<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>​​​​​​​ฝรั่งเศส-แอลจีเรีย เป้าหมายใดในความขัดแย้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภาพเหตุสังหารหมู่เซติฟในแอลจีเรีย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 ทำให้ชาวแอลจีเรียเสียชีวิตเรือนหมื่น (ภาพจาก jazairhope.org)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บรรดาประเทศทุกทวีปทั่วโลกที่ฝรั่งเศสเคยได้เป็นเมืองขึ้น นักประวัติศาสตร์ล้วนเห็นพ้องว่าแอลจีเรียได้รับความสูญเสียมากที่สุด และชาติที่เจ็บแค้นฝรั่งเศสมากที่สุดก็ต้องยกให้แอลจีเรียเช่นกัน แต่แทนที่ฝรั่งเศสจะพยายามหลีกเลี่ยงการสะกิดอารมณ์ขุ่นเคืองของคนในอดีตอาณานิคม 130 ปีแห่งนี้ หลายครั้งฝรั่งเศสกลับเป็นฝ่ายเติมเชื้อไฟเสียเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลายเดือนที่แล้วฝรั่งเศสประกาศลดจำนวนวีซ่าเดินทางเข้าประเทศสำหรับพลเมืองแอลจีเรียและโมร็อกโกลงไปเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งจากเดิม ส่วนตูนิเซียถูกลดลงไป 1 ใน 3 เพื่อเป็นตอบโต้กรณีทั้ง 3 ชาติล่าช้าเฉื่อยแฉะในการออกเอกสารรับพลเมืองของตนกลับเข้าประเทศจากการที่ถูกฝรั่งเศสเนรเทศออกไปฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฉพาะของแอลจีเรีย ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกรกฎาคม รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกคำสั่งเนรเทศไปถึง 7,731 คน แต่ทางการแอลจีเรียจัดเตรียมเอกสารให้สำหรับการส่งตัวผู้กระทำผิดเหล่านั้นเพียงแค่ 31 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการลดโควตาวีซ่าดังกล่าวส่งผลให้การเยี่ยมญาติในฝรั่งเศสของชาวแอลจีเรียประสบปัญหา รมว.ต่างประเทศของแอลจีเรียเรียกเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงแอลเจียร์เข้าพบเพื่อประท้วงมาตรการของรัฐบาลฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของทางฝรั่งเศส ไม่มีการประสานงานกับทางฝั่งแอลจีเรีย&amp;rdquo; รมว.ต่างประเทศแอลจีเรียให้สัมภาษณ์ และว่า &amp;ldquo;น่าสงสัยว่าอะไรคือแรงจูงใงของฝรั่งเศส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่กี่วันต่อมา &amp;ldquo;เอมมานูเอล มาครง&amp;rdquo; ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปด้วยการกล่าวกับลูกหลานของฮาร์กิ (Harki) อดีตแอลจีเรียนที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารฝรั่งเศสในสงครามเพื่อเอกราชของแอลจีเรีย (ค.ศ.1954-1962) ที่ทำเนียบประธานาธิบดี วังเอลิเซ กรุงปารีส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำกล่าวของมาครง บางช่วงบางตอน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การสร้างชาติแอลจีเรียเป็นปรากฏการณ์ที่คุ้มค่าในการจับตามองเป็นอย่างยิ่ง อยากถามว่าก่อนหน้าที่ฝรั่งเศสจะเข้าไปยึดครองมีชาติของชาวแอลจีเรียแล้วหรือไม่? นั่นคือคำถาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มันมีการยึดครองอยู่ก่อนนั้นแล้ว ผมแปลกใจที่ได้เห็นความสามารถของตุรกีในการทำให้ผู้คนลืมบทบาทของพวกเขาในแอลจีเรียไปหมดสิ้น แล้วอธิบายว่าฝรั่งเศสคือผู้เป็นเจ้าอาณานิคมเพียงรายเดียว ยอดเยี่ยมมาก ชาวแอลจีเรียก็เชื่อสนิท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประวัติศาสตร์ของแอลจีเรียถูกเขียนขึ้นมาใหม่ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริง แต่อยู่บนพื้นฐานของความเกลียดชังต่อฝรั่งเศส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีมาครงกล่าวด้วยว่า หลังจากแอลจีเรียได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1962 แล้วนั้น แอลจีเรียก็สร้างชาติขึ้นบน &amp;ldquo;การยืมความทรงจำ&amp;rdquo; โดยระบบการทหารนำการเมือง และยัดเยียดให้คนรับรู้ว่าปัญหาทั้งหมดมาจากฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาครงบอกว่าเขาต้องการจะผลิตสื่อเป็นภาษาอาหรับและเบอร์เบอร์เพื่อโต้แย้ง &amp;ldquo;ข้อมูลเท็จ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โฆษณาชวนเชื่อ&amp;rdquo; นำไปเผยแพร่ในมาเกร็บ ภูมิภาคที่เคยถูกชนชาวเติร์กปกครองและเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ มาเกร็บ หรือ &amp;ldquo;อัลมัฆริบ&amp;rdquo; (Magherb) เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า &amp;ldquo;ตะวันตก&amp;rdquo; ซึ่งก็คือดินแดนแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ ปัจจุบันกินพื้นที่ครอบคลุมประเทศแอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย ลิเบีย และมอริเตเนีย ชนชาติดั้งเดิมคือชาวเบอร์เบอร์ หรือที่ชาวคริสต์ยุโรปเรียกว่าชาวมัวร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นเดือนตุลาคม ทางการแอลจีเรียตอบโต้คำพูดของประธานาธิบดีมาครงด้วยการห้ามเครื่องบินของฝรั่งเศสบินผ่านน่านฟ้าของพวกเขาไปยังฐานทัพอากาศในเขตซาเฮล ติดเขตแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของแอลจีเรีย ซึ่งฝรั่งเศสกำลังสู้รบอยู่กับกองกำลังก่อความไม่สงบในประเทศมาลี อย่างไรก็ตาม โฆษกกองทัพอากาศฝรั่งเศสบอกว่าคำสั่งห้ามบินผ่านน่านฟ้าแอลจีเรียกระทบปฏิบัติการรบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำนักประธานาธิบดีแอลจีเรียออกแถลงการณ์ประณามคำกล่าวของประธานาธิบดีมาครงอย่างเป็นทางการว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของแอลจีเรีย เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามชาวแอลจีเรียที่ไม่อาจยอมรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คำพูดของนายมาครงเป็นการดูหมื่นอย่างฉกรรจ์ต่อความทรงจำของผู้สละชีพ 5.63 ล้านคนในการต่อต้านการยึดครองของฝรั่งเศสอย่างกล้าหาญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แถลงการณ์ระบุด้วยว่าอาชญากรรมนับไม่ถ้วนของนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสที่กระทำต่อแอลจีเรียตรงกับคำนิยามของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างสมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลาไล่เลี่ยกัน แอลจีเรียมีคำสั่งเรียกตัวทูตประจำฝรั่งเศสกลับประเทศ หลังจากเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อนก็เคยเรียกกลับมาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีสถานีโทรทัศน์ France5 เสนอสารคดีเกี่ยวกับการประท้วงของกลุ่ม Hirak ต่อต้านระบอบทหารในแอลจีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความใน world socialist web site (wsws.org) โดย &amp;ldquo;อันโทนี ตอร์เรส&amp;rdquo; วิจารณ์รัฐบาลฝรั่งเศสถึงมาตรการจำกัดการให้วีซ่าว่าจะส่งผลต่อชาวอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศสทั้ง 3 ชาติที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมญาติในฝรั่งเศส ทำให้มีผู้เดือดร้อนหลายล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2018 สถาบันสถิติแห่งชาติฝรั่งเศสเปิดเผยรายงานว่า มีผู้อพยพย้ายถิ่นมาจากดินแดนมาเกร็บประมาณ 1.9 ล้านคน ทายาทของพวกเขาที่เกิดในฝรั่งเศสกับผู้ปกครองจากมาเกร็บอย่างน้อย 1 คนอีก 2.4 ล้านคน หลานๆ ชาวมาเกร็บมีอีก 821,000 คน (ประเมินเมื่อปี 2011) ทำให้มีชาวมาเกร็บในฝรั่งเศสถึงราว 5.1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาครงเหมือนจะตั้งสติได้ พูดถึงทางออกของวิกฤต พูดถึงความสงบสันติ พูดว่าเขามีความเคารพประชาชนชาวแอลจีเรียอย่างสูงสุด และมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับประธานาธิบดี &amp;ldquo;อับดุลมะยึด ตะบูน&amp;rdquo; แต่แล้วก็กลับมาปกป้องคำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราได้เริ่มงานของเราแล้ว เราได้ขอให้เบนจาแมง สโตรา นักประวัติศาสตร์ ทำรายงานเกี่ยวกับเยาวชนฝรั่งเศส-แอลจีเรีย และผมจะทำต่อให้เสร็จ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นอีก เพราะมันเป็นเรื่องราวของบาดแผล ปัญหาคือมีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมผ่อนปรนต่ออีกฝ่าย แต่เราก็อยู่ด้วยกันในประเทศเดียวกัน ดังนั้นเราต้องมีโปรเจ็กต์ระดับชาติไว้โอบกอดพวกเรา&amp;rdquo; ทั้งนี้สโตราได้รับการแต่งตั้งจากมาครงตั้งแต่กลางปีที่แล้วให้ทำรายงานในชื่อ &amp;ldquo;อนุสรณ์การตั้งอาณานิคมและผู้คนชาวแอลจีเรีย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีความเป็นชาติของแอลจีเรียก่อนหน้าการเข้ามายึดครองของฝรั่งเศสนั้น &amp;ldquo;จีเล มองเซอรอง&amp;rdquo; นักประวัติศาสตร์ ระบุว่า ความเป็นรัฐในดินแดนมาเกร็บตอนกลางนี้มีมาก่อนแล้วในหลายรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คำกล่าวที่ว่าความรู้สึกในความเป็นชาติของชาวแอลจีเรียเพิ่งจะแพร่กระจายไปทั่วในช่วงสงครามเพื่อเอกราชนั้นก็เป็นความจริงอยู่ ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกเดียวกับความเป็นชาติฝรั่งเศส ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อมวลชนหลายราย รวมถึงสื่อของฝรั่งเศสเองวิเคราะห์ท่าทีของมาครงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาต่อแอลจีเรียว่า ที่จริงแล้วเขาไม่ได้พูดกับลูกหลานชาวฮาร์กิ (Harki) หากแต่ส่งสารถึงชาวฝรั่งเศสหัวอนุรักษนิยมที่ต่อต้านการรับผู้อพยพจากประเทศอดีตอาณานิคม รังเกียจมุสลิมจากตะวันออกกลาง และมองว่าผลประโยชน์ชาวฝรั่งเศสดั้งเดิมต้องมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหมือนเช่นเมื่อ 2 เดือนก่อนที่มาครงเดือนทางไปเยือนเฟรนช์โปลินีเซีย อาณานิคมโพ้นทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วกล่าวสุนทรพจน์แสดงความเสียใจต่อการทดสอบระเบิดปรมาณูของฝรั่งเศสบนเกาะแปซิฟิกจำนวน 193 ครั้ง ระหว่างปี 1966-1996 และมาครงยังได้ให้คำมั่นสัญญาในการลงทุนพลังงานสะอาดในเฟรนช์โปลินีเซียอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายของมาครงไม่ได้อยู่ที่แปซิฟิก แต่อยู่ที่การเมืองในฝรั่งเศส เขาสร้างภาพความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนมนุษย์ และสื่อสารไปยังชาวฝรั่งเศสกลุ่มคนรักสิ่งแวดล้อมที่บ้านเกิด เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนเมษายนปีหน้า ซึ่งเขาหมายมั่นจะกลับมาเป็นผู้นำฝรั่งเศสอีกสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับความขัดแย้งฝรั่งเศส-แอลจีเรียนั้นนับย้อนไปได้เกือบ 200 ปี ฝรั่งเศสเริ่มรุกรานแอลจีเรียในปี 1830 เวลานั้นจักรวรรดิออตโตมันกำลังเสื่อมอิทธิพลหลังจากมีอำนาจในดินแดนแถบนี้อยู่เป็นเวลาราว 300 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยนโยบายผลาญภพหรือทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทุกอย่างที่คิดว่าจะทำให้ศัตรูพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ฝรั่งเศสได้แอลจีเรียเป็นอาณานิคมเบ็ดเสร็จในปี 1834 และแบ่งแอลจีเรียออกเป็น 3 เขต ได้แก่ แอลเจอร์ โอราน และคอนสแตนติน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงทศวรรษแรกในการยึดครองของฝรั่งเศส ชาวแอลจีเรียที่มีอยู่ราว 3 ล้านคนเสียชีวิตไประหว่าง 5 แสนถึง 1 ล้านคน ฝ่ายฝรั่งเศสตายไปเกือบ 1 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกดขี่ข่มเหงผู้อยู่อาศัยเดิมเกิดขึ้นเรื่อยมา ชาวแอลจีเรียถูกนับเป็นพลเมืองชั้นสอง มีการเลือกปฏิบัติกับคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา การลงโทษหนักหน่วงป่าเถื่อน การริบทรัพย์สินและที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชเริ่มก่อตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนใหญ่มาในรูปแบบของพรรคการเมือง แต่สุดท้ายมักถูกฝรั่งเศสใช้กฎหมายยุบทิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำกลุ่มรักชาติ &amp;ldquo;เฟอฮัต อับบาส&amp;rdquo; ก่อตั้งสหภาพประชาชนแอลจีเรียในปี 1838 และในปี 1943 เขาได้เขียนคำประกาศประชาชน เรียกร้องขอรัฐธรรมนูญสำหรับชาวแอลจีเรีย แต่แล้ววันที่ 8 พฤษภาคม 1945 กองทัพฝรั่งเศสและ &amp;ldquo;กลุ่มตีนดำ&amp;rdquo; (Pieds-noirs) ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสในแอลจีเรีย โจมตีเอาชีวิตผู้ประท้วงเรียกร้องอิสรภาพในเมืองเซติฟ เขตคอนสแตนติน &amp;ldquo;การสังหารหมู่เซติฟ&amp;rdquo; ทำให้ชาวแอลจีเรียเสียชีวิตนับหมื่นคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดสงครามเรียกร้องเอกราช ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี 1954 โดยพรรคการเมืองสำคัญชื่อ &amp;ldquo;แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ&amp;rdquo; (FLN) ซึ่งมีกองกำลังชื่อ &amp;ldquo;กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ทหารแอลจีเรียจำนวนมากที่รับใช้กองทัพฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนเกิดความเห็นอกเห็นใจต่อชาวเวียดนามที่ลุกขึ้นสู้กับฝรั่งเศส พวกเขานำประสบการณ์นั้นมาใช้ในแอลจีเรียโดยการเข้าร่วมกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศอาณานิคมทั่วโลกทยอยได้รับอิสรภาพจากผู้ยึดครองชาติยุโรปกันเกือบทั่วหน้าในช่วงยุคทศวรรษ 1950 แต่ฝรั่งเศสยังคงอับอายขายขี้หน้าจากการถูกนาซีเยอรมันบุกยึดได้ในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ แล้วเพิ่งพ่ายแพ้ในอินโดจีนอย่างเจ็บแสบเมื่อปี 1954 หากต้องเสียแอลจีเรียซึ่งเป็นอาณานิคมเก่าแก่และใกล้บ้านไปอีกก็จะเสียเหลี่ยมเสียทรงในเวทีโลกชนิดไม่เหลือราคา ฝรั่งเศสจึงยอมไม่ได้และต่อสู้สุดกำลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่วิธีการรบด้วยความโหดร้ายทารุณของกองทัพฝรั่งเศส ทำให้ชาวแอลจีเรียยิ่งเกลียดชัง การสนับสนุนของชาวฝรั่งเศสจากพื้นทวีปยุโรป หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;เมโทรโปลิแตงฝรั่งเศส&amp;rdquo; เป็นไปอย่างเหินห่าง รวมทั้งการสูญเสียเครดิตในระดับนานาชาติก่อนหน้านั้น จนแม้แต่พันธมิตรรายสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่เอาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเมื่อสหประชาชาติรับรองสิทธิการเรียกร้องเอกราชของชาติอาณานิคมในปี 1960 &amp;ldquo;นายพลชาร์ลส์ เดอโกล&amp;rdquo; ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเวลานั้นตัดสินใจเจรจากับพรรคแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติแอลจีเรีย จบลงด้วยการลงนามใน Evian Accord หรือ &amp;ldquo;ข้อตกลงเอเวียง&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1962&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นการลงประชามติของฝรั่งเศสเกิดขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 1962 ผลปรากฏว่าชาวฝรั่งเศสที่ออกมาใช้สิทธิ์เห็นด้วยกับข้อตกลงเอเวียง 90.8 เปอร์เซ็นต์ วันที่ 1 กรกฎาคมปีเดียวกัน การลงประชามติมีขึ้นในแอลจีเรียบ้างด้วยคำถามว่า &amp;ldquo;คุณต้องการให้แอลจีเรียเป็นรัฐอิสระด้วยการมีความร่วมมือกับฝรั่งเศส ภายใต้เงื่อนไขที่นิยามขึ้นโดยคำประกาศวันที่ 19 มีนาคม 1962 หรือไม่?