<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชายอุ๋ยสับวินัยการคลัง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โพลชี้คนไทยวิตกของแพงค่าครองชีพสูง สะท้อนรัฐบาลไร้น้ำยา บี้ต้องคุมราคาช่วยเหลือปชช.จริงจัง ไม่เชื่อแก้ รธน.แล้วเศรษฐกิจดีขึ้น &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; อ้างทำให้ระบบ ศก.เป็นธรรม &amp;quot;หม่อมอุ๋ย&amp;quot; สับวินัยการคลังเหลวแหลกมาก ชม ปชป.เชียร์ประกันรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กันยายน &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 1,172 คน สุ่มสำรวจระหว่างวันที่ 3-7 ก.ย.2562 เกี่ยวกับวิตกกังวลของคนไทย &amp;ldquo;ด้านเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ณ วันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 62.39 ระบุว่าของแพง ค่าครองชีพสูง ส่วนวิธีแก้ไข เห็นว่า ภาครัฐต้องช่วยเหลืออย่างจริงจัง ควบคุมราคา การเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง ประชาชนต้องประหยัด วางแผนการใช้จ่าย ฯลฯ, อันดับ 2 ร้อยละ 35.05 รายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีหนี้สิน ส่วนวิธีแก้ไข มีมาตรการช่วยเหลือประชาชน ลดดอกเบี้ย แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องหารายได้เสริม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 3 ร้อยละ 22.75 เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ส่วนวิธีแก้ไข รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุน มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเกิดการจ้างงาน ฯลฯ, อันดับ 4 ร้อยละ 16.15 ปัญหาการตกงาน ว่างงาน ส่วนวิธีแก้ไข หาอาชีพเสริม สร้างงานสร้างรายได้ มีนโยบายช่วยเหลือช่วงว่างงาน มีโครงการจัดหางานช่วยเหลือประชาชน ฯลฯ, อันดับ 5 ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 14.22 ส่วนวิธีแก้ไข มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร พยุงราคา มีตลาดกลางในการซื้อขายสินค้า ประชาชนช่วยกันอุดหนุน ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;แก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน และความเชื่อของประชาชนหากแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.67 ระบุว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 29.21 ระบุว่าสินค้าแพง รายได้ต่ำ, ร้อยละ 24.13 ระบุว่าเป็นผลกระทบจากภาวการณ์เศรษฐกิจโลก, ร้อยละ 22.54 ระบุว่านักการเมืองไม่สนใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง, ร้อยละ 20.79 ระบุว่าราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ, ร้อยละ 13.65 ระบุว่าเป็นผลกระทบจากภัยทางธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม, ร้อยละ 9.60 ระบุว่าประชาชนไม่รู้จักพอเพียง ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นมากเกินไป, ร้อยละ 8.49 ระบุว่าส่งออกไม่ค่อยได้, ร้อยละ 6.03 ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง, ร้อยละ 3.73 ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจเกิดจากรัฐธรรมนูญไม่ดี, ร้อยละ 2.14 ระบุว่าเศรษฐกิจไม่ดี เป็นแค่ความรู้สึกของประชาชนเอง, ร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ, ร้อยละ 1.43 ระบุว่าเป็นการปั่นกระแสให้ประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ดี และร้อยละ 0.16 ระบุว่าอื่นๆ ได้แก่ ความขัดเเย้งทางการเมืองภายในประเทศ&amp;nbsp;
ไม่เชื่อแก้รธน.ทำศก.ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนหากแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.14 ระบุว่าไม่เชื่อเลย เพราะปัญหาเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญเลย ขณะที่บางส่วนระบุว่าแก้ไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล และขึ้นอยู่กับประชาชนมากกว่า รองลงมา ร้อยละ 22.38 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ เพราะถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลน่าจะสนใจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นการดึงดูดชาวต่างชาติมาลงทุนในประเทศมากขึ้น, ร้อยละ 22.14 ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อ เพราะไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับรัฐบาลมากกว่า และเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่อยู่ที่ตัวบุคคลกับนิสัยการใช้จ่ายของคนไทยมากกว่า, ร้อยละ 16.43 ระบุว่าเชื่อมาก เพราะคิดว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น, ร้อยละ 4.13 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 2.78 ระบุว่า ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป็นการส่งสัญญาณถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ และการขยายตลาดการค้าในระดับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ การมาเยือนของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีนำไปสู่การลงนามระหว่างรัฐบาล 6 ฉบับ ตามด้วยระหว่างสัปดาห์ก็เป็นวาระของการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของกลุ่มประเทศอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์&amp;nbsp;นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมไปเปิดการเจรจาการค้ากับอินเดียช่วงปลายเดือนนี้ มีเป้าหมายขยายการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ครม.