<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นพ้องสารเคมีมีแต่ผลเสียกระทบเกิดผู้ป่วยติดเตียงเยอะขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค)-ที่กระทรวงสาธารณสุข โดยมี ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมร่วมกัน ระหว่าง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กับคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม เรื่องการแบนสารพิษ 3 ตัว คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่นายกฯแต่งตั้งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;ซึ่งจะมีการประชุมพิจารณากันที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 ส.ค. นี้ ซึ่งเดิมทีได้เชิญคณะกรรมการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาร่วมหารือด้วย แต่ไม่สามารถมาเข้าร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี กล่าวว่า จากการหารือของคณะกรรมการ 2 คณะ มีแนวทางเดียวกัน แต่ยังไม่ 100 % ต้องนำเรื่องไปปรึกษากับคณะตัวเองก่อน ซึ่งการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละคณะทำในลักษณะคู่ขนานกัน โดยมีบทบาทในการส่งข้อมูลไปยัง ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้นำเรื่องเข้าไปพูดคุยในการประชุม ครม. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีนายกฯ เป็นประธาน และ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะมีการประชุมในวันพรุงนี้ (21 ส.ค.) ซึ่งประธานเป็นระดับรัฐมนตรีประจำสำนักนายก ฯ ไม่ใช่แค่ระดับปลัดกระทรวง คิดว่าการพิจารณาน่าจะจบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอโนทัย &amp;nbsp;ฤทธิปัญญาวงศ์ รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม กล่าวว่า &amp;nbsp;เรื่องนี้เรามีความเห็นตรงกัน จากการหารือเห็นว่าข้อเสียมีมากกว่าข้อดีไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความห่วงใยประชาชนทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;แต่ทั้งนี้การตัดสินเชิงนโยบายค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งจะได้มีการนำเรื่องเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม โดยจะมีการพูดถึงผลกระทบใน ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตจากข้อมูลที่มีเพื่อให้มีน้ำหนักในการเสนอข้อมูลไปที่ นายกฯ ส่วนในผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจคงให้ข้อมูลได้ไม่ตรงนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข กล่าวว่า จากการประชุมเห็นพ้องว่า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดโดยมีทั้งฤทธิ์เฉียบพลัน และระยะยาว จนต้องนอนติดเตียง ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่ามีการปนเปื้อนในอาหาร พืชผักที่เรารับประทานหากมองในแง่สังคมอาจเกิดวิกฤต คนป่วยหน้าใหม่อาจจะเพิ่มมากขึ้น โดยในเรื่องของเพศสภาพนั้น อธิบายได้ว่า 1-2 ชนิดมีผลทำให้การทำงานของฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในเรื่องนี้บอกได้ในสัตว์ทดลองที่ได้มีการสำรวจสัตว์ที่อยู่ตามไร่นา ดังนั้นผลกระทบจะส่งผลต่อประชากรไทยที่มีคุณภาพเปลี่ยนแปลงไป มีผลทั้งประเทศทั้งเศรษฐกิจ สังคม ไม่ใช่แค่ป่วย ไม่ใช่แค่ตายในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวินัย ดะห์ลัน กรรมการปฏิรูปด้านสังคม กล่าวว่า ประชากรด้านแรงงานของประเทศมีแนวโน้มลดลง ซึ่งที่เหลืออยู่ก็มีปัญหาด้านสุขภาพจากสารเคมีทั้ง 3 ชนิด &amp;nbsp;ซึ่งหากได้รับผลกระทบแล้วเสียชีวิตเลยก็อาจจะมีปัญหาไม่มาก แต่พบว่าคนกลุ่มนี้มักอายุยาว แต่อยู่ในลักษณ์ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมแรงงานบางส่วนต้องมาดูแลคนบางส่วนที่ได้ผลกระทบเป็นระยะเวลายาวนาน ในเชิงนโยบายค่อนข้างเป็นปัญหาสำคัญ ขณะเดียวกันพบว่าพฤติกรรมทางเพศสภาพของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในอาเซี่ยนมองว่าคนไทย โดยเฉพาะเลดี้บอยมีจำนวนมาก คำถามคือจากข้อมูลพบว่าสารเคมี 1-2 ชนิด มีผลต่อพฤติกรรมด้านเพศในสัตว์ทดลอง คำถามคือเป็นไปได้หรือไม่ว่ามีผลกระทบต่อเพศสภาพในคน .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15852</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีอันตราย, คณะกรรมการปฎิรูปประเทศ, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, นพ.เสรี ตู้จินดา, วินัย ดะห์ลัน, อโนทัย  ฤทธิปัญญาวงศ์ รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bc87a4e0c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2018 20:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2018 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกยกไทย ศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ฮาลาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับยกย่องจากทั่วโลกเป็นหน่วยงานวิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งแรกของโลก พร้อมเร่งพัฒนาดันภาคส่งออกหนุนไทยเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลฯ ตรวจผลิตภัณฑ์ไปแล้วกว่า 120,000 ผลิตภัณฑ์ จึงทำให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลกว่า เป็นที่หนึ่งในเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยด้านฮาลาล การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาระบบในการสร้างความปลอดภัย จนกลายเป็นต้นแบบที่ประเทศโลกมุสลิมและประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมต้องให้ความสนใจมีการขอเข้าศึกษาดูงานและอบรมด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล อาทิ &amp;nbsp;ปากีสถาน อุซเบกิสถาน มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ตุรกี รวมถึง ญี่ปุ่น กัมพูชา สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไทยยังส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลน้อยถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งทำให้ถูกมองเห็นว่าตลาดฮาลาลนั้นเป็นตลาดเล็ก เช่น ไทยมองตลาดฮาลาลอยู่ที่ 17% ของตลาดอาหารโลก แต่สำหรับประเทศเยอรมันมองตลาดฮาลาลอยู่ที่ 89 % ดังนั้นจึงควรเร่งพัฒนา เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรมุสลิมมีการกำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ถ้าไทยให้ความสำคัญในเรื่องของเครื่องหมายฮาลาล การส่งออกก็จะสามารถขยายตัวส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13885</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วินัย ดะห์ลัน, ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล, อาหารฮาลาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180722/image_big_5b54803dbce2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
