<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุลาการศาล รธน. เริ่มประชุมแล้วคุมเข้มรักษาความปลอดภัยโดยรอบอาคารทุกทางเข้า-ออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 10.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมเพื่อนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184วรรคหนึ่ง (3)หรือไม่แล้ว ก่อนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณที่ทำการศาลและเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ การอ่านคำวินิจฉัยครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งกำหนดบุคคลให้เฉพาะผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้รับมอบฉันทะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดีเพื่อรับฟังการอ่านคำวินิจฉัย ส่วนประชาชนทั่วไป สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการอ่านคำวินิจฉัยผ่านยูทูปชาแนลชื่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศที่บริเวณหน้าอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยรอบอาคารมีการตั้งแผงกั้นรั้วเหล็ก พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนประจำจุดหน้าทางเข้าทุกประตู โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง และ บก.น. 2 จำนวน 3 กองร้อย ยืนกระจายกำลังตามจุดต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายที่ระบุข้อความ &amp;ldquo;ห้ามชุมนุมใกล้พื้นที่ศาลในระยะ 50 เมตร ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตาม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 8&amp;rdquo; &amp;nbsp;และติดประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง เรื่องอาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบริเวณนอกอาคาร ขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีเพียงสื่อมวลชนทยอยมาปักหลักทำข่าวเท่านั้น ยังไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาร่วมชุมนุมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บริเวณลานหน้าเสาธง ติดกับถนนแจ้งวัฒนะ ได้ติดตั้งลำโพง 2 ตัวสำหรับถ่ายทอดเสียงจากห้องพิจารณาคดีมาให้สื่อมวลชนและประชาชนที่จะมารับฟังการออกอ่านคำวินิจฉัยด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85716</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วินิจฉัย, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc72a0f844d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคุณสมบัติ&#039;ธรรมนัส&#039;แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.2563 - &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. 51 คน ขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6)ประกอบมาตรา 98 (10) และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส &amp;nbsp;สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160(6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบแล้ว พร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส เพื่อให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54 โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีมติให้ ร.อ.ธรรมนัสหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.หรือรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องยังไม่มีเหตุอันควรสงสัยที่จะมีคำสั่ง จึงมีคำสั่งว่า ร.อ.ธรรมนัสไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ ร.อ. ธรรมนัส ถูกพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่าถูก ศาลออสเตรเลียตัดสินว่า มีความผิดฐานนำเข้าและค้ายาเสพติด สั่งจำคุก 6 ปีแต่จำคุก 4 ปี ก่อนถูกเนรเทศกลับประเทศไทย จึงมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(10)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68959</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณสมบัติ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, วินิจฉัย, ศาลรัฐธรรมนูญ, สภาผู้แทนราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200222/image_big_5e5111457edfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2020 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2020 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมชัย&#039; มีคำตอบทำไมศาลรธน.ไม่ขึ้นบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยร่างพรบ.