&amp;rdquo; ผลออกมา 99.72 เปอร์เซ็นต์ประชาชนเห็นด้วย จบสงคราม 8 ปีที่คร่าชีวิตคนไปมากกว่า 1 ล้านคน พลัดถิ่นราว 2 ล้านคน นายพลเดอโกลถูกทหารฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยพยายามทำรัฐประหารและลอบสังหารหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวฝรั่งเศสในแอลจีเรียหรือกลุ่มตีนดำราว 9 แสนคนหนีกลับฝรั่งเศส เพราะกลัวถูกแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติแอลจีเรียล้างแค้น เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นในฝรั่งเศส เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีผู้อพยพเข้าไปจำนวนมหาศาลพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฮาร์กิ&amp;rdquo; ทหารมุสลิมแอลจีเรียนที่ร่วมรบในนามกองทัพฝรั่งเศสถูกมองว่าเป็นพวกทรยศขายชาติ ถูกสังหารโดยกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติและฝูงชนที่โกรธแค้นไปหลายคน แม้ว่าข้อตกลงเอเวียงจะระบุห้ามไว้ ฮาร์กิที่เหลือข้ามทะเลหนีเข้าฝรั่งเศสได้ประมาณ 9 หมื่นคน ทุกวันนี้มีอนุชนคนรุ่นหลังในฝรั่งเศสจำนวนมาก ถือเป็นประชาการหลักของชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมาครงกำลังต้องการคะแนนเสียงจากพวกเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีต้นปีหน้า.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;----------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- wsws.org/en/articles/2021/10/14/alge-o14.html&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- france24.com/en/france/20211003-algeria-escalates-france-diplomatic-row-with-flight-ban&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Algerian_War&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- aljazeera.com/news/2021/10/10/algeria-demands-frances-total-respect-says-president&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- aa.com.tr/en/europe/tensions-escalate-between-france-algeria-over-french-president-s-remarks/2382141&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119926</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, ​​​​​​​ฝรั่งเศส-แอลจีเรีย เป้าหมายใดในความขัดแย้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเป็นพิษและความเสื่อมของ Facebook</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฟรานเซส เฮาเกน ขณะเข้าให้ข้อมูลกับวุฒิสภาสหรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติไม่เหมาะสมของเฟซบุ๊ก (ภาพจากทวิตเตอร์ของสถานี NBC)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เหตุการณ์เฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดียในเครือของ &amp;ldquo;มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก&amp;rdquo; ล่มนาน 6 ชั่วโมงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เหมือนว่าจะพอกลบกระแสความฉาวโฉ่เน่าในของเฟซบุ๊กจากการเปิดเผยของอดีตลูกจ้างคนสำคัญไปได้บ้าง แต่ห่างกันแค่วันเดียวเธอได้ไปให้ข้อมูลกับวุฒิสภาสหรัฐ จากนั้นก็พูดคุยกับสภาของอียู เรื่องจึงอยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกในเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การศึกษาวิจัยของบริษัทพบว่า ข้อมูลเท็จ เนื้อหาที่เป็นพิษและเต็มไปด้วยความรุนแรงถูกแชร์โดยผู้ใช้งานนับไม่ถ้วน ซ้ำยังถูกส่งเสริมโปรโมตโดยระบบของบริษัทเอง&amp;rdquo; คือเหตุผลที่ &amp;ldquo;ฟรานเซส เฮาเกน&amp;rdquo; นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ แผนกจริยธรรมพลเมือง (Civil Integrity) วัย 37 ปี ลาออกมาจากเฟซบุ๊กเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นเฮาเกนหอบเอกสารภายในกว่า 1 พันหน้ากระดาษไปให้ &amp;ldquo;เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล&amp;rdquo; ตีพิมพ์เป็นรายงานจำนวน 9 หัวข้อ ค่อยๆ ทยอยเผยแพร่ออกมาตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หัวข้อแรกที่ขอนำมาขยายคือการให้อภิสิทธิ์กับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กบางกลุ่ม-บางคนให้กลายเป็นชนชั้นสูง ได้รับการยกเว้นจากกฎระเบียบที่กำหนดไว้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เคยกล่าวไว้ว่า ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กทั่วไปมากกว่า 3 พันล้านคนจะได้พูด ได้แสดงออกเท่าเทียมกัน ข้อกำหนดต่างๆ ถูกนำมาใช้ต่อทุกคนเสมอกัน ไม่เกี่ยงสถานะและชื่อเสียง แต่ในทางลับ เฟซบุ๊กได้สร้างระบบที่ผู้ใช้บัญชีบางคนได้รับการยกเว้นจากกฎบางข้อหรือทุกข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โปรแกรม Cross Check หรือ XCheck ที่แรกเริ่มหมายจะนำมาใช้กับบัญชี &amp;ldquo;ไฮ-โปรโฟล์&amp;rdquo; ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง นักการเมือง และสื่อมวลชนคนดัง ปรากฏว่าเอกสารภายในของเฟซบุ๊กเองที่แสดงว่าเวลานี้มีบัญชีวีไอพีนับล้านได้รับการพิทักษ์จากการละเมิดกฎต่างๆ ของเฟซบุ๊ก กลุ่มบัญชีเหล่านี้ถูกเรียกว่าเป็นพวก &amp;ldquo;ไวต์ลิสต์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เฟซบุ๊กไม่ได้ทำสิ่งที่ประกาศกับสาธารณะ... สำหรับสมาชิกเฟซบุ๊กกลุ่มหนึ่ง เราไม่ได้บังคับใช้นโยบายและมาตรฐานเดียวกัน คนเหล่านี้สามารถละเมิดมาตรฐานของเราได้โดยที่ไม่ต้องรับผลที่ตามมา&amp;rdquo; เอกสารทบทวนการปฏิบัติงานภายในระบุไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หัวข้อใหญ่ต่อมาได้แก่ความพยายามที่จะดึงดูดให้เด็กก่อนวัยรุ่น (Preteen หรือ Tween) หันมาใช้เฟซบุ๊ก โดยได้วางแผนและทำงานอย่างหนักมาหลายปีที่จะสร้างเนื้อหาหรือผลิตภัณฑ์เพื่อล่อตาล่อใจกลุ่ม Preteen เนื่องจากเด็กๆ กลุ่มนี้กำลังให้ความสนใจสื่อสังคมออนไลน์ของคู่แข่งอย่าง Snapchat และ TikTok มากกว่า การสูญเสียกลุ่มผู้ใช้หน้าใหม่วัยเยาว์จะเป็นความเสี่ยงต่ออนาคตของบริษัทเฟซบุ๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอกสารภายในที่เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลได้รับแสดงให้เห็นว่า เฟซบุ๊กตั้งทีมศึกษากลุ่ม Preteen (อายุระหว่าง 10-12 ปี) อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งเป้า 3 ปีสร้างเนื้อหาหรือผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มนี้ และมียุทธศาสตร์เกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจระยะยาวที่กลุ่มผู้ใช้รุ่นเยาว์จะมอบให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการนำเสนอพรีเซนเตชันครั้งหนึ่ง เฟซบุ๊กถึงกับพิจารณากันว่าจะหาหนทางหรืองัดกลยุทธ์ใดออกมาเพื่อเข้าถึงและให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในระหว่าง Play Date หรือการที่พ่อแม่นัดให้ลูกๆ รุ่นเดียวกันมาพบเจอเพื่อเล่นสนุกกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราจะเป็นห่วงเด็กๆ ก่อนวัยรุ่น (tween) ไปทำไม พวกเขาถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่า แต่ยังไม่ถูกกระตุ้น&amp;rdquo; เอกสารในปี 2020 ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่งานศึกษาวิจัยของเฟซบุ๊กเองได้ชี้ให้เห็นว่าอินสตาแกรม (หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นโซเชียลมีเดียน้องสาวของเฟซบุ๊ก) ส่งผลในทางลบต่อสุขภาพจิตของกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง เฟซบุ๊กก็เพิ่งจะประกาศระงับการพัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;Instagram Kids&amp;rdquo; สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ไม่วายที่หัวเรือใหญ่ของอินสตาแกรม &amp;ldquo;อดัม มอสเซรี&amp;rdquo; จะโต้แย้งว่าหากไม่มีอินสตาแกรมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีออกมา เด็กๆ ก็จะโกหกอายุในการสมัครใช้แอปอยู่ร่ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายศึกษาวิจัยของเฟซบุ๊กได้แบ่งกลุ่มอายุช่วงต่างๆ สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคตไว้ 6 กลุ่ม ได้แก่ อายุ 16 ปีขึ้นไป, อายุระหว่าง 13-15 ปี, อายุระหว่าง 10-12 ปี, อายุระหว่าง 5-9 ขวบ และเด็กอายุ 0-4 ขวบ ปี 2017 เฟซบุ๊กได้เปิดตัวแอป Messenger Kids สำหรับเด็กอายุ 6-10 ขวบ ที่ต้องมีการควบคุมโดยผู้ปกครอง เฟซบุ๊กหมายมั่นว่าเด็กๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ (ที่อ้างว่า) เป็นมิตรกับครอบครัวแอปนี้เมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็จะกระโจนเข้าสู่แพลตฟอร์มหลักๆ ของบริษัทในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เป้าหมายของเราคือการส่งสารแต่เนิ่นๆ ไปยังเด็กก่อนวัยรุ่นในสหรัฐ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเอาชนะใจพวกเขาได้เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น&amp;rdquo; เอกสารชิ้นหนึ่งระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฟซบุ๊กกำลังพึ่งพาอินสตาแกรมในการมัดใจหรือ &amp;ldquo;รีครูต&amp;rdquo; กลุ่มผู้ใช้รุ่นเยาว์เพื่อความหวังที่ว่าเมื่อเด็กวัยรุ่นโตขึ้นพวกเขาก็ใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ สำหรับผู้ใหญ่ต่อไป เอกสารในเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 ระบุว่าเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับเฟซบุ๊กให้เป็นเหมือน &amp;ldquo;โค้ชชีวิตสำหรับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกประเด็นใหญ่ก็คือการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมในปี 2018 ที่ตอนนั้นซัคเกอร์เบิร์กประกาศไว้อย่างเท่ๆ ว่าจะลดการปรากฏของข่าวสาร เนื้อหาจากเอกชน หรือคนดัง และจะเพิ่มการปรากฏของโพสต์จากเพื่อนและครอบครัวให้มากขึ้นเพราะเขาคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนรู้จักที่ต้องมาก่อน เรียกว่า Meaningful Social Interactions หรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้าประกาศดังกล่าวของซัคเกอร์เบิร์ก การเข้าใช้และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้เฟซบุ๊กลดลงไปอย่างมาก และผลที่ออกมาหลังจากเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมก็คือโพสต์ที่ปรากฏในหน้าเฟซบุ๊กส่วนใหญ่กลับเป็นโพสต์ที่สร้างความขัดแย้ง เกลียดชัง กระตุ้นอารมณ์เดือดดาล แต่มียอดแชร์และคอมเมนต์สูงลิ่ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พรรคการเมืองดังพรรคหนึ่งในโปแลนด์เปลี่ยนเนื้อหาการโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊กของพรรคจากเนื้อหาเชิงบวก 50 เปอร์เซ็นต์ และเนื้อหาเชิงลบ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเนื้อหาเชิงลบถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง เพราะมีคนเข้าถึงเนื้อหาเชิงลบมากกว่านั่นเอง ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการโพสต์ที่เร้าอารมณ์โกรธเกลียดสามารถกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรรดานักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของแผนกจริยธรรมพลเมืองได้บอกถึงความกังวลให้ซัคเกอร์เบิร์กรับทราบ และเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมที่ให้รางวัลกับความก้าวร้าวและความเท็จ แต่ซัคเกอร์เบิร์กยืนยันจะไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขในหลายๆ ข้อท้วงติง เขากลัวผู้ใช้จะมีปฏิสัมพันธ์กับเฟซบุ๊กลดลง ซึ่งนั้นจะส่งผลต่อเม็ดเงินโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฟซบุ๊กได้ยุบแผนกจริยธรรมพลเมืองลงหลังการเลือกตั้งสหรัฐผ่านไปเมื่อปลายปีที่แล้ว &amp;ldquo;เฮาเกน&amp;rdquo; ลาออกจากเฟซบุ๊กในเดือนพฤษภาคม และเริ่มภารกิจส่งเสียงจุดประเด็นการไร้ความรับผิดชอบชองเฟซบุ๊กต่อสังคม เธอบอกว่าเอกสารที่เธอนำมาเปิดเผยนั้นพนักงานเฟซบุ๊ก 60,000 คน ก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังมีหัวข้ออื่นๆ ที่เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลพิมพ์เผยแพร่ อาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เฟซบุ๊กทราบดีว่าอินสตาแกรมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเยาวชนเพศหญิงจำนวนมาก ทำให้เกิดความคิดที่จะฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 13.5 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับปิดเงียบและไม่ยอมเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะและต่อหลายฝ่ายที่ร้องขอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เฟซบุ๊กปล่อยให้ข้อมูลเท็จเรื่องวัคซีนโควิด-19 กระจายเกลื่อนในแพลตฟอร์มโดยจัดการแก้ไขได้อย่างกะพร่องกะแพร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เฟซบุ๊กตอบสนองต่อเบาะแสเกี่ยวกับผู้ที่ใช้บัญชีในทางผิดกฎหมายและจริยธรรมได้ไม่ดีพอ เปิดพื้นที่ให้ผู้ค้ายาเสพติด ค้ากาม และค้ามนุษย์ เฟซบุ๊กทะลุทะลวงเข้าไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แต่มีพนักงานและผู้เชี่ยวชาญเพียงหยิบมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเฮาเกนพูดคุยทางออนไลน์กับผู้นำระดับกำหนดนโยบายในยุโรปเรื่องการควบคุมและกำกับดูแลธุรกิจโซเชียลมีเดีย เพราะยุโรปมักจะมีกฎหมายออกมาใช้ปกป้องพลเมืองตัวเองจากการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการผูกขาดด้านต่างๆ ก่อนที่อื่นๆ ในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการพูดคุยกับคณะกรรมาธิการยุโรป มีความเป็นไปได้ว่าต้นปีหน้ากฎข้อบังคับที่เข้มงวดจะถูกนำมาใช้กับเฟซบุ๊กและบริษัทที่ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย รวมถึงผลักดันให้เกิดกฎการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อลดการครอบงำเศรษฐกิจดิจิตอลของบรรดาแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ สิ่งที่ยุโรปรับรู้จากข้อมูลของเฮาเกนทำให้พวกเขายิ่งต้องเร่งดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อเล็กซานดรา กีส ผู้แทนในสภายุโรปจากเยอรมนี ซึ่งได้พูดคุยกับเฮาเกนก่อนหน้านี้มาสักระยะ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือที่บริษัทอาจมีอยู่บ้างก็ได้ถูกทำลายลงไปจนหมด เราทราบแล้วว่าเราต้องกำกับดูแลเนื่องจากบริษัทจะไม่หยุดละเมิด และเป็นการละเมิดที่กระทำต่อประชาชนและประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คริสเตล ชอลเดโมเซ สมาชิกสภายุโรปจากเดนมาร์ก ผู้มีบทบาทในการร่างกฎหมายบริการดิจิตอล ก็กล่าวว่า เฮาเกนยืนยันให้ควบคุมแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เธอกำลังร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของอัลกอริทึม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฮาเกนมีกำหนดเดินทางไปยังยุโรปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อพบกับผู้ดูแลด้านนโยบายเกี่ยวกับโซเซียลมีเดียในสหภาพยุโรป และจะขึ้นปาฐกถาในงาน Web Summit ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่โปรตุเกส นอกจากนี้ก็จะเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการร่างกฎหมายของอังกฤษด้วย ซึ่งเวลานี้กำลังเขียนกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตใหม่ที่ให้อำนาจรัฐในการตรวจสอบสื่อออนไลน์ที่ไม่สามารถจัดการกับเนื้อหาอันตรายต่อเยาวชน รวมถึงการปรับเงินและบทลงโทษต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลานี้เฟซบุ๊กและบริษัทเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารจากซิลิคอนวัลเลย์กำลังใช้พลังในการล็อบบี้ในยุโรปอย่างหนัก เพราะกลัวว่าหากการกำกับดูแลชนิดเข้มงวดถูกนำมาใช้ยุโรป ที่อื่นๆ ในโลกก็จะนำไปปฏิบัติเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจากกลุ่มเฝ้าระวัง Corporate Europe Observatory ชี้ว่า ในกรุงบรัสเซลส์ซึ่งรัฐสภายุโรปตั้งอยู่ บริษัทยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตใช้เงินในการล็อบบี้ไปมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นใด มากกว่ากลุ่มบริษัทยาและเวชภัณฑ์ กลุ่มพลังงาน การเงิน และอุตสาหกรรมเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เควิน รูส คอลัมนิสต์ด้านเทคโลยีของนิวยอร์กไทม์ ให้ความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ว่า เฟซบุ๊กกำลังประสบปัญหา ซึ่งไม่ใช่ปัญหาทางการการเงิน ทางกฎหมาย และปัญหากับวุฒิสมาชิก แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมถอย เป็นสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการล่มสลายของธุรกิจมาก่อนสามารถมองเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมฆฝนแห่งความน่าสะพรึงกำลังก่อตัวและกางขึงเหนือท้องฟ้าบริษัทแห่งนี้ จะนำไปสู่การดิ้นรนหาหนทางออกที่ยุ่งยาก ความเสื่อมถอยแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมองเห็นมาจากข้างนอก แต่ผู้อยู่ภายในมองออก แต่ละวันพวกเขาเห็นสัญญาณ ทั้งการจารกรรมข้อมูลผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น แกนหลักของบริษัทเริ่มกระสับกระส่าย ความหวาดระแวงของผู้บริหาร การหันหลังให้ของผู้ร่วมงานพรสวรรค์สูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่คอลัมนิสต์ผู้นี้มองว่าเฟซบุ๊กกำลังเดินถอยหลังอย่างแท้จริง ก็คือการวางแผนการตลาดไปยังกลุ่มเด็กก่อนวัยรุ่น เพราะเป็นอะไรที่ดูสิ้นหวังอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเลขทางสถิติไม่เคยโกหก นั่นคือการใช้เฟซบุ๊กของกลุ่มวัยรุ่นในสหรัฐลดลงมาหลายปีแล้ว และน่าจะตกลงไปอีกในอนาคตอันใกล้ การสำรวจศึกษาภายในประเมินว่าการใช้งานประจำวันจะลดลงไป 45 เปอร์เซ็นต์ในปี 2023 ส่วนอินสตาแกรมที่เข้ามาชดเชยการดิ่งหัวของตัวเลขผู้ใช้เฟซบุ๊กรุ่นเยาว์ก็กำลังสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง TikTok อย่างรวดเร็ว ผู้ใช้วัยใสไม่โพสต์เนื้อหาเท่าเมื่อก่อน เพราะเด็กๆ และวัยรุ่นมองว่า &amp;ldquo;เฟซบุ๊กเป็นโซเชียลมีเดียสำหรับคนแก่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเฟซบุ๊กตายแน่ๆ รายได้จากโฆษณายังมหาศาล และบางผลิตภัณฑ์ของพวกเขามีผู้ใช้สูงในช่วงการระบาดของโควิด-19 ผู้ใช้นอกสหรัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่ายากมากที่โซเชียลเน็ตเวิร์กจะเติบโตตลอดไปอย่างสง่างาม และส่วนมากแล้วมักจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงระหว่างทางที่กลิ้งลงเหว ยกตัวอย่าง MySpace ที่เติบโตเร็วก่อนจะกลายเป็นจุดรวมของสแปม จากนั้นก็ร้าง และจบลงด้วยการขายข้อมูลผู้ใช้ให้กับบริษัทโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กยังคงมีพลังอำนาจ พวกเขากำลังอยู่ในช่วงขาลงก็จริง แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ มีความสามารถในการกำหนดผู้ชนะทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั่วโลก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- wsj.com/articles/the-facebook-files-11631713039&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- wsj.com/articles/facebook-files-xcheck-zuckerberg-elite-rules-11631541353?mod=article_inline&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- nytimes.com/2021/10/04/technology/facebook-files.html?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- nytimes.com/2021/10/06/technology/facebook-european-union-regulation.html&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเป็นพิษและความเสื่อมของ Facebook, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะแผนลับสหรัฐเตรียมอุ้ม ‘จูเลียน อัสซานจ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ ภาพล้อเลียนจาก ifj.org บรรยายว่าสหรัฐมีเสรีภาพสื่อ ยกเว้นเรื่องอาชญากรรมสงครามและคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อปี 2017 ช่วงที่ &amp;ldquo;จูเลียน อัสซานจ์&amp;rdquo; ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ลี้ภัยอยู่ในสถานทูตเอกวาดอร์ ประจำกรุงลอนดอน ได้ปีที่ 5 เขาคงไม่รู้ว่า ไมค์ ปอมเปโอ, ซีไอเอ และรัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาอุ้มหรือฆ่าเขา ฐานฉกข้อมูลลับและฉีกหน้าหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐจนไม่เหลือชิ้นดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาฮูนิวส์ได้นำเสนอรายงานข่าวยาวเหยียดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวกว่า 30 ราย ที่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ทางด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา มีรายละเอียดการพูดคุยกันในระดับผู้บริหารสูงสุดของสำนักข่าวกรองกลาง หรือ &amp;ldquo;ซีไอเอ&amp;rdquo; และประธานาธิบดี &amp;ldquo;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;rdquo; ถึงทางเลือกในการลงมือและแผนการคร่าวๆ ไปจนถึงขั้นการวาดฉากเหตุการณ์ที่อาจต้องยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัสเซียกลางถนนในกรุงลอนดอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จูเลียน อัสซานจ์ เกิดในออสเตรเลีย เมื่อปี 1971 ปัจจุบันอายุ 50 ปี หลังจากเขาก่อตั้ง WikiLeaks องค์กรข่าวไม่แสวงหาผลกำไรในปี 2006 ความจำเป็นของงานทำให้เขาต้องเดินทางไปทุกทวีปทั่วโลก วิกิลิกส์นำเสนอเรื่องลับเกี่ยวกับคอร์รัปชันและความอยุติธรรมในหลายประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากนักแฉหรือแหล่งข่าวนิรนามจากภายในองค์กรนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์วิกิลีกส์ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปี 2010 เมื่อเผยแพร่ภาพฟุตเทจวิดีโอจากกล้องที่ติดกับปืนของทหารสหรัฐในการยิงถล่มจากเฮลิคอปเตอร์กลางกรุงแบกแดด เหตุการณ์เกิดในปี 2007 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 คน รวมถึงนักข่าวรอยเตอร์ 2 คน และมีเด็กบาดเจ็บด้วยจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นวิกิลีกส์ก็นำเสนอรายงานการทำสงครามของสหรัฐในตะวันออกกลางอีกหลายชุด ทั้งกรณีการถล่มทางอากาศในอิรัก เยเมน และอัฟกานิสถาน รวมถึงเอกสารลับ U.S. Diplomatic Cablesมากกว่า 250,000 ชิ้น ที่ทูตสหรัฐซึ่งประจำการอยู่ทั่วโลกรายงานกลับไปยังรัฐบาล อัสซานจ์ได้รับข้อมูลจาก &amp;ldquo;เชลซี แมนนิง&amp;rdquo; นักวิเคราะห์ข่าวกรองของกองทัพบกสหรัฐ ซึ่งต่อมาแมนนิงถูกศาลสหรัฐตัดสินจำคุก 35 ปี แต่ได้รับการลดโทษในสมัยประธานาธิบดี &amp;ldquo;บารัค โอบามา&amp;rdquo; ให้เหลือจำคุก 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัสซานจ์ถูกตำรวจสวีเดนออกหมายจับในปลายปี 2010 คดีล่วงละเมิดทางเพศสตรี 2 คนในสวีเดน เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาและบอกว่ายินดีจะเผชิญการสอบสวนในสหราชอาณาจักร ให้เหตุผลว่า &amp;ldquo;สวีเดนมีกระบวนการยุติธรรมที่แย่มากๆ&amp;rdquo;, &amp;ldquo;มีคตินิยมแบบผู้หญิงเป็นใหญ่อย่างรุนแรงบ้าคลั่ง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เป็นซาอุดีอาระเบียแห่งเฟมินิสต์&amp;rdquo; รวมทั้ง &amp;ldquo;เป็นข้าหลวงของสหรัฐ&amp;rdquo; ที่อัสซานจ์ไม่ต้องการถูกดำเนินคดีในสวีเดน เพราะเขากลัวว่าจะต้องถูกส่งตัวไปให้กับสหรัฐอย่างแน่นอน จึงยอมมอบตัวกับตำรวจอังกฤษแทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังการไต่สวนครั้งที่ 2 อัสซานจ์ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว การไต่สวนในครั้งต่อมาในปี 2011 ศาลมีความเห็นให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสวีเดน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในปี 2012 ก็ยืนตามนั้น เขาจึงประสานงานกับสถานทูตเอกวาดอร์ในกรุงลอนดอนเพื่อขอลี้ภัย จากนั้นในเดือนสิงหาคม 2012 เขาก็ได้ที่อยู่ใหม่ในสถานทูตเอกวาดอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิลเลียม อีวานีนา อดีตผู้อำนวยการศูนย์รักษาความมั่นคงและต่อต้านข่าวกรองสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ยาฮูนิวส์ว่า รัฐบาลประธานาธิบดี &amp;ldquo;บารัค โอบามา&amp;rdquo; กลัวว่าการอนุญาตให้หน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐทำการสอดแนมและดำเนินปฏิบัติการทางด้านไซเบอร์กับวิกิลีกส์นั้นอาจก่อให้เกิดผลในทางลบต่อรัฐบาลมากกว่าจะเกิดผลดี จนกระทั่งในปี 2013 เมื่อ &amp;ldquo;เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน&amp;rdquo; เจ้าหน้าที่ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือเอ็นเอสเอ บินไปยังฮ่องกงพร้อมข้อมูลลับจำนวนมากที่แฉว่ารัฐบาลสหรัฐทำการสอดแนมพลเมือง และวิกิลีกส์ก็ช่วยให้สโนว์เดนหนีต่อไปยังรัสเซีย บรรณาธิการของวิกิลีกส์อยู่กับสโนว์เดนเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งที่สนามบินในกรุงมอสโกจนได้รับการลี้ภัยในรัสเซีย รัฐบาลโอบามาจึงให้ไฟเขียวกับหน่วยงานความมั่นคงในการเก็บรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบวิกิลีกส์ โดยเฉพาะซีไอเอที่ได้จัดตั้ง WikiLeaks Team ขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐพยายามอย่างหนักในการล็อบบี้ให้ทำเนียบขาวให้คำนิยามวิกิลีกส์ รวมถึงสื่อมวลชนตัวแสบบางรายในสายตาสหรัฐเสียใหม่ว่าเป็น Information Brokers หรือ &amp;ldquo;นายหน้าค้าข้อมูล&amp;rdquo; ซึ่งจะทำให้สามารถใช้เครื่องมือในการตรวจสอบได้กว้างขวางขึ้น นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีได้ง่ายขึ้น เนื่องจากหากยังคงนิยามว่าเป็น &amp;ldquo;สื่อมวลชน&amp;rdquo; ก็จะถูกขัดขวางโดยรัฐธรรมนูญสหรัฐฉบับแก้ไขครั้งที่ 1 ที่รับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ทว่าถูกรัฐบาลโอบามาปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขับเคี่ยวแย่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ระหว่าง &amp;ldquo;ฮิลารี คลินตัน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;rdquo; เข้าสู่ช่วงดุเดือดในฤดูร้อนปี 2016 เว็บไซต์วิกิลีกส์ได้นำเสนอการสื่อสารทางอีเมลที่หลุดออกมาของฝ่ายเดโมแครต ภายหลังทราบว่าหน่วยข่าวกรองของรัสเซียที่ใช้ชื่อว่า GRU คือผู้ที่แฮ็กอีเมลเหล่านั้นแล้วส่งต่อให้กับวิกิลีกส์ อย่างไรก็ตาม มีคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีบางฝ่ายในสหรัฐเองต้องการใช้ประโยชน์จากอัสซานจ์ จึงปล่อยให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น และผลออกมาทรัมป์ชนะคลินตันไปอย่างพลิกความคาดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทีมงานความมั่นคงของทรัมป์พาเหรดกันเข้าไปคุมกระทรวงยุติธรรม ซีไอเอ และหน่วยงานสำคัญๆ พวกเขารู้พิษสงของอัสซานจ์และวิกิลีกส์ดีขึ้นมาก และไม่อยากอยู่เฉยอีกต่อไป สิ่งที่รัฐบาลโอบามาไม่กล้าทำ รัฐบาลทรัมป์ไม่กลัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไมค์ ปอมเปโอ ผู้อำนวยการซีไอเอคนใหม่ที่ทรัมป์เลือกมาใช้งาน (ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปี 2018) มองอัสซานจ์เป็นภัยต่อความมั่นคงอันดับต้นๆ และให้คำนิยามวิกิลีกส์ใหม่ว่าเป็น &amp;ldquo;หน่วยข่าวกรองไม่ใช่ของรัฐที่เป็นภัยปรปักษ์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำประกาศของปอมเปโอเกิดขึ้น 5 สัปดาห์ หลังวิกิลีกส์ได้รับชุดข้อมูลลับของซีไอเอ ชื่อว่า &amp;ldquo;Vault 7&amp;rdquo; ที่เป็นของฝ่ายจารกรรมลับสุดยอด หน่วยงานภายในของซีไอเอ เกี่ยวกับเครื่องมือและปฏิบัติการจารกรรมต่างๆ ของซีไอเอ ทำให้พวกเขาเจ็บปวดอย่างยิ่งและต้องการแก้แค้นให้สาสม ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ซีไอเอเคยหัวเราะเยาะกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศที่ปล่อยให้วิกิลีกส์ได้ข้อมูลลับไป คราวนี้ถึงตาพวกเขาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การประกาศให้วิกิลีกส์เป็น &amp;ldquo;หน่วยข่าวกรองไม่ใช่ของรัฐที่เป็นภัยปรปักษ์&amp;rdquo; ทำให้ซีไอเอสามารถใช้อำนาจพิเศษในภารกิจต่อต้านข่าวกรองเชิงรุกได้ ช่วยลัดขั้นตอนการอนุมัติจากทำเนียบขาวและจากสภาคองเกรส