<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วินทร์&#039; เตือนสติสังคมเสพข่าวปลอมเป็นอาหาร มิได้หล่อเลี้ยงด้วยความรู้ เป็นสังคมที่ยากจะก้าวหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.64 - วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การตั้งคำถามของสังคมต่อการเสนอข่าวของบางสำนักข่าวบ้านเราเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทำให้นึกถึงบทความที่เขียนเมื่อหนึ่งปีก่อนพอดี ลงให้อ่านอีกครั้ง แม้รู้ว่าคงไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมที่เสพข่าวปลอมเป็นอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่กี่ปีก่อน สำนักข่าวหลายแห่งในโลกเสนอข่าวนักโบราณคดีค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณยักษ์ในหลายมุมโลก มันเป็นโครงกระดูกมนุษย์ที่ใหญ่มาก กะโหลกใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์นับสิบเท่า กระดูกแขนขาแต่ละท่อนยาวเป็นเมตร มันย่อมเป็นข่าวที่น่าตื่นตะลึง สมควรเผยแพร่ และในเมื่อเป็นข่าวจากสำนักข่าว ยิ่งน่าเชื่อถือ&amp;nbsp;หลายคนก็เชื่อ และเช่นเคย แชร์ต่อทันที มันเป็นข่าวจริงหรือข่าวเท็จ? แน่นอนมันเป็นข่าวเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ถือกำเนิดมาจากใครคนหนึ่งใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพแปลกๆ เพื่อส่งประกวด แต่มีคนนำไปใช้เป็นข่าวปลอม ทันใดนั้นก็มีคนเลียนแบบ ทำภาพแบบนี้อีกมากมายทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก็มีโครงกระดูกยักษ์อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเป็นโครงกระดูกยักษ์จริง คำว่าจริงหมายถึงมีกระดูกใหญ่จริง จับต้องได้ แต่ไม่ใช่ของจริง ศิลปินไต้หวันกลุ่มหนึ่งสร้างงานประติมากรรมโครงกระดูกยักษ์ ด้วยวัสดุประเภทพลาสติก แล้วจัดฉากถ่ายรูป เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนองาน แต่มีคนนำภาพนี้ไปแต่งเรื่องใหม่ว่า มันเป็นการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์หรือยักษ์โบราณ และปรากฏเป็นข่าวโทรทัศน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวปลอมแบบ &amp;lsquo;แหกตาทื่อๆ&amp;rsquo; อย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่ในบ้านเรา มีเรื่องเล่าว่าหลายสิบปีก่อน หนังสือพิมพ์ไม่ค่อยมีข่าวเด่นๆ&amp;nbsp;ให้ตีพิมพ์ นักเขียนใหญ่ มนัส จรรยงค์ จึงเสนอข่าวปลอมเรื่องพระธุดงค์ที่อีสานถูกงูเหลือมกิน มันกลายเป็นข่าวที่ฮือฮามาก แน่นอน คนเชื่อ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันนี้ งูเหลือมกินพระธุดงค์คงไม่ใช่ข่าวน่าตื่นเต้นแล้ว เรามาถึงยุคที่ข่าวปลอมไม่ได้มีแค่ตัวหนังสือ แต่มีภาพถ่าย และคลิป การปลอมรูปและวิดีโอทำได้เนียนขึ้นมาก และผู้ปลอมลงทุนมากขึ้น บางครั้งสร้างเป็นหนังที่สมจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคงไม่ถามว่าทำไมคนเหล่านี้ว่างงานมากขนาดลงทุนทำข่าวปลอม มันกลายเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งไปแล้ว ยิ่งหลอกคนได้มาก ยิ่งสนุก ข่าวลวงที่ได้ผลที่สุดคือการเสนอความจริงครึ่งเดียว นำรูปหรือภาพเหตุการณ์จริงมาเล่าใหม่ หรือ &amp;lsquo;พากย์&amp;rsquo; ใหม่ หรือตัดต่อใหม่ ทำให้น่าเชื่อมากขึ้น ในยุคที่ข่าวปลอมท่วมโลกยิ่งกว่าน้ำท่วมโลกและไวรัสข้อมูลระบาดหนักทุกหย่อมหญ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจสอบว่าข่าวหนึ่งข่าวใดจริงหรือเท็จนั้นทำได้ยากขึ้นทุกที แต่ข่าวปลอมก็เหมือนอาหารที่มีเชื้อโรค เป็นหน้าที่ของคนกินที่ต้องดูแลตัวเอง ต่อให้พ่อครัวสะอาดเพียงไร คนกินก็ต้องตั้งคำถามว่าเป็นไปได้ไหมที่มันจะไม่สะอาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าวระดับโลกจะมีแผนกตรวจสอบหรือ &amp;lsquo;verify&amp;rsquo; ข่าวทุกข่าวที่จะเสนอต้องตรวจสอบก่อนเสมอ ต้องรู้ชัดว่าเป็นเรื่องจริงไหม ต้นข่าวมาจากไหน ต่อให้มันเป็นเรื่องน่าเชื่อถือและสมจริงมากเพียงใด ก็ต้องรู้ต้นข่าว และยืนยันได้ว่ามันเป็นจริงก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอมตกข่าวดีกว่าส่งข่าวปลอม สำหรับข่าวทุกข่าว ข้อมูลทุกข้อมูลที่ได้รับ พึงคิดไว้ก่อนว่ามันอาจไม่จริง ไม่ว่าคนให้ข่าวหรือข้อมูลน่าเชื่อถือเพียงใด เราควรใช้หลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะพิสูจน์ ตั้งคำถามทุกเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตรวจสอบคลิป สิ่งหนึ่งที่ผมมักดูเสมอคือมุมกล้อง