งบฯปี 2563  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ.63 - นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ความเห็นโดยสุจริต กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณี พรบ.งบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หากคำนึงถึงหลักการทางรัฐศาสตร์ และ ผลที่เกิดขึ้นต่อบ้านเมือง โดยไม่คำนึงถึงคำวินิจฉัยในอดีต คำวินิจฉัยเอกฉันท์ 9 : 0 ให้ พรบ.งบประมาณไม่โมฆะทั้งฉบับ เป็นคำตัดสินที่ถูกต้องแล้ว เพราะบ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า จะสะดุดทั้งประเทศด้วยเหตุความมักง่ายและไม่รับผิดชอบของ ส.ส.บางคนไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มติเสียงข้างมาก 5 :4 ที่ให้กลับไป ลงมติ วาระ 2-3 และส่ง ส.ว.ใหม่ แม้จะฉิวเฉียด แต่ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะต้องยอมเสียเวลาบ้าง เพื่อกลับไปแก้ไขในกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถตอบสังคมได้ว่า เสียบบัตรแทนกัน จบลงง่ายๆด้วยแค่ตัดคะแนนออกหรือ และหากวันหลังพบเพิ่ม ก็ร้องใหม่ ให้ตัดคะแนนใหม่ ไม่รู้จบสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มติ 5 : 4 เป็นการยืนยันว่า การเสียบบัตรแทนกันเป็นความผิดที่ต้องมีการดำเนินการต่อ โดย สภาต้องตั้งกรรมการสอบ และดำเนินการตามมาตรฐานจริยธรรม หากสรุปเป็นเรื่องร้ายแรงต้องส่ง ปปช. เพื่อส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษทางอาญา หากศาลประทับรับฟ้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลตัดสินว่าผิด ต้องโทษจำคุก ต้องหลุดจาก ส.ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. หลายคนสงสัยว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ขึ้นบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย เฉลยว่า คราวนี้เป็นการประชุมเพื่อวินิจฉัยข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ถูกร้อง จึงไม่ต้องอ่านคำวินิจฉัยต่อหน้าผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ออกเพียงแค่ press release แต่คราวหน้า 21 ก.พ. บ่ายสาม ขึ้นบัลลังก์แน่ครับ แต่เดาว่า กว่าจะขึ้นอ่านหรือกว่าจะอ่านจบ คงใกล้หรือเลยเวลาตลาดหุ้นปิดครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56616</URL_LINK>
                <HASHTAG>วินิจฉัย, ศาลรัฐธรรมนูญ, สมชัย ศรีสุทธิยากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181104/image_big_5bdf00a175364.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงศาลรธน.วินิจฉัยเสียบบัตรแทนกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; ส่งเรื่องเสียบบัตรแทนกันให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เชื่อเคาะเร็วทันใจแน่ เพราะได้รับผลกระทบเหมือนกัน &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; ย้ำกรณี พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่เหมือนแก้รัฐธรรมนูญหรือเงินกู้ยุคยิ่งลักษณ์ โอ่มีทางออกพรึ่บ แม้โมฆะก็ไม่วิบัติแน่ &amp;ldquo;ไพบูลย์&amp;rdquo; มั่นใจเดินหน้าต่อได้ อ้างต้องให้ความเป็นธรรมเสียงส่วนใหญ่ &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; พาเหรดขย่ม บีบศาลห้ามวินิจฉัยออกนอกลู่ เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว ขู่สังคมจับตา หากพลิกถือเป็น 2 มาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มกราคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ห้องรับคำร้องศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจคำร้องแล้ว และคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะนำคำร้องดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะตุลาการศาลภายในสัปดาห์หน้า เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ
นายชวนยังกล่าวย้ำว่า การฝากให้คนอื่นเสียบบัตรลงคะแนนแทน แต่ตัวไม่อยู่ในห้องประชุม เป็นกรณีที่มีปัญหาแน่นอน แต่กรณีตัวอยู่ในที่ประชุมแล้วให้บุคคลอื่นเสียบบัตรลงคะแนนแทนต้องดูที่เจตนารมณ์และต้องตักเตือน แม้สถานที่จะไม่เอื้ออำนวย แต่ก็อยากให้หลีกเลี่ยงการเสียบบัตรแทนกัน และคาดว่าปัญหาจะน้อยลงเมื่อมีการใช้ห้องประชุมสุริยัน ซึ่งมีจำนวนที่นั่งและเครื่องลงมติเพียงพอกับจำนวนสมาชิก
นายชวนยังกล่าวถึงข้อเสนอให้สแกนม่านตาหรือลายนิ้วมือแทน ว่าต้องดูความเหมาะสมว่าเป็นการใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเกินจำเป็นหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของแต่ละคน
