<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กังขาข้อกำหนดให้อำนาจกสทช.ฟันเฟคนิวส์ได้เลยกลายเป็นซูเปอร์พนักงานสอบสวนใหญ่กว่าศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค.64 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการ สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกข้อกำหนดห้ามเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว โดยให้อำนาจกสทช.แจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสั่งระงับได้ พร้อมส่งตำรวจดำเนินคดี มีผล 30 ก.ค. นี้ ว่า&amp;nbsp; ข้อพิจารณาที่ผมเห็น 1. โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ ประโยคนี้ปรากฏอยู่ในอารัมภบท&amp;nbsp; คือปัญหาที่จะเกิดขึ้น ว่า ความเท็จเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเป็นเท็จตามข้อมูลหรือตามดุลพินิจของ กสทช. นั้นมีหลักประกันใดที่จะไม่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม หรือความเท็จนั้นมีความจริงอย่างไร&amp;nbsp; กสทช. ต้องบอกสังคมให้ทราบ ความจริงทันทีเช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชาชนจะได้ตรวจสอบ โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานพิสูจน์สนับสนุนข้อโต้แย้งได้ถูกต้อง จึงจะเรียกว่า กสทช. มีมาตรฐานจริง หาก กสทช. อ้างลอยๆไม่มีเนื้อหาของความจริงให้ปรากฏว่าเป็นความเท็จหรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนอย่างชัดแจ้ง&amp;nbsp; เพื่อเป็นเหตุผลแห่งการใช้อำนาจในการออกคำสั่งให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address)ของบุคคลทันที&amp;nbsp; ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีความเป็นไปได้ว่า การใช้อำนาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม ลักลั่นทางข้อเท็จจริงและผลของการออกข้อกำหนดนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กสทช. จะกลายเป็นองค์กรใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสั่งระงับฯ มิใช่ศาลยุติธรรม ปกติตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 20 ให้อำนาจศาลระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ&amp;nbsp; มาตรา 9 จะให้อำนาจในการออกข้อกำหนดนี้ได้ แต่ก็ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประสงค์ให้ห้ามเป็นการเฉพาะข่าวหรือข้อความซึ่งเป็นการห้ามเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่มีการนำเสนอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กฎหมายไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้สั่งปิดช่องทางการสื่อสาร ของบุคคลหรือสื่อสารมวลชนทั้งช่องทาง&amp;nbsp; ซึ่งมีผลต่อการนำเสนอข้อความในอนาคตที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อข้อกำหนดนี้อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26 มาตรา 35 และมาตรา 36 แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อมวลชนหรือประชาชนผู้ใช้เพลตฟอร์มที่ถูกสั่งระงับใช้ถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; ต้องต่อสู้ประเด็นเหล่านี้ไว้ผมเห็นว่าต้องเป็นความเท็จที่สังคมและประชาชนยอมรับกัน ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จหรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ถึงขนาดทำให้ประชาชนหวาดกลัว&amp;nbsp; จึงจะเป็นการใช้อำนาจตามข้อกำหนดนี้ได้อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุปว่า&amp;nbsp; การพิจารณาของศาลยังให้โอกาสคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงตามข้ออ้างและข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่าย ตามหลักฟังความสองฝ่าย&amp;nbsp; ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กลับออกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช. ใช้อำนาจเด็ดขาดยิ่งกว่าศาล เป็นซุปเปอร์พนักงานสอบสวนสั่งปิดการสื่อสารและชงเรื่องดำเนินคดีได้เอง ถามว่าเป็นธรรมแล้วหรือ&amp;nbsp; &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้าที่ นายกฯ จะอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 ออกข้อกำหนดดังกล่าว&amp;nbsp; นายสิทธิโชค&amp;nbsp; อินทรวิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาอาศัยอำนาจตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (4) ออกคำแนะนำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการพิจารณาคำร้องขอให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550&amp;nbsp; มาตรา 20 เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลอาญามีแนวทางในการปฏิบัติและพิจารณาคำร้องอย่างมีประสิทธิภาพ ชัดเจน โดยวางแนวพิจารณาคำร้องปิดเว็บ อาทิ จัดไต่สวนทุกครั้งภายใน 7 วัน เน้นให้โอกาสคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมอบหมายให้&amp;nbsp; นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์&amp;nbsp; ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะแผนกคดีค้ามนุษย์รับผิดชอบคดียื่นคำร้องขอปิดเว็บไซต์&amp;nbsp; ระงับการเข้าถึงข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ว่า เเนวทางดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสร้างกระบวนพิจารณาเป็นธรรม&amp;nbsp; ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเน้นการตีความกฎหมายและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิเป็นข้อยกเว้น สังคมศรัทธา ไม่มุ่งแค่ปราบปราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111623</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ข้อกำหนดฉบับที่ 29, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548, วิญญัติ ชาติมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61038a63484fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนาย3นิ้ว&#039;ร้อง&#039;ผบ.ตร.&#039;สอบ&#039;รอง ผบช.น.&#039;โทษฐานยกคำว่า &#039;รัฐบาลฆาตกร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64- นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการ สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ(สกสส.) เข้ายื่นหนังสือถึงพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และจเรตำรวจแห่งชาติให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการทางวินัยกับรอง ผบช.น. กรณีที่หลายคนสงสัยว่ารองผบช.น. ยกคำว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลฆาตกร&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และยกตัวอย่างข้อความอื่นตามที่ปรากฏเป็นข่าว ห้ามประชาชน ดารา call out พูดหรือโพสต์มีความผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาจริง และบิดเบือนหรือมีเจตนาสร้างข้อความให้ประชาชนสับสน ตื่นตระหนก หวาดกลัวหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ เผยว่า วันนี้มายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจเรตำรวจแห่งชาติ โดยได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ทั้งนี้ไม่สามารถเปิดเผยหนังสือนี้ได้เนื่องจากเป็นหนังสือร้องเรียน แต่สาระสำคัญที่มาในวันนี้มี 3 เรื่อง เรื่องแรก ท่าทีของตำรวจโดยเฉพาะท่าทีของรองผบช.น.ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกรณีการออกมาแสดงความคิดเห็นหรือ call out ของดารา นักร้อง ผู้มีชื่อเสียงในสังคมว่าเป็นความผิด ซึ่งพฤติกาณ์ได้มีการยกตัวอย่าง 3 ประโยคที่เป็นความผิด การทำลักษณะนี้มองได้ว่าเป็นการขู่ดำเนินคดีกับประชาชน และทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือตกใจ สิ่งสำคัญคือประชาชนสับสนกับการใช้ชีวิต ใช้เสรีภาพของพวกเขา เพราะสิ่งที่ประชาชนพูดหรือดาราเหล่านั้นพูดคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และเป็นการสะท้อนความคิดเห็นที่อยากให้ประชาชนหรือผู้ได้รับผลกระทบได้รับสิ่งดีๆ ให้สมกับเงินภาษีที่เก็บและงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้นสิ่งที่รองผบช.น.แสดงออก เราเห็นว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ท่าทีแบบนี้ยิ่งจะทำให้เกิดปัญหาในประเทศชาติมากขึ้น เราเห็นว่าตำรวจจะต้องดำรงตนอย่างมีเกียรติภูมิ ต้องดำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อประชาชน โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรตำรวจที่จะใช้กฎหมายที่เป็นธรรมและวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช้อำนาจหรือความพึงพอใจส่วนตัวหรือการเลือกปฏิบัติที่ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องต่อมาขอแสดงความชื่นชม และขอขอบคุณดารา นักร้อง คนที่มีชื่อเสียงต่างๆ ที่ออกมาสะท้อนความคิดเห็น พวกท่านแสดงความเป็นมนุษย์ และมีความกล้าหาญ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป หากตำรวจยังยืนยันที่จะดำเนินคดีกับพวกท่าน พวกเราในฐานะสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ทำคดีการเมือง สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนมาร่วม 10 ปี พวกเราขออาสาที่จะช่วยพวกท่านเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากไปถึงบุคคลที่มีตำแหน่งจากทำเนียบ บุคคลที่อ้างคำสั่งแต่งตั้งจากทำเนียบ หรืออ้างคำสั่งแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ที่มาแจ้งความกล่าวหาดำเนินคดีกับบุคคลหลายคนทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขอเรียกร้องให้แสดงหนังสือหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนหายสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้อยคำดังกล่าวยังไม่เคยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากคำว่า &amp;ldquo;รัฐบาล&amp;rdquo; ไม่ถือว่าเป็นบุคคล หรือ นิติบุคคล การที่บุคคลใดกล่าวถึงและวิจารณ์ด้วยความสุจริตไม่ถือว่ามีความผิด รวมทั้งการวิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีนก็เห็นว่าเป็นความเห็นของประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรัฐ ซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นที่รองผบช.น. ออกมายกตัวอย่างคำพูดที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย อาจจะเป็นการบิดเบือนทำให้ประชาชนสับสน ตื่นตระหนก หวาดกลัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องการให้ผบ.ตร. มอบหมายให้จเรตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และพิจารณาทางวินัย และหากมีการดำเนินคดีกับบุคคลที่พูดข้อความดังกล่าว ทางสมาพันธ์ฯ ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เชื่อว่า เป็นการเข้าใจผิดของตำรวจที่ออกมายกตัวอย่างคำพูดดังที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้ที่อ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากบุคคลในรัฐบาลมาแจ้งความดำเนินคดีแทน ก็จะดำเนินการตรวจสอบควบคู่กันไปด้วยว่าได้รับมอบอำนาจจริงหรือไม่ รวมทั้งมีการสั่งการให้ดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือไม่ หลังจากนี้จะติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของผบ.ตร.ว่าจะดำเนินการไปในทิศทางใด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111255</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายสามนิ้ว, รัฐบาลฆาตกร, วิญญัติ ชาติมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ff90bf541d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสั่งไม่ฟ้องแอดมินเพจ&#039;CSI LA&#039;กับพวก! คดีแชร์ข้อมูลแหม่มถูกข่มขืนเกาะเต่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 64 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะทนายความ 13 ผู้ต้องหาเเชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกข่มขืน เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังที่พนักงานสอบสวน สภ.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายประมุข อนันตศิลป์ แอดมินเพจ &amp;ldquo;CSI LA&amp;rdquo; พร้อมพวก 13 คน กรณีเเชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษวัย 19 ปี อ้างโดนวางยาและถูกข่มขืน บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนบอกว่าตำรวจไม่รับแจ้งความ แต่ต่อมาตำรวจระบุหญิงชาวอังกฤษแจ้งความแค่ถูกลักทรัพย์ ไม่ได้ระบุว่าโดนข่มขืน ว่า ทั้ง 13 คนโดนเเจ้งข้อหา นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน , นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นตัดต่อดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายประมุขผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นตัดต่อดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสารภาพวาดระบายสีภาพยนตร์ภาพหรือตัวอักษรทำให้ปรากฏว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียงหรือบันทึกเสียงบันทึกภาพหรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียงหรือกระจายภาพหรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-13 ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นตัดต่อดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอายนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสารภาพวาดระบายสีภาพยนตร์ภาพหรือตัวอักษรทำให้ปรากฏว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียงหรือบันทึกเสียงบันทึกภาพหรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียงหรือกระจายภาพหรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นปรากฎ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ กล่าวว่า สำหรับเหตุที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น เนื่องจากได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำให้การผู้กล่าวหานั้นสรุปโดยรวมข้อเท็จจริงเรื่องสาวอังกฤษอายุ 19 ปีถูกข่มขืนที่ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊กชื่อ CSI LA นั้นถูกคัดลอกมาจากข่าวของเดลี่เมล์แล้วมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ดูแล (แอดมิน) เฟซบุ๊ก CSI LA มีข้อเท็จจริงดังกล่าวและข้อเท็จจริงอื่นๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวจำนวนหลายที่เข้ามาเที่ยวในตำบลเกาะเต่า ซึ่งข้อเท็จจริงบางเรื่องจริง บางเรื่องไม่จริง แต่ข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องก็มีทั้งส่วนที่ตรงและไม่ตรงกับเรื่องจริงปะปนกัน อันเป็นเรื่องปกติในการนำเสนอข่าวที่อาจมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้ต้องหาที่ 2-13 เป็นเพียงผู้รับข่าวสารดังกล่าวมา จึงไม่อาจรู้ได้ว่าข้อเท็จจริงส่วนใดถูกหรือผิดอย่างไร ซึ่งผู้ต้องหาแต่ละคนได้ให้การในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าได้โพสต์หรือเผยแพร่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไปต่อโดยเข้าใจว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความจริงโดยแม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง&amp;nbsp; แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง จึงเป็นการขาดเจตนาสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ประกอบกับนายกเทศมนตรีเกาะเต่าชาว ตำบลเกาะเต่า ไม่ใช่ผู้เสียหายเนื่องจากข้อความที่มีการกล่าวถึงที่เกิดเหตุว่ามีเหตุข่มขืนกระทำชำเราที่เกาะเต่า ไม่เป็นการใส่ความนายกเทศมนตรีเกาะเต่า ชาวตำบลเกาะเต่า เพราะสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่บุคคลที่สามารถใส่ความได้ ในประเด็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคดี จึงมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ 13 ผู้ต้องหาประกอยด้วย นายประมุข อนันตศิลป์ แอดมินเพจ CSI LA และคนแชร์ข้อมูลดังกล่าว ประกอบไปด้วย 1.นายศตธัญชัย วจีปะสิทธิ์&amp;nbsp; 2.นายเขตโสภณ จรุงกลิ่น 3.นายณัฐวุฒิ วารีศรี 4.นายสุทธิรัตน์ แตงสกุล 5.นายภูมิชาญ สกุลโชติพาณิชย์ 6.นายวรสิทธิ์ มยุโรวาส 7.นายมานพ พันธุ์สุขเลิศ&amp;nbsp; 8.นายกริชนิพัสตร์ รันสูงเนิน 9.นายภัทรพล ศิวเทวินทรา 10.นายสุรวุฒิ สร้อยมุกด์ 11.นายชนกันต์ สุภาพัฒน์ 12.นายวรพรต ไชยยานะ และ13.นายสุทธิรัตน์ แดงสกุล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106970</URL_LINK>
                <HASHTAG>CSI LA, วิญญัติ ชาติมนตรี, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ, เกาะเต่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cee9f454bd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลชี้ประกาศคสช.ลงโทษคนไม่มารายงานตัวไม่ได้! ขัดรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย. 64 - ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (คดีหมายเลขดำ อ2074/2562 ของศาลแขวงดุสิต - คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 30/2563) ในคดีที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (แขวงดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 5/2557, 57/2557 (เรียกชื่อให้มารายงานตัว) และประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 (กำหนดโทษคนไม่มารายงานตัว) กรณีนายวรเจตน์ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ต่อมาภายหลังโอนคดีจากศาลทหารมาศาลแขวงดุสิต จำเลยได้ยื่นคำร้องขอศาลแขวงดุสิตให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เกี่ยวกับประกาศดังกล่าวที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวรเจตน์ จำเลย โต้แย้งสรุปได้ว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยประกาศฉบับที่ 29/2557 ประกาศใช้บังคับหลังจากที่มีคำสั่งฉบับที่ 5/2557 จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาบังคับใช้ย้อนหลังแก่จำเลย เป็นกฎหมายที่มุ่งหมายบังคับใช้แก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป และประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่กำหนดโทษทางอาญาเกินสมควรแก่เหตุ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประกาศฉบับที่ 29/2557 มีลักษณะเป็นการบังคับข่มขู่ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 และ 27 อีกทั้งเมื่อ คสช. สิ้นอำนาจไปแล้ว วัตถุประสงค์ของคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวจึงสิ้นสุดลงไปด้วย เนื่องจากการลงโทษทางอาญานั้น วัตถุประสงค์ของการกำหนดโทษในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดจะต้องดำรงอยู่ในขณะที่มีการลงโทษ การดำรงอยู่ของประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29&amp;nbsp;
ศาลแขวงดุสิตส่งคำโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลแขวงดุสิตอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 บัญญัติรับรองสถานะของประกาศและคำสั่งของ คสช. ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย ประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับจึงยังมีผลเป็นกฎหมายต่อไปแม้ คสช. จะสิ้นสภาพไปแล้ว และรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งรวมถึงประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับด้วย ขณะที่ประกาศใช้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ เป็นช่วงที่ คสช. กระทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดินสำเร็จ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อยามที่บ้านเมืองปกติสุข การใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง โดยบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ฯ ซึ่งเป็นหลักการสากล ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้ ต้องเป็นไปตามมาตรา 26 ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี เพื่อมิให้ตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้แก่ประชาชนตามอำเภอใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การกำหนดโทษทางอาญาจึงต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสม เมื่อเทียบเคียงกับกรณีการนำตัวบุคคลที่ยังมิได้กระทำความผิด เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัย มีการกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตาม ป.อาญา มาตรา 46 แทนการกำหนดโทษทางอาญา นอกจากนี้ เมื่อเทียบเคียงการไม่รายงานตัวฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กับกรณีบุคคลขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่น การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศ คสช. ยังมิใช่การกระทำอันมีผลร้ายแรง ถึงขนาดต้องกำหนดโทษทางอาญาให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังมีมาตรการทางกฎหมายอื่น ได้แก่ ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ที่เป็นมาตรการลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นความผิดลหุโทษที่เหมาะสม จำเป็นและพอสมควรแก่กรณี ดังนั้น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำผิด ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวในภายหลัง เป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศทั้งสองฉบับเป็นอันใช้บังคับมิได้ วินิจฉัยว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และเฉพาะประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลแขวงดุสิตอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้อัยการโจทก์ จำเลย และทนายความจำเลยฟังแล้ว ศาลได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า ประสงค์จะแถลงข้อเท็จจริงหรือทำคำแถลงการณ์ใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดหรือคำแถลงใดที่จะแถลงต่อศาลเพิ่มเติม ศาลจึงเห็นควรให้กำหนดนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 8 มิ.ย. 2564 เวลา 9.00 น. เหตุที่นัดเกิน 3 วันเนื่องจากต้องส่งร่างคำพิพากษาไปยังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ตรวจก่อนอ่านตามระเบียบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายวรเจตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คำวินิจฉัยนี้ส่งผลให้บุคคลที่ถูกคำสั่งเรียกรายงานตัวที่ยังไม่มารายงานตัว และเกรงกลัวความผิดจากการขัดคำสั่งเรียกรายงานตัวสามารถกลับเข้ามาประเทศได้ ทั้งนี้ หากไม่มีข้อหาความผิดฐานอื่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100755</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., วรเจตน์ ภาคีรัตน์, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลรธน., ศาลแขวงดุสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_6086557126564.