<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตบิ๊ก กปปส. ออกโรงหวด &#039;ประยุทธ์&#039; 7 ปีปฏิรูปไม่คืบหน้าในทางปฏิบัติเลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.64 -&amp;nbsp;นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตแกนนำ กปปส. กล่าวในวันในครบ 7 ปี รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 &amp;nbsp;ว่าระยะเวลา 7 ปีจนถึงวันนี้ต้องช่วยกันทบทวน โดยเฉพาะการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของ คสช.วันนั้นการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศว่ามีความรุนแรงในกรุงเทพ และหลายจังหวัด คสช.ต้องเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเพื่อบรรลุกการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และด้านอื่นๆให้ประเทศก้าวไปในทางที่ถูก 7 ปีแล้วคำประกาศนี้ แต่ 7 ปีการเข้าสู่อำนาจ และบรรลุคำสัญญาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทยา กล่าวต่อว่า การปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้งในทุกระดับวันนี้กลายเป็นการเลือกตั้งทีมีความรุนแรงหนักยิ่งๆขึ้น หนักยิ่งกว่ายุคใดๆการเข้าสู่การเมืองกลายเป็นการควบรวมพลพรรคเพื่อเอาชนะเข้ามาร่วมกันเป็นรัฐบาล &amp;nbsp;ไม่เคยคำนึงถึงที่ไปที่มาของบุคคลเหล่านั้น การปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองล้มเหลว การปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคมรุดหน้าหรือไม่ แต่ยอมรับว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความคืบหน้า แต่สิ่งสำคัญคือการปฏิรูปทางวัฒนธรรมทางการเมืองเสียหายหมด รวมไปถึงการทุจริจคอร์รัปชัน ดีใจที่เห็นการยกระดับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ แม้จะช้าไปแต่ก็ดีกว่าไม่ทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตแกนนำ กปปส. กล่าวด้วยว่าหากจะเปลี่ยนม้ากลางศึกในระหว่างวิกฤตการณ์โรคโควิด19 ระบาดอย่างรุนแรงคงยาก เพราะไม่มีใครอยากให้นายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้รู้ในเรื่องโควิด19เป็นอย่างดี เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ไม่เชื่อว่ามีนักการเมืองคนไหนรู้ดีเรื่องนี้ดีกว่านายกรัฐมนตรี ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องมีภารกิจในการนำประเทศพ้นวิกฤตการณ์นี้โดยเร็วที่สุด แต่ต้องไม่ลืมการปฏิรูปประเทศที่ยังไม่เกิดขึ้นแม้สักด้านเดียว ความขัดแย้งยังอยู่ในสังคม มีการศึกษาแต่ไม่คืบหน้าในทางปฏิบัติเลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103799</URL_LINK>
                <HASHTAG>22พฤษภาคม2557, 7ปีรัฐประหาร, กปปส., ยึดอำนาจ, วิทยา แก้วภราดัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec7163a64def.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขก๊อกโชว์สปิริตการเมือง รักษาแบรนด์&#039;ปชป.&#039;สุจริต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สำหรับประชาธิปัตย์ยุคนี้เกิดเรื่องราวขึ้นกับรัฐมนตรีนิพนธ์ ต้องดูว่าพรรคในสมัยจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นแม่ทัพใหญ่ ภายใต้แนวคิด อุดมการณ์ทันสมัย ทำได้ไว ทำได้จริง จะมีปฏิกิริยาอย่างไร จะยอมกลืนเลือด โชว์สปิริตทางการเมือง เพื่อรักษาแบรนด์พรรคแห่งความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทุจริตที่พบมากที่สุดในบ้านนี้เมืองนี้ คือการโกงผ่านการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหลายของภาครัฐ เรื่องทำนองนี้มีให้เห็นทุกรัฐบาล ไม่เลือกหน้าว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีล่าสุด &amp;ldquo;นิพนธ์ บุญญามณี&amp;rdquo; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ มีข่าวคึกโครมเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (2 ต.ค.) ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด &amp;ldquo;นิพนธ์&amp;rdquo; สมัยที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ฐานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณให้แก่บริษัท พลวิศว์ เทคพลัส จำกัด เป็นค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน วงเงิน 50,850,000 บาท ที่ทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2556&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;นิพนธ์&amp;rdquo; ยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องนี้ตนไม่ได้ทำผิด ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นการรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเป็นนายก อบจ. มีการฮั้วประมูล!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทั่งวันที่ 25 ก.ค.57 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การจัดซื้อดังกล่าวมีเจตนาไม่สุจริต เป็นการสมยอมกันในการเสนอราคา จึงทำให้การจัดซื้อครั้งนี้ตกเป็นโมฆะ ซึ่งทาง อบจ.สงขลาก็ได้นำผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานให้ศาลปกครองพิจารณาแล้ว รวมทั้ง อบจ.สงขลาได้นำผลรายงานการสอบสวนให้จังหวัดสงขลา ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 15 และ ป.ป.ช.ทราบเรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ คดีดังกล่าวอยู่ในชั้นศาลปกครองสูงสุดพิจารณา ภายหลังจากเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2560 ศาลปกครองจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาให้ อบจ.สงขลาเป็นฝ่ายผิด และต้องชำระเงินให้แก่บริษัท พลวิศว์ฯ เป็นเงินต้นรวมดอกเบี้ย 7% ต่อปี เป็นเงิน 52 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม &amp;ldquo;นิพนธ์&amp;rdquo; ไม่ใช่คนแรกของพรรคที่เจอเรื่องลักษณะเช่นนี้ เพราะถ้ามองย้อนกลับไปพบว่าอย่างน้อยก็มี 3 คน ประกอบด้วย &amp;ldquo;อภิรักษ์ โกษะโยธิน&amp;rdquo; สมัยดำรงตำแหน่งเป็นพ่อเมืองกรุงเทพมหานคร เจอกับความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง มูลค่า 6,687 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเจ้าตัวก็ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นผู้ว่าราชการ กทม.ทันที ภายหลังจากที่ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 ชี้มูลความผิด แต่ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกฟ้อง เท่ากับ &amp;ldquo;อภิรักษ์&amp;rdquo; บริสุทธิ์และไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตรถดับเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน &amp;ldquo;วิฑูรย์ นามบุตร&amp;rdquo; ก็เช่นกัน เขาตัดสินใจโบกมือบายเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ จากสาเหตุปลากระป๋องเน่าในถุงยังชีพที่แจกจ่ายให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงปลากระป๋องไม่มีคุณภาพในถุงยังชีพ ที่มีนางกานดา วัชราภัย สมัยนั้นเป็นรองปลัดกระทรวง พม. ตรวจสอบ ผลปรากฏว่าไม่มีการใช้เงินงบประมาณหรือเงินของทางราชการในการจัดซื้อปลากระป๋อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในปลายเดือน ธ.ค.2552 กรณี &amp;ldquo;วิทยา แก้วภราดัย&amp;rdquo; กับโครงการ &amp;ldquo;ไทยเข้มแข็ง&amp;rdquo; ทำให้ &amp;ldquo;วิทยา&amp;rdquo; ต้องไขก๊อกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยเป็นการลาออกภายหลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการทุจริต ที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ชี้ว่า นายวิทยา และนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่อเจตนาไม่สุจริตในการอนุมัติโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สังเกตได้ว่าทั้ง 3 คนลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนที่เรื่องจะถึงศาลทั้งหมด และพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในภายหลัง อาจเป็นเพราะสมัยนั้นพรรคประชาธิปัตย์มีหัวหน้าชื่อ &amp;ldquo;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&amp;rdquo; มีคอนเซ็ปต์ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องอยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ &amp;ldquo;ประชาธิปัตย์&amp;rdquo; ยุคนี้เกิดเรื่องราวขึ้นกับ &amp;ldquo;รัฐมนตรีนิพนธ์&amp;rdquo; ต้องดูว่าพรรคในสมัย &amp;ldquo;จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&amp;rdquo; เป็นแม่ทัพใหญ่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;อุดมการณ์ทันสมัย ทำได้ไว ทำได้จริง&amp;rdquo; จะมีปฏิกิริยาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะยอมกลืนเลือด โชว์สปิริตทางการเมือง เพื่อรักษาแบรนด์พรรคแห่งความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79470</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นิพนธ์ บุญญามณี, วิฑูรย์ นามบุตร, วิทยา แก้วภราดัย, อภิรักษ์ โกษะโยธิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f79d205b6056.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด โค้งสุดท้ายการสมัครสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อให้ทัน 90 วันก่อนการเลือกตั้งตามโรดแมปวันที่ 24 ก.พ.62 ฝุ่นตลบกันทุกพรรค ยังมีเหตุการณ์พลิกผันเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีอดีตนักการเมืองย้ายจากพรรคอื่นมาสมัครสมาชิกมากที่สุด เหมือนกับใช้ &amp;quot;พลังดูด&amp;quot; ชนิดซูเปอร์ไดรโว่นับร้อยคนแล้ว จนมั่นใจกันว่า พปชร.จะชนะอันดับหนึ่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เคยคุยโวจะชนะแบบแลนด์สไลด์ แต่เมื่อเลือดไหลออกดั่งเขื่อนแตก ทำเอาเจ้าของพรรค ทักษิณ ชินวัตร ถึงกับบ่นปวดหัว จะด้วยเหตุนี้หรือไม่ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เริ่มมีท่าทีว่าไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองใด รอมาทาบทามสบายกว่าเยอะเลย ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 คน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค แต่หาก บิ๊กตู่ เห็นชอบให้ พปชร.เสนอชื่อ 1 ใน 3 ก็จะถูกกดดันให้ลาออกจากนายกฯ เหมือน 4 รมต. ที่สุดท้ายก็ต้องลาออกหลังการปลดล็อก เพื่อแก้ครหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่หาก พปชร.มีโอกาสจะชนะแล้ว บิ๊กตู่ นั่งนายกฯ ยาวไปๆ จะเป็นประโยชน์ในการรักษาฐานอำนาจให้เครือข่าย คสช.มากกว่า ไม่แปลกที่ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เปิดไต๋ย้ำชัดว่า อยากให้นายกฯ เป็นต่อ จะได้ทำงานที่ทำอยู่ให้เสร็จ หากพรรคการเมืองเห็นว่าสมควรเขาก็เลือกก็เชิญเอง แว่วว่า งานนี้ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ออกแรงเยอะ มีหรือพี่ๆ น้องๆ จะไม่ช่วยกัน ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชัยชนะ ไม่สนใจความถูกต้องชอบธรรมกันแล้ว! ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแกนนำพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย, วัฒนา เมืองสุข, ก่อแก้ว พิกุลทอง, ธิดา โตจิราการ ฯลฯ ที่ดาหน้าออกมาด่าอดีต ส.ส.พท.ที่ย้ายไปซบ พปชร.ว่าทรยศอุดมการณ์ หันไปรับใช้เผด็จการ ที่เหิมเกริมในอำนาจ ใช้ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจเงิน และข้อต่อรองทุกรูปแบบนั้น ควรย้อนดูประวัติศาสตร์พรรคการเมืองต้นสังกัดคือ ไทยรักไทย สมัยทักษิณตั้งพรรคและเรืองอำนาจ ก็ใช้คดีความเป็นเครื่องมือต่อรองนักการเมืองพรรคต่างๆ ให้เข้ามาอยู่ใต้สังกัดเหมือนกัน หลายคนที่มีชนักปักหลังก็ต้องยอมศิโรราบ แล้วก็รอดคดีไป ส่วนใครไม่ยอมก็โดนคดี ศาลสั่งจำคุก เช่น วัฒนา อัศวเหม ที่ยังหลบหนี เป็นต้น วิชามารที่ คสช.ใช้ ก็เอามาจากทักษิณนั่นเอง แบบ เอ็งชั่ว ข้าเลว ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ผู้มีอำนาจใช้คดีต่อรองกันแบบนี้ ก็ต้องชูโยบายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็โดดดูด-เลือดไหลออก ฟังวาทะของ มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้า ปชป. ที่ว่า เสนอตัวเป็นทางหลักและทางออกของประเทศ พปชร.