<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม้วรอด!ฎีกาชี้บิ๊กบอสไม่ชัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ทักษิณ&amp;rdquo; รอดบ่วงปล่อยกู้กฤษดามหานครพร้อมถอนหมายจับคดีนี้แล้ว ศาลฎีกาชี้ไม่มีหลักฐานชัดว่า &amp;ldquo;ซูเปอร์บอส-บิ๊กบอส&amp;rdquo; คือใคร คนรู้มีแค่ &amp;ldquo;ร.ท.สุชาย&amp;rdquo; รอลุ้นอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ใน 30 วัน &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; ท่องคาถาโนคอมเมนต์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา อม. คดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับกลุ่มกฤษดามหานคร คดีหมายเลขดำ อม.3/2555 ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 และนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือของกฤษดาฯ กับพวกรวม 27 ราย เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502, ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 กรณีเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2546-30 เม.ย.2547 ได้อนุมัติสินเชื่อให้นิติบุคคล ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้นำไปซื้อที่ดินโดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน และความสามารถการชำระหนี้ รวมทั้งวัตถุประสงค์การให้สินเชื่อ, แหล่งเงินทุนที่จะชำระหนี้ และไม่มีการควบคุมติดตามดูแลสินเชื่อหลังการอนุมัติโดยใกล้ชิด รวมทั้งไม่เรียกหลักประกันให้คุ้มหนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย ผู้เสียหาย โดยพวกจำเลยนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต เป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 10,054,467,480 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อสส.ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2555 แต่ระหว่างเริ่มพิจารณาคดี ปรากฏว่านายทักษิณได้หลบหนีคดี ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะของนายทักษิณออกจากสารบบไว้ชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัวกลับมาดำเนินคดี ต่อมาในปี 2560 ได้มีการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 (วิ อม.) ซึ่งให้อำนาจศาลพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลยได้ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อสส. จึงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เมื่อเดือน พ.ย.2560 ขอให้นำคดีนี้ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะในส่วนนายทักษิณขึ้นมาพิจารณาใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย ตามวิ อม. มาตรา 28 โดยนายทักษิณได้มอบอำนาจให้ทนายความร่วมต่อสู้คดีเป็นครั้งแรกในการรื้อฟื้นคดี ซึ่งได้นำพยานเข้าไต่สวน 4 ปาก และทนายความก็ได้มาฟังคำพิพากษาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์คณะพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อโต้แย้งประเด็นข้อกฎหมายที่นายทักษิณต่อสู้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ไม่มีอำนาจไต่สวนนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคดีอื่น ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ 5/2551 ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันการพิจารณาของศาลฎีกาด้วย มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่านายทักษิณกระทำผิดหรือไม่ องค์คณะเสียงข้างมากเห็นว่า ตามทางไต่สวนแม้จะได้ความจากนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ หนึ่งในห้าคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อธนาคารกรุงไทย ว่านายชัยณรงค์ได้รับโทรศัพท์จาก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย หนึ่งในห้าคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโครงการขออนุมัติสินเชื่อของบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จำเลยที่ 19 (บริษัทในเครือกฤษดามหานคร) ว่าซุูเปอร์บอสตกลงแล้วอย่าสอบถามข้อมูลมากนัก และขอให้พิจารณาไปโดยเร็ว ซึ่งมีลักษณะเป็นการสั่ง และคำว่าซูเปอร์บอส น่าจะหมายถึงนายทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯ ในขณะเกิดเหตุ แต่พยานเห็นว่าที่ดินซึ่งจำเลยที่ 19 อ้างทำโครงการขนาดใหญ่พื้นที่จำนวนมากถึง 4,000 ไร่ น่าจะมีปัญหาในการรวบรวมที่ดินแต่ละแปลง ดังนั้นโครงการดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ และบริษัทโกลเด้นฯ จำเลยที่ 19 ก็ยังมีภาระสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่นอีกจำนวนมาก ไม่อยู่ในสถานะชำระหนี้ได้ พยานจึงได้โต้แย้งการอนุมัติสินเชื่อ แต่ในที่ประชุมไม่มีบันทึกการโต้แย้ง ถ้ามีการโต้แย้งจริงจะอนุมัติสินเชื่อให้ได้อย่างไร ซึ่งการอนุมัติคณะกรรมการต้องเห็นชอบทั้ง 5 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายชัยณรงค์เคยให้ถ้อยคำต่อ คตส. ว่า คำว่าซูเปอร์บอส หมายถึงนายทักษิณ หรือคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ อันเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกัน อีกทั้งการเบิกความเกี่ยวกับคำว่าซูเปอร์บอส หรือบิ๊กบอส หมายถึงนายทักษิณเป็นเพียงการคาดเดาไปตามความเข้าใจของนายชัยณรงค์เอง ซึ่งนายชัยณรงค์ไม่เคยรู้จักนายทักษิณเป็นการส่วนตัว เพียงแต่อ้างว่า ร.