เศรษฐกิจได้เห็นชอบแพ็กเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิต สืบเนื่องจากผลกระทบสงครามการค้า(จีน-สหรัฐ) ซึ่งการดำเนินการในรอบสัปดาห์เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเปิดช่องทางและวางรากฐานเพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าในทุกทางที่จะเพิ่มโอกาสของประเทศ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน และสิ่งที่ได้ทำควบคู่กันไปคือการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพสอดคล้องกับอุตสาหกรรมในยุค 4.0 และส่งเสริมเอกชนให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินงานของหลายกระทรวงร่วมมือกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น พรรคอนาคตใหม่ จัดงานเสวนา &amp;ldquo;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหน ที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;rdquo; จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในหัวข้อ &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับปากท้องประชาชน&amp;quot; โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า อัตราการเศรษฐกิจเวลานี้ควรใช้คำว่าชะลอตัว ยังไม่เข้าข่ายถดถอย เพราะเราไม่ได้ติดลบ แต่ช้ากว่าที่เคยเป็น รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพราะประเทศอื่นโตกว่าไทยทั้งหมดในอาเซียน ขณะที่เรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 36% แต่ไม่ได้ผิดปกติในอาเซียน ซึ่งไม่ได้ถือว่ามากที่สุด แต่ก็น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในอนาคตที่คาดว่าจะมีปัญหาคือ ไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่จะแก่ก่อนรวย กล่าวคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรารวย ขณะที่ประเทศอื่นอย่างญี่ปุ่น เกาหลี เขารวยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง หากอยากฟื้นให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง ต้องดูเรื่องสินค้าเกษตร ศักยภาพการทำงานของแรงงานไทย และเรื่องธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีผลกับปากท้องของประชาชนมากนัก แต่จะมีผลโดยตรงต่อการกำหนดอำนาจทางการเมือง ในส่วนของการรวมศูนย์อำนาจ ที่จะจำกัดอำนวจแค่เพียงคนกลุ่มเดียว ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์ชาตินั้น แม้จะพยายามตอบโจทย์ในเรื่องของเสถียรภาพทางอำนาจ อย่างไรก็ตาม คิดว่าการแก้ปัญหาโดยการใช้กฎหมายนั้น ไม่สามารถใช้ได้ แต่ต้องเป็นการใช้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนในสังคม ซึ่งวิธีการแก้โดยใช้ยุทธศาสตร์ชาตินั้น เป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงเกินไป และไม่สะท้อนกับความเป็นจริง เพราะมันกว้างเกินไป&amp;quot; ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุ
สับวินัยการคลังเหลวแหลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันนี้ พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ในส่วนของภายนอก เกิดจากประเทศมหาอำนาจทะเลาะกัน แต่ปัจจัยที่มากกว่านั้นคือปัจจัยภายในที่ทุกคนไม่ได้พูดกัน เพราะรัฐบาลแก้บ้างไม่ได้แก้บ้าง ขอย้อนไปเมื่อตอนปี 57 ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจ มีปัญหามากกว่านี้ จีดีพีอยู่ที่ 1% ขณะที่ยอดส่งออกติดลบ งราคาพืชผลตกต่ำ ต้องยอมรับว่าช่วงที่ตนพยายามแก้ เพราะข้าวดึงไม่ขึ้นจากนโยบายจำนำข้าว มีค้างอยู่ 17 ล้านตัน ซึ่งพยายามเร่งข้าว แต่เชื่อไหมช่วงปีแรกที่ตนอยู่ไม่มีการปล่อยข้าวเลย รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เป็นทหาร บังคับเขาไม่ได้ แต่มาขายเอาช่วงปี 59-60 ช่วงนั้นข้าวเสียเกือบหมด รัฐบาลที่แล้วขายข้าวช้าเกินเหตุ จากที่ควรเสีย 3 ล้านตัน แต่ดันไปเสียเกือบหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ตนชอบพรรคประชาธิปัตย์ ตรงที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะกระบวนการประกันรายได้นั้นน่าสนใจ ทั้งชาวนาและชาวสวนยางเปิดบัญชีหมดแล้ว หมายความว่าพอประกันราคาเงินจะเข้าที่ชาวนาเลย ไม่ต้องผ่านคนกลาง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนี้ถือว่าไม่มีความอดทน หรือใจไม่กว้าง