กลายเป็นคู่ขัดแย้งใหม่ทางการเมือง เชื่อว่าจะไม่ใช่พรรคการเมืองใหญ่อย่างที่คาดหวังไว้ ถ้าจะให้เป็นเช่นนั้น ปชป.ก็ต้องชนะอันดับหนึ่งหรืออันดับสอง แต่หันไปนับฐานคะแนนเสียง ปชป.แล้ว ภาคใต้ก็โดนพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เจาะไปไม่น้อย ใน กทม.สมาชิกหลายคนก็หันไปซบ พปชร. ภาคกลาง-ตะวันตกก็ไหลออก เหนือ-อีสานไม่ต้องพูดถึง หาผู้สมัครเด่นๆ ลงสู้ยังยาก แล้ว ปชป.จะได้ ส.ส.เพื่อเป็นพรรคทางหลักได้อย่างไร เลิกผลิตวาทกรรม หันไปผลิตนโยบายเด่นๆ สู้กับพรรคอื่นจะดีกว่ามั้ง ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจาก บิ๊กตู่ ใช้ ม.44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 20/2561 เรื่อง มาตรการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่อง ทำเอาวงการสีกากีอึ้ง! กันใหญ่ อันเนื่องมาจาก พ.ต.อ.พรพันธ์ ทิมขำ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พล.ต.ต.ศรายุทธ พูลธัญญะ รรท.รอง ผบช.ตชด.ร้องทุกข์ประธาน ก.ตร.ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตามมติ ก.ตร.ระดับรอง ผบช.ถึง ผบก.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ง.(4)และ 260 ที่ใช้หลักเกณฑ์ตามประกาศสำนักนายกฯ โดยใช้หลักอาวุโสร้อยละ 33 ส่วนที่เหลือร้อยละ 67 ไม่ได้ใช้หลักอาวุโส ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ รธน.ที่กำหนดไว้หลักเกณฑ์เดียวคือ หลักอาวุโส ขณะที่ นายวิทยา แก้วภราดัย&amp;nbsp; อดีต ส.ส.ปชป.ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเช่นกัน จึงเท่ากับยอมรับว่าคำสั่งแต่งตั้งขัด รธน. มิเช่นนั้นจะใช้ ม.44 มาคุ้มครองคำสั่งตัวเองทำไม การอ้างเพื่อ ความสงบและความมั่นคง ก็ขัดข้อเท็จจริง ทางออกคือผู้ตรวจการแผ่นดินต้องส่งศาล รธน.ตีความ เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ คนเขียนรัฐธรรมนูญต้องมีคำตอบ! ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22942</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, บันทึกหน้า4, พ.ต.อ.พรพันธ์ ทิมขำ, พล.ต.ต.ศรายุทธ พูลธัญญะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ภูมิธรรม เวชยชัย, มีชัย ฤชุพันธุ์, วิทยา แก้วภราดัย, สุเทพ เทือกสุบรรณ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, แซมซาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ชิงเสียงพื้นที่ใต้สุดคึก นิพิฏฐ์ยืดอกตายบ้านเกิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3 แคนดิเดตหัวหน้า ปชป.หาเสียงภาคใต้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาร์ค&amp;quot; อ้อนคนเมืองคอน ลั่นนำพรรคเป็นรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง &amp;quot;หมอวรงค์&amp;quot; ลุยโรงงานปาล์มน้ำมัน โอ่เป็นนายกฯ ราคาดีขึ้นใน 3 เดือน &amp;quot;อลงกรณ์&amp;quot; ชูยุทธศาสตร์ภาคใต้ยุคใหม่ &amp;quot;นิพิฏฐ์&amp;quot; ลั่นถึงแพ้ซ้ำซาก แต่เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เวลา 11.00 น. ที่บ้านพักนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บ้านคลองกุย อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัครเข้ารับการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 1 พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาพบปะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ, นายพิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช &amp;nbsp;และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในภาคใต้หลายคน พร้อมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่เกือบ 5,000 คนมาต้อนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอภิสิทธิ์ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยกับสมาชิกพรรคว่า ต้องการให้ประชาชนเจ้าของพรรคตัวจริงเป็นคนเลือก เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย และมีจุดยืนในแนวทางประชาธิปไตย จึงต้องทำอะไรที่ใหม่ๆ ให้เป็นตัวอย่าง ส่วนหลายพรรคการเมืองกลับมองว่าเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น เพราะฉวยโอกาสในการหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ไปในตัว ยืนยันว่ารูปแบบการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเช่นนี้ ตนและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ พรรคการเมืองใดจะใช้วิธีแบบเดียวกันนี้ก็สามารถทำได้ เราเลือกหัวหน้าพรรคโดยให้ประชาชนเจ้าของพรรคตัวจริงมีส่วนร่วม ไม่ได้แค่ไปพบสอบถามที่ฮ่องกงว่าจะให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนบางพรรคการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติยึดอำนาจที่บอกว่าจะเข้ามาเพื่อปฏิรูปปรับปรุงในหลายๆ ด้าน แต่ผ่านมากว่า 4 ปี แทบไม่มีอะไรจับต้องได้เลยว่ามีอะไรที่ได้รับการปฏิรูปบ้าง บ้านเมืองย่ำแย่ เพราะเขาไม่เข้าใจในรูปแบบการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ยอมรับว่ารัฐบาลนี้ก็พยายามหลายอย่างที่จะทำเพื่อให้ผลดีต่อประชาชน แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่เคยสัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง เพราะไม่มีตัวแทนที่ใกล้ชิดประชาชนเหมือน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของประชาชน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย ส่วนจุดยืนในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศที่จะมีขึ้นในเดือน ก.พ.2562 นั้น เห็นว่ารัฐบาลบริหารประเทศจะต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ไม่ยอมรับรัฐบาลโกงเหมือนที่เคยมีมา ถึงจะเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่เข้ามาโกงเราไม่ยอมรับแน่นอน&amp;quot; นายอภิสิทธิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัครเข้ารับการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 2 พร้อมด้วยนายถาวร เสนเนียม, นายวิทยา แก้วภราดัย &amp;nbsp;ได้เดินทางไปโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ป.พานิชรุ่งเรือง ปาล์มออยล์ ม. 5 ต.ทับปริก อ.เมืองฯ จ.กระบี่ เพื่อพบปะกลุ่มผู้สนับสนุน และรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยมีนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ &amp;nbsp; ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้าน ในพื้นที่ อ.เมืองกระบี่ และใกล้เคียงประมาณ 200 คนให้การต้อนรับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์กล่าวว่า เดินทางมาครั้งนี้เพื่อแนะนำตัว และรับฟังปัญหาด้านต่างๆ เพื่อกำหนดนโยบายหาแนวทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาสินค้าการเกษตร &amp;nbsp;ยางพาราและปาล์มน้ำมันที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ &amp;nbsp; &amp;nbsp;และการที่ตนอาสาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เพราะมั่นใจว่าสามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน และหากได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะเร่งแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัญหาสินค้าการเกษตรตกต่ำ &amp;nbsp;เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน จะต้องดีขึ้นภายในระยะเวลา 3 เดือน และยินดีต้อนรับทุกพรรคผู้ที่จะมาร่วมรัฐบาล แต่จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ คือ ต้องไม่โกง ต้องเคารพกฎหมาย ไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ และข้อสำคัญมีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากจะเปรียบเทียบผมกับอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น &amp;nbsp; ผมไม่เป็นรองแน่นอน ที่สำคัญมีความสดกว่า มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ และที่สำคัญผมจงรักภักดี&amp;rdquo; นพ.