<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบนสารพิษเกษตร&#039; ยังไม่จบ!!!  องค์กรรัฐ-ภาคอุตฯ รวมหัวดิ้น&#039;เลื่อน-ยกเลิก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่รัฐบาล โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดที่มีการใช้หรือตกค้างมากที่สุด คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยสารสองชนิดหลังถูกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วอ.4) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นมา ซึ่งจะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามที่จะให้มีการยกเลิกการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว โดยการส่งเรื่องฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการเพิกถอนประกาศดังกล่าว และความเคลื่อนไหวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่จะขอให้มีการทบทวนการแบนสารเคมีนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ทำหนังสือขอเลื่อนการแบน ยกเหตุผลสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบวงกว้างกับภาคธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางอาหารโลก เพราะสารดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปอาหารคนและอาหารสัตว์ การแบนจะทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบการผลิต เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและส่งออก จะซ้ำเติมวิกฤตินี้ ขณะที่รัฐบาลและคนจำนวนมากเห็นว่า หลังโควิดประเทศต้องทบทวนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่เกษตรผสมผสาน และเกษตรปลอดภัย ลดใช้สารเคมี สร้างความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีทั้งผลประโยชน์และผลเสียมากมายของบริษัทเกษตรข้ามชาติ เกษตรกรไทย และผู้บริโภคเป็นเดิมพัน จะส่งผลต่อแนวทางในการแบนสารเคมีเกษตรต่อไปอย่างไร และนโยบายการเกษตรที่นำไปสู่ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารจะสามารถทำได้อย่างไร ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสารเคมีอีกหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp; ยังเป็นคำถามที่ท้าทายต่อประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่งด้านการเกษตรและความมุ่งมั่นที่จะเป็น &amp;ldquo;ครัวของโลก&amp;rdquo; อย่างประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุนี้ สำนักข่าว Bangkok Tribune News, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และโปรเจ็กต์เสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Project SEVANA South-East Asia จัด Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? ที่ SEA-Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน เปิดเวทีสัมมนาประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ฉายภาพรวมการเกษตรไทยก่อนแบนสารพิษเกษตรว่า ระบบเกษตรกรรมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อมีการปฏิวัติเขียว ปี 2503 ใกล้เคียงกับเวลาเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504&amp;nbsp; เดิมทีระดับผลผลิตข้าวของไทยยังไม่มาก เช่น ภาคกลาง 400 กิโลกรัมต่อไร่ แต่กลับได้ผัก ปลา ในระบบนิเวศเกษตร เกษตรกรเพาะปลูกครั้งเดียวฤดูกาลทำนา แต่หลังปฏิวัติเขียว มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ทำให้ปลูกข้าวได้นอกฤดูกาลมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี มีการใช้พื้นที่เข้มข้น&amp;nbsp; ผลผลิตเพิ่มเป็น 700 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่เราต้องแลกคือ ต้องใช้เงินทุนมากขึ้น มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกว้างขวาง ไม่มีการพักดิน ส่งผลทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป ส่วนการทำนา เปลี่ยนจากนาดำเป็นนาหว่าน เพราะควบคุมได้โดยการใช้สารเคมี และนำมาสู่การใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่ยังเป็นแค่ข้าว ส่วนภาพรวมเกษตรกรรมอื่นก็เช่นกัน อ้อย ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ใช้สารเคมีมากขึ้น สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีได้หยิบยกงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกร ปี 2557 พบว่า พื้นที่กสิกรรมของไทยส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อันดับ 1 ข้าว 53% รองลงมายางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยแซงมันสำปะหลังและข้าวโพดไปแล้ว ซึ่งใช้สารเคมีปริมาณมากจัดการพืชและแมลง ขณะที่ตัวเลขการใช้สารเคมีในไทย ติดอันดับ 5 ของโลก ใกล้เคียงกับเวียดนาม แต่ถ้าเทียบพื้นที่ต่อประชากรเวียดนามใช้มากกว่าเรา ขณะที่เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมไทยเป็นอันดับ 9 ใช้มากกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; การเสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มโดยกระทรวงสาธารณสุขปี 2560 เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีจำนวนมากในไทยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนสู่การใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ ทั้งนี้ สัดส่วนของสารเคมีที่ถูกเสนอแบน อย่างพาราควอตและไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดศัตรูพืช มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของปริมาณการนำเข้าสารเคมีทั้งหมด ส่วนคลอร์ไพริฟอสเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่นำเข้ามากที่สุด จึงเกิดการและเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทสารเคมี วันที่ 22 ต.ค.2562 เสนอแบน 3 สารพิษ สหรัฐไม่เห็นด้วย เรียกร้องให้ยกเลิกแบนไกลโฟเซต เพราะสหรัฐและแคนาดาถือหุ้นบริษัทผู้ผลิต 30% นี่คือแหล่งผลประโยชน์ ทั้งยังสัมพันธ์กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ พืชดัดแปลงพันธุกรรม 80% มียีนต้านทานไกลโฟเซต ถ้าแบน พืชจีเอ็มโอไม่มีแต้มต่อ&amp;quot; วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีความพยายามคัดค้านการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว ผอ.มูลนิธิชีววิถีบอกว่า ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ตามมาด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และรัฐบาลต่างชาติ จากนั้นมีการลงมติใหม่แบน 2 สาร ยับยั้งการใช้ 1 สาร ล่าสุดยืนยันมติดังกล่าวอีกครั้ง นี่คือการต่อสู้และประเด็นท้าทายแบนสารเคมีเพื่อเป็นครัวปลอดภัยของโลก ต้องแบนสารเคมีทั้งหมดหรือควบคุมการใช้สารเคมี ต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) ซึ่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นการแบนสารพิษมาต่อเนื่อง ร่วมแลกเปลี่ยนในการสัมมนาว่า หลายภาคีเครือข่ายดำเนินการผลักดันแบนสารพิษ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ตระหนักปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษ เพราะการฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตรจะกระจายสู่สิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ไทยนำเข้าสารเคมีกว่าสามหมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยพูดถึงผลกระทบภายนอก มีการประเมินมูลค่าผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศกว่า 27,440 ล้านบาท ทุกๆ หนึ่งบาทที่นำเข้าสารเคมีจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ 76 สตางค์ ต้องจ่าย นี่เป็นต้นทุนชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; Thai-Pan สุ่มตรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ในตลาด ห้างสรรพสินค้า โดยส่งแล็ปที่สหราชอาณาจักร พบว่า ปี 59 ตกค้าง 51% ปี 60 ตกค้าง 48% ปี 62 ตกค้าง 41% ขณะที่สารพิษตกค้างในสหภาพยุโรป ปี 2561 อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น ยังเป็นคำถามเมื่อไหร่สารพิษตกค้างในไทยจะลดลงได้ตามค่ามาตรฐานของกฎหมาย ตัวเลขปี 61 ผักผลไม้ไทยที่ส่งสหภาพยุโรปตกค้างระดับสูง 17.5% สูงกว่าจีน ผักผลไม้ไทยยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสารเคมีตกค้าง อาหารที่ไม่ปลอดภัยกระทบเศรษฐกิจประเทศและการส่งออก&amp;quot; ปรกชลย้ำปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชลระบุอีกว่า การยกเลิกใช้สารเคมีเป็นไปตามหลักวิชาการ บางประเทศประเมินความเสี่ยง บางประเทศพูดถึงอันตราย ปี 2535-2552 ยุโรปยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมกันกว่า 74% จาก 1,000 ชนิด จำแนกเป็น 67% ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน 7% แบน และ 26% อนุญาตให้ใช้ได้ ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎหมายและระบบขึ้นทะเบียนใหม่ ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานให้เห็นว่า สารเคมีที่ใช้ปลอดภัยเพียงพอ จะไม่ได้รับอนุญาต ทำอย่างไรไทยจะเดินไปสู่จุดนั้น มีการตั้งกฎเกณฑ์ดูแลสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมประชาชน สำหรับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายสูง เกณฑ์กำหนดโดย WHO และ FAO พิจารณาจากมีพิษเฉียบพลันสูง ก่อโรคระยะยาว ก่อมะเร็ง หรือตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ไทยยังมีการใช้สารเคมีอันตรายสูงถึง 150 ชนิด เราไม่ต้องการแบนสารพิษทั้งหมด แต่พูดถึงการจัดการสารเคมีอันตรายสูง หากมองยุทธศาสตร์จัดการสารเคมีในไทย เริ่มจากจัดการที่ต้นทาง ไม่มีสารเคมีอันตรายร้ายแรงใช้ในประเทศ สารออกฤทธิ์เหล่านี้เราต้องนำเข้า ต้องแบน และจำกัดการใช้ ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้ ถัดมาผู้บริโภคมีส่วนร่วม ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบ สร้างระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย นอกจากนี้ ต้องพัฒนาทางเลือกในการควบคุมศัตรพืช ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการปลูกผักกินเอง นี่คือเทคโนโลยีทางเลือก ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องยกระดับในประเทศไทย&amp;quot; ปรกชลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร&amp;nbsp; กลับมองต่างมุม โดยระบุว่า การเป็นครัวปลอดภัยของไทยและของโลก จะพูดถึงความปลอดภัยอย่างเดียวไม่ได้ ยังมีด้านสินค้าคุณภาพดี ราคาสามารถแข่งขันตลาดโลกได้ ตลอดสิบปีมานี้ถกเถียงกันมานาน เกษตรต้องไร้สารเคมีโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ทั้งประเภทยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช อีกประเภท ปุ๋ยเคมี ยังมีคำถามต้องเป็นเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ใช่หรือไม่ ปัจจุบันมียุทธศาสตร์ชาติส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในทุกพืชและพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ตนแสดงความเห็นมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้นต่างจากเขตหนาว มีศัตรูพืชตลอดปี หากไม่ใช้จะใช้สารใดไปกำจัดแมลง ปีนี้เพลี้ยระบาดไร่มันสำปะหลัง 4-5 แสนไร่ ปีก่อนเพลี้ยกระโดดทำลายนาข้าว โอกาสทั่วประเทศทำเกษตรปลอดสารเคมีไม่มีทางสำเร็จ แต่ถ้าทำ 100 ไร่ หรือ 1,000 ไร่ เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรอินทรีย์เป็นของดี แต่เกษตรใช้สารเคมีไม่ใช่ของไม่ดี แต่ต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 5 แสนไร่ทั่วประเทศ หากตัดข้าวออกไป เหลือพื้นที่ไม่มาก ผมเห็นว่า ต้องผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องเร่งรัดทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่เป็นกลุ่มผักและพืชไร่ กลุ่มข้าว อ้อย เป็นวัตถุดิบใช้แปรรูป ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณส่วนนี้ด้วย&amp;quot; อดิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดิศักดิ์แสดงทัศนะอีกว่า เส้นทางสู่ครัวโลกนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เกษตรปลอดภัยต้องยึดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ จะต้องอบรมแนวทางทำเกษตร ขบวนการผลิตปลอดภัย สินค้าผักผลไม้ไทยจะปลอดภัยส่งออกสู่ครัวโลกและมีปริมาณสารตกค้างในระดับที่ยอมรับได้ อีกทั้งต้นทุนการผลิตจะต่ำลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแบนสารเคมีเกษตร ประเทศไทยมีระบบการจัดการวัตถุอันตรายกำกับดูแลอยู่แล้ว การอนุญาตให้นำเข้าสารเคมีและอนุญาตขึ้นทะเบียนพิจารณาด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงท้ายเวที วิฑูรย์ ผอ.