ถ้ามุมกล้องตั้งใจเกินไป ก็อาจเป็นคลิปปลอม ยกตัวอย่างเช่น เกิดเหตุพิสดารในจุดที่เปลี่ยวร้างซึ่งไม่มีเหตุผลไปวางกล้องไว้ แต่กล้องกลับอยู่รอเหตุการณ์ตรงนั้นพอดี ก็มีโอกาสสูงที่มันเป็นการจัดฉาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งหนึ่งมีคลิปพายุหมุนทอร์นาโดที่ดูน่ากลัว ถ่ายทำอย่างสวยงาม คำบรรยายบอกว่า นี่เป็นภาพถ่ายหายากที่ National Geographic ขอซื้อด้วยเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ ก็แชร์กันไป ทว่ามันเป็นคลิปที่จับผิดไม่ยากจากการดูแค่มุมกล้อง ภาพ &amp;lsquo;ประณีต&amp;rsquo; เกินไป! ทุกอย่างลงตัวพอดี คนที่ถ่ายคลิปนี้ต้องมีเครื่องมือทันสมัย อีกทั้งอยู่ถูกที่ถูกเวลา จับภาพสวยงามลงตัวหมดจดทุกอย่าง เช่น กล้องจับภาพรถยนต์ที่ถูกพายุพลัดปลิวอย่างพอดี ฯลฯ นอกจากนี้ผู้ถ่ายทำยังต้องเป็นคนดวงดีเพราะถ่ายคลิปพายุในระยะใกล้ชิดได้หลายช็อตยาวหลายนาทีโดยไม่ถูกพายุกลืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสที่ใครคนหนึ่งถ่ายทำภาพโดยไม่เตรียมการไว้ล่วงหน้าได้อย่างประณีตขนาดนี้ ย่อมเป็นไปได้ยาก แน่นอนไม่มีใครโชคดีฝีมือดีขนาดนั้น มันก็คือท่อนหนึ่งของภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Into the Storm (2014) ที่สร้างพายุด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคลิปหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นคลิปวิดีโอมหาสมุทร ผืนน้ำแบ่งออกเป็นสองสี สีอ่อนกับสีทะเลปกติ คำบรรยายบอกว่านี่เป็นรอยต่อของมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่น้ำของสองมหาสมุทรไม่ปนเปกัน มันแบ่งเป็นเส้น คล้ายเส้นพรมแดนของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ย่อมเป็นภาพน่าสนใจอย่างยิ่ง แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราก็คงรู้ว่าเส้นพรมแดนทั้งหลายเป็นเส้นสมมุติ โลกนี้มีเพียงมหาสมุทรเดียว น้ำที่คลุมโลกทั้งใบเป็นน้ำเดียวกัน มนุษย์ในยุคหนึ่งตั้งชื่อแยกเป็นมหาสมุทรต่างๆ เพื่อความสะดวก แปซิฟิก แอตแลนติก อินเดีย อาร์กติก แอนตาร์กติก เหล่านี้เป็นชื่อสมมุติขึ้นมา ดังนั้นโดยหลักการ มันจะมีรอยต่อของมหาสมุทรต่างๆ ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวรีฟายหาข้อมูลเพิ่ม ก็จะรู้ต้นกำเนิดของคลิป มันเป็นภาพถ่ายจุดที่แม่น้ำเฟรเซอร์ใน บริติช โคลัมเบีย แคนาดาไหลลงมหาสมุทรแปซิฟิก มันเป็นภาพจริง คำบรรยายปลอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคลิปหนึ่งที่น่าตื่นตาคือวิดีโอหญิงสาว &amp;lsquo;แอนดรอยด์&amp;rsquo; คนหนึ่งสวมกอดคน คลิปชี้ว่าเราสร้างมนุษย์เทียมสำเร็จแล้ว สรีระของเธอเหมือนคนจริงทุกประการ แต่กิริยาท่าทางของเธอแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ ทำให้น่าสงสัยทันที เพราะแอนดรอยด์ไม่ใช่หุ่นยนต์เหล็ก แอนดรอยด์มีโครงสร้างมีกล้ามเนื้อเหมือนคนจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยหลักการจึงควรเคลื่อนขยับตัวเหมือนคนจริง ไม่ใช่ขยับตัวแบบติดๆ ขัดๆ เหมือนภายในตัวเป็นเครื่องจักรรุ่นเก่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากตรวจสอบต่อในด้านวิชาการ ก็จะพบว่าวิทยาการสร้างแอนดรอยด์ระดับนี้ยังไม่เกิดขึ้นบนโลก หุ่นยนต์ดีที่สุดในโลกตอนนี้ยังห่างไกลจาก &amp;lsquo;แอนดรอยด์&amp;rsquo; ในคลิป ดังนั้นก็สามารถอนุมานได้ว่า หญิงสาวคือนักแสดงที่แสดงบทแอนดรอยด์ และต้นฉบับอาจไม่ใช่คลิปปลอม ทว่าคนส่งข่าวจัดการแปลงเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางครั้งข่าวที่แชร์กันในโลกออนไลน์ก็ตรวจได้ยากมาก ในเดือนสิงหาคม 2563 ช่วงที่ข่าวอัยการไม่ฟ้องคดีทายาทอภิมหาเศรษฐีขับรถชนตำรวจคนหนึ่งเสียชีวิต หลายคนรวมทั้งสำนักข่าวแชร์เรื่องศาลจีนลงโทษประหารชีวิตชายคนหนึ่งที่เมาแล้วขับรถชนคนตาย รถยนต์ที่เขาขับคือแลมโบร์กินีสีแดง ข่าวที่แชร์ดูเป็นทางการ มีรูปประกอบชัดเจน ดูเผินๆ เป็นข่าวจริงแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่าเมื่อตรวจสอบ พบว่าไม่มีสำนักข่าวใดในโลกที่ลงข่าวนี้ แม้แต่ในประเทศจีน มีแต่ในประเทศไทย การเวรีฟายทำได้ยากมาก เพราะไม่มีแหล่งให้ตรวจสอบ จนกระทั่งเมื่อไปค้นรูปซากรถ แลมโบร์กินีสีแดง ก็พบว่ารูปรถดังกล่าวเป็นซากรถที่เกิดอุบัติเหตุรถเมล์ชนจนพังในเมืองจีนเมื่อหลายปีก่อนหน้าข่าวรถชนคนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย่อมมีคำถามว่า เราซีเรียสเกินไปไหม มันก็แค่คลิปดูสนุกๆ ไม่จริงก็ไม่เป็นไร ดูเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวไม่ได้หรือ แน่นอน เราสามารถทำอย่างนั้นได้ แต่ไม่ทุกข่าวหรือข้อมูลเป็นเรื่องบันเทิง หลายเรื่องเป็นวิชาการด้านสุขภาพ สมุนไพรชนิดนี้รักษาโรคนี้ สมุนไพรชนิดนั้นรักษาโรคนั้น เราจะเสี่ยงกิน &amp;lsquo;ยาเน็ตบอก&amp;rsquo; เลยโดยไม่เวรีฟายหรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเราแชร์ข่าวปลอมและเชื่อข่าวปลอมง่ายๆ มันฝึกให้เราเป็นมนุษย์ที่เชื่อง่าย ปั่นหัวง่าย ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นอย่างนี้ ท้ายที่สุดเราก็ได้สังคมที่มิได้หล่อเลี้ยงด้วยความรู้ แต่ด้วยความเชื่อล้วนๆ มันเป็นสังคมที่ยากจะก้าวหน้า นี่ย่อมไม่ใช่สังคมที่เราอยากให้ลูกหลานของเราอยู่&amp;nbsp;เราทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า &amp;lsquo;หน้าที่พลเมือง&amp;rsquo; เราไม่ทิ้งขยะบนถนนหนทาง เพราะขยะทำให้คนอื่นเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวปลอมก็คือขยะชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากไม่แน่ใจหรือไม่รู้ว่า ข่าวที่ได้รับมาจริงหรือไม่ ก็ควรให้จบที่ตัวเราแค่นั้น จะดูเพื่อความบันเทิงก็ดูได้ แต่ให้จบที่เรา อะไรที่ไม่รู้จริง อย่าแชร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, วินทร์ เลียววาริณ, ศิลปินแห่งชาติ, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142ad7dd9cc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วินทร์ เลียววาริน&#039; ตั้งคำถาม อุดมคติใดในโลก มีค่ายิ่งกว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24ส.ค.64- วินทร์ เลียววาริณ &amp;nbsp; ศิลปินแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ทำไม พ่อแม่มาถึงจุดที่ต้อง&amp;quot;ตัดหาง&amp;quot;ลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านข่าวการ &amp;#39;ตัดหาง&amp;#39; ลูกของครอบครัวหนึ่งแล้ว ในฐานะคนมีลูก ให้รู้สึกสะทกสะท้อนยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับพ่อแม่ การตัดสายสัมพันธ์กับลูกทำได้ยากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยเฉพาะคนเป็นแม่ แทบเป็นไปไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่ก็มองออกว่าทำไมจึงมาถึงจุด &amp;#39;ตัดหาง&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นี่ทำให้คิดถึงคำถามเดิมที่วนเวียนมาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ยุคที่สีเสื้อสามารถสร้างรอยร้าวในบ้านได้ว่า อุดมคติใดในโลกมีค่ากว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อุดมคติสร้างโลกที่ดีกว่าน่าจะเริ่มที่บ้าน ครอบครัว พ่อแม่ลูก ค่อยตามมาด้วยหน่วยสังคม ชาติ ประเทศ โลก&amp;nbsp;
ถ้ารากฐานดี สังคมก็น่าจะดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หรือมิใช่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจำนวนมากเชื่อว่า การกำจัดคนเห็นต่างและความคิดเห็นต่าง จะทำให้สังคมดีขึ้น สมัยผมเป็นเด็ก ก็เห็นกรอบคิดแบบนี้ แต่มันก็ไปไม่ได้ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ มันทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทำไม?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เพราะมนุษย์ต้องการความแตกต่างในการอยู่รอด หากไม่มีความแตกต่าง มนุษย์สูญพันธุ์ไปนานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้นการคิดว่าสังคมที่ประกอบด้วยคนที่มีความคิดแบบเดียวกันเป๊ะอยู่ด้วยกันจะดีกว่า อาจเป็นการมองโลกโดยไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
............
ผมรู้จักคนที่ลูกเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่น ก็ถามเขาว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นอย่างไร การเมืองเข้าไปวุ่นวายในบ้านหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คำตอบของคนเป็นพ่อคือ &amp;quot;ไม่รู้ว่ะ เพราะลูกไม่คุยด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ้าว! แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;แล้วจะไม่ลองหาทางคุยกันหรือ?