วรงค์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเอเชี่ยน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา &amp;nbsp; นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครเข้ารับการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 3 &amp;nbsp;ได้แถลงจุดยืนทางการเมือง โดยมีประชาชนชาวหาดใหญ่กว่า 100 คนให้การต้อนรับว่า หากสมาชิกพรรคสนับสนุนตนเป็นหัวหน้า จะนำประชาธิปัตย์สู่ชัยชนะที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการยกระดับอัพเกรดภาคใต้สู่ยุคใหม่ จะเป็นการสานงานต่อ ก่องานใหม่จากหัวหน้าพรรค, ส.ส.พรรค สาขาพรรค และสมาชิกพรรค ที่ร่วมกับทุกภาคส่วนพัฒนาภาคใต้ก้าวหน้ามาถึงวันนี้ ไม่ว่ายามเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมี 5 เป้าหมาย 6 นโยบาย ดังนี้ 5 เป้าหมายภาคใต้ยุคใหม่ คือ 1.ศูนย์กลางเส้นทางการค้าของโลก 2.Gateway อาเซียนใต้และแปซิฟิกใต้ 3.เขตพิเศษฐานเศรษฐกิจใหม่ยาง/น้ำมันปาล์ม/ผลไม้/ประมง 4.ฮับท่องเที่ยวและไซเบอร์ของอาเซียน และ 5.ยกระดับรายได้ประชาชนคนใต้ เท่าตัวภายในไม่เกิน 6 ปี (10,000 เหรียญ per capita)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 6 นโยบายขับเคลื่อน คือ 1.ยุทธศาสตร์คลองไทยคลองโลก โครงการแห่งอนาคต International Trade Lane และ SEZ (Global Southern Economic Corridor : GSEC : จีเซค) 2.นโยบาย 100 ท่าเรือ 2 ทะเล 2 อ่าว (อ่าวไทย-อ่าวเบงกอล) 3.นโยบายโลจิสติกส์การบินและไซเบอร์ ฮับ ศูนย์กลางการบิน/ไซเบอร์ ใต้บน-ใต้กลาง-ใต้ล่าง เชื่อมไทย-เชื่อมโลก 4.นโยบายทางด่วนพิเศษ South Spider ทางรางทางบก 5.นโยบายลิมอดาซา 555 ร่วมมือ 5 จังหวัด 5 รัฐ 5 สาขา เปลี่ยนบังเกอร์เป็นเคาน์เตอร์ และ 6.นโยบายเขตพิเศษฐานเศรษฐกิจใหม่เกษตรอุตสาหกรรมยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ประมง ท่องเที่ยว ด้วยการบริหารแนวใหม่และองค์กรบริหารรูปแบบใหม่ทันสมัยโปร่งใสศักยภาพสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;แพ้ซ้ำซาก&amp;rdquo; ว่า มีหลายคนท้อแท้ อับอาย ว่าประชาธิปัตย์มีจุดอ่อนที่แพ้ซ้ำซาก บางคนถึงกับคิดจะตีจากไปอยู่กับผู้ชนะ ตนไม่มีความเห็นเรื่องการตีจาก แต่ขอให้พิจารณาความพ่ายแพ้ของพรรค กับการรักษาอุดมการณ์ของพรรค ว่า หากเรายังรักษาอุดมการณ์ทั้ง 10 ข้อในการก่อตั้งพรรคไว้ได้ แม้เราจะพ่ายแพ้ ก็ถือว่าเรายังไม่ทรยศต่ออุดมการณ์ หากเราชนะแต่ละทิ้งอุดมการณ์เราก็หาได้ชื่อว่าประชาธิปัตย์ไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากเปรียบประเทศนี้เป็นรถยนต์ มีผู้โดยสารเต็มรถ &amp;nbsp;ผู้ชนะได้เป็นรัฐบาลก็เหมือนกับคนขับรถที่ถือพวงมาลัยและเหยียบคันเร่งนำรถไปข้างหน้า เราผู้พ่ายแพ้ก็เหมือนเป็นเบรกรถ คอยแตะในจังหวะที่คอยชะลอหรือหยุดรถในจังหวะที่ควรหยุด 10 ปีที่ผ่านมาคนขับรถคันนี้ขับอย่างเมามัน ใช้ทรัพยากรอย่างสุรุ่ยสุร่าย เห็นได้ว่ารถคันนี้กำลังจะนำผู้โดยสารไปตกเหวเราก็แตะเบรก และหยุดรถ ไม่ให้ผู้โดยสารได้รับอันตราย เราก็ภูมิใจในการทำหน้าที่เพื่อให้ประเทศนี้ปลอดภัย ผมจึงไม่อับอาย ไม่เย้ยหยันพรรคในความพ่ายแพ้ที่ผ่านมา แต่คิดว่าจะใช้เป็นพลัง เป็นบทเรียน เพื่อปรับปรุงให้พรรคกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง คนของเราไม่ติดคุกด้วยการทุจริต คนของเราไม่ถูกริบทรัพย์เป็นของแผ่นดิน คนของเรายังหายใจสบายในแผ่นดินแม่ไม่ต้องลี้ภัยไปตายต่างประเทศ เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน นั่นคือจุดแข็งของเราประชาธิปัตย์มิใช่หรือ&amp;quot; นายนิพิฏฐ์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20403</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินวรณ์ บุญยเกียรติ, ถาวร เสนเนียม, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พรรคประชาธิปัตย์, วิทยา แก้วภราดัย, สมศักดิ์ กิตติธรกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcc8e5102dd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอกำนันอย่าจองเวรตร. &#039;พุทธะอิสระ&#039;สบายใจขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พุทธะอิสระ&amp;rdquo; ตอกย้ำให้กำลังใจ &amp;ldquo;ลงุตู่-คสช.&amp;rdquo; ปฏิรูปวงการสงฆ์เต็มที่ สั่งทีมกฎหมายไม่ต้องยื่นประกันหรือเร่งสู้คดี แม้ร่างกายต้องทำกายภาพและใช้ผ้าพันพยุงหลัง &amp;ldquo;วิทยา&amp;rdquo; ชี้ข้อหาอั้งยี่ฯ เป็นการฟ้องซ้ำ