มูลนิธิชีววิถี แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ประเด็นการแบนสารเคมีกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ต้องแยกกัน ซึ่งการแบนสารเคมีเป็นการจัดการเกษตรกรรมกระแสหลัก ในกระแสโลกการแบนสารเคมีที่มีพิษภัยร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าจะใช้ในระบบเกษตรเคมีเป็นเรื่องปกติ มีตัวอย่างบราซิลปลูกอ้อยมากกว่าไทย 7.3 เท่า ประกาศแบนพาราควอตแล้ว มีผลวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา, มาเลเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าเรา 7.4 เท่า แบนตั้งแต่ 1 ม.ค., ไนจีเรียปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง มากกว่าไทย 4.9 เท่า ประกาศแบนและจะมีผลเร็วๆ นี้ ปัจจุบันรวม 60 ประเทศทั่วโลกและแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนสหรัฐมีความเคลื่อนไหวอีกฝั่ง ส.ส.พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายแบนพาราควอตสวนทางกับทรัมป์ ฉะนั้น การเสนอแบนในไทยไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของฝ่ายที่สนับสนุนอย่างที่โจมตีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรเชิงเดี่ยวทุกวันนี้เกษตรกรกำไรต่อไร่น้อยมาก มีการสำรวจปลูกอ้อยและปาล์มกำไร 1,500 บาทต่อไร่ บางปีขาดทุน เป็นความไม่มั่นคง สิ่งที่ซ่อนในระบบนี้เราต้องใช้เงินช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรมหาศาล ปีนี้รัฐบาลใช้เงิน 7 หมื่นล้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกันรายได้ช่วยค่าเก็บเกี่ยว ปรับปรุงคุณภาพ เราต้องเปลี่ยนการผลิตเพื่อไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรประกาศหมุดหมายไทยสู่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ในปี 2573 โดยพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้ 30% ปัจจุบันตัวเลขพื้นที่เกษตรอินทรีย์มีล้านไร่ อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ มียุทธศาสตร์เพิ่มให้ได้ 1.5 ล้านไร่ สิ่งที่ต้องทำคู่กันพัฒนาระบบการตลาด&amp;quot; วิฑูรย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีย้ำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมี ชีวิตคนที่โดนทำร้ายมากที่สุดอันดับแรกไม่ใช่ผู้บริโภค แต่คือเกษตรกร ยูเอ็นวิจารณ์ประเทศอุตสาหกรรมไม่ผลิตแต่ส่งสารพิษกำจัดศัตรูพืชให้เกษตรกรรายย่อย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน วันนี้เกษตรเชิงเดี่ยวไปไม่รอด ต้องปรับสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ต้องเต็มร้อย แต่เกษตรอินทรีย์เป็นโอกาสให้เราเข้าถึงอาหารปลอดภัย นี่คือความหวังและความฝันของคนไทย การเปลี่ยนแปลงต้องสู้ด้วยข้อมูล เหตุผล และมองอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นการแบนสารพิษอันตรายยังต้องจับตากันต่อไป อีกทั้งรัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ซึ่งไทยกำลังเผชิญวิกฤติเหล่านี้สาหัสไม่แพ้วิกฤติจากไวรัสโควิดระบาดกระทบต่อเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79414</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Pan, ครัวไทย ครัวโลก, นสพ.ไทยโพสต์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, เกษตรอินทรีย์, แบนสารเคมีทางการเกษตร, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f7880ef742eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคข้าราชการ!!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แทบไม่น่าเชื่อ-ต้องเชื่อ...ว่า ระบบราชการ หรือ พรรคข้าราชการ อะไรมันจะมีฤทธิ์ มีเดช มีอำนาจ อิทธิพล บารมี ระดับยิ่งใหญ่ เกรียงไกร เหนียวแน่นและซึมลึก ไปได้ถึงเพียงนี้ สามารถยึด สามารถยื้อ ให้ความปรารถนา ความต้องการ ของผู้คนแทบทั้งบ้าน ทั้งเมือง ในเรื่องการยกเลิกสารพิษความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ที่เรียกๆ กันว่าพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโฟเซต ต้องย้วยไป-ย้วยมา หาบทสรุป หาข้อยุติ ยังไม่เจอ จนตราบเท่าทุกวันนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;---------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรียกว่า...ขนาดพรรคการเมืองแทบทุกพรรค รัฐมนตรี 3 กระทรวง (เกษตรฯ-อุตสาหกรรม-สาธารณสุข) นายกรัฐมนตรี ผู้ตรวจการแผ่นดิน แพทยสภา องค์กรภาคประชาชนถึง 686 องค์กร แถมด้วยมติสภาผู้แทนราษฎรอีก 393 ต่อ 0 เสียง ฯลฯ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรที่จะเลิกหา เลิกใช้ ให้มันรู้แล้ว รู้แรด ไปซะที แต่เมื่อเจอเข้ากับคณะกรรมการวัตถุอันตราย อันประกอบไปด้วยข้าราชการแค่ 19 คน ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 คน โดยมีระดับ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เท่านั้นเป็นประธาน ตัดสินใจลงมติ 16 ต่อ 5 เสียง งดออกเสียงซะ 5 เสียง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยต้องเป็นอันยื้อไป-ยื้อมา ย้วยไป-ย้วยมา แม้จะปาเข้าไป 2 ปีกว่าๆ เข้าไปแล้ว...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดง่ายๆ ว่า...แม้แต่ &amp;ldquo;ยุคเผด็จการ&amp;rdquo; ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีกระบองขนาดยักษ์ มีมาตราฉี่ฉิบฉี่อยู่ในมือ ยังทำอะไรแทบไม่ได้ ต้องปล่อยให้เรื่องราวยืดเยื้อ คาราคาซัง มาจนถึง &amp;ldquo;ยุคประชาธิปไตยไฮบริด&amp;rdquo; ซึ่งจะครึ่งใบ เสี้ยวใบ ก็แล้วแต่ แต่ทั้งๆ ที่บรรดา &amp;ldquo;นักการเมือง&amp;rdquo; กว่าค่อนสภาฯ บวกกับรัฐมนตรีนั่น รัฐมนตรีนี่ บวกกับภาคประชาชนกว่าครึ่งพันองค์กร ฯลฯ ก็ยังไม่สามารถงัดง้าง แข็งข้อ ขัดขืน ต่อการยืนหยัด ยืนกราน การยืนกระต่ายขาเดียว หรือสองขา ของปลัดกระทรวงและบรรดาอธิบดี ที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้เลย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครที่มีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ใน ไทยโพสต์-แทบลอยด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คงอดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจยาวๆ หรือต้องหาวเรออ์อ์อ์ ไม่รู้กี่เอิ๊กต่อกี่เอิ๊ก เพราะโดยคำพูด คำอธิบาย ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงฤทธิ์เดช ของสิ่งที่เรียกว่า ระบบราชการไทย อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจนนั้น ย่อมมิอาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ว่านี้ คงต้องถือเป็น ปัญหา&amp;nbsp; ในระดับ วาระแห่งชาติ กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าหากต้องปล่อยให้เป็นไปกันแบบตามเรื่อง ตามราว หรือถ้ายังคงเพิกเฉย ละเลย ไม่หยิบมาเน้น มาให้ความสำคัญซะแต่เนิ่นๆ โอกาสที่ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา จะยกระดับ พัฒนา ไปสู่ ยุคชาววิไล ดังที่ใครต่อใครปรารถนาและต้องการ...คงลำบาก แค่ให้ได้เพียงเสี้ยวส่วนของความหล่อ ความเท่ แบบพระเอก กรุง ศรีวิไล ก็ยังน่าจะยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า...เหตุใดที่ การปฏิรูป อันเป็นสิ่งซึ่งผู้คนนับจำนวนล้านๆ จะ 4 ล้าน 5 ล้าน 6 ล้านก็แล้วแต่ ออกมากำหมัด ชูกำปั้น ชูธง เรียกร้องให้มีการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว ไม่รู้จะกี่รูปต่อรูป ไม่ว่าปฏิรูปศึกษา ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปพลังงาน ฯลฯ สุดท้าย...มันเลยต้องออกไปในแนว รูดแล้ว-รูดเล่า ซะเป็นหลักใหญ่ ยิ่งโดยเฉพาะ ปฏิรูปตำรวจ อันถือเป็นไฮไลต์ ยอดฮิต ยอดนิยม ด้วยแล้ว ไม่ว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาปฏิรูปซักกี่ชุดต่อกี่ชุด ระดับลากเอา พระอาจารย์ ของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรัฐประหาร มานั่งเป็นประธานก็แล้ว ผลักไสให้เป็นแค่คณะกรรมการก็แล้ว สุดท้าย...ก็แทบไม่ต่างไปจาก คณะกรรมการวัตถุอันตราย นั่นแหละ คือออกอาการย้วยไป-ย้วยมา และยื้อไป-ยื้อมา จนตราบเท่าทุกวันนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนั้น ทั้งนี้...ก็ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกว่า ระบบราชการ หรือ พรรคข้าราชการ นั่นเอง อันเป็นสิ่งที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร อย่างท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ท่านอดไม่ได้ที่จะต้องถนอม กล่อมเกลี้ยง เอาไว้แต่แรก ซึ่งจะไปกล่าวโทษท่านคงไม่ถนัดซักเท่าไหร่ เพราะท่านก็คือ อดีตข้าราชการ มาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นหอยมือเสือ หรือเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ดังนั้น...จะให้ท่านตัดเยื่อ ตัดใย ตัดสินใจผ่าชำแหละ ระบบราชการในแต่ละรูป แต่ละแบบ มันคงหนักซะยิ่งกว่า หยิกเล็บ-เจ็บเนื้อ ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ท่านเลยหนีไม่พ้นต้องหันมา ปฏิรูด แทน ปฏิรูป หรือหันมาใช้ยาหม่องทา ให้แค่หายบวม หายคัน ไปตามสภาพ...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้...อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ของบรรดาข้าราชการ อย่าง คณะกรรมการวัตถุอันตราย จึงเป็นอะไรที่แทบไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ อย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นแหละทั่นเอ๋ย สามารถยื้อทุกสิ่งทุกอย่างให้ย้วยไป-ย้วยมา ชนิด 2 ปีกว่าๆ ก็ยังไม่หมดแรงยื้อ หรือกระทั่งผู้คนแทบทั้งประเทศ แทบทุกระดับ สามัคคีรวมพลังทั้งทุบ ทั้งกระแทก ทั้งกด ทั้งบีบ กันในลักษณะไหนก็ตาม ก็ยังเอาไม่อยู่ ยังกินกันไม่ลง สามารถแฉลบออกขวา-ออกซ้าย พร้อมที่จะตีลังกากลับ ซัมเมอร์ซอลท์แบบ 2 รอบ 3 รอบ ได้ทุกเมื่อ แล้วคราวนี้จะเอาไงดีล่ะท่าน!!!...เพราะเอาไป-เอามา คงไม่ใช่แต่เฉพาะ คณะกรรมการวัตถุอันตราย เท่านั้น แต่ยังมีอีกไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยคณะกรรมการ ที่บรรดาข้าราชการ หรือพรรคข้าราชการเข้าไปสอดแทรก ล้วนแล้วแต่สามารถออกฤทธิ์ ออกเดช ในลักษณะเดียวกันได้เสมอ??? ??? ???&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก David Gergen... Morality in government begins with officials using words as honestly as possible to describe the truth.- คุณธรรมของรัฐบาลมีจุดเริ่มต้น เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลใช้ถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ในการอธิบายความจริง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุง ศรีวิไล, ท่านขุนน้อย, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมดเวลายื้อแบนสารพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ไขปมเบื้องหลัง ยื้อแบน 3 สารพิษ&amp;nbsp;เตือนรัฐบาลไม่ทำ เสื่อมแน่! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การแบนสารพิษที่มีความเสี่ยงสูง 3 รายการ คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ที่หลายองค์กรทั้งสถาบันการศึกษา-หน่วยงานรัฐ-ภาคประชาสังคม-องค์กรอิสระ-นักวิชาการ ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องมายาวนาน แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ท่ามกลางข้อสงสัยของประชาชนจำนวนมากว่า เพราะเหตุใดถึงยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ สุดท้ายถึงตอนนี้ ยังคงติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายจะมีการแบนสารเคมีพิษทั้ง 3 รายการ ได้แบบเด็ดขาดหรือไม่ หลังมีท่าทีจากฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรีคือ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคภูมิใจไทยที่รับผิดชอบกรมวิชาการเกษตร ยืนยันต้องแบนสารเคมีพิษทั้ง 3 รายการดังกล่าว ขณะที่องค์กรต่างๆ อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็แถลงล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาย้ำว่า รัฐบาลต้องมีการแบนสารเคมีดังกล่าว ตามมติผู้ตรวจการแผ่นดินก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.เอาผิดได้ แต่ล่าสุดผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 18 ก.ย. ก็ยังไม่มีการลงมติสั่งแบน โดยขอเวลาการพิจารณาอีกรอบ ภายในไม่เกิน 60 วัน หลังได้รับข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร และข้อสรุปจากการหารือร่วมกันของเกษตรกร-ผู้บริโภค-หน่วยงานของรัฐและผู้นำเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ซึ่งเป็นแกนนำหลักขององค์กรภาคประชาสังคม ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแบนสารเคมี 3 ชนิดดังกล่าว และปัจจุบันก็เข้าไปเป็น กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่ตั้งขึ้นโดยมติเอกฉันท์ของที่ประชุมสภาจะมาขยายไขปม สาเหตุที่การแบนสารเคมีพิษดังกล่าวยืดเยื้อมาร่วม 2 ปีกว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี สังเคราะห์ท่าทีของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 18 กันยายนที่ผ่านมาว่า การประชุมดังกล่าวคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้เรียกประชุม โดยอ้างว่ามีบัญชาจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีหนังสือเป็นหลักฐาน โดยนายกรัฐมนตรีขอให้กรรมการวัตถุอันตรายมีการประชุมพิจารณา โดยขอให้มีการหารือ 4 ฝ่าย ที่ประกอบด้วย เกษตรกร ผู้บริโภค หน่วยงานของรัฐและผู้นำเข้า เพื่อไปพิจารณาใน 3 ประเด็นคือ ปัญหา-ผลกระทบและทางออก โดยกรรมการวัตถุอันตรายได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรไปดำเนินการภายใต้กรอบ 60 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิฑูรย์ ย้ำประเด็นสำคัญของผลการประชุมดังกล่าวว่า ผลการประชุมดังกล่าวที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ หากข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ เป็นไปในแนวทางที่จะมีสารทดแทน และมีราคาไม่แพง และสารทางเลือกดังกล่าวจะไม่เป็นอันตราย โดยส่วนใหญ่กรรมการวัตถุอันตรายก็จะมีมติไปตามนั้น แต่ว่า 2 เงื่อนไขดังกล่าวก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ กรรมการวัตถุอันตรายก็อาจจะอ้างได้ว่าสารเหล่านี้แพงกว่า ก็อาจจะอ้างเหตุไม่สั่งแบนก็ได้ อันนี้คือที่เราวิเคราะห์ เพราะมีการเขียนวางไว้แบบนั้น กับประเด็นที่สองคือ ครั้งนี้มีการมอบหมาย มอบอำนาจให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้นำเสนอแล้วยังบอกไว้ด้วยว่า โดยส่วนใหญ่ ถ้าข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ออกมาแบบใด กรรมการวัตถุอันตรายก็มักจะมีมติไปตามนั้น ทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวทำให้เราอาจเห็นว่า มันจะแบนได้หรือแบนไม่ได้ต่อไปมันจะง่ายขึ้น หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้ามีความเห็นชอบให้ต้องทำการแบน ทั้งที่ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯ ไม่เคยเสนอให้แบน เสนอให้แค่จำกัดการใช้เท่านั้นเอง ตอนนี้กลายเป็นว่ากระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเห็นพ้องต้องกัน และล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า ได้คุยกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมจากพรรคพลังประชารัฐแล้ว โดยนายสุริยะเห็นด้วย ว่าเรื่องนี้ต้องเซย์โน เพราะสังคมเขาเซย์โน แล้วจะไปเซย์เยสได้อย่างไร และจะสู้เรื่องนี้ไปด้วยกัน ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ก็เห็นด้วยให้แบนแล้ว 3 กระทรวง จากปากคำของนายอนุทิน รมว.สาธารณสุข ตอนนี้ผมจึงคิดว่า โมเมนตัมของการตัดสินใจในเรื่องนี้ ต่อไปนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะออกมาแบบไหน ตอนนี้เรายังไม่ทราบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่สำคัญ ในปัจจุบันภายใต้บริบทการเมืองใหม่ ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลแบบเดิม ที่เป็นรัฐบาล คสช. แต่ตอนนี้มีการ balance อำนาจในฝ่ายบริหาร และยังมีกลไกฝ่ายนิติบัญญัติคือสภาผู้แทนราษฎร ที่ลงมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ ด้วยเสียง 393 เสียง ต่อ 0 เห็นชอบให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร แสดงให้เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งเมื่อไปย้อนดูคำอภิปรายของ ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองก่อนที่จะมีการลงมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว ก็พบว่าไปในทิศทางเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อย่างพรรคภูมิใจไทยจะพบว่า เขาก็ไม่ได้มีนโยบายเรื่องการแบนสารเคมีทั้ง 3 อย่าง เห็นได้จากหากไปย้อนดูตอนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเรามอนิเตอร์ไว้ตลอดเพื่อดูว่าพรรคการเมืองไหน หาเสียงเรื่องนี้ไว้อย่างไร เราก็จะเห็นมีหลายพรรค เช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ อนาคตใหม่ เศรษฐกิจใหม่ เสนอเรื่องแบนสารพิษที่มีความเสี่ยง แต่พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เสนอแนวนโยบายนี้มาก่อน แต่พรรคภูมิใจไทยกลับเป็นพรรคการเมืองที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วขับเคลื่อนกันทั้งพรรค โดยดูจากการสื่อสารต่างๆ ของพรรค เช่น เว็บไซต์-เพจ ของพรรคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีการให้โควตากรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว ที่พรรคภูมิใจไทยมี 4 คน ก็เสนอชื่อตัวแทนจากภาควิชาการและภาคประชาสังคม ก็มองว่ามันเป็นโมเมนตัมทางนโยบายที่สำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;จึงทำให้ผมเชื่อว่า ต่อไปการลงมติของกรรมการวัตถุอันตรายจะไม่เหมือนเดิม คือยังบอกไม่ได้ว่าเขาจะมีมติให้แบนหรือไม่แบน แต่เชื่อว่ามันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;....หลังมติครั้งแรก เกิดจากมีข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขและกรรมการ 4 กระทรวง เสนอให้แบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด แต่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเมื่อ 23 พฤษภาคม 2561 ยืนยันไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว จนต่อมามีแรงกดดันเยอะมากทั้งองค์กรภาคประชาชน 686 องค์กร และหน่วยงานอื่นๆ เช่น องค์กรอิสระอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึงองค์กรด้านสาธารณสุขจำนวนมาก เช่น แพทยสภา&amp;nbsp; จนเกิดแรงกดดันทำให้กรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกรรมการก็พยายามฝืน แต่เมื่อกระแสสังคมกดดัน ก็ทำให้กรรมการมีการนัดประชุมหารือเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งที่ประชุมมีมติ 16 ต่อ 5 เสียง ไม่แบนทั้ง 3 ตัว โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีผลกระทบที่ชัดเจน และยังไม่มีสารที่เป็นทางเลือกอื่นมาทดแทน โดยลงมติแบบลับ ทำให้สังคมไม่ทราบได้ว่ากรรมการแต่ละคนออกเสียงอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-หากไม่มีการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ภายในสิ้นปีนี้จะเกิดอะไรขึ้น?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมยังนึกไม่ออกเลย แต่มันจะสร้างความเสื่อมศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างร้ายแรง ตอนนี้รัฐบาลเองก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว ยิ่งบริหารประเทศมาต่อเนื่องยาวแบบนี้ หากเกิดกรณีดังกล่าว มันจะส่งผลสั่นคลอนต่อรัฐบาลอย่างร้ายแรง จนอาจเป็นจุดเปลี่ยนของหลายเรื่องก็ได้ สำหรับกรรมการวัตถุอันตราย เราพิสูจน์ได้แล้วจากในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา คนเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่พวกคนส่วนใหญ่ที่เป็นตัวแทนมาจากระบบราชการ และตัวแทนจากบริษัทเอกชนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พวกนี้ก็คงเมินเฉย เพิกเฉยต่อเสียงประชาชนต่อไป คนเหล่านี้จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อฝ่ายบริหารที่กำกับดูแลเขา ดำเนินการหรือสั่งการให้เปลี่ยนเขาถึงจะเปลี่ยน ซึ่งดูเหมือนจะมีสัญญาณเล็กๆ แต่ผมยังจับสัญญาณไม่ได้ว่าเขาจะสำนึก เพราะเขาก็ยังยืนยันจะลงมติลับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ถึงตอนนี้มั่นใจหรือไม่ว่าภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ทุกอย่างจะจบ มีการสั่งแบนสารเคมีพิษทั้ง 3 &amp;nbsp;รายการอย่างเด็ดขาด? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมคงยังตอบไม่ได้ แต่ว่าเวลานี้โมเมนตัมมาอยู่ฝั่งที่แบนสารเคมีเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องแบน นอกจากว่าเขาจะกำหนดกรอบว่าจะแบนกี่ตัว แต่ความเห็นผม เขาต้องมีการสั่งแบนแน่ๆ แต่จะแบนกี่ตัวแล้วจะลากยาวให้กับบริษัทเหล่านั้นออกไปนานเท่าไหร่ จะ 6 เดือนหรือยื้อออกไปอีก 1 ปีหรือไม่ แต่ว่าจะไม่สั่งแบนไม่ได้ ที่ก็ต้องมาดูว่าประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น ยังไงก็ต้องไปสู่ทิศทางนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...สำหรับที่ให้มีการไปหารือ 4 ฝ่าย เพื่อหาข้อยุติเรื่องปัญหา ผลกระทบ และทางเลือกอื่นๆ หากมีการแบนโดยให้มีตัวแทนจากผู้นำเข้าสารเคมีมาร่วมหารือด้วย ก็มองว่า ท่าทีของนายกฯ ที่มีหนังสือไปถึงกรรมการพิจารณาวัตถุอันตรายดังกล่าว ที่ให้ผู้นำเข้ามาหารือ หาข้อยุติ หาข้อตกลง มันเป็นไปได้อย่างไร มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้ แต่อันนี้คือการมองอย่างเลวร้าย แต่หากมองในแง่ดี คำสั่งการของนายกฯ อาจจะเป็นการมองในแง่นี้หรือไม่ คือตอนนี้ไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพคนและสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ตอนนี้ต้องไปดูแลจัดการ เพราะอย่างเกษตรกร ที่เมื่อต้นทุนต่อไปเขาจะแพงขึ้น ผู้ประกอบการสารเคมีที่นำเข้าสารเคมีเข้ามาแล้ว จะจัดการอย่างไร ก่อนหน้าที่จะมีการสั่งแบน เพื่อให้เป็นที่พอใจและยอมรับกันได้ และไม่เกิดปัญหากับรัฐ ถ้าแบบนี้ผมเองก็รับได้ ถ้าจะมีนัยแบบนี้ก็กลายเป็นว่าคนที่สั่งการกรรมการวัตถุอันตราย ที่ประชาชนไม่เชื่อถืออีกแล้ว ตอนนี้มันเหมือนกับกรรมการชุดนี้มันจบไปแล้ว หมดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ตอนนี้ประชาชนต่างรอว่า รมว.อุตสาหกรรม-เกษตรและสหกรณ์-สาธารณสุข ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะดำเนินการมีท่าทีอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...