ท.สุชายโทรศัพท์มาบอกว่าซูเปอร์บอสตกลงแล้ว อย่าถามข้อมูลมากนัก และขอให้พิจารณาไปโดยเร็ว จึงเป็นกรณีที่นายชัยณรงค์รับฟังมาจาก ร.ท.สุชายอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น ซูเปอร์บอสจะเป็นผู้ใด คงมีเพียง ร.ท.สุชายเท่านั้นที่จะยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ หรืออาจเป็นข้อกล่าวอ้างของ ร.ท.สุชายเองก็เป็นได้ พยานปากนายชัยณรงค์ซึ่งเป็นพยานที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว จึงควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพยานปากนายอุตตม สาวนายน หนึ่งในห้าคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อธนาคารกรุงไทย ก็ได้ความเพียงว่า ก่อนการประชุมนายชัยณรงค์ได้สอบถามที่หน้าห้องประชุมเพียงว่า ร.ท.สุชายได้โทรศัพท์มาถึงนายอุตตมหรือไม่ ซึ่งนายอุตตมตอบว่า ร.ท.สุชายไม่ได้โทรศัพท์มาหา การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้จำเลยที่ 19 ในส่วนของนายอุตตมจึงไม่ได้เกิดจาก ร.ท.สุชายโน้มน้าวให้อนุมัติ เพราะได้รับคำสั่งจากนายทักษิณ พยานหลักฐานของโจทก์ที่ไต่สวนมายังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่านายทักษิณสั่งการผ่านจำเลยที่ 2-4 ให้อนุมัติสินเชื่อดังกล่าว นายทักษิณ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง และถอนหมายจับในคดีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ และวิ อม.ใหม่ บัญญัติให้คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ดังนั้นต้องรอดูว่าฝ่ายอัยการโจทก์จะพิจารณายื่นคำอุทธรณ์ในคดีนี้หรือไม่ ซึ่งต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายทักษิณ ที่ผ่านมาศาลฎีกาได้พิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลยตามกฎหมาย และได้มีคำพิพากษาในคดีสำนวนอื่นก่อนหน้านี้ไปแล้วทั้งสิ้น 3 คดี ประกอบด้วย 1.คดีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องกล่าวหาทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้กับรัฐบาลเมียนมาวงเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 เม.ย.2562 ให้จำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา 2.คดี ป.ป.ช.ยื่นฟ้องกล่าวหาร่วมทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2562 ให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และ 3.คดี ป.ป.ช.ยื่นฟ้องกล่าวหาขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ปี 2546 ได้เสนอให้กระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.การคลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2561 ให้ยกฟ้องนายทักษิณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังมีคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาอีก คือคดีที่ อสส.ยื่นฟ้องกล่าวหาแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2551
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตมปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเอง ไม่ขอคอมเมนต์ เรื่องนี้เป็นการพิจารณาของศาล ซึ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเองจบแล้ว และจะไม่ให้ความเห็นก้าวล่วงการทำงานของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ทราบด้วย ไม่คอมเมนต์ด้วย เรื่องของศาลท่านจะไปคอมเมนต์ได้อย่างไร ไม่มีความเห็นเรื่องของศาล ผมไม่มีความเห็น ไม่ก้าวล่วงเด็ดขาด ต้องเข้าใจกันนิดหนึ่ง เรื่องของศาลเราไม่ไปคอมเมนต์ อย่าไปคอมเมนต์เลย เรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่คอมเมนต์ เข้าใจว่าต้องถาม แต่ผมไม่มีคอมเมนต์&amp;rdquo; นายอุตตมย้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44660</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิชัย เอื้ออังคณากุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d6927e0435e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เลือก‘ไสลเกษ วัฒนพันธุ์’ ประธานศาลฎีกาคนที่45</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ก.ต.