือเดินทางว่า &amp;quot;ราชอาณาจักรกัมพูชา&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ของกัมพูชาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2562 รายงานข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธว่ากัมพูชาไม่ได้ออกหนังสือเดินทางกัมพูชาให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามที่มีรายงานในหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ของฮ่องกง ที่อ้างอิงเอกสารการขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พี.ที. คอร์ปอเรชัน จำกัด ในฮ่องกง ลงวันที่ 24 ส.ค.2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเอกสารซึ่งยื่นขอในเวลาเกือบ 1 ปี หลังจากการหลบหนีคำพิพากษาจำคุกคดีรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์กรอกข้อมูลว่าถือหนังสือเดินทางของราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อใช้ยื่นขอเป็นผู้อำนวยการแต่เพียงผู้เดียวของบริษัทนี้ และหลังจากจัดตั้งบริษัทนี้ได้ 4 เดือน ก็มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นประธานของบริษัท ซัวเถาอินเตอร์เนชันแนลคอนเทนเนอร์เทอร์มินัล (เอสไอซีที) ผู้ดำเนินกิจการท่าเรือในมณฑลกวางตุ้ง รายงานของพนมเปญโพสต์กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่เอสไอซีที แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี พนมเปญโพสต์ได้สอบถามพลเอกเหมา จันดารา อธิบดีกรมทะเบียนราษฎร สังกัดกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา ในขณะนั้น ได้รับคำตอบว่า กัมพูชาไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราไม่รู้ว่ามันเป็นของปลอมหรือไม่ แต่เราไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้แก่คนต่างชาติ&amp;quot; เขากล่าวกับพนมเปญโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมกับชี้แจงด้วยว่า การออกพาสปอร์ตกัมพูชาให้คนต่างชาตินั้นขัดต่อกฎหมายของกัมพูชา แต่การจะออกพาสปอร์ตให้คนต่างชาตินั้น จะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นได้รับสัญชาติกัมพูชาแล้ว ผ่านการตราพระราชกฤษฎีกาที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงลงพระปรมาภิไธยเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีใครในโลกนี้ไม่รู้บ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนไทย และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เธอจะใช้หนังสือเดินทางของกัมพูชาไปจดทะเบียนบริษัทในฐานะพลเมืองกัมพูชาได้อย่างไร เราไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับรายงานข่าวเรื่องนี้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โพสต์อินสตาแกรมภาพนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ที่กำลังรับประทานขนมจีนน้ำยาปูและแกงเขียวหวาน พร้อมข้อความว่า &amp;ldquo;ชื่อทักษิณก็ต้องกินอาหารใต้ วันนี้เลยได้ชิมขนมจีนน้ำยาปูและแกงเขียวหวานปักษ์ใต้กันค่ะ&amp;rdquo;
อสส.ขอข้อมูลจำนำข้าวเพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษก อสส. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งนักการเมือง, เจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ภายหลังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ รวมทั้งนักการเมืองในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐสังกัดกรมการค้าต่างประเทศ และกลุ่มเอกชนไปเมื่อปี 2560 ว่า เมื่อมีการดำเนินคดีอาญาโดยฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจำนำข้าวและระบายข้าวจนศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาแล้ว ภายหลังก็ได้มีการดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแรกคือที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งทางปกครองบังคับคดีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์, นายบุญทรง, &amp;nbsp;นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์, นายมนัส สร้อย พลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็น ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ, นายอัครพงศ์ (หรืออัฐฐิติพงศ์) ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ มูลค่านับแสนล้านบาท ต่อมาผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดทั้ง 6 รายดังกล่าวก็ได้ยื่นฟ้อง รมว.คลัง และกระทรวงการคลัง เป็นคดีปกครองต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งส่วนนี้พนักงานอัยการสำนักงานคดีปกครองได้ดำเนินการแก้ต่างให้ รมว.คลังและหน่วยงานรัฐคือกระทรวงการคลังแล้ว สำหรับคำขอทุเลาการบังคับคดี ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด แต่บางรายขอยื่นทุเลาการบังคับคดีเข้ามาอีก ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ส่วนคำฟ้องที่ฟ้องขอให้เพิก ถอนคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหนทดแทนนั้น ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลปกครองกลาง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ส่งคดีให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปกครอง เพื่อให้ดำเนินการพิจารณาฟ้องเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ อคส. และ อ.