ดำเนินการในทางลับได้ง่ายกว่าทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แผนโจมตีทางไซเบอร์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่วิกิลีกส์ใช้เก็บข้อมูลถูกโยนมาให้ซีไอเอ แต่การโจมตีก็จะทำให้ข้อมูลที่อยากได้กลับคืนมาต้องถูกทำลายไปด้วย และฝ่ายจารกรรมของรัฐเองก็ไม่เคยทราบว่าข้อมูล Vault 7 ที่วิกิลีกส์ยังไม่ได้เผยแพร่นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ วิธีการนี้จึงไม่มีข้อสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลางปี 2017 ซีไอเอประสบความสำเร็จในการสอดแนมสมาชิกและผู้ร่วมงานของวิกิลีกส์ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ของคนเหล่านี้ รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน การสนทนาของคนเหล่านี้และผู้ที่พวกเขาสนทนาด้วยผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยสิ่งที่ซีไอเอต้องการมากที่สุดคือเอกสารการเดินทางของคนเหล่านี้ไปยังรัสเซีย หรือประเทศที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีข้อเสนอภายในซีไอเอและสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสซี) ที่ต้องการตอบโต้วิกิลีกส์ ได้แก่ การทำให้ระบบดิจิตอลของวิกิลีกส์เป็นอัมพาต ก่อกวนการสื่อสารของคนในวิกิลีกส์แทรกซึมหรือปลอมตัวเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก ขโมยอุปกรณ์สื่อสารของพวกเขา การหว่านเชื้อแห่งความขัดแย้งของคนในวิกิลีกส์ เพราะพวกเขาไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเองมากนัก และทะเลาะถกเถียงกันเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเสนอเหล่านี้บางข้ออาจได้รับการอนุมัติ เพราะในเดือนธันวาคม ปี 2020 แฮ็กเกอร์ชาวเยอรมันที่มีความเกี่ยวข้องกับการจารกรรมข้อมูล Vault 7 เปิดเผยว่า มีคนพยายามงัดประตูอพาร์ตเมนต์ของเขา แต่โชคดีที่มีการติดตั้งระบบล็อกประตูไว้แน่นหนา นอกจากนี้เขายังบอกว่าถูกติดตามจากชายปริศนาจำนวนหนึ่ง และโทรศัพท์ที่เข้ารหัสของเขาถูกดักฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ อดีตเจ้าหน้าที่ 4 คนที่ยอมให้ข่าวกับยาฮูนิวส์ เปิดเผยว่า ปอมเปโอได้พูดเกี่ยวกับการลักพาตัวอัสซานจ์จากสถานทูตเอกวาดอร์ในกรุงลอนดอนแล้วนำกลับมายังสหรัฐผ่านประเทศที่ 3 อย่างลับๆ อีกแนวทางคือ ชิงตัวอัสซานจ์มาจากสถานทูตเอกวาดอร์แล้วส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ของอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มีการพูดคุยกับอังกฤษถึงความเป็นไปได้ที่จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเมื่อทีมงานของเราเข้าไปข้างในและก่อปฏิบัติการ แต่อังกฤษไม่เห็นด้วย&amp;rdquo; อดีตเจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรองระดับสูงกล่าวกับยาฮูนิวส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีรายงานข่าวกรองแจ้งด้วยว่า รัสเซียมีแผนที่จะชิงตัวอัสซานจ์ออกมาจากสถานทูตเอกวาดอร์เช่นกัน จากนั้นก็จะพาขึ้นเครื่องบินไปยังกรุงมอสโก เจ้าหน้าที่สหรัฐเป็นกังวลมากเมื่อสงสัยว่าฝ่ายปฏิบัติการของรัสเซียอยู่ในยานพาหนะทูตใกล้ๆ กับสถานทูตเอกวากอร์และสามารถหลบหลีกการติดตามได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่อาจจะเป็นการซ้อมหรือตระเตรียมแผนโดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของเอกวาดอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายสหรัฐก็วางแผนขัดขวางปฏิบัติการของเครมลิน ซึ่งอาจถึงขั้นเผชิญหน้ากันกลางเมืองหลวงอังกฤษ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์กล่าวว่า อาจสู้กันด้วยการแลกหมัด รุนแรงถึงขั้นดวลปืน หรือแม้แต่ขับรถชนอีกฝ่าย และหากรัสเซียสามารถนำอัสซานจ์ขึ้นเครื่องบินได้ ฝ่ายปฏิบัติการของสหรัฐหรืออังกฤษจะต้องป้องกันไม่ให้เครื่องบินเทกออฟได้ด้วยการขับรถขวางรันเวย์ ขับเฮลิคอปเตอร์บินร่อนเหนือเครื่องบิน หรือยิงยางล้อของเครื่องบิน และหากรัสเซียประสบความสำเร็จในการเทกออฟก็จะขอความร่วมมือจากชาติยุโรปไม่ให้เครื่องบินผ่านน่านฟ้าของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การหารือเกี่ยวกับการจัดการกับอัสซานจ์บางครั้งไปไกลถึงการลอบฆ่า อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐ 3 คนยืนยัน หนึ่งในนั้นเปิดเผยว่า เขาได้รับรายงานสรุปในการประชุมครั้งหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2017 โดยประธานาธิบดีได้ถามว่า ซีไอเอสามารถสังหารอัสซานจ์ได้หรือไม่ และได้ให้ &amp;ldquo;ทางเลือก&amp;rdquo; ว่าจะทำด้วยวิธีการใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนหนึ่งบอกว่า ผู้บริหารซีไอเอบางคนขอ และได้รับ &amp;ldquo;แผนการคร่าวๆ&amp;rdquo; ในการสังหารอัสซานจ์และสมาชิกวิกิลีกส์ในยุโรปจำนวนหนึ่งที่ได้เข้าถึงข้อมูล Vault 7 มีการถกเถียงกันว่าการฆ่าอัสซานจ์นั้นเป็นไปได้หรือไม่ และจะเกิดผลอย่างไรในทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ยาฮูนิวส์ไม่กล้ายืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจริง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบางคนบอกว่าไม่เคยได้ยินการพูดคุยเกี่ยวกับการสังหารอัสซานจ์ ด้าน &amp;ldquo;ทรัมป์&amp;rdquo; ก็มีแถลงการณ์ถึงยาฮูนิวส์ว่าไม่เคยพิจารณาถึงการสังหารอัสซานจ์ แถมยังบอกว่า &amp;ldquo;อันที่จริง ผมคิดว่าเขาได้รับการปฏิบัติที่แย่มากๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักกฎหมายระดับสูงในสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐเป็นห่วงในกรณีการลักพาตัวว่า หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้การดำเนินคดีกับอัสซานจ์กลายเป็นปัญหาได้ และแนะนำให้กระทรวงยุติธรรมรีบตั้งข้อหาและดำเนินการเพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากอังกฤษก่อนการลักพาตัวจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัททางด้านความปลอดภัย UC Global ของสเปนที่รับงานระบบความปลอดภัยในสถานทูตเอกวาดอร์ กรุงลอนดอน ก็ได้ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองสหรัฐด้วย อดีตลูกจ้างบริษัทกล่าวในการสอบสวนคดีที่สเปน (จากการรายงานของ El Pais) ว่า เอกวาดอร์ได้ออกหนังสือเดินทางทูตให้กับอัสซานจ์ และเตรียมส่งอัสซานจ์ไปปฏิบัติงานในสถานทูตเอกวาดอร์ที่กรุงมอสโก โดยจะเดินทางผ่านประเทศที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 21 ธันวาคม 2017 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ตั้งข้อหาอัสซานจ์อย่างไม่เปิดเผย วันเดียวกันนี้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเอกวาดอร์พูดคุยกับอัสซานจ์ถึงแผนการหลบหนี เนื่องจากว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้รับข้อมูลจาก UC Global อยู่ตลอด ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพูดคุยกันทูตสหรัฐก็เตือนไปยังทูตเอกวาดอร์ ทำให้แผนการต้องล้มเลิก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดีตลูกจ้างของ UC Global ให้การด้วยว่า หัวหน้าของเขามีแผนที่จะเดินออกจากสถานทูตเอกวาดอร์โดยเปิดประตูทิ้งไว้เพื่อเปิดทางให้มีคนเข้าไปฉกตัวอัสซานจ์ และยังมีการพูดคุยกันถึงการวางยาพิษอัสซานจ์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้เข้าตามตรอกออกทางประตูเรียบร้อยแล้ว ความจำเป็นของแผนอุ้มหรือสังหารของฝ่ายข่าวกรองก็เริ่มไม่มีความจำเป็น และต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย กระบวนการยุติธรรมเอาชนะศาลเตี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โชคร้ายเกิดกับอัสซานจ์ในวันที่ 11 เมษายน 2019 รัฐบาลใหม่เอกวาดอร์ได้เพิกถอนการลี้ภัย และขับอัสซานจ์ออกจากสถานทูต ตำรวจอังกฤษเข้าควบคุมตัวในทันที ความผิดฐานไม่ปรากฏตัวต่อศาลเมื่อปี 2012 ต่อมาถูกตัดสินจำคุก 50 สัปดาห์ ส่วนคดีล่วงละเมิดทางเพศของสวีเดนได้ยุติการสืบสวนสอบสวนไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2017 เพราะหลักฐานอ่อนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลสหรัฐเปิดผนึกยื่นข้อกล่าวหาในวันเดียวกับที่อัสซานจ์ถูกตำรวจอังกฤษรวบตัว และขอให้ส่งตัวอัสซานจ์ไปรับการพิจารณาคดีในสหรัฐ ต่อมาศาลอังกฤษปฏิเสธคำขอด้วยเหตุผลความเป็นไปได้ที่จำเลยจะฆ่าตัวตายในคุกสหรัฐ แต่รัฐบาลสหรัฐก็ไม่รีรอที่จะยื่นอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำตัดสินของศาลสูงอังกฤษที่ปล่อยล่วงผ่านมานานพอสมควรคาดว่าจะออกมาในปลายปีนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- news.yahoo.com/kidnapping-assassination-and-a-london-shoot-out-inside-the-ci-as-secret-war-plans-against-wiki-leaks-090057786.html&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Julian_Assange#Hearings_on_extradition_to_the_U.S.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Chelsea_Manning#Guilty_plea,_trial,_sentence&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118563</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เจาะแผนลับสหรัฐเตรียมอุ้ม ‘จูเลียน อัสซานจ์’, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครบ 90 ปี ญี่ปุ่นรุกรานจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;พิพิธภัณฑ์อุบัติการณ์มุกเดนในมณฑลเหลียวหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน (เครดิตภาพ commons.wikimedia.org/Eurico Zimbres)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อีกไม่กี่วันพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ &amp;ldquo;แอลดีพี&amp;rdquo; ของญี่ปุ่นกำลังจะได้หัวหน้าพรรคคนใหม่และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก &amp;ldquo;โยชิฮิเดะ ซูกะ&amp;rdquo; หนึ่งในนโยบายหรือแนวทางที่ผู้ท้าชิงทั้ง 4 คนประลองกันบนเวทีดีเบตก็คือจุดยืนที่มีต่อจีน และมีถึง 3 คนแสดงออกมาในท่าทีที่แข็งกร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ประเทศจีนเวลานี้กำลังมีการรำลึกครบรอบ 90 ปี &amp;ldquo;อุบัติการณ์มุกเดน&amp;rdquo; ที่ญี่ปุ่นใช้เป็นข้ออ้างโจมตีจีนในเช้าวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.1931 เป็นจุดเริ่มต้นของ Full-scale Invasion หรือการรุกรานเต็มรูปแบบอันนำไปสู่การยึดครองแมนจูเรียในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โหมโรงก่อนรุกราน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ญี่ปุ่นเคยโรมรันกับจีนในสงครามที่เรียกว่า &amp;ldquo;สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1&amp;rdquo; เมื่อปี ค.ศ.1894-1895 เพื่อแย่งชิงราชอาณาจักรเกาหลีที่อยู่ใต้อาณัติของจีนมาอย่างยาวนาน การรบเกิดขึ้นหลักๆ บนคาบสมุทรเกาหลี แมนจูเรียที่อยู่ทางเหนือเกาหลี เกาะไต้หวัน และทะเลเหลือง กองทัพราชวงศ์ชิงพ่ายแพ้ให้กับกองทัพฝ่าย &amp;ldquo;ฟื้นฟูเมจิ&amp;rdquo; เกิดสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ทำให้อำนาจในคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนมือจากจีนไปเป็นของญี่ปุ่น นอกจากนี้จีนยังสูญเสียไต้หวัน เกาะเผิงหู และคาบสมุทรเหลียวตงให้กับญี่ปุ่น (แหลมทางใต้ของมณฑลเหลียวหนิง ปัจจุบันคือเมืองต้าเหลียน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเข้ามาของรัสเซียจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยเฉพาะการได้สัมปทานเดินรถไฟที่ต่อเชื่อมกับสายทรานซ์ไซบีเรียระหว่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก-วลาดีวอสต็อก โดยการเชื่อมเส้นทางจากฮาร์บินลงใต้มายังพอร์ตอาร์เธอร์ในเหลียวตงที่รัสเซียเช่าจากจีน ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มเห็นรัสเซียเป็นอุปสรรคของแผนการแผ่อิทธิพลของพวกเขาในเกาหลีและแมนจูเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ญี่ปุ่นเสนอให้รัสเซียสามารถเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคแมนจูเรียได้ โดยแลกกับการให้รัสเซียรับรองอำนาจการปกครองเกาหลีของญี่ปุ่น รัสเซียปฏิเสธข้อเสนอและเรียกร้องการขีดเส้นแบ่งอิทธิพลกันที่เส้นขนาน 39 องศาเหนือในเกาหลี เมื่อเป็นดังนี้ ญี่ปุ่นเลือกที่จะรบดีกว่า โดยทำการจู่โจมอย่างฉับพลันในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1904 ใส่กองเรือรัสเซียที่พอร์ตอาร์เธอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงครามกินเวลา 1 ปีครึ่ง การรบเกิดขึ้นในแมนจูเรีย คาบสมุทรเกาหลี ทะเลญี่ปุ่น และทะเลเหลือง สุดท้ายจักรวรรดิรัสเซียแพ้ให้กับจักรวรรดิญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่โลกตะวันตกปราชัยแก่กองทัพตะวันออก รัสเซียต้องอับอายขายหน้าชนผิวขาวด้วยกัน สูญเสียอำนาจและอิทธิพลในยุโรปตะวันออก เกิดความไม่พอใจของคนในประเทศ และเป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัติรัสเซียครั้งแรกปี 1905 แม้ว่าจะประสบกับความล้มเหลว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ญี่ปุ่นได้สิทธิเช่าเส้นทางรถไฟแมนจูเรียใต้ หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า &amp;ldquo;มันเทตสึ&amp;rdquo; ของ China Far Eastern Railway ที่รัสเซียเคยได้สัมปทานจากจีน รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากที่จีนเคยทำสัญญาอย่างจำยอมกับรัสเซียมาก่อนหน้านี้ (จีนทำสัญญาจำยอมกับชาติยุโรปจำนวนมากมาย) จากนั้นญี่ปุ่นก็ถือสิทธิเข้าบริหารอย่างเด็ดขาดในเขตเส้นทางรถไฟแมนจูเรียใต้ ทหารญี่ปุ่นเข้ามาประจำการและซ้อมรบทั่วบริเวณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังการปฏิวัติจีนในปี 1911 จีนยังคงแตกแยกและประเทศอยู่ในยุคขุนศึกที่ไร้ความสงบอยู่นานหลายปี กระทั่งตั้งหลักได้ก็เริ่มเรียกร้องว่าสนธิสัญญาต่างๆ ที่ลงนามกับญี่ปุ่นนั้นไม่เป็นธรรมต่อจีนและประกาศเป็นโมฆะ ทั้งเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ให้ชาวญี่ปุ่น (รวมถึงเกาหลีและไต้หวัน) ที่ตั้งรกรากและทำมาหากินในจีนต้องออกไปตัวเปล่าโดยไม่มีค่าชดเชยใดๆ ญี่ปุ่นโดยกองทัพคันโตอันเกรียงไกรก็ตอบโต้ด้วยการวางระเบิดสังหาร &amp;ldquo;จาง จั้วหลิน&amp;rdquo; ขุนศึกแห่งแมนจูเรียในปี 1928&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จีนเริ่มมีปัญหาขัดแย้งกับรัสเซีย โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 1929 กรณีการเดินรถไฟ Chinese Eastern Railroad ในแมนจูเรียตอนเหนือจนนำไปสู่การสู้รบ กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตเอาชนะกองทัพของ &amp;ldquo;จาง เสี่ยวเหลียง&amp;rdquo; ขุนศึกแมนจูเรียคนใหม่ บุตรชายจาง จั้วหลิน ผู้ล่วงลับ และรัสเซียก็ยืนยันสิทธิในกิจการรถไฟในแมนจูเรียตอนเหนือต่อไป ความปราชัยของจีนครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่นเห็นความอ่อนแอของกองทัพจีนอย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันก็มองว่ากองทัพแดงโซเวียตแกร่งขึ้นมาก เห็นทีจะต้องเร่งพิชิตแมนจูเรียซึ่งครอบคลุมตะวันออกเฉียงเหนือของจีนทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนเมษายน ปี 1931 &amp;ldquo;จาง เสี่ยวเหลียง&amp;rdquo; เดินทางไปประชุมกับ &amp;ldquo;เจียง ไคเช็ก&amp;rdquo; ที่ &amp;ldquo;หนานจิง&amp;rdquo; เมืองหลวงจีนตอนนั้น ได้ข้อสรุปว่าจีนจะต้องยืนยันสิทธิในดินแดนแมนจูเรียอย่างถึงที่สุด เวลาไล่เลี่ยกันนี้ฝ่ายกองทัพคันโตของญี่ปุ่นก็เริ่มวางแผนในการรุกรานแมนจูเรียครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุบัติการณ์มุกเดน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มุกเดน&amp;rdquo; คือเมืองที่เกิดเหตุ ปัจจุบันมีชื่อว่า &amp;ldquo;เสิ่นหยาง&amp;rdquo; อยู่ในมณฑลเหลียวหนิง ทหารญี่ปุ่นแอบวางระเบิดในเวลาค่ำของวันที่ 18 กันยายน 1931 ใกล้ๆ รางรถไฟ จุดวางระเบิดไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เป็นบริเวณรางที่ตั้งอยู่บนพื้นราบ ไม่ได้ตั้งอยู่บนสะพานที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อขบวนรถไฟ อีกทั้งวางในจุดที่ใกล้พอที่รางจะเสียหายแค่บางส่วน แต่ก็ไกลพอที่จะไม่เป็นอันตรายต่อขบวนรถไฟของญี่ปุ่นเอง ความสำคัญของจุดวางระเบิดอยู่ที่ห่างจากกองทหารรักษาการณ์เป่ยต้าหยิงของจีนเพียง 800 เมตร เพื่อให้ปุถุชนอนุมานได้ว่าทหารจีนเป็นฝ่ายก่อวินาศกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลา 22.20 น. ได้เวลาจุดระเบิด รางรถไฟเสียหายนิดหน่อยเพียงฝั่งเดียว ยาว 1.5 เมตร รถไฟวิ่งผ่านไปได้โดยไม่ยากเย็น เข้าจอดที่สถานีเสิ่นหยางเวลา 22.