มติเอกฉันท์เลือก &amp;quot;ไสลเกษ วัฒนพันธุ์&amp;quot; นั่งประธานศาลฎีกาคนที่ 45 &amp;quot;วิชัย เอื้ออังคณากุล&amp;quot; ขึ้นประธานศาลอุทธรณ์ พร้อมแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมศาลฎีกา สนามหลวง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) พิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตุลาการ ซึ่งมีการพิจารณาตำแหน่งสำคัญด้วย คือ ประธานศาลฎีกาคนที่ 45 เนื่องจากนายชีพ ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน กำลังจะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 30 ก.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์แต่งตั้งนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา อาวุโสลำดับที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 45 ตั้งแต่วันที่ 1 &amp;nbsp;ต.ค.นี้ เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประวัติของนายไสลเกษ เกิดเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2497 สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (Master of Arts) มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษา เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในศาลยุติธรรม อาทิ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา และรองประธานศาลฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้น นายไสลเกษได้เคยรับแต่งตั้งให้เป็นองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร่วมพิจารณาคดีสำคัญ เช่น คดีทุจริตโครงการระบายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 45 แล้ว ที่ประชุม ก.ต.ยังมีมติแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในศาลยุติธรรมอีกหลายตำแหน่ง อาทิ นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์, นางเมทินี ชโลธร ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, นายประทีป ดุลพินิจธรรมา ประธานแผนกคดีภาษีอากรในฎีกา, นายนพพร โพธิรังสิยากร ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา, นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา รวม 4 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมวญ รักศิลธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา, นายอธิป จิตต์สำเริง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา, น.ส.วาสนา หงส์เจริญ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, นายพศวัจณ์ กนกนาก ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา, นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งพระโขนง ศาลอาญาพระโขนง ศาลแพ่งตลิ่งชัน และศาลอาญาตลิ่งชัน พร้อมเปิดทำการและพร้อมให้บริการแก่ประชาชนแล้ว โดยศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรีจะเปิดทำการ ณ อาคารศาลจังหวัดมีนบุรีเดิม ศาลแพ่งพระโขนงและศาลอาญาพระโขนง จะเปิดทำการ ณ อาคารศาลจังหวัดพระโขนงเดิม และศาลแพ่งตลิ่งชันและศาลอาญาตลิ่งชันจะเปิดทำการ ณ อาคารศาลจังหวัดตลิ่งชันเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการจัดตั้งศาลทั้ง 6 ศาลในครั้งนี้ เป็นการยกฐานะจากศาลจังหวัดที่มีผู้บังคับบัญชาระดับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเป็นศาลที่จะมีผู้บังคับบัญชาระดับอธิบดีผู้พิพากษา ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้มีมติแต่งตั้งคณะผู้บริหารศาลทั้ง 6 ศาลและคณะผู้พิพากษาของทุกศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการปรับปรุงอาคารที่ทำการของศาลจังหวัดจำนวน 3 หลังเดิม ให้เป็นที่ทำการของทั้ง 6 ศาล พร้อมทั้งแต่งตั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของศาลต่างๆ ครบถ้วนแล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42441</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลฎีกาคนที่ 45, ประธานศาลอุทธรณ์, วิชัย เอื้ออังคณากุล, หนังสือพิมพ์, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d41aa211a4a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2019 07:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลออก 3 กฎเหล็กห้ามทำ!