โครงสร้างกรรมการวัตถุอันตรายมี 29 คน โดย 19 คนเป็นตัวแทนของหน่วยราชการ และอีก 10 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สมมุติว่าผู้ทรงคุณวุฒิเขาไม่สนใจนโยบายรัฐบาล แล้วโหวตไปตามสังกัดหรือจุดยืนของตัวเอง ยังไงก็ยังมีเสียงเกินมาอีกถึง 9 เสียงสำหรับการแก้ปัญหานี้ ก็จัดการได้ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ยื้อมาตั้งเกือบ 2 ปีครึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อถามว่าหากมีการสั่งแบนแล้วเกษตรกรจะได้รับผลกระทบอย่างไร จะมีสารเคมีใช้ในการทำเกษตรฯ หรือไม่ วิฑูรย์-ผอ.ไบโอไทย มองว่า ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจริงๆ ควรต้องเริ่มตั้งแต่ตอนที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้แบน เมื่อ 2 ปีกว่าที่ผ่านมา แต่เราก็แปลกใจว่าทำไมข้าราชการถึงไม่ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อประชาชน ทั้งที่จากข้อมูลที่พบ มีทางเลือกอื่นๆ เต็มไปหมด แล้วที่มาอ้างว่าจะไม่มีทางเลือกหากมีการแบน ผมก็อยากให้ลองไปดูประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย ผู้นำเขาบอกเลยว่า แบนแล้วไม่ต้องกลัว จะมีทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพ แล้วยังมีอีกร่วม 50 ประเทศที่เขาสั่งแบนไปเรียบร้อยหมดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องหามาตรการในการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายรับภาระจากโครงสร้างทางนโยบายนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ระบบราชการ ตัวยื้อแบนไม่สำเร็จ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;-พอจะสรุปได้ไหมว่าการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว ที่มันยืดเยื้อมา 2 ปีกว่า เกิดจากอะไร? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัญหาใหญ่อยู่ที่ระบบราชการ ตอนที่เราเริ่มทำเรื่องนี้ เรามีการมอนิเตอร์ความเห็นของประชาชน ก็พบว่าด้านหนึ่งก็มีการโทษนักการเมือง ซึ่งผมก็คิดว่าก็เป็นความจริง ต้องยอมรับว่านักการเมืองจำนวนมากเข้ามาสู่อำนาจได้โดยการสนับสนุนของบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัทที่ค้าขายสารเคมี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมบอกก็ได้ว่ามีนักการเมืองใหญ่คนหนึ่ง เคยสารภาพว่าตัวเองเคยได้รับการสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทสารเคมีเหล่านี้ ที่ผมขอไม่เอ่ยชื่อ แต่บัดนี้นักการเมืองคนนั้นบอกว่าสิ่งที่เขาทำไปคือความผิดพลาด สิ่งที่ประชาชนตั้งคำถามต่อนักการเมืองเป็นความจริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...แต่อันที่ 2 ที่ประชาชนเห็นชัดเจนมากขึ้นในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็คือ ตัวระบบราชการ ให้พูดแบบตรงไปตรงมาก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และกรรมการวัตถุอันตราย โครงสร้างของระบบราชการ และกลไกเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบริษัทค้าสารเคมีมาโดยตลอด ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และเรามีหลักฐานหมด ว่าผู้เล่นของระบบราชการที่เป็นกระบอกเสียงในการสนับสนุนให้ใช้สารเคมีเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอย่างไร เราไล่มาได้เลยทีละคน ไล่ได้เป็นฉากๆ ระบุตัวบุคคลเลยก็ยังได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อย่างผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืชของกรมวิชาการเกษตร คนหนึ่งตอนนี้เป็นนายกสมาคมแห่งหนึ่งด้านวัชพืช มีที่ตั้งอยู่ในกรมวิชาการเกษตร ดำเนินงานกิจกรรมของตัวเองโดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกลุ่มบริษัทพวกนี้ และยังมีนักวิชาการในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ออกมาบอกว่าสารไม่ตกค้าง เมื่อลงไปในดินจะเสื่อมฤทธิ์ทันที จะเป็นไปได้อย่างไร จุลินทรีย์ 80-90 เปอร์เซ็นต์ถูกทำลาย หลังฉีดพ่นไป 1 เดือนแล้วตกค้าง ยังไปเจอในปลา ในนา และถึงกับเจอในทารก เข้ามาสู่ทารกได้อย่างไร ขนาดแม่ของทารกเขาไม่เคยเข้ามาอยู่ในพื้นที่เกษตร แล้วคุณพูดไปแบบนั้นได้อย่างไร แบบขาดความรับผิดชอบ ต่อมาก็พบว่านักวิชาการคนนี้อยู่ในคณะของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ค้าพาราควอต แล้วเดินทางไปมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อไปกดดันต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และกรรมการวัตถุอันตรายที่ลงมติไม่แบนสารเคมีในการประชุมนัดที่ 2 ที่พิจารณาเรื่องนี้แล้วลงมติ 16 ต่อ 5 เสียง ทางกรรมการวัตถุอันตรายอย่างน้อย 3 คนในห้องนั้น ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัทค้าสารเคมี 3 ชนิดดังกล่าว ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องของระบบราชการนั่นเอง แล้วข้อมูลที่เสนอออกมา จริงๆ ในกระทรวงเกษตรฯ ก็มีข้อมูลที่บอกว่ามีทางเลือกต่างๆ มากมาย มีคนอย่างนายอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ซึ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นบุตรชายอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นบุตรชาย ดร.อำพล เสนาณรงค์ อดีตองคมนตรี โดยสิ่งที่เขาพูดและเสนอ พบว่ากลับไม่ถูกนำไปเสนอให้กรรมการพิจารณาวัตถุอันตราย โดยก่อนหน้านี้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีต รมช.เกษตรฯ ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยขอให้ ผอ.อัคคพล มาช่วยเพื่อเสนอทางเลือก และทำรายงานเสนอไปยังกรรมการวัตถุอันตราย แต่ที่ประชุมกลับไม่ได้เอาเอกสารนี้ไป และไม่รู้วาตอนนี้เอกสารหายสาบสูญไปไหน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เรื่องนี้นักการเมือง ผู้บริหารประเทศ ที่มาจากระบบราชการแบบนี้ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แล้วก็ยังมีเรื่องของ connection อย่างคนที่ได้รับการผลักดันให้เข้าไปเป็น ส.ว.ชุดปัจจุบัน หากลองไปตรวจสอบประวัติดูก็จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร คือเรื่องของฝ่ายการเมือง ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทุกคนก็เห็น เพราะนักการเมืองที่เข้าสู่อำนาจ แน่นอนเขาต้องการกลุ่มทุนสนับสนุน แต่เมื่อประชาชนลุกขึ้น เขาไม่ฟังเสียงประชาชนไม่ได้ เพราะเขาจะหมดอนาคตทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปมเหตุ &amp;#39;มนัญญา&amp;#39; นำทัพแบนสารพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิฑูรย์-ผอ.ไบโอไทย ยอมรับว่าตัวเขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าคนอย่าง รมช.เกษตรฯ-มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จะลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ พูดได้เลยว่าตอนที่เขาประกาศท่าทีเรื่องนี้ครั้งแรก ทางไบโอไทยก็แสดงท่าทีผ่านเฟซบุ๊กของเรา ว่ามันตีความได้หลายอย่าง หนึ่ง อาจจะให้แบนสารเคมีจริง กับสอง คือมันเคยมีกรณีแบบนี้ คือใช้กรณีการแบน เพื่ออัพให้มีการต่อรอง เคยมีกรณีแบบนี้ นักการเมืองเคยทำแบบนี้ แลกเปลี่ยนเรื่องผลประโยชน์ ต้องดูกันนานๆ แต่ก็พบว่า คุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ไม่ได้ทำแค่นั้น สิ่งที่ได้ใจประชาชน ก็คือการที่รัฐมนตรีหญิงคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มของนักการเมืองที่เป็นโมเดล แต่สิ่งที่เขาอธิบายชัดเจนมาก สิ่งที่เขาอธิบายถึงเหตุผลที่เขาผลักดันเรื่องนี้ ตอนที่ตัวแทนกลุ่ม 686 องค์กรไปพบเขาที่กระทรวงเกษตรฯ เขาบอกว่า ตอนที่เขาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เขารู้ เขาเห็น เขาไปงานศพแล้ว งานศพเล่า คำบอกเล่าของเจ้าภาพล้วนแล้วแต่ จำนวนมาก มาจากผลกระทบเรื่องสารเคมี เขาบอกว่าเขาตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมมันไม่แบนเสียที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ถ้าจะสรุปก็คือว่า บทบาทของพรรคการเมืองที่เราเห็นทั้งหมด ที่ต้องทยอยมาแสดงบทบาทตอนนี้ ว่าไม่เอาสารเคมี ทั้งการแสดงออกโดยตรงและโดยอ้อม และ ส.ส.หลายคนก็แสดงบทบาทนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ผมว่าท้ายสุดมันเกิดขึ้นจากประชาชน การเปลี่ยนแปลงของนักการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นแบบลอยๆ แต่เกิดจากประชาชนตื่นขึ้น และเมื่อเขาตื่นขึ้น มันจะหยุดไม่ได้ หยุดลำบาก แล้วการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-สรุปว่าสาเหตุที่การแบนสารเคมีทั้งสามชนิดยืดเยื้อมาเป็นปีๆ ก็มาจากระบบราชการที่เกรงใจผลประโยชน์กลุ่มทุน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ก็เรื่องของผลประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผมอยากยกตัวอย่าง คือผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบด้านพืชไร่ ซึ่งคนจบด้านนี้ต้องเชี่ยวชาญด้านวัชพืชหรือการกำจัดวัชพืช&amp;nbsp; อันนี้ในภาคการผลิต และอีกส่วนหนึ่งคือการเติบโตเป็นนักบำรุงพันธุ์ ต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมพบว่าเพื่อนฝูงของผมก็ไปประกอบธุรกิจสายสารเคมี และอีกส่วนหนึ่งไปอยู่ระบบราชการ โดยก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันโดยส่วนตัวด้วย อันนี้ผมตัดเรื่องผลประโยชน์ออกไปเพราะได้พูดไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่แวดล้อมโดยกลไกของรัฐกับบริษัทเอกชน จึงมีความสัมพันธ์ทั้งโดยความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยระบบการศึกษาที่เป็นเรื่องของเพื่อนฝูง แต่ไม่ได้ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศ ของเกษตรกรและคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง มันมีจริง ผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นทั้งแบบโดยตรงและโดยอ้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;โดยอ้อมก็คือเขาเอาเงินมาสนับสนุนคุณให้ทำกิจกรรม ทำงานวิจัย ซึ่งเราก็มีข้อมูลหมดว่ามีใครบ้าง ส่วนโดยตรงก็คือการทำโดยการจ้างมาเป็นที่ปรึกษา มาเป็นตัวแทนเลย หรือหากบางคนออกจากราชการมาแล้ว เขาเห็นว่าผลงานดีก็ให้มาเป็นนายกสมาคมค้าสารเคมีเลย&amp;nbsp; แบบนี้ก็มี ตอนนี้มันกำลังเข้าสู่จุดนี้ ปัญหาที่ยังแบนสารเคมีไม่ได้ในตอนนี้ เข้ามาสู่ระบบที่ว่าระบบราชการคือปัญหาใหญ่ บวกกับกลไกทางนโยบายที่ให้อำนาจระบบราชการในการตัดสินใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องประเมินตัวเองในฐานะผู้นำรัฐบาล ว่าที่ผ่านมาได้ช่วยแก้ปัญหาหรือยืดปัญหาเหล่านั้นออกไป หรือว่ามันกลับยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา ตอนนี้ยิ่งการที่ประชาชนลุกขึ้นพูด ผมเกรงว่าจะไม่ใช่แค่ว่าท่านยื้อ แต่จะเห็นว่าท่าน-ในความเห็นของผม-คือท่านอาจจะเป็นปัญหาเสียเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชงออก &amp;#39;พ.ร.ก.&amp;#39; ยุติยื้อแบนสารพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิฑูรย์-ผอ.ไบโอไทย ที่วันนี้ไปขับเคลื่อนเรื่องการแบนสารเคมีพิษผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยการเข้าไปเป็น กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการศึกษาและขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขเรื่องดังกล่าวของ กมธ.ว่า&amp;nbsp; จากที่ได้เข้าร่วมประชุมคณะ กมธ.ครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ากรรมาธิการหลายคนได้พูดในที่ประชุมที่มีเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกัน คืออยากเห็นการยกเลิก แต่เขาก็อยากเห็นการหาทางเลือกให้กับเกษตรกร และหลายคนพูดตรงกันมากว่าไม่อยากเห็นการเกิดวังวนในเรื่องสารเคมี คือไม่ใช่สั่งแบนพวกนี้แล้วก็ต้องไปเอาสารเคมีตัวอื่นมาแทน แล้วใช้ไปสักพักก็มีปัญหาอีก แต่ต้องไปสู่ระบบเกษตรปลอดภัยยั่งยืนกว่านี้ ซึ่งก็จุดยืนตรงกันกับ กมธ.