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้ข้อกล่าวหาจีนวางระเบิดรางรถไฟของญี่ปุ่นมีความสมบูรณ์ เช้าวันต่อมาทหารญี่ปุ่นก็ระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่ค่ายทหารจีนให้เหมือนเป็นการเอาคืน กองทัพของจาง เสี่ยวเหลียง ถูกทำลาย ทหารจีนถอยหนี ในเย็นวันเดียวกันญี่ปุ่นก็ยึดมุกเดนได้เบ็ดเสร็จ ทหารญี่ปุ่นเพียงไม่กี่ร้อยเอาชนะกองทหารของจีนที่มีถึง7 พันนาย ทหารจีนตายประมาณ 500 ส่วนญี่ปุ่นสูญเสียเพียง 2 ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอกชิเกโร ฮอนโจ ผู้บัญชาการกองทัพคันโต ซึ่งอยู่ที่กองบัญชาการในเขตเช่าคาบสมุทรเหลียวตงไม่รู้แผนการมาก่อน แต่ก็เห็นดีด้วยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหลังพันเอกเซชิโร อิตางากิ และพันโทคันจิ อิชิวารา ผู้วางแผนรายงานเหตุการณ์ให้ทราบ จากนั้นพลเอกฮอนโจก็ย้ายกองบัญชาการไปยังมุกเดน และได้ขอกำลังเสริมจากที่ประจำการอยู่ในเกาหลีโดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการต่อต้านและตอบโต้จากฝ่ายจีน แต่เพียง 5 เดือนหลังจากนั้นกองทัพญี่ปุ่นก็กำราบได้อยู่หมัด ทั้ง 3 มณฑล ได้แก่ เหลียวหนิง จี๋หลิน และเฮย์หลงเจียง ที่ประกอบกันเป็นภูมิภาคแมนจูเรียก็อยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนเรียกร้องไปยังสันนิบาตชาติให้เข้ามาแก้ปัญหา ซึ่งองค์กรสันติภาพที่ตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นี้ได้มีมติให้ญี่ปุ่นถอนทหารออกจากแมนจูเรีย แต่ญี่ปุ่นยืนยันจะแก้ปัญหาโดยการเจรจาตรงกับรัฐบาลจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มกราคม 1932 สหรัฐประกาศจะไม่รับรองรัฐบาลญี่ปุ่นในแมนจูเรีย และในกลางเดือนเดียวกันคณะกรรมการสันนิบาตชาติ นำโดย &amp;ldquo;วิกเตอร์ บูลเวอร์-ลิตตัน&amp;rdquo; เดินทางไปจีนเพื่อสืบสวนและตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่แล้วในเดือนมีนาคม 1932 ญี่ปุ่นก็ประกาศตั้ง &amp;ldquo;แมนจูกัว&amp;rdquo; หรือประเทศแมนจูขึ้นเป็นรัฐหุ่นเชิด มีเมืองหลวงชื่อซิงกิง และได้อัญเชิญ &amp;ldquo;ปูยี&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผู่อี๋&amp;rdquo; จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนแห่งอดีตราชวงศ์ชิงหรือราชวงศ์แมนจูขึ้นเป็นประมุขแมนจูกัว (แต่เพียงในนาม) จากนั้นญี่ปุ่นก็มีแผนส่งชาวอาทิตย์อุทัยเข้าไปตั้งรกรากประมาณ 5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนตุลาคมปีเดียวกันรายงานผลการสืบสวนตรวจสอบที่เรียกว่า &amp;ldquo;ลิตตันรีพอร์ต&amp;rdquo; ถูกนำเสนอออกมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้ทราบว่า การบุกจีนเมื่อปีก่อนนั้นไม่ใช่การป้องกันตนเองของญี่ปุ่นแต่อย่างใด แม้รายงานจะไม่ได้ระบุตรงๆ ว่าเป็นการจัดฉากลวงโลกก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สันนิบาตชาติสรุปว่า แมนจูกัวคือผลจากการรุกรานทางทหารของญี่ปุ่นในแผ่นดินจีน และแม้จะรับรองให้ญี่ปุ่นคงบทบาทในแมนจูเรียต่อไปได้ เนื่องจากดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมานานหลายปี แต่ไม่รับรองแมนจูกัวในสถานะรัฐเอกราช เมื่อเป็นเช่นนั้นญี่ปุ่นก็ประกาศถอนตัวออกจากสันนิบาตชาติในต้นปี 1933&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งนับการรุกรานจีนของญี่ปุ่นว่าเกิดขึ้นต่อเนื่อง 14 ปี ตั้งแต่ปี 1931 จนถึง 1945 แต่บางคนก็แยกออกเป็น 2 ช่วง โดยชี้ว่าช่วงแรกนั้นเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี 1932 ส่วนช่วงที่ 2 เกิดขึ้นระหว่างปี 1937 กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 1937 เริ่มเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ซึ่งก็คือการเริ่มสงครามโลกในฝั่งเอเชียบูรพา จีนสูญเสียชีวิตทหารและพลเรือนไปนับสิบล้าน เกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นมากมายหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองหนานจิง สตรีชาวจีนถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนนับไม่ถ้วน เกิดการสังหารหมู่จนเทียบได้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือที่เรียกว่า Asian Holocaust&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แมนจูกัวดำรงสถานะอยู่เรื่อยมาจนญี่ปุ่นถูกสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม 1945 ตามลำดับ เป็นอันปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นยอมแพ้ในวันที่ 2 กันยายน 1945 แมนจูกัวที่ถูกโซเวียตเข้ายึดได้ในปลายสงครามถูกส่งคืนแก่จีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวญี่ปุ่นก็เจ็บปวดและสูญเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือเล่มหนึ่งตีพิมพ์ในญี่ปุ่นไม่นานมานี้ เขียนโดย &amp;ldquo;ทาคาโนริ เทซุกะ&amp;rdquo; เป็นเรื่องราวของชาวญี่ปุ่นที่ย้ายเข้าไปตั้งรกรากในแมนจูกัว เทซุกะเคยสัมภาษณ์อดีตผู้ย้ายถิ่นฐานหลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเหล่านั้นไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินและบ้านเรือนได้มาจากการยึดเอาจากชาวจีนเจ้าของเดิม แต่สุดท้ายก็ยินดีรับไว้ เพราะในญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำอย่างหนัก การย้ายมาสู่แมนจูกัวจึงเป็นเหมือนการเริ่มต้นความหวังอันเรืองรอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไดอารีของ &amp;ldquo;โมริ คุรุมิซาวะ&amp;rdquo; นายกเทศมนตรีเขตคาวาโนะในจังหวัดนากาโนะ ถือเป็นตัวเดินเรื่องสำคัญในหนังสือเล่มนี้ คุรุมิซาวะได้เดินทางโดยรถไฟด่วนจากเมืองปูซานขึ้นไปยังเมืองซิงกิงพร้อมกลุ่มผู้ย้ายไปตั้งรกรากในเดือนมีนาคม ปี 1944 เขากลับมาชักชวนชาวนากาโนะให้ย้ายไปยังแมนจูกัวตามนโยบายรัฐบาล ที่พร้อมสนับสนุนเงินทุนและช่วยเหลือด้านอื่นๆ ให้กับผู้อพยพ ชาวญี่ปุ่นประมาณ 270,000 คนข้ามทะเลไปเพื่อเป็นเจ้าของที่ดินและมีชีวิตที่ดีในแมนจูเรีย เฉพาะชาวจังหวัดนากาโนะแห่กันไปถึงราว 33,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคมปี 1945 กองทัพญี่ปุ่นละทิ้งแมนจูเรียไปราว 3 ใน 4 ของพื้นที่ และได้เกณฑ์พลเรือนอายุ 18-45 ปีไปเป็นทหารเพื่อทดแทนพวกที่ตายไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนสิงหาคม 1945 ผู้ตั้งรกรากที่มาจากการชักชวนของคุรุมิซาวะฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก โดยมีถึง 73 คนเป็นสตรีและเด็ก ตัวคุรุมิซาวะที่อยู่ในญี่ปุ่นก็ตัดสินใจลาโลกในปีต่อมา ไดอารีหน้าสุดท้ายของเขาหายไป แต่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเคยตีพิมพ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมเสียใจที่ผลักดันให้เกษตรกรญี่ปุ่นย้ายไปยังสถานที่แบบนั้น ผมไม่สามารถดูแลพวกเขาได้อีกแล้ว โปรดมอบบ้านและทรัพย์สินที่เหลือของผมให้กับพวกเขา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือเล่มนี้ยังนำเสนอเรื่องของผู้นำท้องถิ่นบางคนที่ไม่ยอมเข้าไปมีบทบาทในการโน้มน้าวชาวบ้านให้ย้ายถิ่นฐานไปยังแมนจูเรีย &amp;ldquo;ทาดาสึนะ ซาซากิ&amp;rdquo; นายกเทศมนตรีเขตโอชิมาโจะในจังหวัดนากาโนะ ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 1987 ว่าหลังจากเดินทางไปดูพื้นที่ในแมนจูเรียเป็นเวลา 1 เดือนเมื่อปี 1938 ก็รู้ว่าเรือกสวนไร่นามีชาวจีนเป็นเจ้าของ นั่นหมายความว่าหากมีชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไปตั้งรกรากก็คงต้องไปยึดมาจากเจ้าของเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนจบของสงคราม ชาวญี่ปุ่นประมาณ 1.55 ล้านคน ทั้งเกษตรกรและผู้ที่เข้าไปทำอาชีพอื่นยังคงอยู่ในแมนจูเรีย กองทัพโซเวียตต้อนทั้งทหารและพลเรือนไปยังค่ายแรงงานในไซบีเรียและที่อื่นๆ ราว 575,000 คน ในจำนวนนั้นต้องเสียชีวิตไป 55,000 คน เด็กกำพร้าจำนวนมากถูกชาวจีนเลี้ยงให้เติบโต ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นให้การรับรองประมาณ 2,800 คน ในฐานะ &amp;ldquo;War Orphans&amp;rdquo; และมี 2,557 คนได้รับอนุญาตให้กลับญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายปัจจัยประกอบกันในช่วงเวลานี้ทำให้กระแสต่อต้านญี่ปุ่นของชาวจีนกลับมาอีกครั้ง พวกเขาร่วมกันบอยคอตสินค้าทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ต้นเดือนที่ผ่านมาช็อปปิ้งสตรีทใหม่หมาดในเมืองต้าเหลียนชื่อ &amp;ldquo;ลิตเติลเกียวโต&amp;rdquo; สร้างด้วยเงินลงทุน 6 พันล้านหยวน ต้องถูกสั่งปิดไม่มีกำหนด เพราะถูกชาวเน็ตจีนกดดันอย่างหนักหลังเปิดบริการได้เพียง 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขามองว่าลิตเติลเกียวโตคือการรุกรานรอบใหม่ในรูปแบบที่ต่างออกไป.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- globaltimes.cn/page/202109/1234578.shtml&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- japantimes.co.jp/news/2021/09/23/national/history/manchuria-settlers-research/&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/Mukden_Incident&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- en.wikipedia.org/wiki/First_Sino-Japanese_War&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117834</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครบ 90 ปี ญี่ปุ่นรุกรานจีน, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนเข็มกระตุ้นที่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภาพการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นสำหรับกลุ่มคนทั่วไปในอิสราเอลที่รัฐบาลสหรัฐอยากเดินตาม ทว่าถูกยับยั้งโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ (เครดิต: israel21c.org)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นอกจากอิสราเอลที่เดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มกระตุ้นให้กับประชาชนทั่วไปที่อายุเกิน 30 ปีตั้งแต่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว สหรัฐอเมริกามีแผนจะเดินตามโดยประธานาธิบดี &amp;ldquo;โจ ไบเดน&amp;rdquo; ตั้งใจจะฉีดให้ชาวอเมริกันในวงกว้างตั้งแต่สัปดาห์หน้า แต่ล่าสุดเพิ่งถูกคณะกรรมการพิเศษของ FDA เบรกหัวทิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลสหรัฐประกาศนโยบายฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ &amp;ldquo;บูสเตอร์ช็อต&amp;rdquo; ไว้ตั้งแต่เมื่อ 1 เดือนก่อนว่าจะฉีดให้กับประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไปหลังจากรับวัคซีนครบโดสมาแล้วอย่างน้อย 8 เดือน มีเพียงบริษัทไฟเซอร์ที่นำเสนอข้อมูลเข้าสู่การพิจารณาทันการประชุมนัดพิเศษของคณะกรรมการที่ปรึกษาขององค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้สังกัด FDA และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ หรือ CDC พิจารณาข้อมูลจากบริษัทไฟเซอร์, เจ้าหน้าที่ CDC, ตัวแทนรัฐบาลอิสราเอล และผู้เชี่ยวชาญอิสระที่นำเสนอข้อมูลประสิทธิภาพการป้องกันของไฟเซอร์และวัคซีนอื่นๆ ที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างการให้ข้อมูลจาก &amp;ldquo;ดร.