ต.ก. ที่ผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสารและสัญญาตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาทนั้น โดยคดีในส่วนนี้ทางสำนักงานอัยการคดีปกครองได้รับสำนวนคดีจาก อคส. จำนวน 246 คดี และจาก &amp;nbsp;อ.ต.ก. จำนวน 89 คดี ทั้งหมดเป็นเรื่องต่อเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าว ซึ่งนายเทพสิทธิ์ รักไตรรงค์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครอง ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันพิจารณา ซึ่งได้พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าทางคดียังขาดเอกสารและพยานหลักฐาน โดยคดีมีเอกสารและพยานหลักฐานยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ คณะทำงานจึงมีมติให้ อคส.และ อ.ต.ก.รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการ โดยนายเทพสิทธิ์ได้มีคำสั่งแจ้งทั้ง 2 หน่วยงานไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2561 ว่าให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมมาภายใน 16 ม.ค.นี้ ทั้งนี้ หากเอกสารครบถ้วนแล้ว คณะทำงานอัยการคดีปกครองจะพิจารณามีความเห็นและคำสั่งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายให้กับ อคส. และ อ.ต.ก.นี้ จะไม่มีปัญหาเรื่องอายุความดำเนินคดีใช่หรือไม่ อย่างไร นายประยุทธกล่าวว่า ประเด็นข้อนี้ทางคณะทำงานถือเป็นเรื่องสำคัญ และได้ตระหนักอยู่แล้ว ขอให้สบายใจได้ว่าไม่เกิดความเสียหายเพราะเรื่องนี้ในชั้นพนักงานอัยการแน่นอน
นัดฟ้อง&amp;#39;พ่อศิธา&amp;#39;ฟอกเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายประยุทธ เพชรคุณ เปิดเผยถึงการรอส่งตัวฟ้องนายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน รับโอนเงินที่ได้จากการอนุมัติสินเชื่อระหว่าง ธ.กรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบว่า หลังจากที่คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องนายมานพ พร้อมกับนางกาญจนาภา หงษ์เหิน (เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร ) และนายวันชัย หงษ์เหิน (สามีของนางกาญจนาภา)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของนายมานพนั้น ให้มาพบกับอัยการในวันที่ 29 พ.ย.2561 เพื่อจะยื่นฟ้อง แต่ขณะเดียวกันนั้น นายมานพก็ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด แต่คณะทำงานอัยการพิจารณาแล้วก็มีความเห็นยืนยันสั่งฟ้อง โดยอัยการกำหนดนัดให้นายมานพมาพบในวันที่ 30 ม.ค.2562 เวลา 10.00 น. เพื่อจะนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งอัยการได้แจ้งด้วยว่าหากไม่มาพบตามเวลาที่นัดหมายก็จะพิจารณาให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตามขั้นตอนขอออกหมายจับที่จะติดตามตัวมาฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนางกาญจนาภาและนายวันชัย (อัยการมีคำสั่งให้ฟ้องข้อหาร่วมฟอกเงินและสมคบฟอกเงินในการรับโอนเช็คจำนวน 26 ล้านบาท) ก่อนหน้านี้ คณะทำงานอัยการฯ แจ้งให้ดีเอสไอติดตามตัวทั้งสองมาฟ้องแล้ว ซึ่งมีการให้ออกหมายจับทั้งสองแล้วต้องรอการติดตามหาตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาส่งฟ้องศาลภายในอายุความต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีสมคบฟอกเงินที่เกี่ยวกับการโอนและรับโอนเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องการทุจริตปล่อยกู้ของ ธ.กรุงไทยกับเครือข่ายธุรกิจกฤษดามหานครนั้น ก่อนหน้านี้อัยการได้ยื่นฟ้องไปแล้ว 2 สำนวน สำนวนแรกส่วนของผู้โอนคือกลุ่มธุรกิจกฤษดามหานคร ซึ่งได้ยื่นฟ้องนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 79 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับพวกรวม 6 คนต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนวนที่ 2 กลุ่มรับโอนเงิน ที่ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร (บุตรชายนายทักษิณ) ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 ฐานสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินรับโอนเช็ค 10 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2561 ซึ่งศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.245/2561 และได้นัดตรวจเอกสารหลักฐานต่อเนื่องในเดือน ม.ค.2562-เม.ย.2562 โดยจะนัดตรวจหลักฐานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ ขณะที่นายพานทองแท้ได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์เงินสด 1 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนที่มีข่าวว่านายพานทองแท้เตรียมจะเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของน้องสาวคนเล็ก น.ส.แพทองธาร หรืออุ๊งอิ๊ง ที่ต่างประเทศในเดือน มี.ค.2562 นี้ ทีมทนายความก็ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางแล้วเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายพานทองแท้ จำเลย เดินทางออกนอกประเทศ โดยนายพานทองแท้มีกำหนดที่จะต้องเดินทางกลับมารายงานตัวต่อศาลภายในวันที่ 26 มี.