ที่มาจากภาควิชาการ ประชาสังคม ที่เราก็จะทำงานเต็มที่ในเรื่องนี้ ผมก็มองว่าการแสดงบทบาทของพรรคการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งปัญหาเวลานี้ เกิดขึ้นกับฝ่ายบริหาร เกิดจากกฎหมายที่วางโครงสร้างกรรมการวัตถุอันตรายไว้แบบนี้ เราจะสามารถผ่าทางตันด้วยกระบวนการทางนิติบัญญัติ ซึ่งกรรมาธิการก็มีอำนาจในการเสนอแนะเรื่องนี้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ก็มีข้อเสนอต่างๆ มากมาย เช่น การเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนด หากกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ยอมแบน ก็มีกรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์เสนอ โดยก็มีกรรมาธิการจากพรรคอื่นเสนอด้วย มีการหยิบยกมาพิจารณาด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็จะมีสองระดับ คือเฉพาะหน้าที่จะให้แบนสารเคมีแน่ๆ กับระยะยาว คือเรื่องของการหาทางออกทางกฎหมายในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากสภาได้แสดงออกว่าเขารับผิดชอบต่อปัญหาใหญ่ของประเทศ อนาคตของประเทศ และปากท้องชีวิตของเกษตรกร ผมคิดว่ามันจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของระบบการเมืองในรัฐสภา หลังประชาชนจำนวนหนึ่งเคยตั้งคำถามในเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้ เรื่องนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในการสร้างความหวังการพัฒนาประเทศโดยระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ คือรู้ร้อนรู้หนาวต่อปัญหาของประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;.................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เปิดสารพัดวิธี สกัด-ขัดขวาง-ข่มขู่&amp;nbsp;หวังหยุดแนวร่วมต้านสารพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิฑูรย์-ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย ที่ขับเคลื่อนเรื่องการสั่งแบนพาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตมาร่วมสองปีกว่า พูดถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน จนปัจจุบันมีเครือข่ายแนวร่วมจำนวนมากร่วม 686 องค์กรว่า ที่มาที่ไปของการรวมตัวกันเกิดขึ้นเมื่อ 4 มิถุนายน 2561 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการทำงานของพวกเรา ที่มีกลุ่มบุคคลจำนวนมากมาร่วมลงชื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...จุดเริ่มต้นมาจากการที่ข้อเรียกร้องให้มีการแบนสารเคมีทั้งสามชนิด มันเริ่มกลายเป็นประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเจ็บป่วย ไม่ใช่แค่องค์กรท้องถิ่น แต่มีประชาชน ผู้บริโภคที่ส่งข่าวสารความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ มีหมอ มีนักวิจัยในมหาวิทยาลัยที่ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่มาเคลื่อนไหวลักษณะแบบนี้ และไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยแห่งเดียว แต่มีหลายมหาวิทยาลัยเช่นมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่นักวิชาการจุดประเด็นเรื่องสารตกค้าง แล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัยมหิดลที่พูดถึงสารตกค้างในมนุษย์ หรือสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ในทางวิชาการถือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องมะเร็ง โรคที่เกิดขึ้นจากสารต่างๆ ถือว่าเป็นผู้นำในการวิจัยระดับโลก เป็นต้น และยังมีนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของชาติ มีแพทย์ อย่างศาสตราจารย์ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผมจำ key word ของหมอธีระวัฒน์ได้เลยในตอนนั้น ที่บอกว่า &amp;quot;หากแบนสารเคมีเหล่านี้ไม่ได้ สังคมไทยก็สิ้นหวังแล้ว&amp;quot; ซึ่งทำให้สังคมตื่นขึ้นมา และเห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองของขั้วการเมืองใดขั้วการเมืองหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกกลุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลังมีมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งแรกที่ไม่แบนสารเคมีทั้ง 3 สาร วันที่ 4 มิถุนายน&amp;nbsp; 2561 เราจึงเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนมติดังกล่าว ซึ่งการที่คนลุกขึ้นมาก็เพราะคนในสังคมไม่สามารถยอมรับได้กับมติของกรรมการวัตถุอันตรายที่ไม่ยอมแบน โดยมาอ้างว่ามันไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคน จึงทำให้คนมารวมตัวกันในวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ซึ่งทุกวันที่&amp;nbsp; 4 มิถุนายนก็คือวันสิ่งแวดล้อมโลก จนเป็นประเด็นใหญ่เพราะความไม่พอใจของประชาชนหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับมติการไม่แบนสารเคมีของกรรมการวัตถุอันตราย จึงทำให้กลุ่มต่างๆ มาร่วมลงชื่อกันจำนวนมากจนเป็น 686 องค์กร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิฑูรย์ เล่าถึงการก่อตัวของเครือข่ายภาคประชาชนดังกล่าวต่อไปว่า การเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการแบนสารเคมีทั้งสามชนิดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ แต่มีการเคลื่อนไหวพร้อมๆ กันในจังหวัดต่างๆ ร่วม 50 กว่าจังหวัดพร้อมกัน ซึ่งประชาชนแต่ละจังหวัดจัดตั้งรวมตัวกันเอง จึงทำให้รายชื่อที่ร่วมสนับสนุนแนวทางการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีมากและหลากหลาย เราจะเห็นได้เลยว่ามีกิจกรรมของประชาชนหลายกลุ่มที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มากมาย และไม่ได้มาจากแค่ส่วนกลางหรือนักวิชาการส่วนเดียว แต่เกิดจากประชาชนในท้องถิ่นที่เขาเจอปัญหา เช่นเขาเข้าไปในสวนหรือพื้นที่เกษตรซึ่งมีการฉีดพ่นสารพิษได้ หรือเขาไปเจอเห็ดขึ้นในสวนยาง โดยเขาเห็นว่ามีการฉีดสารเคมีเหล่านี้ แต่เขาก็คิดว่าแม้เขาจะไม่เก็บไปกิน แต่คนอื่นมาเห็นก็อาจนำไปกิน เขาต้องใช้เท้าขยี้ทิ้งเลย อย่างนี้เป็นต้น และที่สำคัญในหลายจังหวัดชาวบ้านเดินไปในท้องทุ่งแล้วเกิดมีแผลขึ้นมา ออกมาก็กลายเป็นแผลเรื้อรังจนกลายเป็นโรคเนื้อเน่า ซึ่งชาวบ้านก็สรุปกันว่าเกิดจากการใช้สารเคมี แบบนี้เป็นต้น จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมาจากท้องถิ่นด้วย อันนี้คือสิ่งที่เราเห็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เราเห็นจังหวัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เช่นจังหวัดอำนาจเจริญ ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งเป็นเขตปลอดยาฆ่าหญ้า 40-50 ตำบล ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากความเดือดร้อนของชุมชนท้องถิ่นและชาวบ้าน พลังในการเคลื่อนไหว เราจึงเห็นพลังของคนจากทุกระดับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างตอนที่หมอธีระวัฒน์จะถูกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตอนแรกมีข่าวจะตั้งกรรมการสอบ แต่เขาใช้คำใหม่ว่าสืบหาข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่คนในสังคมรับไม่ได้ เพราะอาจารย์ธีระวัฒน์เผยแพร่ความจริง แต่กลับจะมาถูกสอบจากมหาวิทยาลัย ก็ไม่รู้คิดได้อย่างไร แล้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้เองที่เป็นสถาบันการศึกษาที่เผยแพร่ผลงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ ว่า สัตว์น้ำในทะเลเช่น ปู ปลา หอย ที่อยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน แต่กลับจะมีผู้บริหารที่เป็นใครก็ไม่ทราบจะให้มีการตั้งกรรมการสอบสวน แบบนี้คนก็รับไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมเห็นประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจหมอธีระวัฒน์เมื่อ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็พบว่าไม่ได้มาจากประชาชนทั่วไปอย่างเดียว แต่เป็นประชาชนผู้บริโภคที่มีฐานะเข้ามาร่วมด้วยจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเคลื่อนไหวแพร่หลายไปมาก ผมท้าทายเลยว่าถ้ามีการทำโพลสำรวจประชาชนทุกกลุ่ม เรื่องความไม่พอใจต่อการไม่ยอมแบนสารเคมีทั้งสามชนิดดังกล่าว ผมว่าจะเป็นความเห็นจากเสียงส่วนใหญ่น่าจะร่วม 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นด้วยให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีทั้งสามชนิดดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-นับแต่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ จนถึงปัจจุบันแกนนำหรือกลุ่มที่เคลื่อนไหวเจอปัญหา แรงกดดันอะไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แน่นอนตลอดการเคลื่อนไหวเราบอกได้เลยว่า เราเจอกับกระบวนการที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือ รวมถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมาย อย่างเช่นหมอธีระวัฒน์ เป็นต้น หรือการใช้กระบวนการแทรกแซงกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยของนักวิชาการที่มาเคลื่อนไหวเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เช่นกรณีของ รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นักวิชาการที่เปิดเผยผลวิจัยเรื่องการตกค้างของสารเคมี ก็มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติไปเอานักวิชาการที่เป็นผู้แทนของเขา เอาองค์กรเกษตรกรที่เขาจัดตั้งขึ้น บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้วมีการประกาศว่ามหาวิทยาลัยจะต้องนำนักวิชาการคนนี้ออกไปจากสถาบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ส่วน BIOTHAI ก็เจอที่กลุ่มของบริษัทเอกชนทำหนังสือลับถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการให้ไบโอไทยยุติบทบาทในการเผยแพร่ให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้ โดยมีคนในรัฐบาลนำมาให้เราดู เราก็นำไปเผยแพร่ให้ประชาชนเห็น หรือการที่คนพวกนี้ไปกดดันมหาวิทยาลัย ให้ตั้งกรรมการสอบสวนหมอธีระวัฒน์ กล่าวหาว่าให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือกรณีของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช : ThaiPAN ก็ถูกแรงกดดันมีการข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดี หาว่าทำให้หน่วยงานราชการเสียหายจากการเปิดเผยว่ามีสารเคมีพวกนี้ตกค้างอยู่ในผักผลไม้ ซึ่ง ThaiPAN ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะฟ้อง จนในที่สุดก็ไม่เห็นมีการฟ้อง ทั้งที่การวิจัยของเขาทำโดยอย่างมีมาตรฐาน มีความครอบคลุมในการตรวจมากกว่าหน่วยราชการที่ทำอยู่ และได้ข้อมูลมาแบบไหนก็นำเสนอไปแบบนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-เห็นคนใน ThaiPAN&amp;nbsp; ให้สัมภาษณ์สื่อว่าได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดนางมนัญญา ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; รมช.เกษตรฯ ว่าได้รับการติดต่อขอให้ยุติการแบนสารเคมีโดยมีการพูดถึงตัวเลขเก้าหลัก แล้วเคยมีกลุ่มทุนมาล็อบบี้ เจรจาอะไรทางองค์กรภาคประชาสังคมหรือไม่ เพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหวเรื่องนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไบโอไทยและตัวผมเองคงไม่มีใครกล้ามาอะไร ไม่กล้ามาเสนอเพราะรู้ดีว่าจุดยืนเราคืออะไร&amp;nbsp; แต่จะใช้วิธีแบบอื่นมากกว่า คือแบบบีบเพื่อจะไม่ให้พวกเราทำงานต่อไปได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นักวิชาการบริสุทธิ์ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับนโยบายอะไรเลย เขาก็ทำวิจัยของเขาบ้างในเรื่อง เช่น สารตกค้างในทารก คือ ศ.ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปรากฏว่ามีหนังสือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ไปยังผู้บริหาร ขอให้ตอบว่าตรวจอย่างไรถึงได้ผลออกมาแบบนี้ ซึ่งเจตนาก็คือบริษัทเขาต้องการกดดันนักวิทยาศาสตร์ แต่สุดท้ายก็ต้องหน้าม้านกลับไป เพราะนักวิจัยเขาแจ้งตอบกลับไปว่าก็ใช้เทคโนโลยีของบริษัทคุณนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือไบโอไทยไม่ได้รับข้อเสนอแบบนั้น เพราะเราได้พิสูจน์ตัวเองเสมอมาตั้งแต่ต้นว่า การขับเคลื่อนของเราไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง มีการรักษาระยะกับกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองมาโดยตลอด ไม่ได้เชียร์รัฐบาลแล้วก็ไม่ได้ถล่มรัฐบาล แต่เอาความจริงเข้าว่า เรื่องไหนหากทำไม่ถูกต้องเราก็สู้ถึงที่สุด ตรวจสอบและเปิดเผยต่อประชาชน แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่มาจากสายอำนาจเราก็ไม่กลัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิฑูรย์ บอกว่าการเคลื่อนไหวให้แบนสารเคมีทั้งสามชนิดข้างต้น ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนหลายฝ่าย สาเหตุสำคัญเป็นเพราะทางเครือข่ายภาคีมีการให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยหากย้อนไปในอดีตประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูล ประชาชนไม่รู้ว่าอาหารที่เขากินอยู่มีสารพิษตกค้าง แต่ราชการมาบอกว่าจากการตรวจสอบพบว่ามีสารตกค้างไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ บางหน่วยงานตัวเลขอาจออกมาระดับหลักหน่วย แบบนี้เป็นต้น แต่ทันทีที่ ThaiPAN เริ่มกระบวนการเฝ้าระวังเรื่องนี้ พบว่ามันไม่ใช่เพราะพบว่าการตกค้างของสารเคมีในอาหารมันอยู่ในระดับที่เกินครึ่งหนึ่งเลย แต่เมื่อเราเริ่มขับเคลื่อนมาเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นที่น่าพอใจ ประชาชนก็ตื่นขึ้นมาเพราะเขาเข้าถึงความจริงแล้วว่าเราอยู่ในระบบที่ &amp;quot;อาหารไม่ปลอดภัย&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อีกทั้งประชาชนเขาได้ประจักษ์ได้ด้วยตัวเอง ผมว่าไม่มีครอบครัวไหน ไม่มีเพื่อนกลุ่มใดที่ไม่มีคนตายด้วยโรคร้าย และโรคร้ายนั้นทุกคนก็เห็นว่า เรื่องอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคร้าย ซึ่งมันยืนยันได้ด้วย แล้วไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาสังคมเท่านั้น แต่ภาคส่วนอื่นๆ เช่น ภาควิชาการ เช่นนักวิชาการอิสระ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการขับเคลื่อนเรื่องนโยบายอะไรเลย ก็ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่าง รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ อดีตรอง ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ตอนแรกที่อาจารย์มาร่วมประชุมกับ&amp;nbsp; ThaiPAN&amp;nbsp; อาจารย์รักษาระยะมาก มาร่วมสังเกตการณ์ พอปีที่สองอาจารย์จุฑามาศก็มานั่งประชุมทั้งวัน ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย นำนักศึกษามาร่วมฟัง คืออาจารย์เริ่มเห็นว่าสิ่งที่พวกเราทำไม่ได้ทำโดยนักรณรงค์&amp;nbsp; แต่เราขับเคลื่อนจริงเพื่อให้มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย จนท้ายที่สุดอาจารย์จุฑามาศก็เข้าร่วมในฐานะเครือข่ายนักวิชาการ ที่เรียกร้องรัฐบาลเรื่องนี้ มีการทำสมุดปกขาวส่งถึงรัฐบาล โดยมีข้อมูลทางวิชาการที่หนักแน่นมาก การเคลื่อนไหวของเครือข่ายเราจึงหนักแน่นด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงวิชาการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ ตอนที่กรรมการวัตถุอันตรายมีมติครั้งที่สองยืนยันไม่แบนสารเคมีทั้งสามชนิด&amp;nbsp; เกิดขึ้นในช่วงที่ต่างประเทศมีเคสบริษัทยักษ์ใหญ่ คือ มอนซานโต ที่ปัจจุบันเป็นของไบเออร์แพ้คดี มันเป็นสถานการณ์ระดับโลกด้วยกับการที่สารเคมีซึ่งบริษัทต่างๆ โฆษณาว่าปลอดภัยกว่าเกลือแกง แต่องค์กรอนามัยโลกจัดชั้นให้เป็นสารที่น่าจะก่อให้เกิดมะเร็ง แล้วศาลในสหรัฐอเมริกาตัดสินคดีว่าจะเป็นสารที่ทำให้ก่อมะเร็ง จนบริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้มีการฟ้องคดีแบบนี้จำนวนมากในต่างประเทศเกินหมื่นคดีแล้ว จนจะทำให้บริษัทล้มละลายได้ จากการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่าปลอดภัย ผมก็อยากเตือนนักวิชาการบางคนเหมือนกันที่ไม่รักษาจุดยืนทางวิชาการ ไปพูดโดยไม่รับผิดชอบว่าพาราคอวตไม่เป็นอันตราย หากโดนรดก็ล้างน้ำเสีย หรือมาบอกไกลโฟเซตปลอดภัยกว่าเกลือแกง ระวังให้ดีจะไม่มีที่ยืนในสังคม. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;.........................................&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46302</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมดเวลายื้อแบนสารพิษ, แทบลอยด์ไทยโพสต์, แบนสารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190921/image_big_5d862bbb45666.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวากลุ่มทุนผูกขาดสบช่อง ฮุบผลประโยชน์จากกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไบโอไทยพบข้อมูลต่างชาติยื่น 13 คำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชา มี 2 คำขอละทิ้ง เหลือ 11 คำขอ แฉกรมทรัพย์สินฯ ถอนแค่ฉบับเดียว อีก 10 ยังเดินหน้าต่อ แถมกำลังจะได้สิทธิบัตรอีก 2 &amp;nbsp;ขณะที่ ม.รังสิตผวา 3 กลุ่มทุนผูกขาดสวาปาม ด้าน &amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; แจงยิบทุกอย่างเปิดเผย ตรวจสอบได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงกรณีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาประกาศแก้ปัญหาการจดสิทธิบัตรกัญชาว่า การที่นายสนธิรัตน์ออกมาพูดมีการถอนสิทธิบัตรกัญชานั้น &amp;nbsp;จริงๆ แค่เพิกถอน 1 ตัว โดยจากข้อมูลที่ทางเครือข่ายฯ ได้สืบค้นในฐานข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่พอจะหาได้ พบว่าล่าสุดมีต่างชาติมายื่นขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชา 13 คำขอ โดยมี 2 คำขอละทิ้ง จะเหลือ 11 คำขอ ปรากฏว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ถอนสิทธิบัตรกัญชาที่ขัด ม.9 (1) เรื่องสารธรรมชาติในกัญชาจดไม่ได้ ซึ่งมีแค่ 1 คำขอเท่านั้น แต่ที่เหลืออีก 10 คำขอยังเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญตนพบว่ามี 2 คำขอที่กำลังจะได้สิทธิบัตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องลดอาการปวด และเป็นการยื่นขอสิทธิบัตรเรื่องสารในกัญชาที่เรียกว่า THC
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวว่า อยากให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุให้ชัดว่า ที่มาขอจดนั้นไม่เกี่ยวกับสารในกัญชา ซึ่งเป็นสารในธรรมชาติจริงๆ เพราะค่อนข้างไม่มั่นใจ และหากให้สิทธิบัตรแล้วจะกระทบต่อนักวิจัยที่พัฒนาสารสกัดกัญชาเพื่อทางการแพทย์หรือไม่ อีกทั้งที่เรากังวลคือ ที่ยังยื่นคำขออยู่นั้น ไม่ขัดกับ ม.9 (1) และไม่ขัดต่อ ม.9 (4) ที่ไม่ให้อ้างสรรพคุณด้วยหรือไม่ รวมไปถึง ม.5 ของ พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ระบุว่าต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ซึ่งหลายอย่างภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมีการนำมาใช้อยู่แล้ว ตรงนี้กรมทรัพย์สินฯ ต้องชัดเจน อีกทั้งล่าสุดทราบข่าวมาว่าทางคุณสนธิรัตน์ต้องการหารือร่วมกับกลุ่มนั้นก็ยินดี รอแค่มีการติดต่อมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคประชาสังคมต้องเดินหน้าปกป้องสิทธิของคนไทย เพราะกรณีที่เกิดขึ้นชัดเจนว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีความพยายามในการปกป้องสิทธิของคนไทย นักวิจัยไทย ถ้าไม่มีการตรวจสอบหรือพบเรื่องนี้ ก็คงเลยตามเลยหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางเครือข่ายฯ และทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ทำหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้พิจารณาและปกป้องสิทธิคนไทย โดยปฏิรูปกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิบัตรกัญชาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องสิทธิบัตรอื่นๆ รวมทั้งจะเสนอให้นายกฯ พิจารณาแก้ไขตัวร่างกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ที่กำลังผลักดันอยู่ ว่า เปิดโอกาสให้เอกชนคนไทยได้มีสิทธิวิจัยพัฒนาและผลิตเพื่อประโยชน์ของคนไทยได้ด้วย ไม่ควรให้มีการผูกขาดโดยรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณี รมว.พาณิชย์มีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรกัญชาว่า การเพิกถอนคำขอสิทธิบัตรกัญชาเพียง 1 คำขอ ยังไม่เป็นที่วางใจ เพราะยังเหลืออีก 8 คำขอ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ซึ่ง รมว.พาณิชย์ก็อ้างว่า 8 คำขอนี้เป็นการใช้สารสกัดจากกัญชาที่ไปปนกับยาอื่น แต่เมื่อไม่มีการเปิดเผย ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าจริงหรือไม่ หรือหากจริง ก็ต้องมาดูว่าเป็นการจดในการรักษาโรคอะไร วิธีการใช้ซ้ำกับสิ่งที่ไม่ควรจดสิทธิบัตรหรือไม่ ตรงนี้ยังเป็นความลับ ไม่มีใครทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าทางที่ดีควรจะเพิกถอนคำขอออกไปทั้งหมด เพราะที่ผ่านมากัญชายังเป็นยาเสพติด คนไทยยังไม่มีการทดลองใช้สาร THC และ CBD ในมนุษย์เลย เมื่อมีความเหลื่อมล้ำของงานวิชาการ ควรจะต้องยกเลิกคำขอทั้งหมด จะปล่อยให้ต่างชาติจดสิทธิบัตรโดยที่คนไทยยังไม่เคยวิจัยได้อย่างไร และประเทศไทยระบุว่า ในการใช้กัญชาทางการแพทย์มีข้อบ่งชี้เพียง 4 กลุ่มโรค โดยอ้างจากงานวิจัยของเมืองนอกว่าทำได้เท่านี้ ถือว่าเป็นกลุ่มโรคที่แคบมาก แต่กลับปล่อยให้ต่างชาติยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชาเรื่องมะเร็ง แต่คนไทยต้องรออย่างน้อย 5 ปี จากงานวิจัยของภาครัฐ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร จึงมองว่าต้องเซตซีโรยกเลิกคำขอไปทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปานเทพกล่าวว่า นอกจากต่างชาติเดินหน้าจดสิทธิบัตรแล้ว ยังมีอีก 2 เรื่องที่น่ากังวลและต้องติดตาม คือ 1.การแก้ไขกฎหมายยาเสพติดที่แก้โดยให้ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และ 2.ยังไม่ระบุให้แพทย์แผนไทยได้ใช้ ซึ่งต้องมาดูว่าจะแก้กฎหมายออกมาในลักษณะใด เพราะหากแก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ราชการ ถามว่าแพทย์แผนไทยจะไปปรุงยาตามคลินิกของแพทย์แผนไทยได้อย่างไร เพราะบางกรณีต้องปรุงสด ปรุงกับน้ำกระสาย หรือต้องเพาะปลูกและทำเดี๋ยวนั้น เพราะมีเวลา มีฤดูกาล มีสูตรที่กำหนดไว้ บางครั้งต้องใช้เป็นช่อ ใบ หรือดอก แต่ถ้ากฎหมายปลดล็อกให้แพทย์แผนไทยได้ จะไม่มีใครผูกขาดสัมปทานกัญชาได้เลย ซึ่งการแก้กฎหมายฉบับ สนช.