ชารอน อัลรอย-ไพรซ์&amp;rdquo; หัวหน้าระบบบริการสาธารณสุขของอิสราเอลที่บอกว่าตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลแม้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบโดสแล้วเมื่อช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;น่ากลัว&amp;rdquo; เอามากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยอาการหนัก และ 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เสียชีวิต ล้วนได้รับวัคซีนมาครบ 2 โดสแล้ว&amp;rdquo; หัวหน้าระบบบริการสาธารณสุขของอิสราเอลกล่าว และว่า หลังการฉีดเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนทั่วไปแล้วตัวเลขผู้ป่วยหนักก็ลดลงมาครึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวแทนจากไฟเซอร์ให้คำแนะนำว่าหากสหรัฐไม่เดินตามแนวทางของอิสราเอลก็อาจจะเห็นการติดเชื้อปีละ 5 ล้านคนในบรรดาผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็ม 2 มาแล้ว 10 เดือน นอกจากนี้ตัวแทนของไฟเซอร์ยังชี้ว่าการติดเชื้อแบบ Breakthrough ในหมู่ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับค่าการป้องกันของวัคซีนที่ลดลงมากกว่าจะมีสาเหตุมาจากเชื้อสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทว่า ข้อมูลจากอิสราเอลก็เป็นอะไรที่ดูสับสนและน่าสงสัย เช่น กรณีที่ผู้ฉีดวัคซีนในเดือนมกราคมมีค่าประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเหลือเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้ฉีดวัคซีนในเดือนเมษายนยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันไว้ได้ถึง 79 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการลงมติ 16 ต่อ 2 เสียงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และไฟเซอร์ โดยแนะนำเพียงการฉีดสำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยหนักเท่านั้น ทั้งนี้การฉีดเข็มกระตุ้นของไฟเซอร์จะฉีดได้เมื่อรับเข็ม 2 มาแล้วเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อย่างไรก็ตาม FDA ยังมีสิทธิ์ขาดในการอนุมัติรับรอง แต่โดยปกติแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลงคำแนะนำของคณะกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางด้านของ CDC ก็จะมีการประชุมในกลางสัปดาห์หน้าเพื่อหาข้อยุติที่เป็นรายละเอียด ว่าคนกลุ่มใดบ้างที่จะได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยอาจรวมถึงบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าและครูในโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเห็นของกรรมการที่ปรึกษาของ FDA ส่วนใหญ่ที่ออกมาคือ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนทั่วทุกกลุ่มยังถือว่าเร็วเกินไป โดยมีข้อมูลจากการศึกษาที่ไม่เพียงพอ และต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อมูลด้านความปลอดภัยในผู้รับวัคซีนอายุน้อยที่มีความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ รวมถึงประเด็นโมเดลการศึกษาของไฟเซอร์ที่มีปัญหาอันนำไปสู่การระบุค่าประสิทธิผลของวัคซีนต่ำเกินความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ การเปรียบเทียบสหรัฐกับอิสราเอลนั้นไม่น่าจะใช้ได้ เพราะอิสราเอลมีประชากรเพียง 9 ล้านคน และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติน้อยกว่าสหรัฐมาก และเมื่อถูกถามว่าเหตุใดยังมีการติดเชื้อจำนวนสูงอยู่แม้มีการฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว ทางอิสราเอลก็ตอบว่าเป็นเพราะการฉลองวันหยุดชาวยิวและนักเรียนเริ่มเปิดเทอม การติดเชื้อระลอกนี้น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การศึกษาชิ้นหนึ่งจาก CDC ที่มีการรายงานผลออกมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนการประชุมซึ่งช้าเกินไปที่จะนำไปอภิปราย พบว่าค่าการป้องกันของวัคซีนไฟเซอร์ต่อการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อการฉีดเข็ม 2 ผ่านไป 4 เดือน นั่นคือเหลือประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แคทเธอรีน แจนเซน รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาวัคซีนของไฟเซอร์ ได้กล่าวในแถลงการณ์หลังผลการลงมติออกมาว่า &amp;ldquo;...เรายังคงเชื่อในประโยชน์ของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้าง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการประชุมได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไบเดนอย่างหนักว่าไม่ควรประกาศการฉีดเข็มกระตุ้นออกมาก่อนที่ FDA และ CDC จะได้พิจารณาอนุมัติ และถือเป็นการกดดันการทำงานของทั้ง 2 องค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิทยาศาสตร์ 2 คน ได้แก่ ดร.ฟิลิป เคราซ์ และ ดร.มาริยอง กรูเบอร์ จาก FDA และผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งได้ร่วมกันเขียนบทความลงในวารสาร The Lancet เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในการผลักดันการฉีดเข็มกระตุ้นก่อนที่จะนักวิทยาศาสตร์จะได้พิจารณาและให้คำแนะนำเสียก่อน โดยนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 คนนี้ถึงกับขอลาออกจาก FDA ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาระสำคัญของบทความ Considerations in boosting COVID-19 vaccine immune responses ในวารสาร The Lancet เห็นว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ใช้กันอยู่ยังคงมีความสามารถในการป้องกันอาการป่วยหนักแม้จะเป็นเชื้อสายพันธุ์เดลตา การศึกษาส่วนใหญ่ที่นำไปสู่ความพยายามในการฉีดเข็มกระตุ้นยังถือว่าเร็วเกินไป และยังยากที่จะตีความได้อย่างละเอียดแม่นยำ เนื่องจากอาจยังมีความสับสนและอาจเลือกมาแค่การศึกษาที่สนับสนุนไปในทางเดียวกันเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฉีดเข็มกระตุ้นอาจเหมาะสมกับบางคนที่การฉีดก่อนหน้านี้ (ทั้งวัคซีนชนิดเข็มเดียวและ 2 เข็ม) ไม่ได้รับการป้องกันที่เพียงพอ เช่นผู้ที่รับวัคซีนบางชนิดที่มีค่าการป้องกันต่ำ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีพอ (แต่การตอบสนองต่อเข็มกระตุ้นก็อาจจะยังไม่ดีพอเหมือนเดิม) ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีน จะได้รับประโยชน์จากเข็มกระตุ้นของวัคซีนตัวเดิม หรือวัคซีนคนละชนิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงได้หากฉีดให้กับประชาชนทุกกลุ่มเร็วเกินไปหรือถี่เกินไป โดยเฉพาะวัคซีนบางชนิดที่อาจมีผลข้างเคียงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และกลุ่มอาการกีแยง-บาร์เร (GBS) ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองที่เกิดกับระบบประสาทส่วนปลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความใน The Lancet กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับระดับภูมิคุ้มกันไว้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลังการรับวัคซีนแม้ระดับภูมิคุ้มกันบางตัวจะลดลง เช่น ภูมิคุ้มกันด้านสารน้ำ (Humoral immunity) และระดับแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ (Neutralising antibody) ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปคาดการณ์ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถึงแม้การลดลงของประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการหรือมีอาการเล็กน้อยจะลดลง ก็ไม่จำเป็นต้องไปคาดการณ์ว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงจะลดลงไปด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นก็เพราะการป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงนั้นไม่ได้อยู่ที่ antibody response หรือการตอบสนองของแอนติบอดีเท่านั้น (ซึ่งอาจมีอายุสั้นในวัคซีนบางชนิด) แต่ยังขึ้นอยู่กับ memory response (ความจำได้ของเซลล์) และ cell-mediated immunity (การตอบสนองชนิดพึ่งเซลล์) ด้วย และโดยทั่วไปแล้วมีอายุคงอยู่นานกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถึงแม้ระดับประสิทธิผลของวัคซีนจะไม่เปลี่ยนแปลง การประสบความสำเร็จในการฉีดวัคซีนให้คนเป็นจำนวนมากก็จะหนีไม่พ้นการเพิ่มขึ้นของการติดเชื้อแบบ Breakthrough อยู่ดี ยิ่งเมื่อผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ เหมือนเช่นก่อนการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะมีการใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นกันจริงๆ ก็ควรพัฒนาวัคซีนขึ้นจากฐานข้อมูลของเชื้อสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่มากปัจจุบัน (สายพันธุ์เดลตา) ไม่ใช้เชื้อรุ่นแรก เหมือนเช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดกันทุกปีก็พัฒนาจากสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ล่าสุด อันจะเพิ่มแนวโน้มที่ว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูง แม้ว่าเชื้ออาจจะกลายพันธุ์ต่อไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหากไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในวัคซีน ทำลายภาพลักษณ์และคุณค่าการรณรงค์ให้เร่งฉีดวัคซีนก่อนหน้านี้ หน่วยงานสาธารณสุขควรจะพิจารณาอย่างระมัดระวังด้วยถึงผลที่ตามมา เพราะได้รณรงค์ให้คนรับวัคซีนแต่เนิ่นๆ โดยไม่เกี่ยงชนิดหรือยี่ห้อ แต่กลับรับรองแค่บางวัคซีนในการฉีดเข็มกระตุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งต้องดูให้แน่ใจว่าการตอบสนองต่อเข็มกระตุ้นของวัคซีนบางชนิดอาจจะได้ผลดีแม้ฉีดในปริมาณน้อย ซึ่งก็จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยได้ด้วย ดังนั้นต้องมีการเก็บข้อมูลปริมาณที่ต่างกันของวัคซีนกับผลลัพธ์ที่ตามมา ทั้งประสิทธิผลและความปลอดภัย โดยประเมินจากการสุ่มตัวอย่างให้มากที่สุด หลากหลายที่สุด และควรทำในระดับบุคคลมากกว่าในระดับกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น ก็อาจเริ่มการให้ข้อมูลว่าการฉีดเข็มกระตุ้นจำเป็นในกลุ่มประชากรย่อยบางกลุ่ม ทั้งนี้การตัดสินใจที่มีเดิมพันสูงนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญระดับเดียวกันที่เรียกว่า peer-reviewed และข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงการพูดคุยถกเถียงที่เข้มข้นในทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในที่สุดแล้ว แม้การฉีดเข็มกระตุ้นจะมีประโยชน์บางอย่าง แต่ก็ไม่เหนือกว่าการปกป้องคุ้มกันผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มเดียว การกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงมากที่สุดจะช่วยเร่งให้ &amp;ldquo;ภาวะการระบาดทั่ว&amp;rdquo; สิ้นสุดลงได้ เพราะสามารถไปยับยั้งการกลายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนถึงตอนนี้ประชาชนในประเทศรายได้ต่ำฉีดวัคซีนครบโดสยังไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางฉีดครบโดสประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาติร่ำรวยฉีดไปมากกว่าครึ่งของประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศรายได้ต่ำพึ่งพาการบริจาควัคซีนจากชาติร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนโครงการโคแวกซ์ได้รับวัคซีนพลาดเป้าไปมาก จำนวนที่ควรต้องได้ในปีนี้ จะได้ครบปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; องค์การอนามัยโลกและหลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ร้องขอไปยังบริษัทผู้ผลิตวัคซีนให้ยกเว้นการใช้กฎหมายสิทธิบัตรยา และช่วยแบ่งปันเทคโนโลยีเพื่อผลิตวัคซีนแจกจ่ายให้กับประเทศยากจน ทว่ายังห่างไกลความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการยกตัวอย่างวัคซีนสปุตนิก V ของรัสเซียที่อนุญาตให้บริษัทยา 34 บริษัทนอกรัสเซีย อาทิ บริษัทในอินเดียและบราซิล ผลิตวัคซีนของพวกเขาได้โดยมีการสนับสนุนวัตถุดิบ อุปกรณ์และเทคโนโลยีการผลิต ทั้งนี้สปุตนิก V ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ได้เพราะองค์การอนามัยโลกยังไม่รับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มองค์กรต่างๆ ในอินเดียได้ส่งหนังสือถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อบอกกับจอห์นสันแอนด์จอห์นสันให้ร่วมมือกับบริษัทยาในกลุ่มประเทศโลกที่ 3 โดยยกเอากรณีของวัคซีนสปุตนิก V มาเทียบเคียงเพราะใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกัน และการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนงบประมาณ 1 พันล้านเหรียญให้กับจอห์นสันแอนด์จอห์นสันในการพัฒนาวัคซีนก็น่าจะบังคับให้บริษัทเพิ่มปริมาณการผลิตโดยการจับมือกับ 34 บริษัทที่ผลิตวัคซีนของสปุตนิก V ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทแห่งหนึ่งในอินเดีย และมีบริษัทยาชื่อแอสเพนฟาร์มาแคร์ในประเทศแอฟริกาใต้ที่ทำการบรรจุขวดวัคซีนให้กับจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แต่วัคซีนเหล่านั้นถูกส่งไปยังยุโรป ในขณะที่ชาวแอฟริกาใต้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หลังเป็นข่าวในนิวยอร์กไทม์ส จอห์นสันแอนด์จอห์นสันก็ให้ข้อมูลว่าจะมีการผลิตวัคซีนในแอฟริกาใต้เร็วๆ นี้ และวัคซีนที่ผลิตได้จะถูกใช้ในทวีปแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นานั้นยังไม่มีความร่วมมือใดๆ ในอินเดีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ และแม้ว่า mRNA จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตวัคซีน แต่คุ้มค่าสำหรับการถ่ายทอด-เรียนรู้ เพราะวัคซีนชนิดนี้สามารถผลิตได้ปริมาณมากกว่าวัคซีนชนิดอื่นในเวลาเท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่ม Public Citizen ในวอชิงตัน ดี.ซี. เรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐว่าสามารถช่วยองค์การอนามัยโลกได้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐมีสิทธิ์ในข้อมูลการผลิตวัคซีนโมเดอร์นา เนื่องจากได้ลงทุนอย่างน้อย 1.4 พันล้านเหรียญฯ ในการพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงเอกสารและข้อมูลการผลิตทั้งหมดภายใต้สัญญาที่ทำกับโมเดอร์นา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;โจ ไบเดน&amp;rdquo; เห็นด้วยกับการยกเว้นการใช้กฎหมายสิทธิบัตรยาในการผลิตวัคซีนโควิด-19 แต่การปฏิบัติจริงยังไม่คืบหน้า เช่นเดียวกับรัฐบาลเยอรมนีผู้ให้งบพัฒนาวัคซีน mRNA ของไบโอเอ็นเทคก็ยังคงนิ่งเฉย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(21)02046-8/fulltext#back-bib1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- nature.com/articles/d41586-021-02383-z&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- nytimes.com/2021/09/17/us/fda-pfizer-booster-covid.html&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- cnbc.com/2021/08/10/breakthrough-covid-cases-why-fully-vaccinated-people-can-get-covid.html&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117119</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg      </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทปูนฝรั่งเศสกับคดีสนับสนุนไอซิส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;โรงงานปูนซีเมนต์ Lafarge Cement Syria ในเมืองจาลาบิยา ทางเหนือของประเทศซีเรีย (ภาพจาก asso-sherpa.org)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;พฤติกรรมเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนของ Lafarge บริษัทปูนซีเมนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสที่ทำธุรกิจในซีเรียกำลังตามหลอกหลอนพวกเขาอย่างหนัก ข้อหาไม่ใช่เล่นๆ มีทั้งสนับสนุนการก่อการร้าย, ทำอันตรายชีวิตผู้คน, ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรของอียู และที่ร้ายแรงสุดคืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มเอ็นจีโอ Sherpa องค์กรด้านกฎหมายเพื่อการช่วยเหลือเหยื่อจากอาชญากรรมทางเศรษฐกิจจากฝรั่งเศส และศูนย์ยุโรปเพื่อรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน (ECCHR) รวมทั้งลูกจ้างของ Lafarge Cement Syria (บริษัทลูกของ Lafarge) จำนวน 11 คน ยื่นเรื่องต่อศาลฝรั่งเศสกล่าวหาว่า Lafarge จ่ายเงินให้กับไอซิสและกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ เพื่อให้โรงงานปูนของพวกเขาในเมือง &amp;ldquo;จาลาบิยา&amp;rdquo; ทางตอนเหนือของซีเรียสามารถเปิดดำเนินการต่อไปได้ในช่วงปี ค.