<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วินัยการเงินการคลัง: ธรรมาภิบาลในการบริหารหนี้สาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำนักบริหารหนี้สาธารณะรายงานสถานการณ์หนี้สาธารณะคงคางของไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 มีจํานวน 8,909,063.78 ลานบาท หรือ คิดเปนรอยละ 55.59 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แบ่งเป็นหนี้ในประเทศ รอยละ 98.23 และหนี้ตางประเทศ รอยละ 1.77 และแบ่งตามอายุหนี้คงเหลือ เป็นหนี้ระยะยาว รอยละ 86.69 และหนี้ระยะสั้น รอยละ 13.31 ของหนี้สาธารณะคงคางทั้งหมด ซึ่งแนวโน้มเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2563 เป็นต้นมา (เปรียบเทียบกับ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2563 ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 49.53 ของจีดีพี) &amp;nbsp;และคาดว่าจะใกล้ถึงระดับเพดานหนี้สาธารณะตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ร้อยละ 60 ของจีดีพีในสิ้นปี 2564 ซึ่งการกู้ยืมที่ผ่านมาตามพระราชกำหนดกู้เงินฯ 1 ล้านล้านบาท ได้มีการกู้ไปแล้วกว่า 8.4 แสนล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เสนอให้รัฐบาลขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 65-70 ของจีดีพี &amp;nbsp;&amp;nbsp;อีกทั้งยังมีข้อเสนอจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตามที่ได้จัดทำแบบจำลองสมมติฐานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีภายใต้การกู้เงินเพิ่มเติม 1 ล้านล้านบาท ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ รายได้ครัวเรือนลดลง ธุรกิจปิดกิจการ เกิดหลุมรายได้ที่หายไปกว่า 2.6 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นยังมีสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงมีข้อเสนอว่าภาครัฐจะต้องเร่งส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังกิจการและลูกจ้าง เพื่อไม่ให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจจากวิกฤติการณ์โควิด-19 ภายใต้สมมติฐานการกู้เงินเพิ่มเติม 1 ล้านล้านบาท และเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วง 5 ปีข้างหน้าขยายตัวได้ที่ระดับร้อยละ 3.2 ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดเลย จะส่งผลให้จีดีพีโตไม่ถึงร้อยละ 3 และแม้ว่าการกู้ยืมเงินเพิ่มจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอาจถึงระดับร้อยละ 70 ของจีดีพี แต่เชื่อว่าการที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวได้ดีขึ้นจะทำให้ภาครัฐมีโอกาสจัดเก็บภาษีเพื่อการชำระคืนหนี้ได้ดีกว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คำถามที่หลายฝ่ายเริ่มกังวล คือ สถานการณ์หนี้สาธารณะของไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤติหรือไม่ เพื่อตอบคำถามนี้คงต้องเข้าใจก่อนว่า ระดับเพดานการกู้ยืมร้อยละ 60 ตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดขึ้นหลังจากพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องมีการทบทวนกรอบวินัยการเงินการคลังอยู่แล้ว ดังนั้น การทบทวนระดับเพดานหนี้จึงเป็นเรื่องที่พึงกระทำ เพียงแต่ปัจจัยใดบ้างที่จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการกู้ยืมของไทย ตัวเลขอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ไม่ใช่ตัวชี้วัดฐานะทางการคลังของรัฐบาลได้อย่างครอบคลุมนัก ตัวแปรที่ควรต้องนำมาพิจารณาควบคู่ ได้แก่ ความสามารถในการหารายได้ และความสามารถในการบริหารหนี้ รวมถึงความสามารถในการชำระภาระหนี้ ที่พิจารณาจากภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ ซึ่งตัวแปรนี้ของไทยขณะนี้ยังไม่สูงมาก รวมถึงสถานการณ์ดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนในการกู้ยืมไม่สูง และเมื่อพิจารณาโครงสร้างหนี้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยยังมีช่องว่างขยายเพดานการกู้ยืมเพื่อดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวได้อยู่ การขยายระดับเพดานหนี้ตามกรอบวินัยการเงินการคลัง เพื่อรองรับการกู้ยืมเพิ่มมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่าใดนัก แต่สิ่งสำคัญ คือ การที่รัฐบาลจะสามารถใช้งบประมาณและเงินกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของการใช้เงินอย่างชัดเจนและโปร่งใส รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเยียวยาเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ได้อย่างไร รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยยังอาจส่งผลต่อภาระทางการคลังที่สูงขึ้นในอนาคต เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการกู้ยืมที่จะเกิดขึ้น เพราะหากการใช้เงินกู้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายแล้ว ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้ และกระทบต่อฐานะทางการคลังในอนาคตอย่างแน่นอน รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำอย่างรอบคอบให้ตรงจุดและจำเป็น ไม่ใช่การทำนโยบายประชานิยมแบบไร้ทิศทาง มิเช่นนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมไม่อาจฟื้นตัวได้เองอย่างต่อเนื่อง ต้องรอรับการกระตุ้นอัดฉีดเม็ดเงินจากภาครัฐเท่านั้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ดี จากข้อกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่มีวี่แววที่ชัดเจน หากมีการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเยียวยาเศรษฐกิจจากรอยแผลที่เกิดจากวิกฤติการณ์โควิด-19 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคำนึงถึงการใช้จ่ายเงินงบประมาณและเงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของการให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า และการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการแข่งขันในระยะยาว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถใช้วงเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ จึงต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1) การปรับการขาดดุลงบประมาณในอนาคต เพื่อรักษาวินัยทางการคลังและความเชื่อมั่น จะต้องมีการจัดลำดับของการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สอดคล้องกับความจำเป็นของสถานการณ์ &amp;nbsp;ซึ่งวิธีการงบประมาณที่ผ่านมา ยังขาดกลไกในการพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รัฐบาลต้องมีกลไกในการพิจารณาการจัดทำและใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญ อาทิ การสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ด้วยการกระจายการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามปกติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศและนักท่องเที่ยวให้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อีก การสร้างความเชื่อมั่นการบริโภคในภาคประชาชน มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน สร้างงาน สร้างรายได้ ส่งเสริมศักยภาพ SMEs ให้มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจในภาคบริการให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;นอกจากนั้น ต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้เพียงพอ รองรับงานด้านสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ที่อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อเนื่องในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2) การวางแผนและวิเคราะห์แผนงาน/โครงการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐต้องคำนึงถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณแผนงาน/โครงการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และระมัดระวัง ซึ่งรวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนในแผนงาน/โครงการ และคำนึงถึงความเสี่ยงต่อความสำเร็จของแผนงาน/โครงการด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3) การส่งเสริมพัฒนากำลังแรงงานและวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเป็นระบบ ให้มีทักษะการทำงานภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สนับสนุนการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และรองรับการทดแทนกำลังแรงงานที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4) การสร้างความเข้มแข็งให้กับภูมิภาคและท้องถิ่น ขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อกระจายรายได้ และลดความเหลี่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;5) การพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารจัดการแผนงาน/โครงการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการบริหารจัดการโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่ใช้เงินกู้ในการดำเนินการ โดยสามารถติดตามความก้าวหน้าของโครงการในลักษณะทันเวลา (real time) และให้การดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนงาน/โครงการ และใช้เป็นฐานข้อมูลในการสืบค้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้ในการประเมินผลความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจและสังคมของการดำเนินงานแผนงาน/โครงการ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อใช้ในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เกิดความโปร่งใสและสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนั้น ควรมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเกิดการบูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างระบบต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ และระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานกลางอื่นที่มีการรายงานผลในมิติด้านผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน อาทิ ระบบ e-budgeting ระบบ BB EvMIS โดยสำนักงบประมาณ ระบบ GFMIS โดยกรมบัญชีกลาง และระบบ eMENSCR โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นเอกภาพ และรองรับการใช้ประโยชน์ของทุกภาคส่วนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน รวมถึงสามารถรายงานประสิทธิผลของการใช้งบประมาณให้สาธารณะได้เข้าถึงและมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ณดา จันทร์สม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาลในการบริหารหนี้สาธารณะ, วินัยการเงินการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วิจารณ์แซดน้ำจมรัฐสภาหมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ และ รมว.กลาโหมแนะกลุ่มค้านซื้อเรือดำน้ำ เปิดระเบียบ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังดูบ้าง ลั่นทหารเรือยอมเสียสละถอยอีกครั้ง ทั้งที่จำเป็นต่อการป้องกันผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ยันไม่ได้เอาไปรบกับใคร เพียงเพื่อป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่รัฐสภาแห่งใหม่เกิดปัญหาไม่เลิก ท่อรั่วน้ำทะลักท่วม โกลาหลกันครึ่งค่อนวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ทำเนียบฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่าเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ กรุณาดูที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดไว้ด้วย ทุกงบประมาณของการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จะใช้อะไรได้บ้าง ตนชี้แจงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของ กมธ.งบฯ ที่จะพิจารณา ต้องดูว่าโครงการไหนจะนำไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเรือยอมเสียสละมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว ต้องมองตรงนี้ด้วย เหตุผลความจำเป็นก็มีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตรงนี้ผมพูดในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยบอกไปแล้วต้องพัฒนากองทัพให้สามารถรับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะมีปัญหาพื้นที่ทางทะเลอยู่จำนวนมาก ซึ่งมันต้องมาถึงเราในไม่นานนี้ ถ้าทุกคนติดตามข่าวสารบ้านเมืองต่างประเทศดู รวมถึงปัญหาโควิด-19 ด้วย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.