และไม่เสาะหาคนเก่งเข้าร่วมทำงานด้วย ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่คอยมองภาพกว้าง วินัยการคลังถือว่าเหลวแหลกมาก ใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ซื้อได้อย่างไร เรือดำน้ำ และเวลาที่ประเทศขาดดุลหลายปี รัฐมนตรีคลังกลับมาแจกเงินให้คนท่องเที่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอื้อให้กลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งสืบทอดอำาจ แต่หากได้คนที่เก่งและมีความเป็นผู้นำเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศก็ยังไปต่อได้ แต่เราไม่ได้มีแบบนั้น ทำให้รัฐบาลพลเรือนในปัจจุบันไปต่อไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวว่า คำถามที่หลายคนถามคือก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เราแก้ปัญหาปากท้องก่อนไม่ดีหรือ แต่ที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาการปากท้องกันอย่างเดียวโดยไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่ออำนาจกระจุกตัวอยู่ในมือคนไม่กี่คน จึงเห็นทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่ถูกยกไปให้กลุ่มทุนที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ อย่างการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อกลุ่มทุนโทรคมนาคม หรือการพยายามที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ได้รับการประมูลธุรกิจปลอดภาษีในสนามบิน จึงอยากชี้ให้เห็นว่าหากประชาชนไม่มีอำนาจ ไม่มีความหมาย นักการเมืองก็ไม่ต้องฟังประชาชน ทรัพยากรต่างๆ ก็ไม่ต้องถูกใช้เพื่อประชาชน ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่ไม่มีประชาชนอยู่ย่อมไม่นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45294</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมราคา, ค่าครองชีพสูง, วิตกของแพง, วินัยการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190908/image_big_5d75115359eaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2019 22:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2019 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อุตตม” แจงดูแลวินัยการคลังเข้มข้นปลื้มมูดี้ส์ขยับความน่าเชื่อถือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ก.ค. 2562 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค &amp;ldquo;ดร.อุตตม สาวนายน&amp;rdquo; เกี่ยวกับ การเงินการคลังที่เข้มแข็ง จะตอบโจทย์การช่วยเหลือประชาชน โดยระบุว่า เรื่องของการเงินการคลังของประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าเป็นพื้นฐานดูแลความเข้มแข็งเศรษฐกิจของประเทศ การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศในทุกด้านให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ประการแรก การตั้งงบกลางฉุกเฉิน 400,000 ล้านบาท จำแนกเป็นรายการได้ 11 รายการ อาทิ บำเหน็จบำนาญ สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ที่เรียกว่างบฉุกเฉิน มีประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดในงบดังกล่าว ประการที่ 2 เรื่องของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 โดยเฉพาะในมาตรา 45 พูดถึงงบประมาณจำนวน 50,000 ล้านบาท เรียกว่า &amp;ldquo;เงินทุนสำรองจ่าย&amp;rdquo; มีวัตถุประสงค์สำหรับการใช้จ่ายในกรณีที่เรียกว่า &amp;ldquo;เหตุจำเป็นฉุกเฉิน&amp;rdquo; จะใช้ได้ในกรณีเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน แล้วไม่สามารถนำเงินจากแหล่งเงินอื่นมาใช้ได้อีกแล้ว โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อมีการนำมาใช้แล้วจะต้องมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชยทันทีในโอกาสแรกที่จะทำได้ จึงไม่ใช่ว่าจะสามารถนำไปใช้เมื่อไหร่ก็ได้ และที่ผ่านมายังไม่เคยมีการใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่3 การตั้งงบประมาณขาดดุล รัฐบาลจะต้องพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้นว่ามีความจำเป็นหรือไม่ และจะต้องสอดรับกับนโยบายยุทธศาสตร์และการพัฒนา เช่น ในปี 2557-2558 ซึ่งเศรษฐกิจไทยประสบภาวะชะลอตัว รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณขาดดุลขึ้นมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมาลงทุน ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ โดยจากปี 2557 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 1% เป็น 3%ในปี 2560 และต่อเนื่องเป็น 4% ในปี 2561 ซึ่งนโยบายการตั้งงบประมาณขาดดุลอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลัง ไม่สามารถตั้งขึ้นเองได้ โดย พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องมีทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่เสมอ และระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีได้ลดลง