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่ายังไม่ได้มีการร้องเรียนเข้ามา ดังนั้นต้องรอให้ร้องเรียนเข้ามาก่อน จึงจะไต่สวนได้ แม้ ป.ป.ช.สามารถยกเหตุอันควรสงสัยเข้าไปไต่สวนเองได้ แต่ประเด็นนี้ปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น เบื้องต้นสำนักงาน ป.ป.ช.มีการเฝ้าติดตามข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏผ่านสื่ออยู่ตลอด จึงต้องรอข้อเท็จจริงปรากฏให้ครบถ้วนเสียก่อน
เมื่อถามว่าหากเทียบกับกรณีนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า คดีนายนริศรยังเหลือการไต่สวนในทางอาญาอยู่ แต่การเสียบบัตรแทนกันกรณีนายนริศรกับที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ไม่อาจเทียบกันได้ แม้จะเกิดเหตุการณ์คล้ายกัน แต่ข้อเท็จจริงอาจต่างกันก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องรอผลสรุปเบื้องต้นเสียก่อน จึงดำเนินการอะไรต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกันระหว่างลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่าต้องรอ 2 อย่างคือ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสภา และรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยต้องรอผลตรวจสอบของสภาก่อน ซึ่งบัตรประจำตัว ส.ส.จะใช้ 2 กรณี ได้แก่ แสดงตนและลงมติ ปัญหาคือ มีการแสดงตนและกดลงมติหรือไม่ อย่างการลงมติในวาระ 2 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีการทำผิดๆ ถูกๆ ตั้งแต่มาตรา 31 ขึ้นไปนั้น ตรงนั้นไม่ต้องแสดงตน เพราะแสดงไปแล้วในตอนต้น แต่พอจบวาระ 2 จะขึ้นวาระ 3 ต้องแสดงตนใหม่จึงต้องดูว่าเป็นไปได้อย่างไรว่ามีการเสียบบัตรคาไว้ แล้วเด้งออกมาเป็นการแสดงตน จากนั้นเด้งออกมาเป็นการลงมติ ต้องตรวจสอบตรงนี้ ถ้าตอนแสดงตนไม่มีการแสดงตนตอนลงมติก็จะไม่เกิด หากเจ้าตัวไม่อยู่แล้วบัตรเสียบคาไว้จริงอย่างที่อ้าง การที่บัตรคาอยู่มันจะไม่เกิดผลอะไรทั้งนั้น ดังนั้นต้องให้เขาตรวจสอบ
เมื่อถามว่าบางฝ่ายพยายามหยิบยกเจตนาว่าเจ้าตัวอยู่ในห้องประชุม แต่ฝากบัตรกับเพื่อน เนื่องจากช่องลงมติไม่พอ นายวิษณุ กล่าวว่าเจตนาไม่ใช่เรื่องใหญ่ สุดท้ายให้ออกมาเป็นข้อเท็จจริงว่าเสียบบัตรคาไว้หรือไม่ หรือมอบหมายให้ใครกดหรือไม่ หรือได้มอบหมายคนอื่นแล้วรู้หรือไม่ว่าใครกด อาจได้คำตอบไม่ครบหมดก็ได้ ได้เท่าไรก็เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงข้อเสนอให้ใช้วิธีสแกนนิ้วเพื่อแก้ปัญหาเสียบบัตรแทนกัน นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่แน่ใจแม้ได้ยินเรื่องนี้ แต่หากที่นั่ง ส.ส.กำหนดตัวบุคคลไว้แล้ว ใครไม่อยู่ที่ตรงนั้นก็ว่าง สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว แต่ไม่ว่าผลสอบสภาออกมาอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังต่อไปในอนาคต เพราะกว่าห้องประชุมสุริยันจะเสร็จระหว่างนี้จะมีการลงมติอีกหลายครั้ง ต้องระมัดระวังไม่ให้ใครที่มีเจตนาร้าย หรือไม่ได้เจตนาร้ายแต่เลินเล่อ หรือกระทำโดยมิชอบประการใดจนทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบทั้งหมด ไม่ควรเกิดขึ้นต้องป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าได้หารือกับนายกฯ เกี่ยวกับทางออกของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ แล้วหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทางออกมันมีอยู่ แต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน เราจะได้รู้ว่าถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิดตรงไหนจะได้แก้ไขเสีย ได้บอกไปแล้วว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าล่าช้านั้นเรื่องจริง วันนี้ความกังวลคือการล่าช้า แต่ถ้ากังวลว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงนั้นมันไม่เกิด อย่าไปพูดให้เกิดความกังวล มีคนออกมาพูดก่อนว่าจะวิบัติ จึงย้ำว่าไม่วิบัติ ข้าราชการได้เงินเดือน เพราะสำนักงบประมาณได้เตรียมวิธีแก้ปัญหาไว้แล้ว พอดีพอร้ายเผลอๆ โครงการต่างๆ อาจมีช่องทางไปได้ แต่โครงการลงทุนใหม่อาจยาก ซึ่งขอให้รู้ก่อนว่าความผิดบกพร่องเกิดขึ้นที่ตรงไหน จะแก้อย่างไร ส่วนการออก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด นั่นเป็นทางสุดท้าย
ถามอีกว่า รัฐบาลมีทางออกอยู่แล้วใช่หรือไม่ แต่ไม่มั่นใจจึงประสานวิปรัฐบาลให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่ไม่มั่นใจ มั่นใจแต่ไม่บอก ส่วนเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเร่งด่วนนั้น ศาลรู้อยู่แล้ว เพราะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ส่วนจะเร็วแค่ไหนนั้น ก็ไม่ควรเร็วกว่ากำหนดเวลาที่ควรจะเป็น
