<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58129</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอมรับแล้ว&#039;ส้มกลายพันธุ์&#039;ย้ายพรรคเพราะรักเสี่ยหนู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.63- นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส. บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าย้ายมาพรรคภูมิใจไทย​ (ภท.)​ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ชักชวนมาหลายเดือนแล้ว แต่ขณะนั้นตนยังอยู่พรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่า ไม่มีค่าตัวใดๆ มาด้วยใจ​ เพราะรักในหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รู้จักกันมานาน 20 ปี ไม่มีลังเล​ เพราะตั้งใจที่จะมา มีการสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 24 ก.พ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าได้คุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แล้วหรือยัง นายวิรัช กล่าวว่า ไม่ต้องคุย​ มันเป็นสิทธิ​ เมื่อพรรคถูกยุบแล้วถือเป็นสิทธิ์ของตน เมื่อยุบแล้วมันต้องหาพรรคใหม่ ตนไม่ได้ย้ายตอนพรรคอนาคตใหม่ยังอยู่ และตนจะไปไหนจะดูว่าไปสร้างประโยชน์ให้กับบ้านที่เคยอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า​ จะมี​ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่มาอีกหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ตนไม่ยุ่ง มาคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายวิรัชให้สัมภาษณ์นายอนุทินได้เดินมาพอดี​ นายวิรัชยิ้มและได้ชี้ไปที่นายอนุทิน พร้อมกล่าวว่า &amp;ldquo;ผมรักท่านมากที่สุด&amp;rdquo; ขณะที่นายอนุทิน ได้กล่าวว่า &amp;ldquo;ผมรู้จักท่านมา 30 ปีแล้ว ท่านให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกฎหมายเยอะมาก เพราะเป็นคนที่มีความรู้ด้านกฎหมาย เราต้องการความรู้ความสามารถของท่าน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า​ คนอื่นๆสมัครแล้วหรือยัง นายวิรัช ตอบว่าไม่ทราบ.&lt;/p&gt;





&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58129</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูมิใจไทย, ย้ายพรรค, รักเสี่ยหนู, วิรัช พันธุมะผล, อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54b9a354e17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039;นำทีมสู้คดีซุกหุ้นสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนาคตใหม่ตั้งหลักเตรียมสู้คดี 21 ส.ส.โดนร้องถือหุ้นสื่อ &amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; นำทัพช่วยลูกพรรค อดีตรมว.ยุติธรรม &amp;quot;พีระพันธุ์&amp;quot; ชี้คดีหุ้นสื่อ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือคำตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และอดีตอัยการ กล่าวถึงการเตรียมสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญของพรรคอนาคตใหม่ หลัง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐยื่นคำร้องให้มีการตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อก่อนลงเลือกตั้งของ 21 ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ว่า เรื่องดังกล่าวทางนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรครับผิดชอบในการเตรียมการไว้แล้ว แต่ในส่วนของคำร้องที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นส่วนตัวในฐานะนักกฎหมายก็มองว่านายธนาธรไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกอย่างทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณา แต่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีการบัญญัติไว้ให้มีบัญชีผู้ถือหุ้น ซึ่งการโอนหุ้นหากมีการโอนโดยมีการทำสัญญาซื้อขาย โดยมีพยานบุคคคลและได้จดทะเบียนไว้ในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้วให้ถือว่ามีผล ส่วนการจดทะเบียนตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บอกว่า ให้บริษัทนำส่งการจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ไม่เกิน 14 วันนับแต่เมื่อเปิดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี โดยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บริษัทไม่ต้องไปจดตลอดเวลา เพราะไปแจ้งบ่อยก็ต้องเสียค่าธรรมเนียม ทำให้บริษัททั่วไปก็ทำปีละครั้ง เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการโหวตลงคะแนนเสียงของบริษัท โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ เช่น 10 เปอร์เซ็นต์ 15 เปอร์เซ็นต์ โดยกรณีของหัวหน้าพรรค บริษัทดังกล่าวอยู่ระหว่างการจดชำระบัญชีคือหยุดการทำแล้ว แต่กำลังเก็บหนี้ จ่ายหนี้ มีเหลือก็จ่ายผู้ถือหุ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจากพรรคอนาคตใหม่ว่า ในการประชุมส.ส.และประชุมพรรควันอังคารนี้ คาดว่าจะมีการหารือกันเรื่องที่ ส.ส.ของพรรค 21 คนถูกฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชารัฐยื่นคำร้องให้ตรวจสอบการถือหุ้น ซึ่งคาดว่าวันดังกล่าวนายปิยบุตรจะแจ้งให้ ส.ส.