จากประมาณ43.3%เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2557-2558 เป็น 42% ในปัจจุบัน โดยยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้60% ของจีดีพี ขณะเดียวกันการดำเนินการในระยะกลางและระยะยาว การจัดทำงบประมาณ กระทรวงการคลัง ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง จะต้องมีการจัดทำแผนระยะกลางเป็นการวางแผนระยะ 3-5 ปี ต่อจากนี้ เพื่อเป็นกรอบทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินการคลัง อาทิ เราจะต้องวางแผนดังกล่าว เพื่อกำหนดระยะเวลากลับเข้าสู่งบประมาณที่สมดุลได้เมื่อไหร่ แม้ว่าปัจจุบันมีความเหมาะสมจำเป็นที่จะใช้งบประมาณขาดดุลก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้มีรายได้น้อย เรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)เน้นการอำนวยสินเชื่อเงินทุนให้กับผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งอาจจะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนธนาคารพาณิชย์ปกติ โดยมีการให้กู้ยืมไปแล้วกว่า 3.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 41%ของสินเชื่อภาคธนาคารทั้งหมดสำหรับครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นรัฐบาลกำลังพัฒนาแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่น เช่น นาโนไฟแนนช์ ที่เน้นการให้สินเชื่อเพื่อการเข้าถึงของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ รวมทั้งการจัดการด้านเทคโนโลยี พัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Dataเพื่อให้เข้าถึงผู้ที่มีความต้องการแหล่งเงินทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องการส่งเสริมการออมภาคเอกชน ผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)โดยขณะนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก 3.9 แสนคนในปี 2558 เป็น 1.57 ล้านคนในปัจจุบัน ประการต่อมา คือเรื่องหนี้ครัวเรือน มีการเติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยมีหัวใจสำคัญความจำเป็นในการนำไปใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่นำไปสร้างรายได้ เรื่องของที่อยู่อาศัย ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ เป็นสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยกระทรวงการคลังจะร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลการก่อหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร คือดูแลให้ข้อมูล ให้ทักษะเกี่ยวกับการก่อหนี้ครัวเรือน เช่น กลุ่มอาชีวะ กลุ่มที่กำลังเข้าสู่วัยการทำงาน เพื่อการก่อหนี้ที่เหมาะสม มีสัดส่วน โดยหากเกิดปัญหาจะต้องได้รับการดูแลจากหน่วยงาน หรือองค์กรกลาง ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน ในแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นการดูแลที่ครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องวินัยการเงินคลัง เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะทำให้ศักยภาพของการเงินการคลังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ข้อมูลล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่เรียกว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส(Moody&amp;rsquo;s Investor Service)ได้มีการปรับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จากเดิมคือแนวโน้ม &amp;ldquo;มีเสถียรภาพ&amp;rdquo; เป็นแนวโน้ม &amp;ldquo;เชิงบวก&amp;rdquo; เช่นเดียวกับ สถาบันฟิชส์ เรตติ้ง ไทยแลนด์ (Fitch Ratings (Thailand) Ltd.) ซึ่งได้ปรับการจัดอันดับ สะท้อนให้เห็นว่าความน่าเชื่อใจในเรื่องวินัยการเงินการคลังของไทยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ&amp;rdquo; นายอุตตม ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ไว้วางใจเด็ดขาด โดยเราจะดูแลวินัยด้านการเงินการคลังอย่างเข้มข้นเสมอ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ที่ประเทศจะต้องมีการเงินการคลังที่เข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ว่า มูดี้ส์ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ &amp;ldquo;มีเสถียรภาพ&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;เชิงบวก&amp;rdquo; และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Credit Rating) ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ ซึ่งมูดี้ส์ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ คือ1. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเกิดจากการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 10% ของจีดีพี ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่านการดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการ EEC มีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) สะท้อนได้จากยอดสุทธิการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2559 รวมถึงการที่รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ วงเงิน 2.76 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การดำเนินงานนโยบายทางการคลังและการเงินของรัฐบาลที่มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ส่งผลให้หนี้รัฐบาลและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ โดยมูดี้ส์ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ในช่วง 3.0 &amp;ndash; 3.5% ในปี 2562 &amp;ndash; 2563 ดังนั้น เศรษฐกิจที่มีความมั่นคง การลงทุนภายในประเทศและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยลดปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยอีกด้วย3. ความแข็งแกร่งทางการเงินภาคต่างประเทศ และภาคการคลังสาธารณะเป็นผลจากการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่มีประสิทธิภาพ โดยมูดี้ส์ประมาณการสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพี อยู่ที่35 &amp;ndash; 40% ในปี 2562 &amp;ndash; 2563 ซึ่งการมีหนี้รัฐบาลในระดับต่ำนั้นจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงรองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้ การบริหารหนี้สาธารณะในเชิงรุกและการมีสัดส่วนหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศในระดับต่ำจะเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มูดี้ส์ให้ความเห็นว่าการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะจะส่งผลต่อความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้บรรจุแผนการลงทุนด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงการทำงานร่วมกับสหประชาชาติในการส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม พร้อมทั้งการจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งจะช่วยยกระดับผลิตภาพและทักษะแรงงานในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายภูมิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มูดี้ส์คาดว่า ความเข้มแข็งทางการเงินภาคต่างประเทศจะช่วยปรับสมดุลจากการไหลเข้าออกของเงินทุน โดยประมาณการว่าสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีของไทยจะเกินดุลอยู่ที่ 3 &amp;ndash; 5% ในปี 2562 &amp;ndash; 2563 เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกชะลอตัวลงและมีการเบิกจ่ายตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ในขณะที่การเกินดุลต่างประเทศมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 215,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 40%ต่อจีดีพี ณ เดือน มิ.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์จะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาทักษะแรงงานและปัญหาสังคมผู้สูงอายุซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42018</URL_LINK>
                <HASHTAG>มูดีส์, วินัยการคลัง, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190610/image_big_5cfdf86ccae0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จวกนโยบายขายฝัน ซัดกระทบวินัย‘เงิน-คลัง’‘มิ่ง’ผวา!เตี๋ยวชามละ100</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ส่งสารห่วงนโยบาย &amp;quot;ถลุงงบรัฐ&amp;quot; หาเสียง หวั่นกระทบวินัยการคลัง-การลงทุน ชี้ใช้เงินเยอะต้องแจงที่มาหางบประมาณให้ได้ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ขออย่าไปประชานิยมมากนัก &amp;quot;พปชร.&amp;quot; เสียงแข็งไม่ได้ขายฝัน ลั่นทำได้จริงแต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันทั้งระบบ &amp;quot;ชัชชาติ&amp;quot; ย้ำขึ้นค่าแรงรอเศรษฐกิจดี &amp;quot;มิ่งขวัญ&amp;quot; บอกคงต้องเตรียมใจกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 บาท &amp;quot;คสรท.&amp;quot; เชื่อแค่การหาเสียง ระบุปรับจริงต้องฟังบอร์ดไตรภาคี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งสารมีใจความว่า นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นถึงการหาเสียงของทุกพรรคการเมือง กรณีการชูนโยบายว่าจะดำเนินการเรื่องใดๆ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก บางเรื่องก็อาจกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ เอกชน รวมถึงภาครัฐ เช่น ด้านการศึกษา สวัสดิการและการขึ้นค่าแรง จึงขอยืนยันว่าทุกรัฐบาลจะต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบ วิธีการ กฎหมายด้านงบประมาณ การเงิน การคลัง และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับรายได้และสัดส่วนงบประมาณโดยรวมของรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีทางเดียวที่จะทำได้ตามที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงกันไว้ คือรัฐต้องมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการเก็บภาษี ทั้งทางตรง ทางอ้อม กำไรและรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยให้มากขึ้น และหากงบประมาณไม่เพียงพอก็ต้องกู้เงิน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การขึ้นค่าแรงก็ต้องไม่กระทบต่อการลงทุน การย้ายฐาน การผลิต การลงทุน ในขณะที่เรากำลังเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ เพิ่มงาน เพิ่มอาชีพ และเพิ่มการดูแลสวัสดิการให้กับประชาชนคนไทย ผมขอยืนยัน หากเรายังหารายได้ให้รัฐมากขึ้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถทำตามนโยบายที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ได้ ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะเป็นใคร พรรคใด จะต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน อันได้แก่ หลักคุณธรรม ความโปร่งใส ความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ ความคุ้มค่า เราควรต้องได้นายกรัฐมนตรีแบบนี้ ที่มีธรรมาภิบาล บริหารราชการอยู่ในกฎระเบียบ กติกา กฎหมาย การดำเนินโครงการและงบประมาณจะต้องชี้แจงได้ว่าเราจะหางบประมาณมาจากไหน และอยู่ในวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ&amp;quot; สารจากนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงนี้มีการต่อสู้แข่งขันกันทางการเมือง จึงนำเสนอว่าใครมีนโยบายที่ดีกว่ากัน แต่ขอร้อง บางครั้งอย่าไปประชานิยมกันมากนัก ทุกอย่างต้องมีเหตุและผล ท้ายสุดทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอะไรในการบริหารราชการแผ่นดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลอาจมาจากพรรคเดียวหรือหลายพรรค แต่ต้องเป็นความร่วมมือของแต่ละพรรคที่มาร่วมรัฐบาล และไม่มีรัฐบาลไหนทำทุกอย่างโดยไม่มีเหตุผล แต่เอาเป็นว่าวันนี้อย่าแข่งกัน เบิ้ลกันมากเกินไป สุดท้ายมันไม่มีประโยชน์ ขอให้ทำในสิ่งที่มีเหตุและผล ผมไม่ได้ว่าถ้าแต่ละพรรคจะเบิ้ล แต่อย่าเบิ้ลกันมากนัก การที่แต่ละพรรคแข่งกันนั้น เข้าใจเพื่อแย่งชิงฐานเสีย แต่สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม คือรัฐบาล นายกฯ และ ครม. ซึ่งไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมือง แต่ทำเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
พปชร.ชี้ไม่ใช่ประชานิยม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงชี้แจงกรณีนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดูแลผู้ใช้แรงงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า พปชร.เสนอค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 400-425 บาท หรือวุฒิปริญญาตรี ประมาณ 20,000 บาท, อาชีวะอยู่ที่ 18,000 บาท ซึ่งทุกอย่างมีเหตุผล คือการปรับค่าแรงให้ทันกับค่าครองชีพ ที่ผ่านมาไม่ค่อยเกิดขึ้น โดยทำให้เหมาะสมกันได้ และไม่เกี่ยวกับเรื่องของเงินเฟ้อ ถ้าต้องการหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ก็ต้องช่วยกันและเสียสละกันระหว่างภาคเอกชนและผู้ใช้แรงงาน เพื่อเกื้อกูลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันจะไม่กระทบต่อผู้ประกอบการ ประเทศไทยต้องจริงจังกับการพัฒนาคน ซึ่งจะมีการตั้งกองทุนพัฒนาบุคลากรแรงงานของประเทศ เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนโดยตรง และเพิ่มทักษะผู้ใช้แรงงาน ทั้งหมดต้องใช้เวลา จึงต้องเริ่มทำวันนี้ และการมียุทธศาสตร์แบบนี้ เชื่อว่านักลงทุนเข้าใจ เพราะมีขั้นตอน ไม่ได้อยู่ในโมเดลแบบเดิมๆ โดยระยะยาวจะเกิดประสิทธิภาพของภาคการผลิตและการบริการ&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงสารที่นายกฯ ออกมา หัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นข้อห่วงใยของนายกฯ จึงมีสารออกมาเพื่อให้ระมัดระวังในการนำเสนอนโยบายที่จะมีผลต่อประเทศ ซึ่งท่านพูดในสิ่งที่เป็นหลักการที่ถูกต้องที่สุด ส่วนพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีหน้าที่เสนอนโยบายต่างๆ ที่จะไม่กระทบหรือสร้างผลเสียที่ติดตามมา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ยืนยันว่า ไม่ใช่นโยบายประชานิยมเหมือนพรรคอื่น และพรรคทำได้จริง มีกระบวนการขับเคลื่อน เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันทั้งระบบ เพื่อยกระดับการแข่งขัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพื่อให้เท่าทันกับโลกของนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ถือเป็นนโยบายพรรคที่ใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไม่ทำร้ายผู้ประกอบการ และเป็นประโยชน์เพื่อต้องการเปลี่ยนผ่าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนโยบายโค้งสุดท้ายของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ตั้งเป้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 425 บาท และเงินเดือนของเด็กจบใหม่วุฒิปริญญาตรี เป็น 20,000 บาท ว่าเรื่องนี้พรรค พท.