วิษณุลั่นไม่เหมือนปี 56-57
รองนายกฯ ย้ำว่า กรณีนี้ต่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2556 และ 2557 โดยความต่างยังมีอีกว่ากรณีปี 2556 เป็นกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนปี 2557 เป็นร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเสียไปเพราะกระบวนการไม่ถูกต้อง วันนี้สังเกตหรือไม่ว่าใคร โดยเฉพาะฝ่ายค้านพูดถึงกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2556 พูดแต่ พ.ร.บ.กู้เงินปี 2557 โดยทั้ง 2 กรณีเป็นการเสียบบัตรแทนกันโดยคนคนเดียวกัน และตอนนั้นการพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับไม่มีกำหนดเวลา เมื่อเสียคือเสียไป แต่บังเอิญร่าง พ.ร.บ.งบประมาณนั้นในมาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดว่าหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จใน 105 วัน ให้ถือว่าสภาเห็นชอบ ที่เขียนไว้เช่นนั้นเพราะเขากลัวสภาแช่ไว้ แปรญัตติกันไปกันมา จึงเขียนว่าถ้าไม่เสร็จให้ถือว่าเสร็จ ดังนั้น จึงเป็นความต่างอยู่ แต่หากศาลบอกว่าไม่ต่างก็แล้วแต่ศาล เพียงแต่ที่ยื่นเพื่อชี้ประเด็นให้เห็นว่าไม่เหมือนกัน
&amp;ldquo;พูดก็พูดนะ กฎหมายงบประมาณถ้าไม่ล็อกเรื่อง 105 วัน มันมีช่องทางคิดได้เหมือนกันว่าเอากลับไปโหวตใหม่ แต่เมื่อมีกำหนดเวลาเอาไว้ ก็เป็นช่องที่ขอให้ศาลวินิจฉัยหน่อยว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ลองคิดเอาง่ายๆ 105 วัน ครบเมื่อต้นเดือน ม.ค. ผมไม่ได้สรุป แต่ชี้ให้เห็นว่ามีนัยที่ต่างจากสองเรื่องที่เคยเกิดขึ้น&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว และว่า หากมาตรา 143 สามารถใช้ได้กับเรื่องนี้ มันจะกลับไปสู่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่เสนอในวาระที่ 1 ทุกอย่างที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตัดๆ ไปจะกลับไปสู่ร่างแรก เพราะเจตนาของมาตรานี้ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดกระบวนการทำผิด หรือคณะ กมธ.ทำล่าช้า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เพราะมีมาตรา 143 ใช่หรือไม่ จึงระบุว่าไม่ถึงขั้นวิบัติ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่ทางออกสุดท้าย แต่เป็นทางออกหนึ่ง ซึ่งมีถึง 6-7 ทางออก และสมมุติว่าโมฆะหมดเลย ก็หาทางออกอื่น มีหลายทาง มันใหญ่กว่าช่องเยอะ ไม่ต้องรอด เดินสง่าผ่าเผย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;รับผิดชอบอย่างไร งบประมาณก็ได้ออก ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่มีข้าราชการคนไหนไม่ได้เงินเดือน หรือโครงการไหนดำเนินการไม่ได้ เพียงแต่มันจะช้า ไม่มีปัญหา ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่คาดหมายว่าจะวิบัติ&amp;rdquo; นายวิษณุตอบข้อถามหาก พ.ร.บ.งบประมาณโมฆะ รัฐบาลต้องรับผิดชอบหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรค ปชป. ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ จะมีผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่าจะมีผลในแง่กฎหมาย แต่จะเกี่ยวกับรัฐบาลนั้นพูดยากในตอนนี้ เพราะมันขึ้นอยู่กับเรื่องข้อเท็จจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่ารัฐบาลจะล้ม เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากคนภายในรัฐบาลเอง ไม่ใช่ฝ่ายค้าน นายสาธิตตอบว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ด้วยความชอบธรรม ไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ว่าสถานะรัฐบาล นอกจากปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน และความชอบธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การอยู่ได้ของรัฐบาลนั้น ไม่ได้อยู่ที่ศาลตัดสินอย่างเดียว แต่อยู่ที่การตัดสินของประชาชนและสถานการณ์ แต่ก็ไม่ควรไปต่อว่านายนิพิฏฐ์ แต่ที่สิ่งที่ต้องคิดกันต่อคือผู้ที่ไม่ลงคะแนนนั้นเป็นความผิด ซึ่งมั่นใจว่าคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สธ.ให้เข้าใจได้ แต่คนอื่นผมไม่รู้&amp;rdquo; นายสาธิตกล่าว &amp;nbsp;