ค.นี้ หลังจากเดินทางไปร่วมงานแต่งงานดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26258</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ เพชรคุณ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิชัย กฤษดาธานนท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190110/image_big_5c3750982457e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พ่อ-แม่&#039;รังแก&#039;โอ๊ค&#039; &#039;แก้วสรร&#039;แฉเอาชื่อลูกไปทำธุรกรรมฟอกเงินซํ้ารอยคดีซุกหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โอ๊ค&amp;rdquo; โชว์กึ๋นกฎหมายฟอกเงิน &amp;nbsp;พร้อมโอ่เกียรติลูกผู้ชายไม่หนี ทั้งที่มีผู้แนะนำให้อยู่ฮ่องกงต่อก็หมดอายุความแล้ว &amp;ldquo;ลูกหาบ&amp;rdquo; รีบอวยพร้อมขู่เช็กบิลหากมีอำนาจ &amp;ldquo;แก้วสรร&amp;rdquo; เปิดข้อมูลใครรังแกลูกทักษิณ ซัดต้องโทษ &amp;ldquo;พ่อ-แม่&amp;rdquo; ที่เล่นแรง อึ้ง! เปรูก็จับลูกอดีตอดีตประธานาธิบดีฟูจิโมริผู้อื้อฉาวข้อหาฟอกเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 01.09 น. วันพฤหัสบดี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊กกรณีอัยการสั่งฟ้องคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร ว่าขอบพระคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่านที่ให้กำลังใจ ทั้งท่านที่เดินทางมาให้กำลังใจเอง และส่งกำลังใจมาตามช่องทางต่างๆ ซึ่งขอน้อมรับกำลังใจด้วยความซาบซึ้งใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยืนยันด้วยเกียรติลูกผู้ชายในความบริสุทธิ์ ว่าผมไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา และไม่มีเหตุผลอะไรที่คนกู้เงินมาร่วมหมื่นล้าน จะเอาเงินมาฟอกเพียงแค่ 10 ล้าน แถมบุคคลที่ใช้ให้ฟอกเงิน คือลูกชายของนายกฯ ณ ขณะนั้นอีกด้วย การเมืองไหมล่ะ&amp;rdquo; นายพานทองแท้โพสต์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพานทองแท้ยังระบุว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดนี้เกิดขึ้นมากว่า 14 ปีแล้ว ซึ่งหลายคนแนะนำว่าคดีฟอกเงินมีอายุความ 15 ปี จะหมดอายุความอยู่แล้ว ไหนๆ ก็อยู่ฮ่องกงอยู่แล้ว ก็อยู่ต่อไปอีกไม่กี่เดือนแล้วค่อยกลับมาตอนคดีหมดอายุความ สบายกว่ากันเยอะ แต่ก็เลือกกลับมารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ ซึ่งความผิดฐานฟอกเงินมี 2 องค์ประกอบหลักๆ คือต้องรู้ว่าเป็นเงินผิดกฎหมาย และเจตนาที่จะร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งกรณีเงินกู้นี้มีธุรกรรมจากเงินก้อนเดียวกัน กระทำในลักษณะเดียวกันหลายร้อยราย คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้าน แต่อัยการกลับสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันฟอกเงินแค่ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนในบริษัทที่เป็นผู้กู้ เและ 2.กลุ่มที่เกี่ยวพันกับการเมืองเท่านั้น มันแปลกไหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย หนึ่งในกลุ่มอดีต ส.ส.ที่เดินทางไปให้กำลังใจนายพานทองแท้ กล่าวว่า คดีมีผู้ตกอยู่ในข้อกล่าวหา 150 คน แต่ทำไมถึงเลือกฟ้องนายพานทองแท้เพียงคนเดียว และดูเหมือนจะมาทำช่วงใกล้เลือกตั้ง ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ดิสเครดิตพรรคเพื่อไทย รังแกตระกูลชินวัตรหรือไม่ นายพานทองแท้ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เพียงแค่เป็นลูกชายอดีตนายกฯ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเป็นลูกทักษิณนั้นผิดด้วยหรือ เมื่อไปดูเจตนานายพานทองแท้ไม่ได้มีเจตนาร่วมฟอกเงิน หรือร่วมโกงแต่อย่างใด ส่วนที่ศาลห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ อยากให้ดูที่เจตนานายพานทองแท้มีพฤติกรรมที่จะหลบหนีหรือไม่ เท่าที่ดูไม่มี ซึ่งในวันข้างหน้าถ้าเลือกตั้งเรียบร้อยได้เป็น ส.ส.จะขอไปตรวจสอบผู้ร่วมกระทำความผิด และไม่ใช่เพียงกรณีนี้ แต่จะดูไปถึงกฎหมายเรื่องอื่นๆ ด้วย&amp;rdquo; นพ.เชิดชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไอยังต้องรอความเห็นสั่งฟ้องอย่างเป็นทางการของอัยการ หากสอดคล้องกับการสอบสวนของดีเอสไอก็จะไม่ทำความเห็นแย้ง โดยในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 2 วงเงิน แต่เมื่อการสอบสวนแล้วเสร็จ พบว่านายพานทองแท้ไม่เกี่ยวข้องกับเงิน 26 ล้านบาท จึงมีความเห็นสั่งฟ้องเฉพาะนางกาญจนาภาและนายวันชัย หงษ์เหิน ส่วนวงเงิน 10 ล้านบาทนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายพานทองแท้โดยตรง จึงมีความเห็นสั่งฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้ที่มีธุรกรรมการเงินเกี่ยวข้องกับผู้บริหารกฤษดามหานครกว่า 190 ราย ดีเอสไอได้สอบสวนพบว่าเป็นการรับเงินตามที่มีมูลหนี้ต่อกัน และมีเหตุผลการใช้จ่ายเงินที่รับฟังได้ เช่น เป็นการชำระค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในคดีฟอกเงิน ขณะนี้ได้สรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งไปให้อัยการพิจารณาสั่งคดีตามขั้นตอนแล้ว&amp;rdquo; พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว
แก้วสรรชี้ใครรังแกเด็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากดีเอสไอเผยว่า ผู้ที่มีรายชื่อรับเช็คจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ 2 ราย ซึ่งถูกโยงไปเป็นประเด็นการเมือง คือ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งสำรองจ่ายเงินค่าจัดเลี้ยงรุ่น วปอ. จำนวน 200,000 บาท แทนนายวิชัย ในภายหลังนายวิชัยจึงสั่งจ่ายเช็คคืนเงินให้ ส่วนวงเงิน 100,000 บาท ที่บริจาคให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ก็มีความชัดเจนในทางบัญชีว่าเงินไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น แต่ถูกนำเข้าบัญชีของมูลนิธิรัฐบุรุษฯ ในทันที แตกต่างจากกรณีของนายพานทองแท้ ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่เชื่อว่าเช็คสั่งจ่าย 10 ล้านบาท ที่รับจากนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ ลูกชายของนายวิชัย เป็นการร่วมทุนนำเข้ารถยนต์หรูเข้ามาจำหน่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้เขียนบทความเรื่อง &amp;quot;กฎหมายไทย..รังแกเด็ก..รับใช้เผด็จการ ???&amp;quot; ในลักษณะถาม-ตอบ ระบุว่า เป็นหนึ่งใน คตส. และหนึ่งในพยานดีเอสไอคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย และเลขานุการอนุกรรมการไต่สวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งคดีธนาคารกรุงไทยนี้ ศาลฎีกาชี้ขาดยุติไปแล้วว่าปล่อยกู้โดยมิชอบ ซึ่งเหตุที่ลามไปถึงนายพานทองแท้ เพราะหลักฐานทางเดินของเงินที่ให้กู้กันโดยมิชอบนี้ ส่วนหนึ่งมันลากไปถึงชื่อนายพานทองแท้ว่าน่าจะมีส่วนรับประโยชน์เข้าตัวการ โดยแปลงเป็นธุรกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือจนเข้าข่ายฟอกเงินด้วย ซึ่งหลักฐานทั้ง คตส., ดีเอสไอ และอัยการแน่นจนต้องชี้มูลความผิดฐานฟอกเงิน ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องรังแกเด็ก และ ธ.ค.คดีก็จะขาดอายุความแล้ว ทั้งดีเอสไอและอัยการไม่สั่งสำนวนไม่ได้ ไปว่าคนอื่นดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแก้วสรรยังตอบคำถามว่าใครดีกว่า ว่าพฤติกรรมใช้ชื่อลูกเล็กๆ ทั้งพานทองแท้และพินทองทา มาซุกหุ้นทำเป็นรับซื้อหุ้นชินคอร์ปมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท จากพ่อแม่หุ้นละ 10 บาท ราคาจริงขณะนั้น 150 บาท แล้วห้ามตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่ายปันผลให้ลูกโดยตรง ต้องจ่ายเป็นเช็คผ่านบริษัทชินคอร์ป ให้เลขาฯ แม่ นำเข้าบัญชีที่ใช้ชื่อลูกเปิดบัญชีไว้ และให้ลูกเซ็นใบถอนเงินทิ้งไว้ให้ แล้วเลขาฯ มารดาก็ถอนเงินปันผลไปเข้าบัญชีแม่ทุกงวด รวมกว่า 300 ล้าน กว่า 4 ปี นี่คือการใช้ชื่อลูกทำผิด ซุกหุ้นสัมปทานก่อนขึ้นเป็นนายกฯ ทั้งสิ้น ไม่มีทางปฏิเสธได้ ซึ่งกรณีกรุงไทยก็น่าเชื่อว่าเป็นเหมือนกรณีซุกหุ้นเช่นกัน นายพานทองแท้ไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรเลยถูกเลขาฯ มารดาเอาลายเซ็นเอาชื่อไปใช้ทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันที่จริงแล้วเด็กสองคนนี้ไม่ได้ทำอะไรแรงๆ เลย &amp;nbsp; โดนแรงๆ ก็เพราะพ่อแม่เอาชื่อไปใช้แรงๆ ทั้งสิ้น ตอนเป็น คตส.ใหม่ๆ ผมเคยบอกเพื่อน เตือนผ่านไปยังครอบครัวเขาแล้วว่าอย่าเอาชื่อลูกเข้ามา ไม่มีใครอยากทำอะไรเด็กทั้งนั้น แต่ในที่สุดชื่อเขาก็ถูกนำมาใช้ และเมื่อไม่พูดความจริงก็ต้องโดน พ่อแม่ทั่วไป ไม่มีใครเขาใช้ชื่อลูกมาเล่นแรงๆ เสี่ยงคุกตะรางอย่างนี้หรอกครับ หัวใจทำด้วยอะไรก็ไม่รู้ อย่าไปโทษคนอื่น ไม่ต้องไปปราศรัยอะไรที่ไหนด้วย มันไม่ใช่เรื่องเผด็จการหรือประชาธิปไตยอะไรเลย&amp;rdquo; นายแก้วสรรระบุ (อ่านรายละเอียดหน้า 4)
เปรูรวบลูกอดีตผู้นำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีอ้างการเปิดเผยของจูเลียนา โลซา ทนายความของเคโกะ ฟูจิโมริ ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคพลังประชาชน ว่าอัยการได้สั่งให้จับกุมเคโกะวัย 43 ปี รายนี้ ฐานต้องสงสัยว่าฟอกเงิน และจะถูกควบคุมตัวไว้นาน 10 วัน โดยการจับกุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากศาลเปรูตัดสินให้การอภัยโทษอัลเบอร์โต ฟูจิโมริ พ่อของเธอ ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีผู้อื้อฉาวที่สุดของเปรูเป็นโมฆะ และสั่งให้จับเขากลับเข้าเรือนจำทันที เพื่อรับโทษจำคุกที่เหลือจากโทษ 25 ปีในความผิดฐานคอร์รัปชันและก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ขณะนี้อดีตผู้นำเผด็จการเข้ารักษาตัวที่คลินิกในกรุงลิมาจากปัญหาโรคหัวใจเรื้อรัง เขาส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีมาร์ติน บิซการ์รา โอดครวญด้วยว่า การส่งเขากลับเข้าเรือนจำเท่ากับโทษประหารชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนฟูจิโมริคนลูกนี้เคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เธอพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2559 ต่อเปโดร ปาโบล คูชินสกี ผู้ให้อภัยโทษพ่อเธอ แต่ภายหลังก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากถูกกล่าวหารับเงินสนับสนุนหลายล้านดอลลาร์จากบริษัทโอเดเบรชต์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่จากบราซิลแห่งนี้เป็นชนวนเหตุให้ผู้นำรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหลายประเทศลาตินอเมริกา โดนสอบสวนการทุจริตรับสินบน กรณีของเปรูนั้น อัยการได้เริ่มสอบสวนตั้งแต่เดือน มิ.