กลาโหมกล่าวต่อว่า ทหารเรือเขาเสียสละ ต้องลองนึกถ้ามันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้วซื้อมา ถามว่าแล้วทหารเรือจะลงไปอยู่ในเรือดำน้ำหรือไม่ จะอยากลงไปอยู่ในเรือดำน้ำไหม 21 วัน ก็ไม่มี แสดงว่าเขาก็มีความเสียสละของเขาไม่ใช่หรือ ในการรักษาอาณาเขตน่านน้ำไทย ต้องมองตรงนี้ด้วย อยากให้ไปมองในประเด็นของภูมิภาคด้วย ความขัดแย้งยังมีอยู่ทางทะเล ไม่ใช่เฉพาะภูมิภาคเรา หลายภูมิภาคในโลกนี้มีทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าคิดว่ามันไม่มี แต่ทำอย่างไรมันจะไม่เกิดขึ้น การใช้กำลังอาวุธจะไม่เกิดขึ้น มันต้องมีมาตรการเพิ่มศักยภาพบางอย่างขึ้นมาให้เกิดความทันสมัย เกิดความร่วมมือมากยิ่งขึ้น เกิดความเกรงใจ มันแค่นั้น ไม่ใช่มีอุปกรณ์ไว้รบราฆ่าฟัน หลายคนบอกว่าจะไปรบกับใคร ขอให้คนพูดไปพิจารณาให้ถี่ถ้วนในการพูดจาอะไรต่างๆ&amp;quot; รมว.กลาโหมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ และ รมว.กลาโหมกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ตนกังวลอีกอย่างคือการพิจารณาต่างๆ ของ กมธ.ในสภา วันนี้การพูดในสภามีการแพร่ออกมาภายนอก ทำให้เกิดความเสียหาย อาจจะไม่ผิดอะไร แต่ต้องคิดว่าสมควรหรือไม่ ฉะนั้นคนที่ฟังกรุณาฟังแล้วใช้สติในการฟังและเชื่อ ไม่ใช่เชื่อทุกอย่าง รัฐบาลไม่สามารถจะไปโต้ตอบในสิ่งที่เป็นนอกกรอบได้ มันอยู่ที่ กมธ.แต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบในการที่จะพูดจาอะไรต่างๆ ออกมา และหลายๆ อย่างมีการแอบแฝงทั้งสิ้น ที่ออกมาทั้งหมดส่วนใหญ่จะออกมาทางโซเชียล แต่ก่อนเราไม่มีในการที่จะแพร่ออกมาอย่างนี้ แต่นี่พูดปั๊บออกมาเลย ออกสดอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ได้ เป็นหลักจริยธรรม ตนคิดอย่างนั้น ถือเป็นความเห็นส่วนตัวของตนก็แล้วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 กล่าวถึงงบประมาณการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำว่า กมธ.งบฯส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเหตุผลและความจำเป็นของรัฐบาลในการจัดซื้อเรือดำน้ำ ซึ่งต่อมาที่ประชุม กมธ.ได้รับหนังสือที่ลงนามโดย พล.ร.ท.ธีรกุล กาญจนะ ปลัดบัญชีทหารเรือ ทำการแทนผู้บัญชาการทหารเรือ ว่าขอปรับลดงบในการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน 2 ลำ ในปีงบประมาณ 2564 ทั้งหมด คงเหลืองบประมาณในปีงบประมาณ 2464 จำนวน 0 ล้านบาท โดยที่ประชุมก็ได้มีมติตามหนังสือดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสัมพันธ์กล่าวต่อว่า ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกองทัพ ที่ยอมเลื่อนการจัดซื้อเรือดำน้ำออกไปอีก 1 ปี ซึ่งตนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯที่พร้อมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และมองให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 กล่าวว่า หลังจากที่คณะอนุกรรมาธิการชุดต่างๆ 8 ชุด ได้สรุปรายงานผลการปรับลดงบประมาณต่อกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายชุดใหญ่เสร็จสิ้นทุกคณะอนุกรรมาธิการฯ แล้ว ที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่มีมติปรับลดงบประมาณรวมทั้งสิ้น 31,965,549 ล้านบาท โดยคณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ที่มีตัดงบซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำนั้น ถูกปรับลดประมาณ 4,501 ล้านบาท ในการประชุม กมธ.งบประมาณวันที่ 1 ก.ย. จะพิจารณารายการแปรญัตติจากหน่วยงานต่างๆ ขณะนี้รัฐบาลได้แปรญัตติขอเพิ่มงบประมาณเข้ามาแล้ว อาทิ ขอเพิ่มงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน และค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 จำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการจะพิจารณาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ภายหลังฝนตกกระหน่ำทั่วกรุงเทพฯ อย่างหนักในช่วงกลางดึกคืนวันที่ 1 ก.