นี้ ต้องดูว่าจะชิงธงให้ประโยชน์แพทย์แผนไทยอย่างเต็มที่ หรือทำลายแพทย์แผนไทยเพื่อหวังผูกขาด โดยเฉพาะต้องแก้ไขสองคำนี้คือ เพื่อประโยชน์ทางราชการ เป็นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือไม่ และให้เอกชนทำได้แค่วิจัยและพัฒนา จะรวมถึงการครอบครองและจำหน่ายด้วยหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าทำไม่ได้ก็แปลว่าธงนี้ยังเป็นเพื่อประโยชน์ของคน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือต่างชาติที่ทำการจดสิทธิบัตรไว้ล่วงหน้า, กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่กำลังรอให้ผูกขาดโดยภาครัฐ หวังเข้าสัมปทานเหมือนสุราแล้วผูกขาด และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มทุนพลังงานกลุ่มหนึ่งอ้างว่าอยากจะลงทุนเรื่องยารักษาโรคมะเร็ง และมีความปรารถนาอยากร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ แต่ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มทุนนี้คาดหวังเรื่องกัญชาด้วยหรือไม่ ดังนั้น หากให้ผูกขาดโดยราชการ ก็มีโอกาสปล่อยต่ออีกทอดกับ 3 กลุ่มนี้วิ่งเต้นผูกขาดต่อ ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปานเทพกล่าวว่า แพทย์แผนไทยจะต้องได้ใช้กัญชา และไม่ต้องวิจัยแล้ว เพราะวิจัยมาหลายร้อยปีแล้ว และมีการทดลองในมนุษย์จริงมานาน ซึ่งเจตนาขององค์การอนามัยโลกคือ แพทย์แผนโบราณแต่เดิมไม่ต้องวิจัยก็ใช้ได้ ยกเว้นกรณีความเป็นพิษหรือไม่สะอาดแค่นั้น พ้นจากนี้ต้องใช้ได้ ถ้าอ้างวิจัย 5 ปี ที่ทำทีละนิด 4 ตำรับ แต่แพทย์แผนไทยมีกว่า 2,000 ตำรับ การจะทำแบบนี้คือกีดกันไม่ให้แพทย์แผนไทยใช้หรือไม่ ซึ่งหากปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์แบบนี้ เท่ากับขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 55 ซึ่งบอกว่าต้องสนับสนุนส่งเสริมแพทย์แผนไทยสูงสุดหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีภาคประชาสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมรับจดสิทธิบัตร 2 คำขอ ได้แก่ คำขอเลขที่ 0601002456 และคำขอเลขที่ 0501005232 ว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน &amp;nbsp;เพราะ 2 คำขอดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งปฏิเสธการจดสิทธิบัตรแล้ว แต่เนื่องจากในกระบวนการจดทะเบียนสิทธิบัตร เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบขั้นการประดิษฐ์อย่างละเอียดแล้ว จะต้องแจ้งผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบ และหากผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วย ก็จะชี้แจงเหตุผล ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่ชี้แจง กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะยกเลิกคำขอตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในการตรวจสอบคำขอจดสิทธิบัตร ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นคำขอที่มีสารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนประกอบ หรือคำขอจดสิทธิบัตรอื่นๆ โดยที่ผ่านมา มีการพูดถึงคำขอจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชา 11 คำขอ ซึ่งเป็นไปตามข่าว แต่เมื่อมีข้อสงสัย จึงได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปตรวจสอบข้อมูลคำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับตำรับยา โดยมีสารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมว่ามีจำนวนเท่าใด ซึ่งได้รับรายงานว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 31 คำขอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คำขอสิทธิบัตรที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะประกาศโฆษณาเพื่อเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์แก่สาธารณะ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปตรวจค้นในระบบได้ด้วยตนเองทางเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหากต้องการคัดสำเนาคำขอ ก็สามารถมาขอดำเนินการได้ที่กรม การดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวเป็นที่เปิดเผย ไม่มีการปกปิด และสามารถตรวจสอบได้&amp;rdquo; นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล นายอัครเดช ฉากจินดา ที่ปรึกษายุทธศาสตร์การรณรงค์ขับเคลื่อนกัญชาเสรีประเทศไทย พร้อมภาคีเครือข่ายกลุ่มผู้นิยมพืชกัญชา ราว 30 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้รัฐบาลให้ปลูกเสรีกัญชาเพื่อทางการแพทย์บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงคัดค้านการให้สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับพืชกัญชาแก่บริษัทต่างชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัครเดช ฉากจินดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf41af862aec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี !&quot;เจียไต๋&quot;ประกาศยกเลิกนำเข้า-ขาย สารเคมีอันตราย3ชนิดภายในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย.61--วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เผยข่าวดี &amp;quot;เจียไต๋&amp;quot; ประกาศยกเลิกนำเข้าสารเคมี 3ชนิด&amp;quot;พาราควอต ไกรโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส&amp;quot; ในปีนี้ ย้ำควรยุติบทบาทค้าน พ.ร.บ.เกษตรยั่งยืนด้วย ด้านนักวิชาการ ไม่วางใจ ต้องดูท่าทีก่อนว่าการนำเข้าจะลดลง หรือมีบริษัทพันธมิตร รวมทั้งบริษัทอื่นเกิดขึ้นมานำเข้าแทนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิชีววิถีหรือไบโอไทย &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีเจียไต๋ ประกาศยกเลิกนำเข้าและจำหน่ายสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกรโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสภายในปี 2561 ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะที่ผ่านมาสารเคมีเหล่านี้ได้สร้างการเจ็บป่วยให้แก่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ ภาคประชาสังคม นักวิชาการทุกกลุ่มที่ได้มีการเคลื่อนไหว เผยแพร่ข้อมูลอันตรายต่างๆเพื่อกดดันจนทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นนี้ ซึ่งเชื่อว่าการเริ่มต้นของเจียไต๋จะทำให้บริษัทค้าสารค้ามียักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆจำเป็นต้องแสดงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.ไบโอไทย กล่าวอีกว่าการที่เจียไต๋ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในการนำเข้าสารเคมีเหล่านี้ได้สมัครใจในการยกเลิกการนำเข้าก่อนที่จะมีการมติตัดสินให้ยกเลิกจากรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าภาคประชาชนได้เดินมาถูกทางแล้ว และรัฐบาล จะต้องคุ้มครองประชาชนโดยการทบทวนที่ปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อมานาน รวมถึงคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ &amp;nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ใกล้ครบเวลาตามกรอบการพิจารณาที่มีการขอยืดออกไป 60 วันแล้ว มีความกล้าที่จะยกเลิกให้มากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ภาคประชาชนอยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติให้มีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต่อ โดยการจำกัดการใช้ เมื่อปลายเดือน พ.ค.ซึ่งคิดว่าช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการเคลื่อนไหวตามแผนที่เคยวางไว้ และกระตุ้นรัฐบาลให้ทบทวนมติแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทเจียไต๋ยังได้พูดถึงประเด็น มีนโยบายการดําเนินธุรกิจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตและสร้างความยั่งยืนเคียงคู่ไปกับทุกภาคส่วนของสังคม แต่กลับอยู่ในกลุ่มที่ได้คัดค้านและต้องการให้ยุติ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนฉบับ ที่ผ่านมติ เห็นชอบจากค.ร.ม.ไปแล้วนั้นด้วย เพื่อแสดงความจริงใจขอให้ยุติบทบาทในการคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แหล่งข่าวจากนักวิชาการที่ทำงานต่อสู้เรื่องสารเคมีได้ให้ข้อสังเกตว่าเป็นสิ่งที่ยังวางใจไม่ได้ว่ามูลค่าการนำเข้าจะลดลง หลังจากที่เจียไต๋ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ยอมยกเลิกการนำเข้าเช่นนี้ ต้องดูท่าทีว่ามูลค่าการนำเข้าในประเทศจะเพิ่มขึ้น ลดลง หรือเท่าเดิมหรือไม่ อย่างไร และหลังจากนี้จะมีบริษัทอื่นทยอยยกเลิกไปด้วย หรือจะมีบริษัทพันธมิตรนำเข้าแทน หรือว่ามีบริษัทนำเข้าสารเคมีใหม่ๆเกิดขึ้นมาแทนที่หรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดในทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22108</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, เจียไต๋ยกเลิกนำเข้าสารเคมี3ชนิด, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0d2bccac42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พณ.แย้มมีข่าวดี สัปดาห์หน้าสรุป สิทธิบัตรกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo; ลั่นไม่ปล่อยเรื่องจดสิทธิบัตร &amp;nbsp;&amp;ldquo;สารสกัดจากกัญชา&amp;rdquo; ให้คลุมเครือ เผยได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการรับคำขออย่างละเอียด เหตุเป็นเรื่องเก่าที่ค้างมา 8 ปีแล้ว ขีดเส้นได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้า แย้มมีข่าวดีแน่ ย้ำกฎหมายจะอนุญาตให้ทำเฉพาะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ของคนไทยโดยคนไทย ขอเวลาวิจัย 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการรับคำขอจดสิทธิบัตร &amp;ldquo;สารสกัดจากกัญชา&amp;rdquo; ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นการยื่นคำขอมาตั้งแต่ปี 2553 หรือประมาณ 8 ปีที่แล้ว และได้ขอให้ฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูเชิงลึกถึงวิธีการพิจารณาคำขอตามที่มีผู้ให้ข้อคิดเห็นเข้ามา และดูต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยใช้ขั้นตอนตามกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้กำหนดให้สรุปผลภายในสัปดาห์หน้า &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนสนใจ ผมไม่ได้ปล่อย ผมทำมาตั้งแต่เกิดเรื่อง ตั้งแต่เป็นข่าว และได้ตรวจสอบเป็นการภายในมา 2-3 วันแล้ว เพราะถือเป็นความรับผิดชอบในการบริหาร ทำมาโดยตลอด ตอนนี้พอจะเห็นแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ก็อยากให้ชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมาย จึงได้ตั้งคณะกรรมการ และให้ฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูอีกครั้ง ซึ่งผมขีดเส้นให้ได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า บอกได้ว่ามีข่าวดีแน่ แต่เร็วไปที่จะตอบว่าจะยกเลิกคำขอได้เลยหรือไม่ ผมขอให้ชัดเจนก่อน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ในกรณีของเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นผู้รับคำขอสิทธิบัตร หากพบว่ามีความบกพร่องหรือมีความผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ก็ต้องพิจารณาถึงสาเหตุและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมถึงประเด็นทางกฎหมายประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับสารสกัดจากกัญชาดังกล่าว ต้องแยกระหว่างคำขอจดสิทธิบัตรกัญชาที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ และคำขอจดสิทธิบัตรที่ใช้สารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารสกัดจากกัญชา ยังไงก็จดไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นคำขอที่ใช้สารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนประกอบ และเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ สามารถยื่นจดได้ และแม้จะได้สิทธิบัตรคุ้มครอง แต่ก็นำมาใช้ในไทยไม่ได้ เพราะกฎหมายไทยยังไม่ปลดล็อกให้ใช้กัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.