กำหนดเป็นเป้าหมายไว้ ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำในอนาคตต้องมีการปรับขึ้น เพราะที่ผ่านมาปรับขึ้นไม่มาก โดยเราเคยปรับขึ้น 300 บาท ตั้งแต่ปี 2555 อย่าง กทม.ขึ้นประมาณ 325 บาท ถือว่าขึ้นเฉลี่ยปีละ 1% ซึ่งน้อยกว่าจีดีพีที่ขึ้นเฉลี่ย 3% แต่ขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ดี ต้องรอให้เศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้นก่อนจึงจะปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หัวใจหลักของรัฐบาลตอนนี้ไม่ใช่ขึ้นทันที แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน เพราะจะทำให้ค่าแรงขึ้นตามไปด้วยได้ การขึ้นค่าแรงมี 2 มิติ คือทำให้ประชาชนได้เงินเยอะขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการผลักคนออกจากระบบ มีการจ้างงานน้อยลง ดังนั้นนโยบายของพรรคเรามีเป้าหมายเพิ่มค่าแรงถึง 400 บาท แต่ต้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพเศรษฐกิจ&amp;quot; นายชัชชาติกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า การแข่งขันกันโดยการนำเอาตัวเลขมาใช้ในการหาเสียง เปรียบเหมือนการใช้นโยบายเดิมๆ ในลักษณะเน้นประชานิยมกับประชารัฐหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องระวังเรื่องดังกล่าว อย่างกรณีการปรับค่าแรง ซึ่งเป็นภาระของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้รับผิดชอบ และอาจส่งผลต่อความมั่นใจ ดังนั้นต้องพูดให้ชัดเจนว่าการเพิ่มค่าแรงจำนวนกว่า 400 บาทนี้จะขึ้นอย่างไร และจะขึ้นเมื่อใด หรือต้องรอเศรษฐกิจดีขึ้นก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรคเราชัดเจนอยู่แล้ว การจะปรับขึ้นค่าแรงต้องรอให้เศรษฐกิจดีก่อน ส่วนเงินที่ต้องใช้เงินของรัฐในการจ่ายลงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องระวัง เพราะเข้าใจว่าเงินจะหมดแล้ว&amp;quot; แคนดิเดตนายกฯ พรรค พท.กล่าว
คสรท.เชื่อแค่การหาเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;การประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 เป็น 425 บาท ถ้าทำอย่างนั้น ท่านเตรียมทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 บาทได้เลยเพราะจะเกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรงแล้วเราจะเหมือน เวเนซุเอลา อย่าทำเลยครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวเรื่องนี้ว่า การเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาทได้ถามนายจ้างแล้วหรือยังว่าไหวหรือเปล่า ไม่เชื่อไปฟังสิ่งที่นายมิ่งขวัญพูดว่าต่อไปจะได้กินก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 บาท ซึ่งอยากแนะนำให้ศึกษาและถามทุกฝ่ายให้เรียบร้อยก่อน ไม่ใช่คิดอะไรมาฟังดูดีดูเพราะแล้วพูดออกไป หากทำไม่ได้คนพูดต้องรับผิดชอบ ส่วนเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี 2 หมื่นบาทนั้น ก็อาจมีคนกลุ่มหนึ่งได้ 2 หมื่นบาท แต่อีกสิบล้านคนตกงาน ซึ่งหากได้ก็ขอสรรเสริญ แต่พรรคไม่เลือกวิธีนั้น เราเลือกวิธียั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสมพร ขวัญเนตร ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของพรรค พปชร.ว่า ในอดีตพรรคเพื่อไทยเคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ แต่การปรับค่าจ้างขึ้นอยู่กับบอร์ดค่าจ้าง ซึ่งเป็นระบบไตรภาคี มีตัวแทน 3 ฝ่าย นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล การจะดันค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นไปสูงขนาดนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะส่งผลกระทบกับนายจ้าง และยังจะทำให้ราคาสินค้าปรับราคาขึ้นตามไปด้วย จึงไม่ควรพูดเรื่องปรับค่าจ้าง เพียงแค่หวังคะแนนเสียง หรือปรับค่าจ้าง เพราะเอาใจคนทำงาน เพราะสุดท้ายข้าวของแพงขึ้น ค่าจ้างที่สูงขึ้นก็ไม่มีประโยชน์ การปรับจึงต้องให้ค่าจ้างกับราคาสินค้าสอดคล้องกันถึงจะอยู่ได้ และต้องมีการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพรกล่าวว่า คสรท.และผู้ใช้แรงงานเคยขอให้ปรับที่ 360 บาท ขอมานานยังไม่ได้ การจะปรับพุ่งไปที่ 400-425 บาท จึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผู้ใช้แรงงานก็สนับสนุนให้ปรับค่าจ้างให้เพียงพอกับค่าครองชีพ เมื่อพูดแล้วก็ต้องทำให้ได้ด้วย ถ้าคนพูดหรือพรรคมีอำนาจในมือ ก็อาจจะให้ค่าจ้างสูงถึง 400 บาท เป็นจริงก็ได้ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งบอร์ดค่าจ้างไตรภาคีไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย หากบอร์ดฝ่ายลูกจ้างกับรัฐบาลเห็นไปทางเดียวกัน ใช้ 2 เสียงรุม 1 เสียง มันก็สามารถทำได้.