ระหว่างการพิจารณาคดี&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.62 - ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วานนี้ นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีบ้านเอื้ออาทร พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 และ 102/2561 นัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 5 คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 61 ปี อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 2 และสมาชิกพรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 1, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548&amp;ndash;2549 จำเลยที่ 2 , นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย จำเลยที่ 3 , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ จำเลยที่ 4 , นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทยจำเลยที่ 10 และกลุ่มเอกชนรวม 14 ราย เป็นจำเลย โดยคดีมีจำเลย 4 รายที่ไม่มาศาลมีพฤติการณ์หลบหนีศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว คือ น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงานบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด จำเลยที่ 6-7 และผู้แทนนิติบุคคล บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด , บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 11-12&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นายวัฒนา อดีต รมว.พม. จำเลยที่ 1, นายอริสมันต์ อดีต ส.ส.เพื่อไทย จำเลยที่ 10 และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ขณะที่ศาลก็ได้เบิกตัว นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 และ น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 5 ซึ่งถูกจำคุกในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี มาจากเรือนจำเพื่อร่วมฟังการพิจารณาต่อหน้าจำเลยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ อัยการโจทก์ นำพยานเข้าไต่สวนรวม 5 ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ใน กคช.ระดับอดีต ผอ.- รอง ผอ.กองการประชุม ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ช่วงดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร, รอง ผอ.กองประมูลและสัญญาก่อสร้าง รวมทั้งอดีตปลัดกระทรวง พม.ซึ่งเคยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ (บอร์ด) กคช.ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการไต่สวนทั้งศาล อัยการโจทก์ และฝ่ายจำเลย ได้ซักถามรวมทั้งการซักค้านประเด็นขั้นตอนการทำรายงานการประชุมของบอร์ด กคช. และประเด็นสำคัญที่พาดพิงถึงเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 ว่าเคยมีการสั่งการจากเลขานุการที่ประชุมของบอร์ด ให้จัดส่งเอกสารหนังสือเชิญประชุม, รายงานการประชุม หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุมถึงที่ปรึกษา รมว.พม. 7 ครั้ง ที่อ้างว่ามีการระบุถึงชื่อนายอภิชาติ จำเลยที่ 4 หรือไม่ โดยทนายความจำเลยพยายามซักค้านว่าจำเลยที่ 4 ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับแทรกแซงกับการประชุมบอร์ดรวมทั้งไม่เคยถูกพาไปแนะนำตัวว่าเป็นที่ปรึกษา รมว.พม. ไม่เคยเข้าร่วมประชุมใดๆ นอกจากนี้การไต่สวนพยาน ยังซักถามถึงหลักเกณฑ์การจัดโปรโมท Pre-Sale (ขายจองล่วงหน้า) โครงการให้ได้ตามเงื่อนไขที่ประกาศไว้ กับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าที่จะได้ทำ 15% จากยอดมูลค่าโครงการ (ค่าที่ดิน+ค่าก่อสร้าง) หรือจากยอดค่าก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อศาล อัยการโจทก์ และฝ่ายจำเลย ซักถามพยานโจทก์ทั้ง 5 ปากดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งต่อไปวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น. และที่จำเลยที่ 4, 8 ขอยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่สองนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการพิจารณาคดีให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนจึงอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายวัฒนา จำเลยที่ 1 ที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ไต่สวนหาผู้รับผิดชอบ กรณีที่อ้างว่าตรวจพบว่า บันทึกคำให้การของพยาน 2 ราย คือนายพิทยา เจริญวรรณ กับนายพรศักดิ์ บุณโยดม ในชั้น ป.ป.ช. กับชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อาจคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยยะสำคัญที่อาจจะส่งผลเสียหายต่อจำเลยที่ 1 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะฯ แจ้งให้จำเลยทราบว่า ตามที่ศาลมีคำสั่งให้อัยการโจทก์ที่ได้แถลงคัดค้านกรณีดังกล่าว ทำคำคัดค้านเป็นเอกสารเสนอศาลมาภายในวันที่ 18 ก.ค.นั้น เนื่องจากศาลเพิ่งได้รับเอกสารจากอัยการโจทก์เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.) ซึ่งจะต้องพิจารณารายละเอียดเพื่อประกอบกานวินิจฉัย โดยวันนี้มีไต่สวนพยานโจทก์ในคดีอยู่ด้วย จึงให้รอฟังคำสั่งเรื่องคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวในนัดหน้า (5 ส.ค.