พาณิชย์เผยว่า การรับจดสิทธิบัตรกรณีใช้สารสกัดจากกัญชามาเป็นส่วนประกอบและก่อให้เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ สามารถทำได้ เพราะเป็นหลักสากล ใครเข้ามายื่นจดก็ต้องรับคำขอไว้พิจารณา และหากได้รับการจดสิทธิบัตร ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเอาสารสกัดจากกัญชาไปใช่ไม่ได้ นักวิจัยไทย สามารถนำไปใช้วิจัย นำไปคิดค้นได้ และหากได้สูตรใหม่หรือได้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ก็นำมายื่นจดสิทธิบัตรได้ แต่ไม่ใช่ไปเอาสูตรเดิมที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วมายื่นจด แบบนี้ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีการปลดล็อกกัญชาว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ที่จะออกมา โดยเปลี่ยนฐานะกัญชาจากยาเสพติดประเภทที่ 5 มาเป็นประเภท 2 ต้องเรียกว่าเป็นการคลายล็อกกัญชาเพื่อให้วิจัยและผลิตเป็นยารักษาโรคได้ เพราะกัญชายังอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ 5 เนื่องจากไทยได้ลงนามความร่วมมือกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก อย่างอาเซียนก็ยังอยู่ในพันธะ กัญชาเป็นยาเสพติด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การอนุญาตปลดล็อกเพื่อให้อิสระเลยยังทำไม่ได้ กฎหมายจะอนุญาตให้ทำเฉพาะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ของคนไทยโดยคนไทย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอเวลา 5 ปี ในการวิจัยพัฒนากัญชาทางการแพทย์โดยต้องกระทำโดยหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนที่ร่วมกับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวเราจะสามารถพัฒนาสายพันธุ์ สารสกัดออกมาเป็นยาได้ และหากต่างชาติจะเข้ามา เราก็จะสามารถผลิตได้ในคุณภาพที่เท่ากัน และมีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ป่วย และเศรษฐกิจของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามกรณีมีการเรียกร้องให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.) ฟ้องร้องกรมทรัพย์สินทางปัญญา นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ถ้าเราไปฟ้องร้องกันเองก่อน คงไม่ใช่ทางออก คงต้องไปคุยกันเพื่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนไทยโดยแท้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า การกำหนดระยะเวลา 5 ปีให้พัฒนาและผลิต แสดงว่าต่างชาติไม่สามารถนำเข้าได้เลยหรือไม่ รมว.สาธารณสุขตอบว่า คนละเรื่องกัน เพราะหากต่างชาติพัฒนาและผลิตจนเสร็จและมาขอขึ้นทะเบียนในไทย เป็นเรื่องสิทธิบัตรต้องไปคุยกัน แต่จะนำมาใช้เป็นยาก็ต้องมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยอีก ก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่าขึ้นอย่างไรและจะใช้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีนักวิจัยต่างๆ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยรังสิตจะพัฒนาต่อได้หรือไม่ ในเมื่อขณะนี้ไม่ชัดเจนเรื่องสิทธิบัตร นพ.ปิยะสกลแจงว่า หากจะวิจัยไม่มีข้อห้าม สามารถวิจัยไปได้ เพียงแต่จะมาใช้ในคน ก็ต้องรอร่าง พ.ร.บ.นี้ก่อน เมื่อออกมาก็จะใช้ได้ ส่วนมหาวิทยาลัยรังสิต ถือเป็นเอกชน ก็มาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐก็สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งผลงานวิจัยก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับประเทศต่างๆ เราปรับได้ อย่างสูตรต่างๆ ก็ปรับได้ แต่ต้องก่อให้เกิดประโยชน์ในการรักษาโรค ตนคิดว่ามีการเปิดกว้างพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าไม่แน่ใจว่าจะแล้วเสร็จทันในสมัยนี้หรือไม่ เท่าที่ทราบยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไร แต่เมื่อมีการเรียกร้องอยากจะใช้น้ำมันกัญชามาใช้ในทางการแพทย์เดิม โยนไปให้รอประมวลกฎหมายยาเสพติด แต่เนื่องจากใช้ระยะเวลายาวนานเกรงจะไม่ทันการณ์ หรืออาจจะเสร็จไม่ทันในสภาชุดนี้ จึงได้ตัดเอาเฉพาะบางส่วนในกฎหมายยาเสพติด เป็นเฉพาะเรื่องของกัญชาเพียงอย่างเดียว และเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายยาเสพติดเพียงบางมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาถือเป็นร่างกฎหมาย ส.ส. และมีการส่งมาขอความเห็นจากรัฐบาล รัฐบาลจึงรับร่างดังกล่าวมาเข้าที่ประชุม ครม.ไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ 13 พ.ย. โดยให้ความเห็นชอบและเห็นว่าควรให้นำกลับเข้าสู่สภาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปกติเมื่อ ครม.รับร่างกฎหมายจากสภามา จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่ครั้งนี้ ครม.รับมาและใช้เวลาเพียง 7 วัน ก่อนจะให้ความเห็นกลับไป โดยมีการตั้งข้อสังเกต ซึ่งตามคิวแล้วตั้งใจจะนำร่างกฎหมายฉบับนี้เข้า ซึ่งถือเป็นกฎหมาย ส.ส. แต่อาจจะไม่ทัน เนื่องจากมีกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับเข้าคิว และเมื่อกฎหมาย 2 ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาเสร็จสิ้น ซึ่งเชื่อว่าจะเสร็จภายในวันถึงสองวันนี้ และคาดว่าในวันพุธหน้าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การจดสิทธิบัตรนั้นไม่ต้องเป็นห่วงยังไม่พิจารณา ก็คงยังไม่ให้จดสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวน่าจะออกมาเป็นบทเฉพาะกาลระยะ 5 ปี เพื่อใช้ในการศึกษาและรักษาโรค ซึ่งขณะนี้ยังไม่จดสิทธิบัตรเลยจะผิดกฎหมายได้อย่างไร ทั้งนี้ รัฐบาลมองในระยะยาวว่าควรจะมีการผ่อนปรน เพื่อใช้ในการรักษาโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวถึงกรณีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ไม่ยื่นฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปมรับยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชา โดยจะขอหารือก่อน ว่า เป็นไปตามที่คาดไว้ว่าหน่วยงานรัฐไม่ฟ้องกันเอง ทั้งนี้ แม้ราชการไม่ฟ้อง แต่ยังมีนิติบุคคลอื่นที่กระทำได้ โดยมูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์ จะมีการหารือกันในการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ซึ่งส่วนตัวจะเสนอให้ประกาศขึ้นเว็บไซต์เตรียมฟ้องทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะหาแนวร่วมในการยื่นฟ้องร้อง ซึ่งต้องเป็นผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากที่กรมทรัพย์สินฯ รับยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชา ทั้งที่ผิดมาตรา 9 พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 เรื่องห้ามขอสิทธิบัตรที่เป็นสารในธรรมชาติ และเรื่องสรรพคุณรักษา โดยอาจจะเป็นเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งผู้ประกอบการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะประสานไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรังสิตด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากถามกรมทรัพย์สินฯ และ รมว.พาณิชย์ว่า คิดจะปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ให้อัพเดตเหมือนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 หรือไม่ หรืออยู่นิ่งๆ ปล่อยให้ข่าวซาไปไม่ต้องเดือดร้อน ให้ความเดือดร้อนไปอยู่ที่นักวิจัยไทย เพราะวิจัยไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อผลิตออกมาจะไปซ้ำกับต่างชาติที่มายื่นหรือไม่ รอเวลาให้เขาฟ้องย้อนหลังเอา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์กล่าวว่า พูดหลายต่อหลายครั้งว่าเรื่องนี้จะรอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดการปัญหาคงไม่ได้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ควรออกมาทำอะไรได้แล้ว ประเด็นสิทธิบัตร ไม่ใช่แค่เรื่องกัญชา แต่ควรปฏิรูปกรมทรัพย์สินฯ ใหม่ทั้งหมด แต่เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องอย่างไรก็ดูเหมือนรัฐบาลเงียบหาย ไม่มีผลตอบรับใดๆ เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในวันที่ 16 พ.ย. เวลา 11.00 น. นายกสภาการแพทย์แผนไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย จะเข้าหารือร่วมกับ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เกี่ยวกับสิทธิบัตรกัญชาว่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างไร ที่สำนักงานอธิการบดี ดังนั้น ขอหารือเรื่องนี้ก่อน จึงจะให้ข้อมูลต่างๆ ได้ ซึ่งการหารือครั้งนี้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ม.รังสิตเข้าร่วมด้วย เช่น คณะเภสัชศาสตร์ ซึ่งเป็นทีมวิจัยน้ำมันกัญชาของมหาวิทยาลัย และคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22072</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, วิษณุ เครืองาม, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed89ce8e64d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไบโอไทย&quot;ติงกรมทรัพย์สินฯต้องคิดให้ดี ถ้าให้สิทธิบัตรต่างชาติกระเทือน ทั้งวิจัย ใช้&quot;กัญชา&quot;เป็นยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13พ.ย.61-ไบโอไทย ร่วม เอฟทีเอ วอช ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.)&amp;nbsp; จะประชุมหารือเรื่องสิทธิบัตรกัญชา พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น.ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า จากคำแถลงของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่สามารถยืนยันได้เลยว่า สรุปแล้วการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา รับยื่นคำขอสิทธิบัตรจากต่างชาติ ทั้งๆที่มีการขอสารที่เป็นต้องห้ามตามกฎหมาย คือ ม.9(1) เนื่องจากพบว่า มีสารจากธรรมชาติ ซึ่งไม่ควรรับแต่แรก และเมื่อรับแล้วก็ไม่เพิกถอน กลับเข้าสู่กระบวนการ และมีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรไปแล้ว อย่างน้อย 8 คำขอสิทธิบัตร โดยเฉพาะ&amp;nbsp; คำขอสิทธิบัตร &amp;quot;ไฟโตแคนนาบินอยด์ในการรักษามะเร็ง&amp;quot; ของบริษัทแห่งหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศสมาชิกมีข้อตกลงด้านสิทธิบัตร ทั้งนี้ ได้มีการประกาศโฆษณาเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2557 นั้น ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการขอรับสิทธิบัตร &amp;quot;สารสกัดต้นแคนนาบิส (cannabis plant extract)&amp;quot; ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืช อันเป็นข้อห้ามตามมาตรา 9(1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ประเด็นคือ คำขอตัวนี้ ระบุว่า ต้องยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในวันที่ 9 ต.ค. 2562&amp;nbsp; และยังระบุกรณีเมื่อสิทธิบัตรได้แล้ว&amp;nbsp; จะหมดอายุวันที่ 29 มิถุนายน 2573 แสดงว่าระหว่างนี้ อภ.ก็ไม่สามารถผลิตสารสกัดจากกัญชาได้เลย รวมทั้งนักวิจัยอื่นๆก็ทำอะไรไม่ได้&amp;nbsp; ซึ่งจริงๆผิดตั้งแต่ต้น เพราะเป็นสารสกัดจากพืช&amp;nbsp; ซึ่งใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร มาตรา 28(1)เขียนอย่างชัดเจนว่า &amp;quot;ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไม่ถูกต้องตามมาตรา 17 หรือการประดิษฐ์นั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 9 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรนั้น และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งคำสั่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้ขอรับสิทธิบัตรหรือโดยวิธีการอื่นที่อธิบดีกำหนดภายใน 15 วันนับแต่วันที่อธิบดีมีคำสั่ง&amp;rdquo; แสดงว่ากฎหมายกำหนดอยู่ แต่อธิบดีกลับไม่ทำ เพราะสาเหตุอะไรนี่คือคำถามที่สังคมสงสัยว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น จากความไม่ชัดเจน และความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเสียประโยชน์ ผู้ป่วยต่างๆเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากสารสกัดจากกัญชา ทางไบโอไทย และเอฟทีเอ วอช รวมทั้งศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.)&amp;nbsp; จะประชุมหารือในเรื่องนี้ พร้อมทั้งจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น.ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยจะเปิดขั้นตอนการรับสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างไร หากไม่มีการปฏิรูป ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลควรเข้ามาดำเนินการและหาทางออกได้แล้ว เพราะนี่เป็นเรื่องของทั้งประเทศ ทีมเศรษฐกิจควรเข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21891</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.), สิทธิบัตรกัญชา, เอฟทีเอวอช, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0d2bccac42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