ย. ทำให้ท่อน้ำเดรนซึ่งเป็นท่อระบายน้ำภายในห้องเซิร์ฟเวอร์ระบบกล้องวงจรปิด ตึกวุฒิสภา ชั้น 1 ด้านฝั่งตรงข้ามกับไปรษณีย์สาขารัฐสภา เกิดรูรั่วขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ ตั้งแต่เวลา 03.00-04.00 น.โดยประมาณ จนน้ำท่วมสูงระดับเอว และไหลซึมออกตามซอกประตู เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจรีบทุบลูกบิดประตู เนื่องจากเกรงว่าระดับน้ำจะท่วมถึงแผงวงจรควบคุมระบบกล้องวงจรปิด ทำให้น้ำในห้องไหลทะลักออกมาท่วมเจิ่งนองบริเวณโถงชั้น 1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้นถึงช่วงเช้าที่ข้าราชการมาทำงาน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการขนโพเดียมและโซฟาที่ตั้งอยู่บริเวณโถงอาคารหนีน้ำ พร้อมทั้งสั่งปิดลิฟต์ที่ทางเข้า-ออกหลักของอาคาร จำนวน 8 ตัว เนื่องจากเกรงว่าน้ำจะส่งผลต่อการทำงานของลิฟต์ โดยเจ้าหน้าที่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยอุดรูรั่วบริเวณท่อน้ำเดนไว้ชั่วคราวก่อนที่จะเชื่อมท่อใหม่อีกครั้ง ด้านพนักงานทำความสะอาดก็เร่งเช็ดทำความสะอาดน้ำที่เจิ่งนองไปทั่วห้องโถง กระทั่งเวลา 09.00 น. สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงว่า น้ำท่วมช่วงเวลา 04.00 น. บริเวณอาคารรัฐสภาด้านติดบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ฯ และเมื่อดูจากคลิปวิดีโอก็มีน้ำท่วมไหลลงมาจำนวนมาก จึงสั่งให้รีบหาสาเหตุทันที โดยนายช่างรายงานว่าท่อระบายน้ำฝนขนาดใหญ่ซึ่งต่อจากชั้น 7 ลงมาชั้น 1 โดยสันนิษฐานว่าน้ำฝนพัดเศษอิฐปูนจากชั้น 7 ลงมากระแทกข้องอชั้น 1&amp;nbsp; ที่ต่อเพื่อระบายน้ำสู่ชั้นใต้ดิน ทำให้ข้องอแตก จึงเกิดน้ำรั่วขนาดใหญ่ และเมื่อเวลา 6.00 น. ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเอาถุงทรายไปปิดช่องระบายน้ำฝนที่ชั้น 7 ซึ่งขณะนี้ไม่มีน้ำไหลลงมาแล้ว โดยให้สำนักรักษาความปลอดภัยทำรายงานเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสรศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์คุณภาพของอาคารที่ใช้งบประมาณก่อสร้างถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ปล่อยปละละเลย ซึ่งโดยปกติอาคารใหม่ทุกที่จะต้องมีการทดสอบอาคารก่อนประมาณ 2 เดือน เพื่อตรวจดูและจะได้ซ่อมแซมปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกที่ก็พบความไม่สมบูรณ์และต้องดำเนินการแก้ไข แต่ยอมรับว่าอาคารรัฐสภามีความจำเป็นต้องเข้าใช้อาคาร โดยไม่มีการทดสอบได้ดีเท่าที่ควร เพราะหากไปเช่าใช้อาคารที่อื่น จะต้องเสียงบประมาณหลายร้อยล้านบาท แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังอยู่ในเงื่อนไขที่บริษัทผู้ก่อสร้างจะต้องรับผิดชอบภายใน 2 ปี นับแต่วันส่งมอบพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา พูดถึงเรื่องนี้ว่า ได้รับรายงานจากนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ แล้ว ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งนี้มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท ไม่ใช่แสนล้านตามที่เป็นข่าว ซึ่งขณะนี้ยังก่อสร้างไม่เสร็จ โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ตนได้ตรวจสอบการก่อสร้างซึ่งมีความก้าวหน้าไปพอสมควรแล้ว และที่ค่อนข้างเรียบร้อยแล้วคือห้องทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ทั้งนี้ เมื่อครบสัญญาในสิ้นปีนี้ จะไม่มีการต่อสัญญาอีก ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเกิดขึ้น โดยขณะนี้ทราบมาว่าผู้รับเหมาระดมคนงานกว่า 4,000 คนมาเร่งก่อสร้างให้เสร็จ ซึ่งก็จะทำงานได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวต่อว่า ยังมีเวลาตั้งแต่เดือนนี้จนถึงเดือนธันวาคม งานหลักๆ ก็ผ่านไปแล้ว แต่ยอมรับว่าอาคารรัฐสภายังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอยู่มาก