<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง นบข. เปลี่ยนสูตรคิดค่าเสียหายจำนำข้าว หลังถูกติงได้รับเงินน้อยกว่าที่ควรได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อคส.เตรียมชง &amp;ldquo;นบข.&amp;rdquo; 22 ต.ค.นี้ พิจารณาวิธีคำนวณความเสียหายข้าวสารสต๊อกรัฐ 17.76 ล้านตัน หลังขายหมดเกลี้ยง เหตุหลายฝ่ายท้วงติง วิธีการที่อคส.ใช้จากการกำหนดหลักเกณฑ์ของนบข. ทำให้ข้าวรัฐเสียหายแค่ 9 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมชง &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; เคาะยึด-ไม่ยึดแอล/จีคู่สัญญา ทำให้ข้าวรัฐเสียหาย หลังพบถ้ายึดแล้ว อาจทำให้คู่สัญญาขาดสภาพคล่อง และไม่มีเงินซื้อข้าวเปลือก ทำชาวนาได้รับผลกระทบตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) วันที่ 22 ต.ค.นี้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการคำนวณมูลค่าความเสียหายของข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 17.76 ล้านตัน ภายหลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศได้ระบายออกจนหมด และได้เงินส่งคืนกระทรวงการคลังมูลค่า 146,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุที่จะเสนอให้พิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในอคส.มองว่า วิธีการคำนวณความเสียหายของอคส. ซึ่งมีหลักเกณฑ์การคำนวณตามมติของนบข. ทำให้รัฐจะได้รับเงินชดเชยจากคู่สัญญา ทั้งเจ้าของคลังสินค้าที่รัฐเช่าเพื่อฝากเก็บข้าวในสต๊อก และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) เป็นวงเงินที่น้อยเกินไปเพียง 90,000 ล้านบาท ไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่รัฐใช้งบประมาณดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสูงถึง 200,000-300,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเสียหายดังกล่าว คำนวณจากราคากลางของข้าวสารในสต๊อก หักราคาขาย ซึ่งจะทำให้ได้ค่าส่วนต่าง ที่คู่สัญญาต้องจ่ายให้อคส. เช่น ราคากลางของข้าวสารเฉลี่ยตันละ 10,000 บาท แต่ขายได้จริงตันละ 8,000 บาท ส่วนต่างตันละ 2,000 บาท คู่สัญญาต้องจ่ายให้กับอคส. อย่างไรก็ตาม อคส.จะเสนอให้ที่ประชุมนบข.พิจารณาการนำค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เช่น ค่าเช่าคลังเก็บข้าวสาร ค่าดูแลรักษาสภาพข้าว (ค่ารมยา) ฯลฯ มาคำนวณด้วย ซึ่งจะทำให้มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นอีก และคู่สัญญาต้องชดใช้ความเสียหายที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนบข.จะเห็นด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาของ อคส. ภายในสิ้นปี 61 ทั้งเจ้าของคลังสินค้า และเซอร์เวเยอร์ ที่ทำผิดสัญญาโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 54-57 จนรัฐเกิดความเสียหายนั้น อคส.ได้ส่งหนังสือทวงถาม (โนติส) ไปยังคู่สัญญาแล้วทั้งหมด 244 สัญญาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.61 ซึ่งคู่สัญญาส่วนใหญ่โต้แย้งที่จะชดใช้ความเสียหาย เพราะอ้างว่าไม่ได้ทำผิดสัญญา แต่ข้าวสารในสต๊อกเสื่อมเองตามสภาพ และระยะเวลาที่เก็บนาน ซึ่งขณะนี้ อคส.ได้ยึดหนังสือค้ำประกันสัญญา (แอล/จี) ไว้แล้ว 50 กว่าราย วงเงิน 465 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นแอล/จีของธนาคารกรุงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อคส.ได้รับการชี้แจงจากธนาคารกรุงไทยว่า การยึดแอล/จีโดยที่ศาลยังไม่ตัดสินว่า คู่สัญญารายนั้นๆ มีความผิดจริง ธนาคารจะถือว่า แอล/จีที่อคส.ยึดไปนั้นเป็นเงินกู้ ไม่ใช่แอล/จี เช่น อคส.ยึดแอล/จี 15 ล้านบาท เงินจำนวน 15 ล้านบาท ธนาคารจะถือว่าเป็นเงินกู้ และจะเรียกให้คู่สัญญารายนั้นมาชำระเงินกู้ โดยคิดดอกเบี้ยตามราคาตลาด หากคู่สัญญาไม่สามารถหาเงินก้อนมาชำระได้ทั้งหมด ก็ต้องกู้เงินก้อนใหม่ไปเรื่อยๆ และอาจทำให้ขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจ หรือไม่มีเงินซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา โดยเฉพาะในช่วงนี้ผลผลิตข้าวเปลือกนาปีจะเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว อาจทำให้ชาวนาได้รับผลกระทบได้ ขณะเดียวกัน หากอคส.ยึดแอล/จีแล้ว และภายหลังศาลตัดสินว่า คู่สัญญารายนั้นไม่มีความผิด อคส.ต้องคืนเงินให้คู่สัญญา พร้อมดอกเบี้ยค่าปรับด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) อคส. ได้สั่งการให้อคส.สรุปข้อดี ข้อเสีย ของการยึด และไม่ยึดแอล/จี มาให้พิจารณาโดยเร็ว จากนั้นจะนำเสนอให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณา และหากมีมติอย่างไรที่ต้องการความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะเสนอให้ครม.พิจารณาเห็นชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่า อคส.น่าจะเลือกการฟ้องร้องทางแพ่งคู่สัญญาโดยตรงแบบเต็มจำนวน โดยที่ไม่ยึดแอล/จีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อคส.อยู่ระหว่างทำเรื่องเสนอนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติตามที่ศาลได้มีคำตัดสินมา หลังจากที่คู่สัญญาบางรายได้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ยกเลิกผลการตรวจสอบข้าวของคณะกรรมการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวคงเหลือ ที่มีม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นประธานในช่วงที่รัฐบาลนี้บริหารประเทศเมื่อปี 57 ที่คู่สัญญาไม่ยอมรับผลการตรวจสอบข้าวดังกล่าว และศาลได้มีคำสั่งให้รัฐบาลเก็บตัวอย่างข้าวไว้ในปริมาณเพียงพอ และให้เก็บรักษาตัวอย่างข้าวนั้นไว้ให้ดี จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้นำตัวอย่างข้าวมาตรวจซ้ำ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่รู้หน่วยงานใดจะเป็นผู้เก็บตัวอย่าง และจะเก็บอย่างไร จึงต้องเสนอให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์พิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19346</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวสารสต๊อกรัฐ, นบข., ปรับสูตรคำนวน, วิธีคำนวณความเสียหายข้าวสารสต๊อกรัฐ, อคส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff610f4060f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