&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ไม่คุยว่ะ เด็กไม่อยากคุย กูก็ไม่อยากคุย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่แท้ทั้งพ่อทั้งลูกมี mindset (กรอบคิด) คนละชุด และต่างก็มีทิฐิคนละชุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นี่ขนาดคนจบปริญญา ได้รับการศึกษาและทำงานในตะวันตกมาก่อนนะ ยังไม่มีปัญญาชวนลูกมาคุยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เราชอบพูดเรื่องหลักการ &amp;quot;มีอะไรก็คุยกัน&amp;quot; แต่การจับคนที่เห็นต่างมานั่งคุยกันนั้นยากกว่าที่คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกนั่นแหละ บางทีเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนั่งลงคุยกัน เพราะอุดมคติอะไรก็ตาม หากทำให้สูญเสียความรักของพ่อแม่ลูกไป ไม่คุ้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เอ๊ะ! หรือว่านี่ก็คืออีก mindset หนึ่ง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ถ้าผู้อ่านมีลูกที่เห็นต่างจากตนเองมากๆ จะทำอย่างไร? จะไปถึงขั้นตัดหางไหม?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114327</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความสัมพันธ์ครอบครัว, วินทร์ เลียววาริณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_612458a67f38b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเขียนซีไรต์ ชี้ชาวจุฬาฯผู้รู้รากเหง้าของสถาบันย่อม&#039;ไม่รู้ลืมบูชา พระคุณของแหล่งเรียนมา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ต.ค.63- &amp;nbsp;วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในชีวิตนี้ผมไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เข้าไปเรียนในรั้วจุฬาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นของเกินเอื้อมจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนเรียนชั้นมัธยมต้นที่ต่างจังหวัด ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนต่อชั้นมหาวิทยาลัย เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสียแน่นอน จึงคิดว่าชะตาชีวิตคงเป็นช่างทำรองเท้าต่อจากพ่อ และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่เคยหวังสูงอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อสอบได้เข้าจุฬาฯ ก็งงพอกันทั้งลูกและพ่อแม่ ไม่รู้เลยว่าจะเรียนจบได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมผ่านห้าปีในจุฬาฯโดยไม่ได้ใช้เงินพ่อแม่สักบาทเดียว พี่ ๆ ของผมส่งเสีย หาเงินเองบ้าง เขียนการ์ตูนขายบ้าง รวมกับทุนการศึกษาที่จุฬาฯมอบให้ ใช้จ่ายประหยัด ก็เรียนจบจนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กต่างจังหวัดเซ่อ ๆ ซ่าๆ อย่างผมเมื่อเข้าไปเรียน จึงเพิ่งจะรู้ว่านี่เป็นมหาวิทยาลัยที่รัชกาลที่ 5 ทรงริเริ่มก่อตั้ง ทรงอยากให้เมืองไทยมีสถาบันการศึกษาเทียบเท่ายุโรปและอเมริกา โครงการสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัชกาลที่ 6 ทรงดำรัสในวันก่อศิลาพระฤกษ์ว่า &amp;ldquo;วันนี้เรายินดีที่ได้รับเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์สำหรับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้วในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้น สำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม&amp;hellip; ตัวเราเป็นรัชทายาท จึ่งรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพิ่งรู้ว่ารัชกาลที่ 9 ทรงนิพนธ์เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ &amp;quot;น้ำใจน้องพี่สีชมพู ทุกคนไม่รู้ลืมบูชา พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีกษัตริย์อย่างน้อยสามพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมรับปริญญาบัตรจากพระหัตถ์รัชกาลที่ 9 โดยพ่อเต็มใจหยุดทำงาน 3-4 วัน เดินทางจากต่างจังหวัดมาเป็นพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้ที่ได้รับจากจุฬาฯพาผมไปต่างประเทศ โดยที่คนต่างชาติยอมรับ ทั้งสิงคโปร์และนิวยอร์ก บางด้านเหนือกว่าพวกเขาด้วยซ้ำ แสดงว่าที่เรียนมาคุณภาพใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้เดียวกันนี้ต่อเติมเสริมสร้างทางสายใหม่ให้เดิน เติบใหญ่จนมาเป็นตัวตนทุกวันนี้ ก็เพราะมหาวิทยาลัยที่กษัตริย์ทรงสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นชาวจุฬาฯผู้รู้รากเหง้าของสถาบันย่อม &amp;quot;ไม่รู้ลืมบูชา พระคุณของแหล่งเรียนมา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถ้าหากการรู้ &amp;#39;พระคุณของแหล่งเรียนมา&amp;#39; ทำให้เป็นไดโนเสาร์ ก็ยอม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81512</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศิลปินแห่งชาติ, จุฬาฯ, ร.5, ร.6, ร.9, วินทร์ เลียววาริณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201023/image_big_5f9242fc7d10e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักเขียนซีไรต์&#039;เชื่อไม่คุ้มที่ชนะศึกการเมืองแต่ต้องสูญเสียคุณธรรมไปอย่างถาวร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.63-วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเที่ยงนี้ไปกินข้าวกับเพื่อนสนิทจำนวนสองคนนานถึงสามชั่วโมงครึ่ง แน่ละ การกินข้าวคงไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น สามชั่วโมงกว่าหมดไปกับการถกเรื่องการเมืองไทย พ.ศ. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคุยเรื่องการเมืองกับเพื่อนที่คบหากันมา 45 ปีแบบวิเคราะห์เสมอ ถกกันเถียงกันด้วยตรรกะและข้อมูลจริง ไม่เสียเวลาคุยเรื่องเปลือก มองภาพรวม ไม่เลือกมองเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แล้วนำมาใช้เป็นข้ออ้างในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;power lunch สามชั่วโมงครึ่งนี้รวมประวัติศาสตร์โบราณ ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งไทยและเทศ ที่มาและที่ไป ชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์การเมืองไทยในแต่ละท่อนเป็นผลมาจาก cause-effect และ butterfly effect ของประวัติศาสตร์การเมืองในภาครวมอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมบอกว่าการจะเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ไม่เพียงต้องรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต แต่ต้องสามารถ forecast อนาคตด้วย เราจึงจะสามารถรู้จริงๆ ว่าเราควรเดินไปทางไหนจึงจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากคุยกัน เพื่อนถามว่าทำไมไม่ลองเขียนสิ่งที่คุยกันให้คนอ่านรับรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตอบว่า อยากเขียนเหมือนกันนะ แต่ลังเล เพราะประสบการณ์ในโลกโซเชียล มีเดีย ของผมค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ คนอ่านที่เข้าใจผมก็เข้าใจผมอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่คิดจะเข้าใจ มักตามมาด้วยทัวร์ลง ไม่ได้กลัวทัวร์ลง แต่ถ้าคุยแบบจบด้วยทัวร์ลงอย่างเดียว ก็ไม่เสียเวลาดีกว่า ยังมีงานอย่างอื่นต้องทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกอย่างมันคุยกันสั้นๆ เร็วๆ ไม่ได้ ในโลกที่เราอ่านไม่กี่บรรทัดกัน สื่อสารแบบนี้ยากถึงยากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บางครั้งผมอดทนไม่ไหวเสียบแทรกความคิดเห็นไปบ้าง ถ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรพูด ยกอย่างเช่นเรื่องกาลเทศะเมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมที่คนไทยควรรักษาอยู่ ผมอาจจะหัวโบราณ แต่ผมยังเชื่อว่าไม่คุ้มที่ชนะศึกแต่ต้องสูญเสียคุณธรรมไป และชัยชนะทางการเมืองไม่เคยอยู่ถาวร แต่คุณธรรมควรจะอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้เราอยู่ในห้วงเวลาของ - พูดก็ผิด ไม่พูดก็ผิด เลือกฝ่ายก็ผิด ไม่เลือกฝ่ายก็ผิด อยู่เฉยๆ ก็ผิด ทำให้ยากจะนั่งลงคุยกันอย่างเปิดอกจริงๆ ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเทน้ำชาในถ้วยทิ้งไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดตรงๆ และจริงใจ ผมรับได้หากใครสามารถเปลี่ยนความคิดของผม ถ้ามันทำให้ผมฉลาดขึ้น แต่ต้องอยู่ในการคุยกันอย่างปัญญาชน ผมก็มีเรื่องจะคุยและเชื่อว่าถ้วยชาในมือแม้ยังมีชาเก่าหลงอยู่แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับชาใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขียนมาก็แค่บอกว่า ผมไม่ได้หนีหน้าหรือกลัวคุยเรื่องการเมือง และก็ยังไม่ถึงกับสิ้นหวังกับสถานการณ์บ้านเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าแม้ทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างทางความคิดและวิธีการ เราก็ยังรักประเทศของเราเหมือนกัน และจุดนี้เป็นความหวังสุดท้ายที่ทำให้สองฝ่ายยอมเปิดหน้าต่างความคิดต่อกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81413</URL_LINK>