ไพบูลย์มั่นใจไม่โมฆะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า สาระสำคัญของคำร้องทั้ง 2 ฉบับทั้งของฝ่ายค้านและรัฐบาลเองเสียบบัตรแทนกันนั้น ไม่ได้มีข้อความใดระบุว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่น่าที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณต้องตกไปอย่างแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมั่นใจ และเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับประเทศ เพราะเมื่อปี 2557 ผมเคยยื่นให้มีการตรวจสอบร่างงบประมาณสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้งบประมาณต้องตกไป และครั้งนั้นศาลใช้เวลาในการพิจารณาเพียง 10 วัน ซึ่งตามกรอบสามารถพิจารณาได้ไม่น้อยกว่า 15 วัน จึงเชื่อว่าการวินิจฉัย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ศาลจะใช้เวลาพิจารณาไม่น่าจะเกิน 15 วัน&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ยังกล่าวถึงกรณีการเสียบบัตรแทนกัน ว่าเป็นเพียงคนส่วนน้อย และต้องให้ความเป็นธรรมกับเสียงส่วนใหญ่ ที่มุ่งมั่นทำหน้าที่ด้วย การกดบัตรแทนกันนั้นแม้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้มีเสียงเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงมติได้ หากวินิจฉัยให้ต้องตกไปก็ถือว่าไม่เป็นธรรมกับ ส.ส.ส่วนใหญ่ ส่วนคนที่เสียบบัตรก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น น่าจะมาจากเหตุผล 2 ประการคือ 1.จำนวนช่องเสียบบัตรไม่เพียงพอกับจำนวนสมาชิก 2.เกิดจากการที่รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนปริ่มน้ำ สุ่มเสี่ยงแพ้มติหรืออาจเกิดเหตุสภาล่ม ทำให้วิปรัฐบาล ต้องกำชับให้ลงคะแนนโดยพร้อมเพรียงกัน และมีการคาดโทษกับผู้ขาดประชุม เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ ส.ส.บางคนที่ติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ จึงมีการฝากบัตรกับเพื่อนสมาชิกด้วยกัน เพื่อใช้สิทธิ์กดบัตรแทน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขปัญหาได้ใน 2 ประเด็น คือ 1.เมื่อเปิดใช้ห้องประชุมสุริยันอย่างเป็นทางการ และ 2.กรณีรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนปริ่มน้ำ เป็นปัญหาทางการเมืองที่แก้ไขได้ยาก อาจมีเสียงเพิ่มเฉพาะกรณีมีงูเห่าลงคะแนนสนับสนุนเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาส่วนบุคคล ขึ้นอยู่ที่ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกของแต่ละบุคคลมากกว่า ถ้า ส.ส.ทุกคนเคร่งครัดต่อระเบียบวินัย และภาระหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อตนเองแล้ว ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน&amp;rdquo; นายเทพไทกล่าว
พท.พาเหรดย้ำต้องผิด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคิดเห็นของพรรคฝ่ายค้านนั้น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า กรณีกดบัตรแทนกันสะท้อนให้เห็นผลกระทบที่สำคัญ 2 ด้าน ทั้งด้านความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศ และความเสียหายต่อบรรทัดฐานของการตีความกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในสังคม ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเฝ้าจับตามองว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายอย่างไร โดยการบิดเบือนหรือการตีความใดๆ ที่ต่างออกไปจากข้อสรุป และความเชื่อที่สังคมมีอยู่น่าจะทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมที่กำลังมีข้อกังขาอยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรค พท. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านกล่าวถึงความเห็นของนายวิษณุในเรื่องนี้ ว่าเป็นการให้ความเห็นที่ขาดหลักเกณฑ์ทางกฎหมายรองรับ เป็นการชี้นำ เพราะทุกครั้งที่นายวิษณุพูดการตัดสินขององค์กรอิสระมักออกมาในทิศทางเดียวกันกับที่นายวิษณุเคยให้ความเห็นไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเดียวกัน ข้อกฎหมายเดียวกัน และในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่าการกระทำของ ส.ส.พรรคจะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคมีความผิดเช่นเดียวกัน หากสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริง กรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องรับโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง 20 ปี เพราะกดบัตรแทนกัน ไม่ว่ากรณีไหนก็คือความผิดเช่นเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรค พท. กล่าวเช่นกันว่า สังคมจับตามอง เพราะกระทบกระบวนการเสนองบประมาณแล้ว เขายังดูว่าระบบรัฐสภาไทยและระบบประชาธิปไตยไทยเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่ หากเรื่องนี้มีการให้ความเห็นทางกฎหมายที่ผิดเพี้ยนจากมาตรฐานที่เคยมีจะทำลายบรรทัดฐานทางการเมือง ถ้าไปถึงองค์กรอิสระที่พิจารณาเรื่องนี้ก็กระทบกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ทุกฝ่ายต้องทำให้เกิดความชัดเจนตรงไปตรงมา เพราะหากทำให้สังคมเห็นว่ามีการดำเนินการหลายมาตรฐาน จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ระบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;ldquo;นายวิษณุควรแสดงความเห็นให้น้อยลงจะเกิดประโยชน์กับประเทศมากกว่า เพราะความเป็นทางกฎหมายของท่านในระยะหลัง บางทีเป็นการแสดงทัศนะส่วนตัวมากเกินไป ควรปล่อยให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ&amp;rdquo; นายภูมิธรรมกล่าว