ย. โดยมีอดีตประธานาธิบดี 3 คนถูกกล่าวหารับเงินบริจาคผิดกฎหมายจากบริษัทนี้ เพื่อแลกกับการให้สัญญาว่าจ้างแก่บริษัท นอกจากคูชินสกี ยังมีอดีตประธานาธิบดีอลัน การ์เซีย และอาเลฆันโดร โตเลโด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีของเคโกะ ฟูจิโมริ เธอโดนพาดพิงในคำให้การของฆอร์เก บาราตา อดีตผู้บริหารของโอเดเบรชต์สาขาเปรูชาวบราซิล ซึ่งบอกว่าเขาให้เงินสนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเปรูหลายคนระหว่างปี 2544-2559 โดยในการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งฟูจิโมริลงชิงชัยด้วย เขาระบุว่าบริษัทได้จ่ายเงินสนับสนุนเธอ 1.2 ล้านดอลลาร์, ให้โตเลโด 700,000 ดอลลาร์ และคูชินสกี 300,000 ดอลลาร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจับกุมผู้นำพรรคขนาดใหญ่ที่สุดของเปรูรายนี้แล้ว ตำรวจยังได้จับกุมเพิ่มอีก 19 คนที่เกี่ยวพันกับการรับเงินเข้าพรรคพลังประชาชนระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2554 โดย 2 คนในนี้คือผู้ช่วยของเคโกะซึ่งตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านของพวกเขาเมื่อเดือนมีนาคม ภายหลังข่าวการจับกุมแบบไม่ทันตั้งตัว ผู้สนับสนุนของพรรคนี้พากันมาชุมนุมที่ด้านนอกสถานที่คุมขังเธอเพื่อประท้วง หลายคนโบกธงของพรรคพลังประชาชน หรือป้ายข้อความสนับสนุนเคโกะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟร์นันโด ตูเอสตา นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตระกูลฟูจิโมริยังคงครอบงำการเมืองของเปรูอยู่อย่างต่อเนื่อง ชาวเปรูอยู่กับตระกูลนี้มานานกว่า 25 ปี ช่วงแรกคือระหว่างที่คนพ่อเป็นประธานาธิบดี แล้วหลังจากนั้นก็รุ่นลูก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเคโกะแล้ว ตระกูลฟูจิโมริยังมีเคนจิ ฟูจิโมริ อีกคนซึ่งเป็นน้องชายของเคโกะที่ไม่ลงรอยกับพี่สาว และตั้งกลุ่มก๊วนของตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19717</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเอสไอ, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง, พรรคเพื่อไทย, พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป, พานทองแท้ ชินวัตร, วิชัย กฤษดาธานนท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้วสรร อติโพธิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf59d204f82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนสั่งคดีโอ๊คฟอกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการเลื่อนสั่งคดีครั้งแรก &amp;quot;โอ๊ค&amp;quot;-เลขาฯ หญิงอ้อกับสามี ร่วมฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้กรุงไทยให้กฤษดานคร อ้างสอบเพิ่มหลายประเด็น รอผลจากดีเอสไอ นัดใหม่ 10 ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 5 กันยายน เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การนัดสั่งคดีฟอกเงินการทุจริตอนุมัติสินเชื่อของอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือกฤษดามหานคร เมื่อปี 2546-2547 โดยมิชอบ ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 นัดให้นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน อดีตภริยาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของนางกาญจนาภา และนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของคุณหญิงพจมานและนายทักษิณ ผู้ต้องหาทั้งสาม มารับฟังคำสั่งคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนเอกสารหลักฐาน ฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นนัดแรก ซึ่งดีเอสไอได้ส่งสำนวนคดีนี้ให้อัยการเมื่อวันที่ 25 ก.ค.2561 นั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายพานทองแท้ และนายดิเรก โรวาส ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางกาญจนาภาและนายวันชัย มาฟังคำสั่ง ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้แจ้งให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจทราบว่าอัยการมีความจำเป็นต้องเลื่อนการสั่งคดีออกไป เนื่องจากอัยการได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในรายละเอียดทางคดีหลายประเด็น โดยดีเอสไอยังไม่ได้ส่งผลสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการ ดังนั้นอัยการจึงยังไม่สามารถสั่งคดีได้ จึงนัดฟังคำสั่งคดีอีกครั้งในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 จะเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอส่งผลสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการให้ทันนัดสั่งคดีครั้งหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมนั้นเป็นรายละเอียดทางคดีที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นเรื่องในสำนวน แต่พูดได้ว่าเรื่องที่สั่งสอบเพิ่มเติมนั้นเป็นประเด็นสำคัญทางคดี เพื่อจะให้การสอบสวนสิ้นกระแสความ และเมื่อสำนวนสมบูรณ์แล้ว อัยการจะมีความเห็นทางคดีสั่งคดีไปทางใดทางหนึ่งได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า วันที่ 10 ต.