                <HASHTAG>วินทร์ เลียววาริณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190206/image_big_5c5a46ebf2dc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 08:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นบุญกุศลมหาศาลของประชาชนชาวไทยที่ได้มี&#039;มหาอัตตา&#039;หรือ&#039;ตนหลวง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:วินทร์ เลียววาริณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.63-วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ธรรมเทศนาโดย พุทธทาสภิกขุ ผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัดนี้เป็นการกล่าวไว้ เป็นโชคดีมหาศาล เป็นบุญกุศลมหาศาลของประชาชนชาวไทยที่ได้มี มหาอัตตา หรือ ตนหลวง ที่เป็นดวงวิญญาณของประเทศชาติ ที่เป็นธรรมิกราชา คือเป็นตนหลวงที่ประกอบด้วยธรรม, เป็นตนหลวงที่ทรงสรรเสริญธรรม, เป็นตนหลวงที่ทรงชักชวนประชาชนอยู่ในธรรม, เป็นตนหลวงที่ทรงโปรดปรานผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม, และทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก เพื่อความมีอยู่แห่งธรรมในประเทศไทยและตลอดโลกทั้งปวง, ดังมีพระราชภารกิจต่าง ๆ ปรากฏเป็นประจักษ์พยานอยู่แก่สายตาของประชาชนชาวไทยทั้งมวลแล้ว...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธทาสภิกขุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คัดจาก ธรรมวิจักขณกถา &amp;ndash; ธรรมเทศนาโดย พุทธทาสภิกขุ แสดงถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ปี พ.ศ. 2510.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80313</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตนหลวง, พุทธทาสภิกขุ, วินทร์ เลียววาริณ, ในหลวงร.9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201013/image_big_5f84f9ec52a3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 22:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 22:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มนตร์ดำ หมุดคณะราษฎร?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;https://www.facebook.com/winlyovarin/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ เผยแพร่บทความหมุดคณะราษฎร มีรายละเอียดดังนี้เรื่องหมุดคณะราษฎรหายไปอย่างมีปริศนาเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วประเทศ ตามมาด้วยบทวิเคราะห์การเมืองของ &amp;#39;ผู้เชี่ยวชาญ&amp;#39; ทางการเมืองหลายท่าน แต่ด้วยนิสัยลืมง่ายของคนไทย ฟังธงว่าอีกไม่กี่วัน เรื่องนี้ก็คงเงียบหายไปโดยไม่มีใครสนใจตามเคย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทฤษฎีหนึ่งมาแปลกกว่าชาวบ้าน มันเสนอว่าหมุดคณะราษฎรเกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายทางไสยศาสตร์ นั่นคือมันทำหน้าที่สะกดดวงเมือง ไม่ให้อำนาจเก่ากลับมา อะไรประมาณนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทฤษฎีมนตร์ดำนี้ฟังสนุกกว่าบทวิเคราะห์ทั้งหลายมาก!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่ละ ทฤษฎีนี้ย่อมเป็นไปได้ แต่โบราณมา คนจะทำการใหญ่ก็ต้องพึ่งโหราศาสตร์ไสยศาสตร์ ผู้ก่อการ 2475 อาจเชื่อเช่นนั้นจริง แต่หากวิเคราะห์ด้วยข้อมูลแล้ว มนตร์ดำในรูปหมุดไม่น่าจะจำเป็น เพราะมันเกิดขึ้นทีหลังการก่อการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 ทรงปฏิเสธทางเลือกให้สู้ และปีถัดมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช คณะราษฎรก็ยังคงดำรงอำนาจได้มั่นคง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มนตร์ดำอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่ 2476 ถึง 2490 อำนาจก็ยังคงเป็นของคณะราษฎร แม้ว่าภายในคณะราษฎรจะแตกร้าว จนเมื่อเกิดรัฐประหาร 2490 ก็สิ้นสุดคณะราษฎรโดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นทฤษฎีเรื่องไสยศาสตร์ ต่อให้เป็นเรื่องจริง ก็พิสูจน์ว่าไม่ได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไหนๆ เมื่อมีคนมองในมุมนี้ ก็ขอเสริมข้อมูลอีกนิดว่า หลังจากคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสำเร็จ กรมพระนครสวรรค์ฯเสด็จออกนอกประเทศ ไปประทับที่บันดุง อินโดนีเซีย ไม่ได้กลับแผ่นดินเกิดอีก รัชกาลที่ 7 ก็ทรงสละราชสมบัติไปประทับที่ประเทศอังกฤษและสวรรคตที่นั่น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือคณะผู้ก่อการซึ่งมีบทบาทเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นก็พบชะตากรรมเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรีดี พนมยงค์ ถูกขับออกไปอยู่ฝรั่งเศสในปี 2476 แล้วกลับมา และหลังรัฐประหาร 2490 และกบฏวังหลวง 2492 ก็ลี้ภัยที่ต่างแดน ไม่ได้กลับบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกฯคนแรก ลี้ภัยที่ปีนัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ทหารเสือ พระยาพหลฯไม่ได้ลี้ภัย แต่ตายอย่างยากไร้ ไม่มีเงินค่าทำศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาฤทธิอัคเนย์ลี้ภัยที่มลายู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาทรงสุรเดชถูกเนรเทศไปอยู่ในกรุงพนมเปญ โดยไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทำขนมกล้วยขายและรับจ้างซ่อมจักรยาน ถึงแก่อนิจกรรมในปี 2487 ที่กรุงพนมเปญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระประศาสน์พิทยายุทธถูกไล่ไปเป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหาร 2500 ลี้ภัยที่ญี่ปุ่น ไม่ได้กลับบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประยูร ภมรมนตรี ถูก &amp;lsquo;เนรเทศ&amp;rsquo; ไปอยู่ต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอีกหลายท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนรีเสิร์ชประวัติศาสตร์เพื่อเขียนเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ปีกแดง ผมก็ค่อนข้างแปลกใจเมื่อเจอข้อมูลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอน ถ้าเราจะโยงข้อมูลจริงเหล่านี้กับเรื่องมนตร์ดำหรือกรรม ก็ย่อมทำได้ และมีสีสันมาก แต่ผมไม่เชื่อเช่นนี้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมวิเคราะห์ออกด้วยคำคำเดียว - อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจเป็นของร้อน เมื่อได้มาก็ต้องร้อนรุ่ม ต้องแย่งกัน ต้องฆ่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์การลี้ภัย เข่นฆ่ากันทางการเมือง ฆ่าเพื่อน ฆ่าพี่น้อง ฆ่าอาจารย์ ก็ล้วนเป็นผลมาจากการแย่งชิงอำนาจทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมไม่ใช่คนแรกที่วิเคราะห์อย่างนี้ คนแรกที่พูดเรื่องนี้คือกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งคณะราษฎรจับเป็นตัวประกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ผู้ที่ไป &amp;#39;จับตัว&amp;#39; ก็คือคนสนิท ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี แกนนำของคณะราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีบันทึกเหตุการณ์นี้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นบทสนทนาระหว่างกรมพระนครสวรรค์วรพินิตกับ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ขอยกมาจากนวนิยาย น้ำเงินแท้ ข้อความทั้งหมดมาจากบันทึก ดังนี้ :&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรงกริ้ว รับสั่งเสียงหนักแน่นว่า &amp;lsquo;ตาประยูร แกเป็นกบฏ โทษถึงต้องประหารชีวิต&amp;rsquo; ร.ท. ประยูรบอกว่า &amp;lsquo;ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ ไม่ได้ล้มพระราชบัลลังก์ ถ้าข้าพระพุทธเจ้าทำการสำเร็จ ใต้ฝ่าพระบาทไม่มีอันตรายแต่ประการใดพ่ะย่ะค่ะ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีรับสั่งถาม &amp;lsquo;พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ต้องการอะไร? มีความประสงค์อะไร? ต้องการปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม?&amp;rsquo; ร.ท. ประยูรกราบทูลว่า &amp;lsquo;ใช่พ่ะย่ะค่ะ&amp;rsquo; ทรงนิ่งชั่วครู่ แล้วรับสั่งถามว่า &amp;lsquo;แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือ ตาประยูร?&amp;rsquo; ร.ท. ประยูรกล่าวว่า &amp;lsquo;อารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นอาบิสซีเนียพ่ะย่ะค่ะ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทรงถามว่า ร.ท. ประยูรอายุเท่าไร ร.ท. ประยูรกราบทูลว่า 32 ก็รับสั่งว่า &amp;lsquo;เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมาร้อยห้าสิบปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ?&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร.ท. ประยูร กล่าวว่า &amp;lsquo;ก็ทรงปกครองให้ประชาชนงมงายกันตลอดมานับร้อยนับพันปี จะมาเอาดีหวังการยึดอำนาจการปกครองในวันนี้ให้ลงรูปลงรอยราบรื่นไปทีเดียวคงเป็นไปไม่ได้ คงจะต้องยึดอำนาจกันต่อไปอีกหลายยก เรื่องคอนสติติวชี่นและสภาปาลีเมนต์มันก็เริ่มกันสักวันหนึ่ง ถ้าไม่นับหนึ่งก็ไปนับสิบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานวันนี้ ยังไม่มีผู้ใดเสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;lsquo;แกเรียนอะไรมา?&amp;rsquo; ร.