แต่คงต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จก่อน เพราะในขณะนี้ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องของสัญญา แต่เมื่อครบสัญญาแล้วจะต้องเข้าไปตรวจดูว่ามีจุดใดต้องแก้ไขบ้าง เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงผู้รับเหมาดูแลรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกับรัฐสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์น้ำท่วมนี้ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมโซเชียลฯ โดยเฉพาะงบประมาณที่ใช้ไปหลายหมื่นล้านบาท แต่กลับเกิดปัญหาเช่นนี้ให้เห็น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76197</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารเรือ, วินัยการเงินการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรือดำน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e60c6d9d46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาร์คชี้รบ.ใช้งบขัดกม.วินัยการคลัง โอนข้ามหน่วยงานไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย. 61 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลว่า ขณะนี้รัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุล 450,000 ล้านบาท หมายถึงใช้งบประมาณมากกว่าเงินที่เก็บได้&amp;nbsp; เป็นหนี้และต้องกู้ ซึ่งที่สุดประชาชนจะต้องเป็นคนใช้หนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หนี้คงค้าง 6 ล้านล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติ โดยตามมาตรฐานสากลอยู่ในภาวะที่ยอมรับได้ แต่ตายใจไม่ได้ ต้องดูว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่หลายโครงการของรัฐบาลหลายยุคใช้วิธีเลี่ยง โดยให้สถาบันการเงินของรัฐ หรือตั้งกองทุนเพื่อให้กู้&amp;nbsp; แต่สุดท้ายรัฐต้องนำเงินมาอุดหนุนภายหลัง ซึ่งหมายถึงประชาชนเป็นผู้จ่าย&amp;nbsp; ในสมัยรัฐบาลตนค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องแบบนี้ โดยกำหนดชัดว่าเวลาทำโครงการลักษณะนี้ ต้องแยกบัญชี และถ้ามีการขาดทุนจะต้องตั้งงบประมาณชดเชยทันทีในปีต่อไป ดังนั้นจึงอยากเห็นว่าขณะนี้ที่ค้างกัน ซ่อนกันอยู่ อยู่ที่ไหนอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบกลาง เป็นสิ่งที่กฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายวินัยการเงินการคลังพยายามจะจัดให้เป็นงบที่ไม่สามารถจัดอยู่ในงบประมาณปกติได้ ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ทำอยู่ปีสองปีที่ทำ และในปีงบประมาณต่อไปจากนี้ ทำตามเจตนารมณ์หรือยัง เพราะแปลกใจเวลาไป ครม.สัญจร และบอกว่าจะเอาเงินมาให้ คือ เอามาจากไหน เพราะหากไม่ตั้งงบประมาณไว้ก็ทำไม่ได้ ถ้าจะมีเงินมาให้ต้องมาจากงบกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทำแล้วขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คือ สมัยก่อนกฎหมายต้องการให้การนำเสนองบประมาณต่างๆ จะเสนออะไรต้องวิเคราะห์ดีแล้วว่าสามารถใช้จ่ายเงินได้ ถ้าใช้จ่ายไม่ได้ โครงการไม่ทัน หรือโครงการไม่เสร็จต้องส่งงบคืนคลัง แต่รัฐบาลนี้ บอกว่าหากใช้ไม่หมดให้กวาดกลับมาเป็นงบกลางได้หากกระทรวงทบวงกรมอื่นใช้ไม่หมดสามารถกวาดมาเป็นงบกลาง ซึ่งผมข้องใจเหมือนกัน ความจริงกฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายวินัยการเงินการคลังมีเจตนาค่อนข้างชัดว่าห้ามทำแบบนี้ โดยปกติกฎหมายวิธีการงบประมาณการโอนข้ามหน่วยงานทำไม่ได้ จึงอยากให้ชัดเจน ล่าสุด โครงการบัตรสวัสดิการคนจน จะเพิ่มให้อีก 3 เดือน เพราะนำเงินจากที่หน่วยงานอื่นใช้จ่ายไม่หมดมาให้&amp;rdquo; นายอภิสิทธิ์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16701</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, มาร์ค, รัฐบาล, วินัยการเงินการคลัง, อภิสิทธิ์, โอนงบข้ามหน่วยงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ac9ae3917f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