ค.นี้ จะมีคำสั่งได้ทันที และผู้ต้องหาทั้งสามต้องมารายงานตัวให้พร้อมหากสั่งฟ้องหรือไม่ นายประยุทธกล่าวว่า เมื่อใดที่พนักงานอัยการเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้ตัวผู้ต้องหามาพบอัยการเอง จะไม่อนุญาตให้มอบอำนาจทนายความมาแทน ซึ่งอัยการจะสั่งการและประสานงานไป ส่วนวันนี้ที่ผู้ต้องหามอบอำนาจให้ทนายความมารับทราบคำสั่งแทนได้นั้น เนื่องจากอัยการยังไม่ได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากดีเอสไอ แต่ถ้าเมื่อใดอัยการแจ้งให้ผู้ต้องหามาฟังคำสั่งด้วยตัวเอง ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตาม ส่วนมีการร้องขอความเป็นธรรมจากกลุ่มผู้ต้องหาหรือไม่นั้น ยังไม่มีรายงานเรื่องนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงินและได้ฟอกเงินนั้น อายุความ 15 ปี ซึ่งเหตุเกิดขึ้นในช่วงปี 2546-2547 ดังนั้นอายุความคดีนี้ยังไม่ขาด&amp;rdquo; รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ตอบคำถามเรื่องอายุความการดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธกล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นฟ้องคดีสมคบฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยสำนวนแรก ในส่วนของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารกฤษดามหานครและบริษัทในเครือรวม 6 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางว่า จะมีความเชื่อมโยงกันกับคดีนี้หรือไม่ อย่างไร ยังเร็วเกินไปที่จะให้ความเห็น และการพิจารณารายละเอียดสำนวนคดีเป็นส่วนที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ต้องวินิจฉัยและมีคำสั่ง จึงจะแถลงให้ทราบได้ นอกจากนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามีสำนวนคดีอื่นเชื่อมโยงอีกหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ตามสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอที่ส่งมาให้อัยการพิจารณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้สรุปความเห็นควรฟ้องนางกาญจนาภา, นายวันชัย และนายพานทองแท้ ผู้ต้องหาที่ 2-4 ในความผิดฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงินทุจริตการอนุมัติสินเชื่อแบงก์กรุงไทย กับกลุ่มธุรกิจในเครือกฤษดามหานครโดยมิชอบ จำนวน 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท และมีความเห็นควรไม่ฟ้องนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา ผู้ต้องหาที่ 1 โดยส่วนที่ดีเอสไอมีความเห็นควรไม่ฟ้องนางเกศินีนั้น อัยการจะได้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากภายหลังอัยการพิจารณาแล้วจะมีคำสั่งให้ฟ้อง จะแจ้งให้นำตัวนางเกศินีมาส่งให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากแหล่งข่าวด้วยว่า ข้อกล่าวหาในกลุ่มของนายพานทองแท้นั้น ที่ผ่านมาทีมทนายความเคยยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาตลอด ทั้งกระทรวงยุติธรรม พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ขณะที่เมื่อมีการส่งสำนวนถึงมืออัยการแล้ว ฝ่ายผู้ต้องหายังได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการด้วยเช่นกัน ขอให้พิจารณาสอบสวนพยานเพิ่มเติม รวมทั้งการรวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอัยการได้พิจารณาประเด็นที่ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา พร้อมกับส่วนที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมไปในคราวเดียวกันแล้ว ทั้งนี้ สำหรับประเด็นที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติมที่ไม่สามารถเปิดเผยได้นั้น ย้ำว่าเป็นเพราะจะกระทบก้าวล่วงเข้าไปถึงข้อเท็จจริงในคดี ทำให้ผู้ต้องหารู้แนวทางในคดีได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16925</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ประยุทธ เพชรคุณ, พานทองแท้ ชินวัตร, วันชัย หงษ์เหิน, วิชัย กฤษดาธานนท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8fe74805822.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอ๊คระทึกฟอกเงิน อัยการนัดสั่ง5กย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการฟ้องอดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร-ลูกชาย-อดีตกรรมการบริษัทในเครือ รวม 6 คน สมคบฟอกเงินปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยสำนวนแรก ศาลอาญาคดีทุจริตกลางฯ รับฟ้องรอสอบคำให้การ ขณะที่ลุ้นอัยการนัดสั่งคดีครั้งแรก &amp;quot;โอ๊ค-กาญจนาภา&amp;quot; 5 กันยายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้นำพยานหลักฐานพร้อมคำฟ้อง ยื่นฟ้องนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 79 ปี อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร (จำเลยที่ 25 ในคดีร่วมทุจริตการปล่อยสินเชื่อของ ธ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับกฤษดามหานคร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อปี 2558 ให้จำคุก 12 ปี)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย (จำเลยที่ 26 ในคดีร่วมทุจริตการปล่อยสินเชื่อของ ธ.