ศ.2012-2014&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนเงินที่จ่ายรวมกันนั้นสูงถึง 15.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500 ล้านบาท และเงินจำนวนนี้ก็ได้เป็นทุนรอนในการนำไปซื้ออาวุธเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในสงครามกลางเมืองซีเรียที่ดำรงยาวนาน 10 ปี และยังไม่จบสิ้นลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Lafarge บริษัทปูนเก่าแก่ของฝรั่งเศส ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1833 เคยมีส่วนร่วมสร้างคลองสุเอซของอียิปต์ จนถึงตึกใหม่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ของสหรัฐ ปี ค.ศ.2015 ได้ควบรวมกิจการกับ Holcim ของสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยจำนวนเงิน 41,000 ล้านยูโร ใช้ชื่อใหม่ LafargeHolcim มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส กลายเป็นบริษัทปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่ม Sherpa เป็นผู้เริ่มต้นตรวจสอบการจ่ายเงินให้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายของ Lafarge อย่างลับๆ ก่อนที่เรื่องนี้จะเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในปี 2016 ทำให้บริษัท LafargeHolcim จ้างสำนักงานกฎหมายเบเกอร์ แมคเคนซี ของสหรัฐทำการสืบสวนสอบสวนเป็นการภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไฟแนนเชียลไทม์สนำเสนอข่าวจากรายงานการสอบสวนที่หลุดออกมาว่า Lafarge ได้ซื้อวัตถุดิบต่างๆ ในการผลิตปูนซีเมนต์จากซับพลายเออร์ที่มีความเกี่ยวข้องหรือจากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังไอซิส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้เพื่อให้โรงงานซีเมนต์ในซีเรียเปิดดำเนินการต่อไปได้ในสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่กำลังเข้มข้นและชีวิตของลูกจ้างบริษัทตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งถูกคุกคามทำร้าย ถูกขัดขวางการเข้าทำงาน ไปจนถึงลักพาตัว บริษัทได้จ่ายค่าคุ้มครองให้กับกองกำลังติดอาวุธบางกลุ่มผ่านคนกลางเป็นเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทนายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ระบุว่าตัวเลขสูงถึง 15 ล้านเหรียญฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฟิราส ตะลาส&amp;rdquo; คือคนกลางที่ถูกกล่าวถึง เขาผู้นี้เป็นเจ้าของบริษัท Min Ajil Suriya ที่ครอบครองโรงงานซีเมนต์ในเมืองจาลาบิยา ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอะเลปโปไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 150 กิโลเมตร บริษัทของตะลาสเป็นเจ้าของโรงงานซีเมนต์ร่วมกับบริษัท Orascom จากอียิปต์ เมื่อบริษัททั้ง 2 ขายโรงงานให้กับ Lafarge ในปี 2007 ตะลาสก็ยังถือหุ้นใน Lafarge อีกนิดหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บิดาของตะลาสนั้นในอดีตคือรัฐมนตรีกลาโหมของซีเรีย ครอบครัวของเขามีความสนิทแนบแน่นกับประธานาธิบดี &amp;ldquo;บาชาร์ อัล-อัดซาด&amp;rdquo; ต่อมาตะลาสแปรพักตร์และอพยพไปยังอียิปต์ เขาสามารถประสานกับกลุ่มที่ต่อต้านระบอบอัดซาดได้อย่างไม่ยากเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานระบุว่า เงินที่จ่ายให้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายจะถูกลงบัญชีว่าเป็นส่วนหนึ่งในงบประชาสัมพันธ์และการสร้างความปลอดภัยแก่โรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแถลงการณ์ต่อสาธารณะ LafargeHolcim ไม่ได้ชี้แจงว่าเงินที่จ่ายไปนั้นตกอยู่กับกลุ่มนักรบกลุ่มใด แต่รายงานภายในที่หลุดออกมาบอกชัดเจนว่า บริษัทลูกในซีเรียรับรู้ว่าเงินถูกจ่ายให้กับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างไอซิส โดยประเมินว่าราว 500,000 เหรียญสหรัฐ ตกไปอยู่กับกลุ่มไอซิส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาค็อบ วากเนสส์ ผู้จัดการความเสี่ยงของ Lafarge ในซีเรียที่ทำงานจนถึงตุลาคม 2013 บอกกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สว่า บริษัทได้จ่ายให้กับกลุ่มติดอาวุธเป็นเงิน 220,000 ยูโร เมื่อปี 2012 สำหรับเป็นค่าปล่อยตัวลูกจ้างของบริษัทจำนวน 9 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลูกจ้างในโรงงานซีเมนต์ซึ่งเป็นชาวซีเรียท้องถิ่นให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การจับตัวเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นจริง คนหนึ่งกล่าวว่า &amp;ldquo;เราตกใจมาก ตอนนั้นเราคิดว่ากำลังทำนรกอะไรกันอยู่ที่นี่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามรายงานภายในดังกล่าวนี้พบว่า ระหว่างปลายปี 2013 จนถึงสิงหาคม 2014 การเจรจาต่อรองที่ดำเนินการโดยตะลาสกับกลุ่มติดอาวุธ รวมถึงไอซิสและอัลนุศเราะห์ หรืออัลกออิดะห์สาขาซีเรีย ทำให้เส้นทางขนส่งวัตถุดิบเปิดใช้งานได้ เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังโรงงานของลูกจ้างบริษัท Lafarge&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนพฤศจิกายน 2013 ในรายชื่อผู้ที่รับการจ่ายเงินจากตะลาสนั้นลงไว้ชัดเจนว่าเป็น &amp;ldquo;Daech&amp;rdquo; ซึ่งเป็นคำย่อฝรั่งเศสในความหมายของภาษาอาหรับสำหรับคำว่า &amp;ldquo;ไอซิส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2014 สถานการณ์รอบด้านของโรงงาน Lafarge ย่ำแย่อย่างหนัก ตะลาสได้บอกกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทว่ากำลังเจรจากับตัวแทนของไอซิสในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนในการรับประกันความปลอดภัยของโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ตะลาสแจ้งว่าสามารถตกลงกับไอซิสได้ แต่เป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน บริษัท Lafarge ก็ทำการอพยพลูกจ้าง จากนั้นโรงงานถูกยึดไปโดยกลุ่มไอซิส แต่ทนายตัวแทนลูกจ้างเหล่านั้นให้ข้อมูลว่าลูกจ้างชาวซีเรียท้องถิ่นถูกทิ้งให้อยู่ในโรงงานและต้องหลบหนีออกมาเองโดยไม่มีคำสัญญาใดๆ จากบริษัท ในส่วนของลูกจ้างชาติอื่นๆ นั้น บริษัทได้อพยพพวกเขาออกไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2012 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุสตาฟา เชคห์ นูห์ อดีตคนงานของ Lafarge ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า &amp;ldquo;เราขอให้บริษัทหยุดทำการ แต่พวกเขาไม่หยุด&amp;rdquo; และว่า &amp;ldquo;บริษัทแสดงความรับผิดชอบสำหรับผู้ที่ถูกลักพาตัวและผู้ที่ถูกสังหาร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานการสอบสวนภายในไม่ได้สรุปว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทคนใดควรต้องรับผิดชอบ แม้ว่ามีรายละเอียดอ้างโดยผู้จัดการภูมิภาคและผู้บริหารบางคนในปารีสว่าพวกเขารายงานผู้บังคับบัญชาเสมอถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย รวมถึง &amp;ldquo;บรูโน ลาฟงต์&amp;rdquo; ซีอีโอในเวลานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขายังบอกว่าลาฟงต์รับรายงานในระยะเวลาสั้นๆ เป็นกิจวัตรประจำวันจากคณะทำงานพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรียและพูดคุยเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพื่อให้โรงงานสามารถดำเนินการต่อได้ นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่า ลาฟงต์ได้รับการบอกกล่าวจากพนักงานระดับสูงคนหนึ่งเกี่ยวกับการผลิตในโรงงานซีเรียที่ล่าช้าขณะกำลังมีความพยายามเจรจากับกลุ่มไอซิส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนเมษายน 2017 บริษัท LafargeHolcim ได้ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ แต่ก็ยังบอกว่าการตัดสินใจนั้นได้ถูกชี้แนะและหว่านล้อมมาจากการจัดการในระดับภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานการดำเนินธุรกิจของบริษัท&amp;rdquo; แถลงการณ์จาก LafargeHolcim&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัทยังอธิบายด้วยว่า โรงงานในซีเรียของพวกเขาถือเป็นแหล่งจ้างงานหนึ่งเดียวในชุมชนบริเวณนั้น พวกเขาสามารถจัดหาปูนซีเมนต์สำหรับการสร้างสาธารณูปโภค การดำเนินธุรกิจ ถนนหนทาง และสิ่งจำเป็นต่างๆ ทั่วทั้งซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางการฝรั่งเศสได้สืบสวนสอบสวนความเชื่อมโยงของผู้บริหารบริษัทจำนวนหนึ่งกับการจ่ายเงินให้กับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และตรวจสอบว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรของอียูหรือไม่ รวมถึงบริษัทควรต้องรับผิดชอบกับการเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลของฝรั่งเศสที่มีระบบสอบสวนโดยผู้พิพากษาได้ตั้งข้อหาบริษัท Lafarge ว่ามีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, สนับสนุนการก่อการร้าย, ทำอันตรายต่อชีวิตผู้คน และฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรของอียู จากนั้นไม่นานผู้บริหารที่เกี่ยวข้องก็ทยอยลาออกจนหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2019 ศาลอุทธรณ์ได้สั่งให้ยุติข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เห็นว่าการจ่ายเงินของบริษัท Lafarge ไม่ได้ตั้งใจจะสนับสนุนปฏิบัติการโหดเหี้ยมของกลุ่มไอซิส แต่ให้สอบสวนข้อหาอื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อรับทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์ กลุ่มเอ็นจีโอ Sherpa ในกรุงปารีส โดย &amp;ldquo;มารี-ลอร์ กิสแลง&amp;rdquo; กล่าวว่า การปฏิเสธที่จะยืนยันข้อหาการมีส่วนร่วมในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเปรียบได้กับการสนับสนุนการไม่ต้องรับโทษของบรรษัทข้ามชาติที่หากินในดินแดนสงคราม และลิดรอนสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่ม Sherpa, กลุ่ม ECCHR และผู้เสียหาย 11 รายได้ยื่นฎีกา และเมื่อวันที่ 7 กันยายน หรือกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ศาลยุติธรรมสูงสุดฝรั่งเศส (Court of Cassation) ได้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ (Court of Appeal)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้หนึ่งผู้ใดสามารถมีส่วนร่วมในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้ ถึงแม้ผู้นั้นไม่ได้มีความตั้งใจให้เกิดอาชญากรรมก็ตาม&amp;rdquo; ศาลสูงสุดระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นชี้ว่า &amp;ldquo;ควรจะทราบได้ว่าการจ่ายเงินหลายล้านให้กับองค์กรซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการก่ออาชญากรรมก็เทียบเท่ากับการสมรู้ร่วมคิด มิพักต้องพิจารณาว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมทางการค้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมสมคบคิดอีกมากจะไม่ได้รับการลงโทษหากศาลใช้การตีความอย่างเบาหรือผ่อนผันเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลยังไม่ได้หมายความว่า บริษัท Lafarge จะต้องถูกดำเนินการไต่สวนด้วยข้อหารุนแรงนี้โดยทันที หากแต่ให้ผู้ที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน (Investigating magistrate) พิจารณาข้อหาการร่วมกระทำผิดนี้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ศาลสูงสุดยังคงข้อหาอดีตผู้บริหาร 8 คนของบริษัทกรณีให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย หนึ่งในนั้นคือ &amp;ldquo;บรูโน ลาฟงต์&amp;rdquo; อดีตซีอีโอ ทว่าได้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ก่อนนี้ได้ให้ดำเนินคดีข้อหาทำอันตรายชีวิตผู้อื่น โดยระบุว่าไม่มีความชัดเจนว่ากฎหมายแรงงานของฝรั่งเศสสามารถใช้กับคดีนี้ได้หรือไม่ ขอให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนทำการพิจารณาใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เอกสารของศาลเปิดเผยว่า หน่วยงานข่าวกรองฝรั่งเศสได้ใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ของบริษัท Lafarge ความร่วมมือและการพบปะของบริษัท Lafarge กับกลุ่มติดอาวุธในซีเรียเพื่อหาข่าวและคงปฏิบัติการในซีเรียต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งยังชี้ชัดว่าหน่วยข่าวกรองของฝรั่งเศสไม่ได้เตือนบริษัท Lafarge ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังกระทำอยู่เป็นการก่ออาชญากรรม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- ft.com/content/7ef75794-1283-11e8-940e-08320fc2a277&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- aljazeera.com/news/2021/9/7/frances-lafarge-loses-ruling-in-syria-crimes-against-humanity&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- aa.com.tr/en/europe/top-french-court-accuses-cement-giant-lafarge-of-financing-terrorism/2358149&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- france24.com/en/europe/20210907-french-firm-lafarge-loses-bid-to-dismiss-crimes-against-humanity-case-in-syria&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- asso-sherpa.org/lafargeholcims-reputation-at-risk-over-alleged-links-with-isis&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;- ecchr.eu/en/case/lafarge-in-syria-accusations-of-complicity-in-grave-human-rights-violations/&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116383</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทปูนฝรั่งเศสกับคดีสนับสนุนไอซิส, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนส่วนเกิน-วัคซีนหมดอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขวดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ระบุวันหมดอายุ (เครดิตภาพ Amanda Borschel-Dan/Times of Israel)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในขณะที่หลายประเทศในโลกประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่บางประเทศกลับมีปัญหาหนักอกต่างกันออกไป พวกเขามีวัคซีนอยู่มากเกิน และกำลังจะหมดอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัคซีนจำนวนประมาณ 26 ล้านโดสในสหรัฐ สำหรับปกป้องชีวิตคนได้ราว 13.1 ล้านคน มีรายงานว่าวัคซีนกองดังกล่าวถูกนับทับไว้โดยไม่ได้ใช้จนหมดอายุเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรเบิร์ต แอเตอร์ นายพันแห่งกองทัพสหรัฐ หัวหน้าการกระจายและผลักดันการฉีดวัคซีนในรัฐอาร์คันซอส์กล่าวกับ Stat เว็บไซต์ทางด้านสุขภาพว่า &amp;ldquo;เรากำลังจมลงในกองวัคซีน มันเริ่มเป็นอะไรที่เหลวไหลไร้สาระ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในประเทศอื่นๆ อาทิ แคนาดา, เยอรมนี, อิสราเอล, ลิทัวเนีย, โรมาเนีย และโปแลนด์ ต่างก็มีรายงานการทำลายทิ้งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่หมดอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สหราชอาณาจักรก็กำลังประสบปัญหา ปลายเดือนกรกฎาคมวัคซีนโมเดอร์นาจำนวน 170,000 โดสกำลังจะหมดอายุลงใน 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ต่อมาระบบสาธารณสุขแห่งชาติ หรือ NHS ก็รายงานว่าวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นาถูกทำลายทิ้งเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลใหม่ที่นิตยสาร BMJ ได้รับจาก Airfinity บริษัทวิเคราะห์ทางด้านวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่างจากชาติร่ำรวยส่วนใหญ่ สหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ล่วงหน้าไว้เป็นจำนวนมหาศาล โดยที่จะมีการส่งมอบภายในปีนี้มีรวมกันถึง 467 ล้านโดส เท่ากับว่าชาวอังกฤษ ชาวสกอต ชาวเวลส์ และชาวไอร์แลนด์เหนือที่อายุถึงเกณฑ์ มีวัคซีนให้ฉีดกันเหลือเฟือในปีนี้ ถึงคนละ 7 เข็ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แคโรไลน์ เคซี นักวิเคราะห์จาก Airfinity อธิบายว่า หากประชากรของสหราชอาณาจักรอายุ 16 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนได้ 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด อีกทั้งฉีดเข็มกระตุ้นให้กับกลุ่มเปราะบางจนครบ สิ้นปีนี้รัฐบาลจะมีวัคซีนส่วนเกินเหลือ 219 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถึงแม้รัฐบาลจะบริจาคออกไปให้กับประเทศอื่นตามที่ได้ประกาศไว้ เราก็จะยังมีวัคซีนส่วนเกินเหลืออยู่อีก 189 ล้านโดส และในปีหน้าเราจะมีวัคซีนส่วนเกินเพิ่มเป็น 412 ล้านโดส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัคซีนของไฟเซอร์, โมเดอร์นา และแอสตร้าเซนเนก้า ล้วนได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในระยะเวลานับจากวันผลิตเพียง 6 เดือน น้อยกว่าวัคซีนหรือยารักษาโรคทั่วไปที่จะมีอายุระหว่าง 2 ถึง 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานกำกับยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) ยืนยันว่า ระยะเวลาการกำหนดวันหมดอายุของวัคซีนป้องกันโควิด-19 เหล่านี้ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ ยังจะอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่บริษัทผู้ผลิตยื่นต่อ MHRA&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ยังไม่มีการขยายอายุการใช้งานวัคซีนป้องกันโควิด-19 การขยายอายุจะต้องมีหลักฐานสนับสนุนจากผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จีโน มาร์ตินี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Royal Pharmaceutical Society เชื่อว่าผู้ผลิตวัคซีนกำลังศึกษาว่าวัคซีนคงสภาพได้นานเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะนานกว่าที่กำหนดไว้ 6 เดือน หรือน่าจะเป็น 2 ปีเหมือนวัคซีนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฝ่ายบริษัทผู้ผลิตและฝ่ายกำกับดูแลน่าจะกำลังพูดคุยกันอยู่ อย่างไรก็ตามการพูดคุยดังกล่าวนี้จะไม่มีผลต่อวัคซีนหลายร้อยล้านโดสที่มีการซื้อขายและแจกจ่ายไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาเรื่องอายุของวัคซีนนี้จึงเป็นอุปสรรคในการบริจาควัคซีนของชาติร่ำรวยให้กับโครงการโคแวกซ์ ที่กลุ่มชาติรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางส่วนใหญ่เข้าร่วม และประชาชนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ให้การตอบรับวัคซีนในระดับค่อนข้างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ อะโยอาเด อะลากิจา ประธานร่วมขององค์กรพันธมิตรการจัดส่งวัคซีนแห่งสหภาพแอฟริกา กล่าวกับหนังสือพิมพ์ เดอะเทเลกราฟ ว่า การบริจาควัคซีนที่ใกล้หมดอายุเหมือนเป็นการให้ของเหลือกับผู้ที่ขาดแคลน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่องค์การอนามัยโลกได้เรียกร้องไปยังประเทศที่กำลังจะกำจัดทิ้งวัคซีนใกล้หมดอายุให้เก็บวัคซีนเหล่านั้นไว้ก่อน และเมื่อประเมินประสิทธิภาพแล้วว่าวัคซีนยังคงใช้ได้ก็ขอให้ส่งต่อแก่ประเทศที่กำลังต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในความเป็นจริง ข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกถูกเพิกเฉยจากหลายประเทศ และแม้แต่ประเทศที่ขาดแคลนวัคซีนก็ยังกำจัดทิ้งวัคซีนที่ใกล้วันหมดอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเทศมาลาวีซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำมาก ได้ทำการเผาทิ้งวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเกือบ 2 หมื่นโดส ทั้งที่ระบุวันหมดอายุ 13 เมษายน เนื่องจากว่าผู้ที่จะได้รับวัคซีนก็จะต้องฉีดเข็ม 2 จากวัคซีนล็อตเดียวกัน ซึ่งมีกำหนดฉีดเข็ม 2 หลังวันหมดอายุดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซูดานใต้เป็นอีกประเทศที่มีรายงานว่าได้กำจัดทิ้งวัคซีนจำนวน 59,000 โดสด้วยเหตุผลเดียวกัน ด้านแอฟริกาใต้ได้ร้องขอไปทางสถาบันเซรุ่มของอินเดียให้ส่งวัคซีนล็อตใหม่จำนวน 1 ล้านโดสมาเปลี่ยนของเดิมที่มาถึงในต้นเดือนเมษายน แต่ระบุวันหมดอายุไว้ในวันที่ 13 เมษายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวในทวีปแอฟริกาถือว่าเกิดขึ้นก่อนแล้วในหมู่ประเทศร่ำรวยที่ถือปฏิบัติเคร่งครัดในเรื่องวันหมดอายุยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะวัคซีนจากเทคโนโลยี mRNA&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จำนวน 899 คนได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 2 เมื่อเดือนมิถุนายน แต่พบภายหลังว่าได้รับวัคซีนที่หมดอายุแล้ว คนจำนวนเกือบพันจึงถูกเรียกให้กลับไปรับวัคซีนใหม่ เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ในช่วงเวลาแค่เดือนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรูซ วาย. ลี ศาสตราจารย์ด้านนโยบายและการจัดการสุขภาพ City University of New York เขียนลงในนิตยสาร Forbes ว่า สำหรับวัคซีน mRNA แล้ว เมื่อใช้หลังวันหมดอายุก็จะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าตัววัคซีน mRNA และอนุภาคนาโนไขมันที่เกาะกันอยู่ก่อนนำเข้าสู่เซลล์ของร่างกายจะหลุดแยกออกจากกันหรือไม่ แม้จะยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าวัคซีน mRNA และวัคซีนชนิดอื่นๆ จะหมดประสิทธิภาพหลังจากเลยวันหมดอายุที่ระบุไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาแมนดา ฮาร์วีย์-ดีเฮย์ หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Medicins Sans Frontieres) กล่าวว่า เมื่อมีความเสี่ยงที่วัคซีนจำนวนมากถูกกำจัดทิ้งก็ทำให้รู้สึกเสียดายที่เรามีการศึกษาอายุการใช้งานวัคซีนจากผู้ผลิตที่น้อยมาก อายุการใช้งานที่ค่อนข้างสั้นของวัคซีนเป็นตัวเพิ่มภาระให้กับการฉีดวัคซีนทั่วโลกที่มีปัญหาหนักอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นานมานี้มีหน่วยงานสาธารณสุขของบางประเทศได้สั่งขยายอายุการใช้งานวัคซีนออกไป ตัวอย่างเช่นที่แคนาดา มีการขยายอายุการใช้งานวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวนหลักแสนโดสในรัฐออนแทรีโอออกไปอีก 1 เดือน การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าวัคซีนไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันซึ่งเป็นวัคซีนชนิดฉีดเข็มเดียว ที่ก่อนหน้านี้กำหนดอายุการใช้งานไว้ 3 เดือน ได้รับการขยายอายุออกไป 6 สัปดาห์โดยสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ เมื่อเดือนมิถุนายน และเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมก็ขยายให้อีก 6 สัปดาห์ รวมกันเป็น 12 สัปดาห์ หรือประมาณ 3 เดือน เท่ากับมีอายุรวม 6 เดือน พอๆ กับวัคซีนชนิดฉีด 2 เข็ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สถานการณ์ในอิสราเอลไม่เป็นเช่นนั้น หนังสือพิมพ์ &amp;ldquo;ไทม์ออฟอิสราเอล&amp;rdquo; รายงานว่า ไฟเซอร์ได้ปฏิเสธคำขอของรัฐบาลที่ต้องการให้ขยายวันหมดอายุของวัคซีนล็อตใหญ่จำนวนประมาณ 1 ล้านโดสในวันที่ 30 กรกฎาคมออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไฟเซอร์อธิบายว่า ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะรับประกันประสิทธิภาพและความปลอดภัยหากนำไปใช้หลังวันหมดอายุที่ระบุไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ระยะเวลา 6 เดือนของอายุวัคซีนไฟเซอร์นั้นได้นับรวม 31 วัน ที่สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิตู้เย็นทั่วไปเอาไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อิสราเอลได้ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไปแล้วราว 55 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ แต่ในช่วงหลังความต้องการฉีดหยุดชะงัก อิสราเอลพยายามเจรจากับปาเลสไตน์และสหราชอาณาจักร ขอแลกใช้ล็อตวัคซีนไฟเซอร์เพื่อไม่ต้องทิ้งวัคซีน 1 ล้านโดส แต่ปาเลสไตน์เห็นว่าใกล้วันหมดอายุเกินไป ส่วนการเจรจากับสหราชอาณาจักรล้มเหลวด้วยเหตุผลทางเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โชคยังดี อิสราเอลคุยกับเกาหลีใต้ได้ผล เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลกรุงโซลตกลงจะส่งวัคซีนไฟเซอร์คืนให้กับอิสราเอลในช่วงปลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาของระบบราชการก็สร้างอุปสรรคในการบริจาควัคซีนได้เหมือนกันและไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นในสหรัฐ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม มหาวิทยาลัย University of Arizona ต้องการบริจาควัคซีนให้กับประเทศเม็กซิโกที่มีพรมแดนติดกับรัฐแอริโซนา ทว่าถูกปฏิเสธโดยรัฐบาลกลางสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์ Stat รายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐเป็นเจ้าของวัคซีนล็อตดังกล่าว และมีระเบียบที่ทำให้หน่วยงานหรือรัฐบาลระดับมลรัฐไม่สามารถนำไปบริจาคต่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีรายงานว่าในบางรัฐ เช่น แคโรไลนามีวัคซีนหมดอายุเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมเกินครึ่งล้านโดส รัฐแอละแบมาต้องทิ้งไปเกือบแสนโดส เช่นเดียวกับที่รัฐอาร์คันซอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแก้ปัญหาวัคซีนใกล้หมดอายุยังไม่หมดแค่นั้น การเร่งบริจาคในนาทีสุดท้ายยังสร้างปัญหาให้กับประเทศที่ได้รับบริจาคด้วย นั่นคือไม่มีเวลาในการเตรียมการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แคโรไลน์ เคซี นักวิเคราะห์จาก Airfinity กล่าวว่า ประเทศผู้บริจาคและองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องสนับสนุนแผนการต่างๆ ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ประเทศยากจนที่ได้รับวัคซีนจำนวนมากโดยไม่คาดหมายมาก่อน ไม่รู้จะจัดการกับวัคซีนเหล่านั้นให้ทันท่วงทีได้อย่างไร โดยเฉพาะในบางประเทศที่ระบบสาธารณสุขอ่อนแออยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฆษกสำนักงานกำกับยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) เปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 รายใดแสดงความต้องการที่จะขยายอายุการใช้งานวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หากผู้ผลิตวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ทำการตลาดรายใดต้องการขยายอายุการใช้งานของวัคซีนก็สามารถยื่นข้อมูลสนับสนุนเพื่อให้ MHRA ทำการประเมินและอนุมัติได้ทุกเมื่อ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเรียม เฮงเกนส์ ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Medicins Sans Frontieres) ให้ความเห็นว่า การขยายระยะเวลาใช้งานจะทำให้ปัญหาการกระจายวัคซีนอย่างไม่เป็นธรรมบรรเทาลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้ผลิตต้องยื่นข้อมูลผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือให้กับองค์กรกำกับดูแล และเมื่อผ่านการอนุมัติแล้วผู้ผลิตก็จะต้องระบุข้อมูลการใช้งานวัคซีนที่ข้างกล่องหรือในเอกสารกำกับยา เราคาดหวังจากผู้ผลิตให้รับผิดชอบในการขยายอายุของวัคซีนให้ถูกต้องอย่างเป็นทางการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงต้องดูกันต่อไปว่าบริษัทผู้ผลิตต้องการให้วัคซีนของพวกเขามีอายุยาวนานขึ้นหรือไม่ เพราะมันหมายถึงโอกาสโกยกำไรที่อาจลดลง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-----------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- bmj.com/content/374/bmj.n2062&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- timesofisrael.com/pfizer-said-to-rule-against-extending-expiry-date-for-unused-israeli-vaccines&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- npr.org/sections/goatsandsoda/2021/08/10/1025463260/alabama-just-tossed-65-000-vaccines-turns-out-its-not-easy-to-donate-unused-dose&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- statnews.com/2021/07/20/states-are-sitting-on-millions-of-surplus-covid-19-vaccine-doses-as-expiration-dates-approach/&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115622</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนส่วนเกิน-วัคซีนหมดอายุ, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