เมื่อวันพุธ ตั้งแต่ช่วงเช้า ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีความคึกคักเมื่อนักการเมือง อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และลูกศิษย์นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม อาทิ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายอิสสระ สมชัย, น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, ชัย ราชวัตร, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายชุมพล จุลใส หรือลูกหมี เดินทางมาเข้าเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาทิตย์กล่าวภายหลังการเข้าเยี่ยมว่า พระพุทธะอิสระได้ฝากถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และฝ่ายกฎหมาย ซึ่งต้องการใช้สิทธิทางกฎหมายและทางปกครองดำเนินการกับตำรวจชุดจับกุม ซึ่งมองว่าปฏิบัติการเกินกว่าเหตุ โดยย้ำว่าขอสละสิทธิ์การต่อสู้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง และไม่ขอใช้สิทธิ์ประกันตัว โดยจะขอให้การต่อสู้ครั้งนี้เป็นเหมือนสงครามสุดท้าย เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปฏิรูปวงการศาสนา และดำเนินการกับพระสงฆ์ที่กระทำความผิด อย่าได้ตำหนิรัฐบาลและ คสช. โดยยังคงสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุกด้านต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ได้สอบถามถึงปัญหาสุขภาพ โดยสังเกตจากสีหน้า พบว่าพระพุทธะอิสระมีหน้าตาแจ่มใส แต่เชื่อว่ายังคงมีปัญหาป่วยจากอาการเรื้อรังอยู่ แต่มีกำลังใจที่เข้มแข็ง&amp;rdquo; นายสาทิตย์กล่าว
นายวิทยากล่าวว่า จากการพูดคุย ทราบว่าคืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ จึงนอนตะแคง ทำให้เกิดการกดทับอักเสบ เจ้าหน้าที่ได้ส่งไปตรวจอาการที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์พร้อมทำกายภาพบำบัด จากนั้นในคืนต่อมาท่านเปลี่ยนท่าเป็นนอนคว่ำ ทำให้มีอาการป่วยดีขึ้น และขณะนี้ท่านมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพภายในเรือนจำได้ ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรนั้น คิดว่าเป็นการฟ้องซ้ำ เนื่องจากพระพุทธะอิสระและอดีตแกนนำ กปปส.ทุกคนโดนแจ้งข้อหาดังกล่าวร่วมกันทั้งหมด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวว่า พระพุทธะอิสระเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ไม่ได้ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของวัดหรือตัวเอง ซึ่งคดีต่างๆ ที่เจอท่านไม่เคยหนี และคิดว่าการกระทำของตำรวจรุนแรงเกินไป ซึ่งเรื่องนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้ออกมาขอโทษแล้ว แต่ที่น่าเสียดายที่สุดคือ คนที่สมควรออกมาขอโทษมากที่สุดก็คือ ผบ.ตร. เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ แต่อาจเห็นว่านายกฯ และรองนายกฯ ออกมาขอโทษแล้วเรื่องก็น่าจะจบ ซึ่งจุดนี้ทำให้เห็นว่าระบบของตำรวจไทยควรปฏิรูปอย่างจริงจัง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังการเยี่ยมเสร็จและทยอยเดินพ้นออกจากประตูเรือนจำ ปรากฏว่ามีญาติที่เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังกลุ่มนปช.คนเสื้อแดงได้ตะโกนด่าทอกลุ่มพระและ กปปส. ก่อนขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากเรือนจำโดยไม่มีเหตุกระทบกระทั่งใดๆ