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 20:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามคาด &#039;ทนายยิ่งลักษณ์&#039; ดิ้น!หา &#039;ปปช.&#039; มีวาระพิเศษ ใช้เวลาไม่ถึงเดือนเชือด &#039;ปู&#039; 2  คดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.63 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าป.ป.ช. ใช้เวลาไม่ถึงเดือนนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 63 &amp;nbsp;ชี้มูลความผิดคดีย้ายนายถวิล จากนั้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ ชี้มูลคดีการจัด Road show โครงการรถไฟความเร็วสูง ตนไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนว่า ป.ป.ช. ชุดนี้มีความกระตือรือร้น ขยันมากเป็นพิเศษไม่ถึงเดือนชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาคนเดียวกันถึง 2 เรื่อง &amp;nbsp;ทั้งที่มีคดีค้างการพิจารณาในคดีสำคัญของนักการเมืองรายอื่นๆ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ กล่าวว่าสำหรับกรณีคดีนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลทั้ง 2 คดี ติดต่อกันนั้น &amp;nbsp;เริ่มต้นจากเรื่องแรก วันที่ 1 กรกฎาคม 63 ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีใช้อำนาจโอนย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี &amp;nbsp;อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ ทั้งที่กระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายเป็นอำนาจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ไม่ใช่อำนาจนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่จะใช้อำนาจได้ตามลำพัง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเคยเป็น กรรมการ ศอฉ. นั่งประชุมหารือรับรู้การใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนเมื่อปี พ.ศ. 2553 จนมีประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวนมากมาแล้ว เป็นรัฐบาลไหนตนก็เชื่อว่าหากไม่ใช่รัฐบาลเดิมแล้วก็ย่อมพิจารณาว่านายถวิล สมควรจะอยู่ในตำแหน่งทำหน้าที่ เลขา สมช.ต่อไปหรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเองมีโอกาสซักค้านนายถวิล ในชั้นพิจารณาคดีของศาลอยู่หลายวัน ก็ยังเกิดความไม่ไว้วางใจนายถวิล &amp;nbsp;และเชื่อว่าหากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ย้ายนายถวิล ท่ามกลางความเคลือบแคลงและความขัดแย้งทางการเมืองในเวลานั้น ก็ไม่อาจทราบได้ว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำงานได้หรือไม่ &amp;nbsp;ในการไต่สวนป.ป.ช. ได้คำนึงถึงการกระทำทางการบริหารของรัฐบาลหรือไม่ ตนจึงสงสัยในข้อนี้อยู่ รวมทั้งหลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์พ้นหน้าที่แล้ว รัฐบาลต่อมาก็มีการโยกย้าย เลขาฯ สมช. กันทั้งนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่าภายหลังยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 57 นายถวิล ได้รับการปูนบำเหน็จจากรัฐบาลต่อมาหลายตำแหน่ง จนกระทั่งได้เป็น ส.ว. ในปัจจุบันนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ &amp;nbsp;กล่าวว่าสำหรับคดี Road show โครงการรถไฟความเร็วสูง การเบิกจ่ายเงินและจัดจ้างตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย และรัฐบาลต่อมาก็ได้ตรวจสอบการจัดโครงการ Road show &amp;nbsp;ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และยังเป็นผู้อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างในการจัดจ้างดังกล่าวแล้วด้วย &amp;nbsp; ตนก็ได้อ้างพยานบุคคลและพยานเอกสารหลายรายการ &amp;nbsp; แต่ ป.ป.ช. ไม่เรียกพยานบุคคลสอบแม้แต่รายเดียว &amp;nbsp;ตนเห็นว่า คดีนี้ ป.ป.ช. ไม่ควรตั้งเรื่องไต่สวนให้เป็นคดีเสียด้วยซ้ำ เพราะโครงการที่จัดทำนี้ เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ทั้งเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลในขณะนั้น หากไม่มีอุปสรรคใด ๆ เชื่อว่าคนในประเทศนี้คงได้นั่งรถไฟความเร็วสูงไปแล้ว &amp;nbsp; ตนจึงมีความสงสัยเหตุผลที่แท้จริงของ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดในครั้งนี้ หากมีโอกาสและถึงเวลาอันเหมาะสม &amp;nbsp;ตนคงจะตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอนุกรรมการไต่สวนบ้าง และหากพิจารณาขอสังเกตของตน เชื่อมั่นว่าสังคมน่าจะเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการอาจดูไม่ปกติ เพราะไม่ถึงเดือน ป.ป.ช. มีมติชี้มูลถึง 2 คดีเช่นนี้ &amp;nbsp;มีวาระพิเศษหรือไม่. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72245</URL_LINK>