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31448</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๋วยเตี๋ยวชามละ100บาท, ถลุงงบรัฐ, นโยบายขายฝัน, วินัยการคลัง, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8bb78540748.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” ยันหนี้สาธารณะ 60% ต่อจีดีพีเหมาะสมตามหลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2562 นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่องวินัยการคลังตามกรอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ที่มีการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพีนั้นมีความหละหลวม ว่า ยืนยันว่าการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันสอดคล้องกับการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระดับสากล โดยการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่กระทรวงการคลังใช้ในการบริหารหนี้สาธารณะตลอดมา และได้มีการทบทวนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจและนโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางธนาคารโลกได้แนะนำมาว่าความเหมาะสมของสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ 60% ต่อจีดีพี เป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว และหลายประเทศก็กำหนดสัดส่วนหนี้ไว้ที่ระดับดังกล่าว ซึ่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระยะต่อ ๆ ไป ขณะที่สัดส่วนหนี้ของรัฐบาลของไทยก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงทางการคลังในระดับสูง&amp;rdquo; นางจินดารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและพื้นที่ทางการคลังกรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือความผันผวนในระบบเศรษฐกิจโลก โดยจากประมาณระยะ 5 ปีข้างหน้า พบว่า ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ยังอยู่ภายใต้เพดานที่ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งได้มีการกำหนดสัดส่วนทางการเงินต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่กำหนดเป็นเพียงกรอบความยั่งยืนทางการคลังเพื่อเป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น และยังมีการกำหนดสัดส่วนทางการเงินอื่น ๆ เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลังด้วย เช่น สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้, สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด รวมทั้งได้เพิ่มการวิเคราะห์สัดส่วนภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ธนาคารโลกแนะนำ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลมีความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบันและระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจินดารัตน์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ยังได้มีประกาศเพื่อกำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ (เงินต้น) ไว้ที่ 2.5-3.5% ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบริหารหนี้สาธารณะของไทยที่ได้มีการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวไว้ในกฎหมาย เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลางและระยะยาว โดยในระยะปานกลาง (5ปี) เราได้มีการคาดการณ์สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งพบว่ายังอยู่ภายใต้เพดานที่ไม่เกิน 60% โดยในปีงบประมาณ 2562 สัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 43.3% ต่อจีดีพี, ปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 44.5% ต่อจีดีพี, ปี 2564 อยู่ที่ 46% ต่อจีดีพี, ปี 2562 อยู่ที่ 47.9% ต่อจีดีพี และปี 2566 ภายใต้สมมติฐานจีดีพีขยายตัว 4% สัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 48.5% ต่อจีดีพี &amp;nbsp;โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากการกู้เงินที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระดับเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 60% เป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รักษาวินัยทางการคลังและสามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้ รวมทั้งกรอบการบริหารหนี้สาธารณะต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จะช่วยให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นไปด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่า ความสามารถในการชำระหนี้ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดความยั่งยืนทางการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26372</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล, วินัยการคลัง, สัดส่วนหนี้สาธารณะ, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190112/image_big_5c396bbec13e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