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการไต่สวนพยานคดีกล่าวหาทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมานั้น หลังจากที่มีเหตุการณ์ในการสื่อสารเกี่ยวกับข้อมูลคดีจนอาจกระทบการพิจารณาได้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา องค์คณะฯ จึงได้ออกข้อกำหนดระหว่างการพิจารณานี้ว่า ห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการ 1. ให้ข่าว รายงาน หรือย่อเรื่องกระบวนพิจารณาคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง 2.ทำการวิภาค (ภาษาตามกฎหมาย) โดยไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน รวมทั้งการแถลงข้อความที่เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของคู่ความ - พยาน 3.ชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ โดยการกระทำนั้นประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาล, คู่ความ, พยานหลักฐาน ที่จะมีผลทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป โดยการออกข้อกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30, 32 , 33&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41434</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, รองประธานศาลฎีกา, วัฒนา เมืองสุข, วิชัย เอื้ออังคณากุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffab6bd740b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คดีที่7ศาลรับฟ้องทักษิณ สั่งคลังฟื้นฟูทีพีไอมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่ 7! ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; สั่งคลังฟื้นฟู TPI โดยมิชอบ นัดพิจารณาครั้งแรก 22 มิ.ย. เลื่อนฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; กับพวกโกงบ้านเอื้ออาทร 18 มิ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ศาลนัดฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง คดีหมายเลขดำ อม.40/2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีนายทักษิณให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.การคลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 มาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคดีนี้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2553 และได้ยื่นฟ้องคดีเอง เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2561 พร้อมยื่นเอกสารหลักฐาน 21 กล่อง 120 แฟ้ม ที่มีมติชี้มูลความผิดอาญานายทักษิณให้ศาลพร้อมคำฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนพิจารณาคำฟ้อง องค์คณะทั้ง 9 คนได้ประชุมกันภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน 1 คนก่อน แล้วจึงพิจารณาคำฟ้อง ซึ่งเห็นว่า แม้การฟ้องไม่มีตัวจำเลย แต่จำเลยคดีนี้ถูกยื่นฟ้องในคดีของศาลฎีกานี้ซึ่งได้ออกหมายจับไว้แล้ว ขณะที่คำฟ้องคดีถูกต้องตามกฎหมาย และ ป.ป.ช.โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 มาตรา 27 ที่จะประทับรับฟ้องคดีไว้พิพากษาได้ จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป โดยให้สำเนาคำฟ้องส่งให้จำเลยและปิดหมายแจ้งจำเลยทราบตามที่อยู่ในฟ้อง (บ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์) ซึ่งให้การปิดหมายมีผลทันที ตาม วิ อม.มาตรา 19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยองค์คณะฯ กำหนดนัดพิจารณาครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 08.30 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากวันนัดพิจารณาครั้งแรก นายทักษิณไม่มาศาล ในวันนัดดังกล่าวองค์คณะฯ มีอำนาจพิจารณาออกหมายจับให้ติดตามตัวมาดำเนินคดี และตามวิ อม. มาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า หากออกหมายจับแล้ว 3 เดือน ยังไม่ได้ตัวจำเลย ศาลมีอำนาจพิจารณาได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย (ดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลย) แต่ไม่ตัดสิทธิที่จำเลยจะแต่งตั้งทนายความดำเนินการแทนตนได้ ซึ่งคดีนี้ ถือเป็นสำนวนที่ 7 ที่นายทักษิณถูกยื่นฟ้องนับจากพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2549
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกา, นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา, นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา, นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง รองประธานศาลฎีกา, นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว รองประธานศาลฎีกา, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา, นายพิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา, นายสุนทร ทรงฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา และนายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. องค์คณะคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 นัดฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง คดีที่นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อายุ 60 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 และแกนนำพรรคเพื่อไทย, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 48-49, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีต ผอ.ฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย,&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิทเสี่ยเปี๋ยง, น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ, บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และบริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉน หยู อินเตอร์เนชั่นแนลคอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด) โดยนางพิมพ์วรา รัชต์ธนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เป็นจำเลยที่ 1-9&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ โดยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอัยการสูงสุดมอบอำนาจให้อัยการคดีปราบปรามทุจริต 2 ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวันฟ้อง นายวัฒนา จำเลยที่ 1 และนายพรพรหม จำเลยที่ 3 ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตให้ทั้งสองประกันตัวไปโดยตีราคาประกันนายวัฒนา 5 ล้านบาท และนายพรพรหม 3 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ส่วน บจก.เพรซิเดนท์ฯ จำเลยที่ 8 และ บจก.ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำเลยที่ 9 นั้น เป็นการยื่นฟ้องนิติบุคคลที่เป็นบริษัท ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ต้องยื่นหลักทรัพย์ประกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่จำเลยที่ 2, จำเลยที่ 5, จำเลยที่ 6, จำเลยที่ 7 นั้น ในวันฟ้องไม่ได้มาพบอัยการเพื่อมาศาล จึงต้องรอมาศาลและยื่นประกันภายหลัง ส่วนนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 นั้น ตัวอยู่ในเรือนจำรับโทษคดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาปรากฏว่า ศาลฎีกาฯ ได้เลื่อนการนัดฟังคำสั่งในวันนี้ออกไปก่อน เนื่องจากองค์คณะผู้พิพากษาติดภารกิจเร่งด่วน จึงนัดฟังคำสั่งคดีว่าจะรับ-ไม่รับฟ้องอีกครั้งในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ เวลา 13.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ที่กระทำผิดในการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ รวม 19 ราย จึงเหลือที่จะยื่นฟ้องอีก 10 ราย ประกอบด้วย 1.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย 2.บริษัท พาสทิญ่า ไทย จำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างที่พักอาศัย ผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทร 3.นายซาร์นน บินยาขอบ 4.นายโมฮ์ด ฮานาเปียร์ บิน อับดุล อาซิล 5.นายอาฮ์มัด บิน ฮารอน 6.นายศักดิ์สิทธิ์ หรือเดชวรกุล อลังการกุล 7.บริษัท นามแฟทท์คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 8.นายลาว ซี ฮุง &amp;nbsp;9.บริษัท พรินซิพเทคไทย จำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง และ 10.น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการและผู้มีอำนาจทำการแทน บจก.ไทยเฉนหยู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์คณะ 9 คนที่รับผิดชอบสำนวนนี้ ประกอบด้วย นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา, นายธีระพงศ์ จิระภาค ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา, นายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, น.ส.บุญมี ฐิตะศิริ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, นายทวี ประจวบลาภ ประธานแผนกคดีพาณิชย์ในศาลฎีกา, นายสุนทร ทรงฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา, นายประยุทธ ณ ระนอง ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาล, นายประทีป ดุลพินิจธรรมา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายนพพร โพธิ์รังสิยากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10838</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ชัยยุทธ ศรีจำนงค์, ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ทักษิณ ชินวัตร, ธนสิทธิ์ นิลกำแหง, บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน), พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว, พิศล พิรุณ, ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ, วัฒนา เมืองสุข, วิชัย เอื้ออังคณากุล, วิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, สุนทร ทรงฤกษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17e5666cf66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