                <HASHTAG>Road show, ปปช., ยิ่งลักษณ์, วิญญัติ ชาติมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิญญัติ&#039;อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา34คุ้มหัวก๊วนยิงเลเซอร์ติงรัฐอย่าร้อนตัวเกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.2563 - &amp;nbsp;นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวถึงกรณีมีบุคคลใช้แสงเลเซอร์ฉายข้อความตามหาความจริงเพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม 2553 เป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 ให้การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น &amp;nbsp;การจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ &amp;nbsp;เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล &amp;nbsp;เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน ซึ่งตามที่ปรากฏข่าวว่ามีการใช้แสงเลเซอร์ฉายข้อความหรือภาพสื่อความหมายบนผนังกำแพงวัดปทุมวนารามนั้น หากมองด้วยความคิดที่ปกติปราศจากอคติใดๆ ก็จะเห็นว่า เป็นเรื่องของการแสดงออกทางความคิดเห็น คล้ายกับการแสดงนิทรรศการหรือการสื่อความหมายสะท้อนเรื่องราวต่างๆ อันเป็นเสรีภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ก็ควรจะต้องมีความระมัดระวังในการใช้งาน รวมถึงการป้องกันอันตรายจากแสงเลเซอร์ จัดทางเดินของแสงให้เหมาะสม ไม่ให้เข้าตาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คำว่าตามหาความจริง ก็เป็นคำที่มีความหมายธรรมดาตามตัวอักษร แต่มีคุณค่าและความสมบูรณ์อยู่ในตัว ความจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ใครๆ ก็ได้ที่จะแสวงหาความจริง เพราะความจริงเป็นธรรมชาติที่ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและต้องยอมรับกัน ข้อความที่ปรากฏนี้จึงไม่น่าจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในทางตรงกันข้าม หากมีการปิดบังความจริงหรือมีกระบวนการบิดเบือนความจริง เช่นนี้จึงเรื่องที่ควรต้องถูกประณามและประชาชนก็มีสิทธิในการแสดงออกหรือต่อต้านได้ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ต้องไม่ถูกจำกัดจากการกระทำใดๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติกล่าวอีกว่า ส่วนการที่มีบางหน่วยงานออกมาแสดงความรู้สึกอ่อนไหวว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ยิงแสงเลเซอร์นั้น ตนมองในแง่ของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐเองนั่นแหละที่กำลังแสดงออกที่ไม่เหมาะสม เพราะรัฐต้องเป็นที่พึ่งให้ประชาชนคนในสังคมและสร้างความน่าเชื่อถือไม่เลือกปฏิบัติ จะนำเอาความรู้สึกมาเป็นอารมณ์หรือเอาอำนาจมาใช้บังคับเกินความจำเป็นไม่ได้ เพียงแค่การใช้แสงเลเซอร์ยิงบนผนังเป็นข้อความและสื่อความหมายธรรมดาๆ ที่ไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐจนต้องออกมาแสดงอาการร้อนตัวร้อนใจเร็วไปหรือไม่ แม้แต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันก็มีเรื่องสำคัญมากมายที่มีการทำลายหลักการประชาธิปไตยหรือการทำให้เสียความยุติธรรมในสังคมเกิดขึ้น กลับน่าจะเป็นเรื่องที่รัฐต้องป้องกันและกำจัดการกระทำนั้นให้สิ้นไป แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร จะมามีปัญหาหยุมหยิมกับแสงเลเซอร์ที่แสดงข้อความเช่นนี้ ตนจึงเป็นห่วงว่าอาจจะทำให้เป็นปัญหาบานปลายไปอีก การจะเอาเรื่องกับประชาชนทุกเรื่อง ยิ่งจะสร้างความแตกแยกและทำให้ประชาชนหมดความศรัทธาอำนาจรัฐได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจริงแล้วรัฐมีหน้าที่ต้องเคารพความเห็น ต้องหนักแน่นเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นและการแสดงออกของประชาชนได้ อย่าอ่อนไหวเกินไป ทั้งนี้รัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิเและเสรีภาพอย่างพอเหมาะพอควรสมเหตุสมผลตามความจำเป็น มิใช่จะหาวิธีขัดขวางสิทธิพื้นฐานหรือใช้อำนาจจนเกินสมควรแก่เหตุ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, วิญญัติ ชาติมนตรี, สกสส., สมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ, แสงเลเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daec9aa6db85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2020 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2020 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายนักสิทธิมนุษยชน ค้านมติผู้พิพากษาให้ &#039;ผวจ.&#039;มีอำนาจห้ามคนออกจากบ้านหากไม่สวมใส่หน้ากากมีความผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.63 - จากกรณีที่ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมทางไกลกับอธิบดีผู้พิพากษาภาคต่างๆ ที่มีอำนาจในคดีอาญา หลังเกิดปัญหาศาลตัดสินคดีไม่สวมหน้ากากอนามัยขัดกัน โดยได้ข้อสรุปคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจห้ามคนออกนอกบ้านหากไม่ใส่หน้ากากอนามัย แต่กำชับใช้ดุลพินิจคำนึงถึงสภาพแห่งข้อหาการกระทำโดยคำนึงเศรษฐกิจ สังคมของจำเลยควบคู่มาตรการป้องกันโควิด-19 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวว่า เรื่องนี้ด้วยความเคารพต่อนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในข้อสรุปที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการออกคำสั่งห้ามบุคคลออกจากเคหสถานโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย มีความผิดในคดีฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 นั้น ตนเห็นว่า หากการกำหนดให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยเป็นความผิดอาญา แต่รัฐบาลและหน่วยงานผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกลับไม่สามารถดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 55 &amp;nbsp; โดยมีหน้ากากอนามัยเป็นอุปกรณ์ป้องกันตนเองได้ทุกคน ซึ่งตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม เชื่อว่าศาลและผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่อาจยืนยันหรือรับรองได้ว่าประชาชนทุกคนมีหน้ากากอนามัยอยู่ในความครอบครองของตนทุกคน แล้วคนที่ไม่มีหรือตกหล่นไม่ได้รับการแจก &amp;nbsp;เพราะรัฐไม่มีแนวทางบังคับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องจัดหาหน้ากากไปแจกทุกคน แล้วจะไปเอาความผิดกับคนที่ไม่สวมหน้ากากมันสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนยังมีความกังวลต่อคำแนะนำที่ให้ใช้ดุลพินิจตีความในทางที่กว้างให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น เนื่องจากตนมองว่า หลักการตีความกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองบุคคลและรักษาความสงบ เรียบร้อยของบ้านเมือง และมุ่งหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ของบุคคล ดังนั้น การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด ตามตัวอักษรโดยยึดหลักว่า &amp;ldquo;ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ&amp;rdquo; จะตีความอย่างกว้างโดยขยายความเพื่อลงโทษ หรือเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ ในกรณีที่มีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้น จะเห็นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 &amp;nbsp;วรรคแรกที่บัญญัติว่า &amp;ldquo;บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอัน กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย&amp;rdquo; ดังนั้น การตีความกฎหมายอาญานั้นจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จะพิจารณาว่ามีความผิดทางอาญาแล้วลงโทษประชาชนได้ ก็ต้องไม่มองข้ามหลักเจตนา &amp;nbsp;ซึ่งเป็นไปได้ที่ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีแล้วไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนเช่นนี้ ตนเห็นด้วยกับที่ประชุมของศาลยุติธรรมที่ให้ใช้ดุลพินิจลงโทษตามข้อแนะนำว่าพึงต้องใช้ดุลพินิจเป็นรายคดี โดยคำนึงถึงสภาพแห่งข้อหาและการกระทำความผิด ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมของจำเลย ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพราะจะเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการบริการสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63515</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายความ, วิญญัติ ชาติมนตรี, สิทธิมนุษยชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daec9bfbe06c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