ด้านนายโภคิน พลกุล ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร แต่เห็นว่าหากเป็นกรณีที่กระบวนการตราไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ร่าง พ.ร.บ.ต้องตกไปทั้งฉบับ เพราะถือว่าเป็นการขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีแนวคำวินิจฉัยเมื่อปี 2557 มาแล้ว และไม่สามารถนำมาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญมาปรับใช้ได้ เพราะเป็นคนละกรณีกัน &amp;nbsp;
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการหัวใจไม่หยุดเต้น ว่าหลังจากนี้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์คงระวังตัวกันแจ ยี่ห้อนายอนุทินและนายเนวิน ชิดชอบ คงไม่ปล่อยให้ใครเตะกินเปล่าง่ายๆ ซึ่งหลายคนบอกว่าถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเชื่อขนมกินได้ว่าไม่รอด ส่วนรัฐบาลชุดนี้ผลจะเป็นอย่างไรนั้น ถ้าฟังนายวิษณุยังไงก็รอด กฎหมายมีอภินิหาร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55426</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, พ.ร.บ.งบประมาณ, วินิจฉัย, ศาลรัฐธรรมนูญ, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสียบบัตรแทน, เสียบบัตรแทนกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2b08e4dfecb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศึกษาด่วน!คดีแบบไหนเข้าข่ายมาตรการ-วิธีชั่วคราวก่อนวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.2562 - &amp;nbsp;นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกประกาศข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 97 ก เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 และจะมีผลบังคับใช้ในอีก 30 วันถัดไปนั้น&amp;nbsp;มีเนื้อหาถึง 46 ข้อจำนวน 63 หน้านั้น มีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างมากในส่วนที่ 5 ว่าด้วยมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ซึ่งแม้มีเพียง 4 ข้อจากข้อ 37 ถึง 40 แต่น่าจะสร้างผลสะเทือนอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเนื้อหาของข้อบังคับดังกล่าวมีดังนี้ ข้อ 37 คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอมาในคำร้องหรือคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรืออาจยื่นคำขอในเวลาใด ๆ ก่อนศาลวินิจฉัยคดี เพื่อให้ศาลมีมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย อันจะมีผลเป็นการชะลอหรือระงับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้เป็นการชั่วคราว หรือมีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่กรณีฝ่ายที่ร้องขอไว้ในระหว่างการพิจารณาคดี หรือเพื่อประโยชน์แก่การบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลในภายหลัง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คำขอตามวรรคหนึ่ง ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์ให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวอย่างใด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลังประการใด หรือเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้จะถึงอย่างไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในกรณีที่ไม่มีคำขอตามวรรคหนึ่งแต่พฤติการณ์แห่งคดีมีความจำเป็นรีบด่วน ศาลอาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยได้ตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 38 ในกรณีที่ศาลหรือคณะตุลาการเห็นว่าคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยใดยื่นโดยไม่มีข้ออ้างหรือข้อเท็จจริงเพียงพอ หรือไม่มีเหตุผลหรือสำระอันควรได้รับการพิจารณา หรือไม่มีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำขอ ให้สั่งไม่รับคำขอดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 39 เมื่อศาลหรือคณะตุลาการมีคำสั่งรับคำขอตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง และส่งสำเนาคำขอให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งทำคำคัดค้านคำขอนั้นแล้ว