ทั้ง 21 คนส่งพยานหลักฐาน พยานเอกสารมาให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเพื่อเตรียมสู้คดีต่อไปหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า &amp;quot;หุ้นสื่อ...จะไปอย่างไร และจะจบอย่างไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระบุว่า เรื่องการถือหุ้นสื่อของ ส.ส.ที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้นั้น ในความเป็นจริงเป็นเรื่องกฎหมายมากกว่าเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องกฎหมายที่ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับคนที่ไม่มีความรู้กฎหมาย และยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อคนที่รู้กฎหมายบางคนใช้ความซับซ้อนนี้สร้างความสับสนและความเข้าใจผิดๆ ให้เป็นความวุ่นวายทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มจากการที่มีผู้สมัคร ส.ส.สองคนถูกตรวจสอบเรื่องการถือหุ้นสื่อในระหว่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา และมีผู้สมัคร ส.ส.อีกหนึ่งคน คือนายธนาธร ที่ถูกกล่าวหาร้องเรียนในเรื่องเดียวกัน แต่เป็นเวลาภายหลังการประกาศผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 แล้ว และมีอีกกรณีที่ ส.ส.ฝ่ายค้านยื่นเรื่องไปที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจำนวนหนึ่งขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.ยุติธรรมกล่าวอีกว่า ทำไมทั้ง 3 กรณีจึงปฏิบัติต่างกัน สำหรับกรณีแรก ผู้สมัครทั้งสองคนถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งให้ถอนรายชื่อออกจากบัญชีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพราะมีคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้ง และเป็นการตรวจพบก่อนวันเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2560 มาตรา 42 และมาตรา 61&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพันธุ์ย้ำว่า กรณีนี้จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตามที่กฎหมายระบุไว้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีของนายธนาธรนั้นถูกกล่าวหาร้องเรียนในเดือนพฤษภาคม 2562 หลังวันประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และนายธนาธรเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งด้วย กรณีของนายธนาธรจึงต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2560 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า &amp;ldquo;มาตรา 54 กรณีที่พบเหตุตามมาตรา 53 ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แล้วยังไงต่อ ประเด็นปัญหาแรกคือ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในเรื่องการถือหุ้นสื่อของ ส.ส.นี้ เป็นที่สุดยุติเด็ดขาดแล้วหรือไม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายแม่บทของกฎหมายทุกฉบับ รัฐธรรมนูญจึงเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์การห้ามถือหุ้นสื่อนี้ไว้ในมาตรา 98 และมาตรา 101 (3) แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2560 จะนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเรื่องการห้ามถือหุ้นสื่อไปบัญญัติไว้เป็นบทบัญญัติของกฎหมายนั้นด้วย แต่การตีความบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือที่มีบทบัญญัติกำหนดให้อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อประเด็นที่เป็นปัญหาไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องยึดถือตามคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ เพราะคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือศาลอื่น รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมผูกพันทุกองค์กรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ที่ว่า &amp;nbsp; &amp;ldquo;คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพันธุ์ระบุว่า ดังนั้น แม้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะเคยมีคำพิพากษาว่าการที่ผู้สมัคร ส.ส. สองคนถือหุ้นอยู่ในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิว่ามีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อหรือสิ่งพิมพ์ ก็เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว โดยไม่ต้องไปพิจารณาดูว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจหรือทำกิจการด้านสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อมวลชนจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่เป็นที่สุดหรือเป็นที่ยุติเด็ดขาด หากแต่ต้องรอฟังคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องเดียวกันนี้ ย่อมอยู่เหนือคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเช่นกัน&amp;quot; อดีต รมว.ยุติธรรมระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39823</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคประชาธิปัตย์, พรรคอนาคตใหม่, วิรัช พันธุมะผล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18c502a3d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
