<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่างไรคือความสัมพันธ์ win-win?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำปักกิ่ง ให้ข้อมูลและบทวิเคราะห์ว่าด้วยความสัมพันธ์ไทย-จีนที่จะต้องเป็นลักษณะ &amp;quot;ได้ประโยชน์ด้วยกัน&amp;quot; หรือ win-win อย่างน่าสนใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวานนี้ผมได้ขออนุญาตท่านนำบางตอนมาเล่าให้ฟังแล้ว วันนี้ขอนำอีกส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์นั้นมาขยายความให้อ่านกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านบอกว่าในช่วงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ในหลายโอกาสไม่ว่าจะกับสื่อมวลชนหรือในเวทีสัมมนาในบริบทเกี่ยวกับประเด็นผลประโยชน์ร่วมกันภายใต้แนวคิด Silk Road ทางทะเลนั้น ท่านมักยกตัวอย่างความรุ่งเรืองของ &amp;quot;การค้าสำเภาไทย-จีน&amp;quot; ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุคนั้นการค้าทางทะเลระหว่างไทย-จีนเจริญถึงขีดสุด มีกองเรือสำเภาแล่นขนส่งสินค้าระหว่างเมืองท่าไทย-จีน ขาไปบรรทุกข้าว ดีบุก ไม้ซุง ของป่า หรือแม้กระทั่งรังนกนางแอ่นจากสยาม ขากลับจากจีนบรรทุกผ้าไหม ใบชา เครื่องปั้นดินเผา หรือหลายครั้งก็ถือโอกาสบรรทุกตุ๊กตาหินหรือที่เรียกว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ตัวอับเฉา&amp;quot; ไว้ถ่วงน้ำหนักเรือโต้คลื่นขากลับ ตุ๊กตาหินเหล่านี้ปัจจุบันยังยืนตระหง่านต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทูตวิบูลย์บอกว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 3 ทรงใส่พระราชหฤทัยยิ่งในการรักษาและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน พระองค์ทรงนำความมั่งคั่งจากการค้าสำเภากับจีนสู่สยาม และได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่าเป็น &amp;quot;พระบิดาแห่งการค้า&amp;quot; ของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์โปรดฯ ให้มีการสร้างสำเภาจีนจำลองยาวกว่า 40 เมตรที่วัดยานนาวา ซึ่งชื่อวัดก็แปลได้ว่าเป็นยานพาหนะทางทะเล นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดฯ ให้สร้างวัดราชนัดดา วัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบจีนในกรุงเทพฯ อีกแห่งไว้เป็นอนุสรณ์สถาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคหลัง รูปแบบความสัมพันธ์ไทย-จีนแม้จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์จากยุคสุโขทัยสู่อยุธยาและรัตนโกสินทร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เนื้อหาสำคัญคือการอำนวยหรือเกื้อกูลผลประโยชน์ระหว่างกัน ในกระบวนความสัมพันธ์ที่ทำให้ยั่งยืนยาวนานผ่านแต่ละยุคสมัยมาได้นั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคมหรือความมั่นคง น่ายินดีที่คำว่า &amp;quot;ข้อริเริ่ม&amp;quot; ด้าน &amp;quot;One Belt, One Road&amp;quot; หรือ BRI ปัจจุบันมีการใช้กันอย่างเป็นทางการทั่วไปมากกว่าจะใช้คำว่า &amp;quot;ยุทธศาสตร์ One Belt, One Road&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า &amp;quot;ข้อคิดริเริ่ม&amp;quot; หรือ Initiative ในภาษาอังกฤษย่อมสื่อความหมายกว้างไกลกว่าในแง่ผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศตามแถบเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหม สะท้อนจิตวิญญาณของความรุ่งเรืองและการอำนวยประโยชน์ร่วมกันของเส้นทางสายไหมที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แน่นอนยังจะมีส่วนช่วยให้ประเทศต่างๆ เกิดความมั่นใจใน &amp;quot;The Rise of China&amp;quot; หรือการ &amp;quot;ผงาดขึ้นมาของจีน&amp;quot; นั้นว่าเป็นไปอย่างสันติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านบอกว่าถ้าจะวิเคราะห์ถึงแก่นกันจริงๆ แล้ว ในกระบวนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียนโดยรวม รวมทั้งประเทศไทย ไม่มีสิ่งใดจะสำคัญเกินกว่าการสร้าง &amp;ldquo;ความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นระหว่างกัน&amp;rdquo; โดยผ่านผลประโยชน์จากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งประจักษ์ชัดจากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นในความสัมพันธ์ไทย-จีนตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทูตวิบูลย์ในฐานะที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาตลอด ยืนยันว่าในส่วนนี้ไทยและจีนโชคดีที่ไม่มีปัญหาพื้นฐานสำคัญที่เป็นความขัดแย้งระหว่างกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถึงกระนั้นจากหลากหลายปัจจัย หากติดตามจากปฏิกิริยาข่าวสารต่างๆ ในภาคประชาสังคม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีความเคลือบแคลงในส่วนที่เป็นผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย กลายเป็นประเด็นได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกันในโครงการต่างๆ ซึ่งอันที่จริงเรื่องลักษณะนี้ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์ความสำเร็จที่แก้ไขปัญหาความไม่ลงตัวของผลประโยชน์ที่มีกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกับมาเลเซียในกรณีปัญหาการทับซ้อนของไหล่ทวีปทางทะเล&amp;quot; ทูตวิบูลย์ย้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่สุดภายใต้หลักการพัฒนาร่วมกันก็ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถลุล่วงปัญหาได้แบบ Win-Win &amp;nbsp;คือได้ผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นปัญหาหรืออุปสรรคของความสัมพันธ์ ในส่วนนี้ นโยบาย &amp;quot;Go Global&amp;quot; หรือ &amp;quot;走出去&amp;quot; หรือ BRI ของจีนก็ตาม หากจะทำให้สัมฤทธิผลมากขึ้น จีนเองก็อาจจำเป็นต้องหารูปแบบการพัฒนาร่วมอันเป็นที่ยอมรับของประเทศอาเซียนอื่นที่อ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านยกกรณีกับประเทศฟิลิปปินส์ภายใต้บรรยากาศผู้นำที่เน้นประโยชน์ร่วมในปัจจุบัน ซึ่งหากเร่งดำเนินการแก้ไขอุปสรรคที่มีอย่างเหมาะสมและมีความสอดคล้องลงตัวของผลประโยชน์ระหว่างกัน ก็ย่อมจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นที่อ้างสิทธิ์ดำเนินการตามเพื่อแก้ไขอุปสรรคที่มีอย่างมีความมั่นใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันนี้ย่อมส่งผลดีกับนโยบายด้านอื่น โดยเฉพาะโครงการ BRI ของจีนที่จะมีต่ออาเซียนโดยรวมอีกด้วย&amp;quot; อดีตทูตไทยประจำปักกิ่งบอก.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรุ่งนี้: เมื่อลมแรงจะสร้างกำแพงหรือกังหันรับลม?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16446</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, วิบูลย์ คูสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย-จีน win-win:จากซำปอกงถึงสีจิ้นผิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำปักกิ่ง คุณวิบูลย์ คูสกุล พูดในงานสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีนครั้งที่ 7 เมื่อเร็วๆ นี้ เน้นว่าทั้งสองประเทศจะคบหากันแบบ win-win จะต้องให้โครงการ One Belt One &amp;nbsp;Road หรือ &amp;nbsp;Belt and Road Initiative (BRI) กับโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ของไทยเดินหน้าไปพร้อมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนหนึ่งท่านทูตวิบูลย์ย้อนไปสมัยอยุธยากว่า 600 ปีก่อนหน้านี้ ก็ถือเป็นช่วงสำคัญช่วงหนึ่งในความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเป็นยุคที่เจิ้งเหอ (Zheng He) นักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของราชสำนักจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิงเดินทางมาเพื่อบุกเบิกขยายความสัมพันธ์และการค้ากับประเทศในภูมิภาคแถบนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงศรีอยุธยาที่เป็นราชธานีของไทยสมัยนั้น ซึ่งเปิดกว้างรับการค้ากับต่างชาติก็เป็นจุดหมายที่เจิ้งเหอให้ความสำคัญและแวะพักกองเรือเป็นเมืองท่าแรกๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ ตลอดระยะเวลาการเดินเรืออันยาวนานของเจิ้งเหอจากจีน 7 ครั้ง &amp;nbsp;อย่างน้อยที่สุดเคยแวะพักกองเรือที่กรุงศรีอยุธยาถึง 3 ครั้ง (ดูแผนที่ประกอบ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นเป็นราชธานีที่เปิดรับการเข้ามาของทุกชนชาติ มีชุมชนนานาชาติในกรุงศรีอยุธยาที่ยังมีบันทึกและหลักฐานบ่งบอกจนถึงทุกวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าชุมชนชาวจีนก็เป็นอีกชุมชนที่มีขนาดใหญ่และสำคัญที่สุด จนน่าประหลาดใจที่บันทึกประวัติศาสตร์ของไทยไม่นับชุมชนจีนเป็นชุมชนต่างชาติ แต่เป็นชุมชนที่มีการอยู่ร่วมกับชุมชนไทยท้องถิ่นอย่างผสมกลมกลืน ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญของนโยบายของไทยที่มีต่อชาวจีนโพ้นทะเลในยุคต่อมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตเท้าความว่าในทศวรรษ 1970 ในช่วงที่จีนเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในกลุ่มอาเซียน รูปแบบนโยบายของประเทศไทยในการกำหนดสถานภาพของจีนโพ้นทะเลที่ยืดหยุ่นสอดคล้องในทางปฏิบัติ ได้กลายเป็นตัวอย่างหรือแบบปฏิบัติที่จีนประสงค์ให้ประเทศอาเซียนอื่นๆ &amp;nbsp;ดำเนินตามในกระบวนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในยุคนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตวิบูลย์มีความเชี่ยวชาญภาษาจีน ท่านเล่าว่าเจิ้งเหอเป็นที่รู้จักของประชาชนแถบนี้ในนาม &amp;nbsp;&amp;quot;ซำปอกง&amp;quot; คำออกเสียงสำเนียงแต้จิ๋วจากคำ &amp;quot;ซานเป่ากง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาษาจีนกลาง คำแปลมีอีกนัยหนึ่ง อาจจะตีความว่าคือ &amp;quot;แก้ว 3 ประการ&amp;quot; หรือพระรัตนตรัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามบันทึกบางอันในส่วนนี้ถึงกับเชื่อว่า เจิ้งเหอมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกาลต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1403 สิ่งที่น่าสนใจในส่วนนี้คือ &amp;quot;ซำปอกง&amp;quot; ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความนับถือศรัทธาของคนในภูมิภาค เฉพาะในประเทศไทยมีวัดที่สร้างเป็นอนุสรณ์แด่ซำปอกงอย่างน้อย 3 แห่ง มีอำเภอมีแม่น้ำชื่อบางปะกงซึ่งหมายถึงซำปอกง ที่ดลใจให้เกิดเพลงรักอมตะมากมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตวิบูลย์บอกว่าหลักฐานเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของเจิ้งเหอ ที่นอกจากสะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการเดินเรือแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือหลักการ &amp;ldquo;共享太平之福&amp;quot; คือ &amp;quot;ร่วมรับประโยชน์จากสันติสุขที่มีร่วมกัน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเป็นโลกทัศน์ที่กว้างไกลล้ำยุคของราชสำนักหมิง เชื่อมั่นว่าวิสัยทัศน์ในข้อคิดริเริ่ม Silk Road &amp;nbsp;ทางทะเลยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ของจีนและ BRI ในภาพรวม หรือแม้กระทั่ง &amp;quot;ความฝันจีน&amp;quot; คือ &amp;nbsp;Chinese Dream ก็ได้แรงดลใจจากโลกทัศน์กว้างไกลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านทูตบอกต่อว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เส้นทางสายไหม&amp;quot; หรือ &amp;quot;Silk Road&amp;quot; ตั้งแต่ยุคโบราณทำให้จีนสามารถขยายการแลกเปลี่ยนการค้าและกิจกรรมวัฒนธรรมอื่นๆ กับนานาประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนสามารถส่งออกสินค้าสำคัญที่เลื่องลือไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา เครื่องลายคราม ใบชา ตลอดจนโลหะมีค่าอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็นำเข้าสินค้าที่จีนขาดแคลนจากต่างประเทศ ประเด็นสำคัญในส่วนนี้คือการเกื้อเสริมเติมเต็มซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกันในลักษณะนี้ เป็นจิตวิญญาณสำคัญที่ขับเคลื่อนเส้นทางสายไหมในยุคโบราณ ฉันใดก็ฉันนั้น การพัฒนาเพื่ออำนวยผลประโยชน์ร่วมกันก็จะเป็นพลังหลักขับเคลื่อน BRI &amp;nbsp;ในยุคใหม่ของจีนในความร่วมมือที่มีกับนานาประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และก็แน่นอนรวมทั้งกับประเทศไทย ผู้นำยุคใหม่ของจีนล้วนมีวิสัยทัศน์และตระหนักดีว่า เมื่อใดก็ตามที่จีนมีนโยบายเปิดและมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้ากับนานาประเทศ จีนก็จะเจริญรุ่งเรือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังเช่นยุคเส้นทางสายไหมสมัยโบราณ และถัดมาในยุคการเปิดประเทศตามนโยบายท่านเติ้งเสี่ยวผิงใน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแน่นอนผู้นำจีนยุคปัจจุบันก็ยิ่งตระหนักดีว่า การสานฝันของจีนสู่ยุครุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง &amp;nbsp;(伟大复兴中华) ตามความฝันจีน หรือ Chinese Dream นั้น การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ &amp;nbsp;BRI ในกระบวนเชื่อมประสานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้ากับนานาประเทศนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ดังเช่นผลสำเร็จของการเปิดการติดต่อทาง Silk Road กับนานาประเทศ โดยเฉพาะในยุคราชวงศ์ถังในศตวรรษที่ 7 เป็นส่วนผลักดันสำคัญให้จีนสามารถพัฒนาถึงยุค &amp;quot;รุ่งเรืองสุด&amp;quot; หรือ 盛世 ได้ในประวัติศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทเรียนหรือข้อสรุปในส่วนของ Silk Road โบราณที่บอกกับเราคือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะกับไทยนั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ในส่วนนี้คือ ความเจริญรุ่งเรืองของความสัมพันธ์ลักษณะนี้ที่จีนมีกับประเทศอื่นๆ สามารถตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาผลประโยชน์ที่มีร่วมกันในลักษณะที่เรียกว่า Win-Win ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางสายไหมในอดีตจะกลายเป็นเส้นทางสายไหมยุคดิจิทัลได้อย่างไร พรุ่งนี้ผมเอาเนื้อหาของคำปราศรัยของท่านทูตวิบูลย์มาเล่าต่อครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16372</URL_LINK>
                <HASHTAG>Silk Road, กาแฟดำ, วิบูลย์ คูสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