ให้ศาลนัดไต่สวนคำขอโดยเร็วเพื่อให้คู่กรณีนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลตามข้ออ้างหรือข้อคัดค้านของแต่ละฝ่าย และให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวโดยไม่ชักช้ำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินรีบด่วนเป็นกรณีพิเศษและมีเหตุจำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ศาลอาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรแก่กรณีได้โดยไม่ต้องไต่สวนและไม่ต้องรับฟังความเห็นของคู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้องก่อนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 40 มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามข้อ 37 วรรคหนึ่งหรือวรรคสามศาลอาจมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นการเฉพาะดังต่อไปนี้ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) หากกฎหมายมิได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะอย่างสำคัญ ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐรอการพิจารณาหรือการดำเนินการเรื่องนั้นไว้ก่อนหรือชะลอการบังคับใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แล้วแต่กรณี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (2) คดีเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐ หรือคู่กรณี รอการพิจารณาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (3) คดีเกี่ยวกับการร้องขอให้เลิกการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐ หรือคู่กรณี กระทำการหรือระงับการกระทำใด ๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (4) คดีที่ประชำชนหรือชุมชนยื่นคำร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีไปก่อนหรือรอการพิจารณาหรือการดำเนินการเรื่องอื่นใดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (5) คดีเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐรอการพิจารณาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (6) คดีที่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ร้องขอว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 &amp;nbsp;ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐกระทำการหรือมิให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เกี่ยวข้องจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (7) คดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่ามติของคณะรัฐมนตรีหรือการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 29 ศาลอาจมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการหรือการบังคับการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือสั่งการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไปก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(8) คดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่น ศาลอาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอหรือคู่กรณีในระหว่างการพิจารณาคดี หรือสั่งให้พรรคการเมืองระงับการกระทำใดไว้เป็นการชั่วคราวตามคำขอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียน หรืออัยการสูงสุดแล้วแต่กรณี จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การมีคำสั่งตามวรรคหนึ่งต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่กรณี และต้องเป็นไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หรือเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้จะถึง
การมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุดและให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น แต่กรณีที่มีข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสำระสำคัญที่ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวขึ้นใหม่ศาลอาจออกคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวใหม่ได้ โดยจะต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของตุลาการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้ การออกคำสั่งแต่ละครั้งให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45982</URL_LINK>
                <HASHTAG>นุรักษ์ มาประณีต, ประกาศ, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, มาตรการ, รัฐธรรมนูญ, ราชกิจจานุเบกษา, วิธีการชั่วคราว, วินิจฉัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