กรุงไทยฯ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อปี 2558 ให้จำคุก 12 ปี) อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท โบนัส บอร์น จำกัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบัญชา ยินดี อายุ 59 ปี อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด และบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บมจ.กฤษดามหานคร (จำเลยที่ 26 ในคดีร่วมทุจริตการปล่อยสินเชื่อของ ธ.กรุงไทยฯ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อปี 2558 ให้จำคุก 12 ปี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร อายุ 47 ปี อดีตเลขานุการของนายรัชฎา, นายปภพ สโรมา อายุ 65 ปี ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการใน 3 บริษัท ประกอบด้วย บจก.อาร์เคฯ, บจก.โกลเด้นฯ, บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด และนายธีรโชติ พรมคุณ อายุ 54 ปี พนักงานของ บมจ.กฤษดามหานคร เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2547 มาตรา 4, 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยท้ายฟ้องอัยการขอให้นับโทษนายวิชัย ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร, นายรัชฎา อดีตกก.บจก.โบนัส บอร์น และนายบัญชา อดีต กก.บริษัทในเครือกฤษดามหานคร จำเลยที่ 1-3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุกทั้งสามคนละ 12 ปี ไว้แล้วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องของอัยการระบุพฤติการณ์กล่าวหาจำเลยทั้ง 6 สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 ก.ย.2546-ธ.ค.2547 หลังจากที่มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของ ธ.กรุงไทยฯ ผู้เสียหายให้กับ บมจ.กฤษดามหานคร และบริษัทในเครือโดยมิชอบแล้ว จำเลยทั้ง 6 กับพวกอีกหลายคนสมคบกันฟอกเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ จำนวน 10,400,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นสี่ร้อยล้านบาท) โดยมีการนำบริษัทนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1-3 มีอำนาจกระทำการแทน มาใช้ในการโอนและรับโอนเงิน โดย น.ส.เพชรรัตน์ จำเลยที่ 4 เป็นเลขานุการ ของนายรัชฎา จำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารพาณิชย์ และบัญชีซื้อขายของบุคคลอื่น เพื่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปใช้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีนายปภพ จำเลยที่ 5 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีธนาคารของ บจก.โกลเด้นฯ ที่รับโอนเงินจากการกระทำผิดไปเข้าบัญชี บจก.แกรนด์ คอมพิวเตอร์ฯ แล้วนำมาชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นแปลงสภาพ บมจ.กฤษดามหานคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธีรโชติ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถประจำตัวนายวิชัย อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร ได้ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์เพื่อให้นายวิชัย จำเลยที่ 1 โอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้วทำหน้าที่นำเช็คของธนาคาร ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไปเบิกถอนเป็นเงินสด ตามคำสั่งของนายวิชัย จำเลยที่ 1 ขณะที่เมื่อ บจก.อาร์เคฯ และ บจก.โกลเด้นฯ ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจาก ธ.กรุงไทยฯ แล้วก็ไม่ได้นำไปปรับโครงสร้างหนี้และจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม ตามเหตุผลการขอสินเชื่อ แต่นายบัญชา จำเลยที่ 3 อดีต กก.บริษัททั้งสอง กลับร่วมกับพวกนำเงินนั้นไปออกเช็คแล้วฝากเข้าบัญชีบุคคลต่างๆ ก่อนจะเบิกถอนเงินสดไปซื้อขายหุ้นและที่ดิน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งหกกับพวก และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ยื่นขอกู้ไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ระหว่างนั้นพวกจำเลยยังร่วมกันออกเช็คในนามบริษัทนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าบัญชีธนาคารของพวกจำเลยอีกหลายครั้ง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 6 กับพวกดังกล่าวเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ในความผิดมูลฐาน หรือกระทำการเพื่อปกปิด อำพรางการได้มา การโอนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.214/2561 ซึ่งศาลจะนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งหกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวิชัย นายรัชฎาและนายบัญชา จำเลย 1-3 ขณะนี้ตัวยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำตามคำพิพากษาจำคุก 12 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายวิชัย อายุ 79 ปี อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร จำเลยที่ 1 อยู่ในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ส่วนนายรัชฎา บุตรชาย อายุ 52 ปี และนายบัญชา อายุ 59 ปี จำเลยที่ 2 และ 3 ตัวถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.