ท. ประยูรตอบว่า &amp;lsquo;เรียนรัฐศาสตร์จากปารีสพ่ะย่ะค่ะ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;lsquo;อ้อ! มีความรู้มาก แกรู้จักโรเบสเปียร์ ดันตอง เพื่อนน้ำสบถฝรั่งเศสดีแน่ ในที่สุดมันผลัดกันเอากิโยตีนเฉือนคอกันทีละคน จำได้ไหม? ฉันสงสาร ฉันเลี้ยงแกมา นี่แกเป็นกบฏ รอดจากอาญาแผ่นดิน ไม่ถูกตัดหัว แต่จะต้องถูกพวกเดียวกันฆ่าตาย แกจำไว้&amp;rsquo;...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ก็คือคำที่กรมพระนครสวรรค์วรพินิตตรัสไว้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และก็เป็นจริงตามนั้น อำนาจไม่เคยเข้าใครออกใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอำนาจก็คือมนตร์ดำที่ร้ายกาจที่สุด!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ล. ใครอยากส่งต่อบทความนี้ ยกเอาไปทั้งหมดนะครับ กรุณาอย่ายกแค่บางท่อนแล้วสรุปเอาเองว่าผู้เขียนเป็นกลุ่มไหน ผู้เขียนแค่เล่าประวัติศาสตร์ท่อนหนึ่งให้ฟัง อ่านด้วยวิจารณญาณเพื่อจะได้เข้าใจการเมืองไทยโดยรอบด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/winlyovarin/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78195</URL_LINK>
                <HASHTAG>มนต์ดำ, วินทร์ เลียววาริณ, หมุดคณะราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68c694215dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วินทร์ เลียววาริณ&#039; พูดถึงเด็ก&#039;ถาปัด แตกหน่อเติบโตวงการบันเทิง &#039;ตั้ว&#039; ไปไกลสุดด้านการแสดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.63 - วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ในยุคที่นิสิตทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากมาย ล้วนต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่ออกหนังสือพิมพ์ตลก ละครตลก ไปจนถึงภาพยนตร์มันกลายเป็น &amp;#39;วัฒนธรรมองค์กร&amp;#39; ไปโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีใครในตอนนั้นคาดคิดว่า จุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้จะแตกหน่อออกไปไกลมาก โดยเฉพาะวงการบันเทิง นิสิตสองสามรุ่นถัดจากปีของผมเข้าสู่วงการหนังหลายคน รวมทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันและต่างรุ่น ในวงการหนังไทยสมัยนั้น นักแสดงตัวเด่นๆ มักจะต้องมีหน้าตาดี การที่ชาวตลกบุกวงการบันเทิงจนได้รับบทพระเอก ถือเป็นเรื่องแปลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในคณะฯก็มีคนหน้าตาดีหลายคน ถ้าจะเอาดีทางหนัง ก็เชื่อว่าไปได้ แต่พวกเขาเลือกไปทางสายอื่น และประสบความสำเร็จทั้งในวิชาชีพและนอกวิชาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนรุ่นผม เช่น ประภากร (ขอสงวนนามสกุล) นิธิ (ขอสงวนนามสกุล) ก็หน้าตาดี เคยเผลอไปคลุกคลีกับงานด้านหนังและรายการโทรทัศน์ สองคนนี้ไม่ได้ไปต่อ ไม่งั้นก็คงรุ่งในวงการบันเทิง รุ่นผมก็เหลือแต่ภิญโญ (ขอสงวนนามสกุล) ที่ทำงานในวงการหนัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดานิสิตหลายรุ่นนั้น ศรัณยู (ตั้ว) น่าจะไปไกลที่สุดในด้านการแสดง หน้าตาดีและเหมือนเกิดมาทำงานด้านนี้ อีกหลายคนก็ประสบความสำเร็จในวงการโทรทัศน์ คงไม่ต้องเอ่ยชื่อ เยอะแยะไปหมด หลายคนเลือกทำงานหลังฉากและประสบความสำเร็จสูง เช่น ปัญญา (พี่ตา) ประภาส (จิก) พี่ตาเข้าก่อนผมสองปี สมัยเรียนก็เป็นคนโคตรตลก และอาศัยฝีมือล้วนๆ เข้าสู่วงการจนเป็นตัวเอก ซึ่งเป็นเรื่องยากมากในยุคนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิกและอีกหลายคนก็ไปเอาดีทางดนตรีด้วย บางคนก็เอาดีทางดนตรีล้วนๆ เช่น ณัฐ ยนตรรักษ์ รุ่นก่อนผมสามปี จนยุคนั้นเราตั้งชื่อคณะใหม่ว่า &amp;#39;คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการละคร&amp;#39; (หมายเหตุ พวกที่ชอบไปทางด้านบันเทิง ส่วนใหญ่เรียนไม่จบห้าปี เกินกำหนดทั้งนั้น!) อาจกล่าวได้ว่า นิสิต&amp;#39;ถาปัดที่จบมาแต่ละปี เหลือไปทำงานวิชาชีพออกแบบอาคารไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วงการบันเทิงดูดไปหมด และอีกไม่กี่คนหลวมตัวเข้าไปในวงการวรรณกรรม แล้วหาทางกลับไม่เจอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68427</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้ว ศรัณยู, วงการบันเทิง, วินทร์ เลียววาริณ, สถาปัตย์ จุฬาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee2021abd311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