ต่อมา นายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความของพุทธะอิสระ ได้เข้าหารือในประเด็นข้อกฎหมาย โดยนายไพบูลย์กล่าวว่า พระพุทธะอิสระเห็นว่าช่วงนี้รัฐบาลกำลังทำหน้าที่ในการชะล้างสิ่งที่ไม่ดีในคณะสงฆ์ และมีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยได้รายงานให้ทราบว่าได้มีประกาศพระราชกิจจานุเบกษาถอดถอนสมณศักดิ์พระสงฆ์ 7 รูป ซึ่งพระพุทธะอิสระได้ชื่นชมการทำงานของรัฐบาล ที่จริงจังในการทำให้กิจการสงฆ์บริสุทธิ์ และให้พระสงฆ์กลับมาอยู่ในพระธรรมวินัย ดังนั้นในระหว่างนี้จึงยังไม่ต้องการให้ทนายความดำเนินการเกี่ยวกับคดีทั้งหมด รวมถึงยังไม่ต้องให้ยื่นประกันตัว แม้ครบกำหนดฝากขังผลัดแรกในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับคดีทุจริตเงินทอนวัดและงบประมาณแผ่นดินได้อย่างเต็มที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระพุทธะอิสระมีท่าทีสบายใจขึ้น สงบเยือกเย็น ตื่นตีสามทำวัตร นั่งสมาธิ แต่ยังต้องมีการทำกายภาพและใช้ผ้าพันเอวพยุงหลัง ในส่วนของข้อกฎหมายได้หารือในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และข้อหาปลอมและการใช้พระปรมาภิไธยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าสามารถต่อสู้ได้ แต่พระพุทธะอิสระขอให้ชะลอออกไป เพื่อให้รัฐบาลทำงานแก้ปัญหาทุจริตอย่างเต็มที่&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธีรยุทธ กล่าวว่า ลูกศิษย์กำลังหารือถึงช่วงวันเวลาที่เหมาะสมในการเข้าเยี่ยม เบื้องต้นลูกศิษย์หรือผู้ที่ไม่มีความจำเป็นจะขอให้งดเยี่ยมไปก่อน เพื่อให้พระพุทธะอิสระได้พักผ่อนทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งพระพุทธะอิสระต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดทุกวันในช่วงบ่าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า หนักใจในเรื่องปัญหาด้านสุขภาพอนามัย เนื่องจากหลายคนมีอายุมาก มีโรคประจำตัว ทางราชทัณฑ์ต้องดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งเรื่องการเยี่ยมญาติเราก็อนุโลมให้มีการเยี่ยมญาติได้&amp;nbsp;
วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีการปลุกกระแสต่อต้านการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บุกจับพระพุทธะอิสระว่า ตำรวจทำงานตามวิธีการของเขา และเป็นไปตามระเบียบ กฎข้อบังคับ แต่การดำเนินการครั้งนี้ทำให้คนที่ศรัทธาต่อพระพุทธะอิสระเกิดความไม่พอใจ ซึ่งที่ผ่านมาได้ขอโทษในภาพรวมไปแล้ว และยอมรับว่าเรื่องนี้มีทั้งคนชอบ ไม่ชอบ แต่คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีอะไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าโดยปกติการปฏิบัติของตำรวจจะเบากว่านี้ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ขณะนั้นที่จะตกลงใจ ซึ่งการบุกจับครั้งนี้ก็ไม่รู้มาก่อน เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ เป็นเรื่องคดีความ และไม่ได้รายงานมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า ช่วงหลังมีการเผยแพร่ภาพนายกฯ, &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ถ่ายภาพหมู่กับพระพุทธะอิสระหลังทำพิธีปลุกเสกพระ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คิดว่าเป็นความพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งแต่อย่างใด ซึ่งภาพที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นพิธีที่มีการเชิญพระไป ซึ่งนายกฯ ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่เจิมหน้าผาก เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้ เพราะท่านเป็นพระ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., คสช., ชัย ราชวัตร, ชุมพล จุลใส, ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, พรรคพลังธรรมใหม่, พุทธะอิสระ, วิทยา แก้วภราดัย, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, สุวิทย์ ทองประเสริฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัญชะลี ไพรีรัก, อิสสระ สมชัย, เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0eaf2910509.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