เพชรรัตน์, นายปภพ และนายธีรโชติ จำเลยที่ 4-6 หลักทรัพย์ที่จะใช้ยื่นประกันไม่เพียงพอ ทั้งหมดจึงถูกนำตัวไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อกล่าวหาการโอนและรับโอนเงินกู้สินเชื่อ ธ.กรุงไทยฯ กับบริษัทในเครือกฤษดามหานครนั้น นอกจากคดีที่ยื่นฟ้องนี้แล้ว ยังมีอีก 1 สำนวนที่กล่าวหานางกาญจนาภา หงษ์เหิน อดีตเลขานุการของคุณหญิงพจมาน อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร, นายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา และนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินที่ได้รับโอนเงินจากการทุจริตอนุมัติสินเชื่อ ธ.กรุงไทยฯ ดังกล่าว ซึ่งอัยการสำนักงานคดีพิเศษกำลังพิจารณาสำนวนที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งพยานเอกสารหลักฐานมาให้เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2561 ที่ผ่านมา โดยนัดผู้ต้องหาทั้งสามมารายงานตัวเพื่อสั่งคดีครั้งแรกในวันที่ 5 ก.ย. เวลา 09.00-10.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16849</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด, บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด, บัญชา ยินดี, ปภพ สโรมา, รัชฎา กฤษดาธานนท์, วันชัย หงษ์เหิน, วิชัย กฤษดาธานนท์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e9ca2960fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนีตายคดีฟอกเงิน!&#039;วัฒนา&#039;ว่าตาม&#039;โอ๊ค&#039;อ้างเช็คเล่มเดียวกัน&#039;ป๋าเปรม&#039;ต้องผิดด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.61-นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Watana Muangsook &amp;nbsp;ตั้งคำถามว่า &amp;ldquo;ดีเอสไอว่างัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากที่นายพานทองแท้หรือโอ๊คได้เผยแพร่ภาพเช็คที่สั่งจ่ายเงินให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จำนวน 250,000 บาท และพลเรือโทพะจุณณ์ ตามประทีป (ยศขณะนั้น) จำนวน 100,000 บาท ต่อมาพลโทพิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิทของพลเอกเปรมออกมายอมรับว่าเช็คจำนวน 250,000 บาท ที่โอ๊คกล่าวถึงนั้น เป็นเช็คที่นายวิชัยจ่ายเพื่อการกุศล พลเอกเปรมจึงได้สลักหลังเช็คนำเข้าบัญชีมูลนิธิโดยไม่ได้นำไปใช้เพื่อการส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารในเครือกฤษดามหานครซึ่งถูกศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดกรณีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ได้สั่งจ่ายเช็คให้กับพลเอกเปรมและพลเรือโทพะจุณณ์ โดยเช็คทั้งสองฉบับสั่งจ่ายจากบัญชีเดียวกันกับที่จ่ายให้กับโอ๊คเพื่อลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน แต่ในที่สุดไม่ได้ทำโอ๊คจึงได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับนายวิชัยไป ประเด็นของโอ๊คคือเหตุใดดีเอสไอจึงดำเนินคดีกับโอ๊คเพียงคนเดียว แต่ละเว้นที่จะดำเนินคดีกับพลเอกเปรมและพลเรือโทพะจุณณ์ทั้งที่ได้รับเช็คจากนายวิชัยเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่พลโทพิศณุแถลงว่าเป็นการบริจาคเพื่อการกุศลนั้น หาได้เป็นข้อยกเว้นความผิดอาญาฐานฟอกเงินไม่ เพราะการนำเช็คเข้าบัญชีคือการรับโอนหรือเปลี่ยนสภาพครบองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินแล้ว ดังเช่นที่สหกรณ์คลองจั่นได้บริจาคเงินให้กับวัดพระธรรมกาย ที่ทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาคต่างถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินเช่นกัน ข้อยกเว้นที่จะทำให้ผู้รับเช็คไม่ตกเป็นผู้กระทำความผิดคือไม่ทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของโอ๊คต่อดีเอสไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายสุดอธิบดีดีเอสไอออกมาแถลงว่าการสั่งจ่ายเช็ครายที่มีมูลหนี้ต่อกันจริงๆ เช่น ชำระเป็นค่าที่ดิน ดีเอสไอก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหานั้น ช่วยตอบผมหน่อยว่าการบริจาคเงิน 250,000 บาท หรือการจ่ายเช็คให้พลเรือโทพะจุณณ์ 100,000 บาท มีมูลหนี้ต่อกันอย่างไร โดยเฉพาะการบริจาคที่กฎหมายถือเป็นการให้ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ด้วยการส่งมอบตาม ปพพ. มาตรา 523 ก่อนการบริจาคจึงไม่อาจมีมูลหนี้ใดๆ ต่อกันได้เลย แก้ตัวให้ดีนะครับทั้งสังคมกำลังจับตา อย่าสองมาตรฐานจนเคยตัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6331</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีกรุงไทย, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, พะจุณณ์ ตามประทีป, พานทองแท้ ชินวัตร, ฟอกเงิน, วัฒนา เมืองสุข, วิชัย กฤษดาธานนท์, เช็คสั่งจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac2d57c7a385.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
