<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2020 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2020 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์สนับสนุนนโยบายรัฐบาลลุยจ้างงาน20,000อัตรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2563 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากไวรัส COVID-19 โดยเปิดเผยว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันไทยออยล์อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP (Clean Fuel Project) ซึ่งถือเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชนโครงการแรกในพื้นที่ EEC ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึงกว่า 150,000 ล้านบาท โดยประเมินว่าโครงการ CFP จะช่วยก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศโดยตรงมากกว่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ภายในประเทศประมาณ 17,000 ล้านบาท และการจ้างงานประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยในช่วงก่อสร้างโครงการตั้งแต่ปี 2562 &amp;ndash; 2566 ประเมินว่าจะมีการจ้างงานโดยรวมสูงถึง 21,000 อัตรา โดย ณ ปัจจุบัน มีการจ้างแรงงานไปแล้วประมาณ 12,000 อัตรา ส่วนที่เหลือประมาณ 9,000อัตราจะมีการจัดจ้างภายในปี 2564นอกจากนี้ยังจะมีการจ้างงานเพิ่มเติมอีก 400 อัตรา เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการในปี 2566 อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;การที่โครงการ CFP ต้องใช้แรงงานและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในช่วงระหว่างการก่อสร้างจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการจับจ่ายใช้สอยอุปโภคบริโภค โรงแรม/ ที่พัก / ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวในพื้นที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นบริเวณพื้นที่ อำเภอศรีราชา และบริเวณใกล้เคียง &amp;nbsp;นอกจากนี้ไทยออยล์ยังเข้าร่วมให้การสนับสนุน &amp;ldquo;โครงการ Workation Thailand ทำงานเที่ยวได้รวมใจช่วยชาติ&amp;rdquo; เป็นมูลค่า 1,000,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยไทยออยล์ จะใช้ประโยชน์จากแพคเกจที่พักในราคาพิเศษที่ได้รับจากโครงการนี้สำหรับการฝึกอบรม สัมมนาพนักงาน และ เป็นที่พักของผู้เชี่ยวชาญ / ที่ปรึกษาที่เข้ามาช่วยงานโครงการ CFP&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการพลังงานสะอาด หรือ Clean Fuel Project (CFP) เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกลั่นน้ำมันของไทยออยล์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันด้วยการขยายกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน มีการเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์น้ำมันให้มีคุณภาพและราคาที่สูงขึ้น อีกทั้งยังผลิตสารตั้งต้นที่สามารถต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์ไปสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกด้วย&amp;rdquo;นายวิรัตน์ กล่าวเสริม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79665</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ้างงาน, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), วิรัตน์ เอื้อนฤมิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c3decbd1c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ ปลื้ม ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านความยั่งยืนระดับโลกเป็นปีที่หก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ไทยออยล์ปลื้มได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนในระดับ Gold Class ด้านความยั่งยืนเป็นปีที่หกในอุตสาหกรรมการกลั่นและการตลาดน้ำมันและก๊าซและมีการพัฒนาการด้านการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;ในครั้งนี้ บริษัทขนาดใหญ่ของโลก4,710แห่ง ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการประเมินความยั่งยืนโดย SAM โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 61อุตสาหกรรมกลุ่มบริษัทที่ได้รับ Gold Class ถือเป็นระดับสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรม &amp;nbsp;กล่าวคือเป็นองค์กรชั้นนำที่ให้ความสำคัญต่อการจัดการความยั่งยืน อันเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว โดยการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งการสร้างโอกาสต่อธุรกิจภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยไทยออยล์ยึดหลักการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ESG) มาโดยตลอด ซึ่งทำให้ไทยออยล์ได้รับการจัดอันดับในระดับ Gold Class เป็นปีที่หกด้วยผลประเมินด้าน ESG ในระดับสูงสุดของอุตสาหกรรมการกลั่นและการตลาดน้ำมันและก๊าซอีกทั้ง ได้รับการประเมินให้เป็น SAM Industry Mover เนื่องจากไทยออยล์มีพัฒนาการในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสูงสุด เมื่อเทียบกับบริษัทฯอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันในปีที่ผ่านมาและเป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนชั้นนำของโลกใน The Sustainability Yearbook ติดต่อกันเป็นปีที่ 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; จากผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าไทยออยล์มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านมิติเศรษฐกิจ ซึ่งมีการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกต่อความเสี่ยงใหม่ (Emerging risks) ที่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต และมีความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ในมิติสิ่งแวดล้อม ไทยออยล์มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านนโยบายและแนวปฏิบัติซึ่งครอบคลุมทุกกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าของการดำเนินธุรกิจตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบและผู้รับเหมา การดำเนินการผลิตและการจัดการกากของเสีย การส่งมอบผลิตภัณฑ์ และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สำหรับมิติด้านสังคม นอกจากกิจกรรมและโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนต่างๆ ตลอดจนมุ่งเน้นการเคารพในสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่ความสำเร็จในระยะยาวแล้ว ไทยออยล์ยังได้รับการยอมรับในการบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในทุกความสำเร็จของบริษัทอีกด้วย นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังได้ขยายการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี(ESG) สู่บริษัทในกลุ่มและคู่ค้าของไทยออยล์เพื่อสร้างความพร้อมในการเติบโตร่วมกันในระยะยาวอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายวิรัตน์กล่าวเสริม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56876</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e4256dae36a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2019 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2019 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ไทยออยล์&quot; เร่งเครื่องลงทุนโครงการพลังงานสะอาดวางงบลงทุนเฉียดแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.2562 นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2562 และแนวโน้มราคาพลังงานว่าบริษัทได้เร่งลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (ซีเอฟพี) ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะใช้เงินลงประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2563 จะใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากยอดทั้งหมด 4,800 ล้านเหรีญสหรัฐ ซึ่งถือว่าจะเป็นการกระตุ้นการลงทุนตามนโยบายของภาครัฐ และสามารถทำให้เกิดการจ้างงานได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้เมื่อโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นสามารถแข่งขันกันในระดับโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการซีเอฟพี เป็นโครงการที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศระยะยาว จากการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นสร้างโอกาสการเป็นศูนย์กลางพลังงานของประชาคมอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท เป็นเครื่องมือที่จะเพิ่มยอดขายได้ในอนาคต และยังเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)อีกด้วย&amp;quot;นายวิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่งผลิตแล้ว ยังเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอากาศยาน ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว โดยเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเตา และยางมะตอยมูลค่าต่ำที่จะมีความต้องการลดลง ไปเป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการที่เติบโตมากขึ้นตามสภาวะอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 4 ของภาครัฐ จากการผลิตเนฟทาเบาและเนฟทาหนักเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการเพิ่มโอกาสต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีของไทยออกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2562 ตลอดจนช่วงต้นปี 2563 บริษัทฯคาดว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคที่ยังขยายตัว รวมถึงการเข้าสู่ฤดูหนาว และฤดูการท่องเที่ยว ประกอบกับการบังคับใช้กฎระเบียบควบคุมการปล่อยกำมะถันของเรือเดินทะเล ในวันที่ 1 ม.ค. 63 นี้ จะส่งผลให้เรือต้องเปลี่ยนการใช้น้ำมันเตากำมะถันสูงในปัจจุบันไปเป็นน้ำมันเตากำมะถันต่ำหรือน้ำมันดีเซลแทน ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซลและค่าการกลั่นในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ ตลาดน้ำมันดิบ โดยมีทิศทางราคาในไตรมาสที่ 4/62 ว่า มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังซบเซา ประกอบกับการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ(เชลออยล์) ปรับตัวสูงขึ้นจากการเปิดดำเนินการของท่อขนส่งน้ำมันในสหรัฐช่วงปลายปี โดยตัวเลขภาคเศรษฐกิจของสหรัฐเดือนก.ย. 62 อยู่ที่ระดับ 47.8 ต่ำสุดในรอบ 10 ปีนับเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากปัญหาสงครามการค้า ขณะที่อุปทานจากซาอุดิอาระเบียปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยออยล์ยังมีแผนที่จะเจรจากับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เพื่อปรับโครงสร้างบริษัท ไทยออยล์มารีน จำกัด (TM) ที่เป็นบริษัทขนส่งทางเรือ ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ปตท. ด้วย เนื่องจากจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางด้านธุรกิจโลจิสติกส์แล้ว ยังตอบสนองความต้องการของบริษัทในเครือ ปตท. ที่มีความต้องการใช้บริการขนส่งทางเรือเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเห็นได้จากที่ ปตท. เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งทั้งนี้หากมีการใช้บริการด้านโลจิสติกส์ของบริษัทในเครือก็จะทำให้มีต้นทุนที่ดีกว่าอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48307</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานสะอาด, วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7c7eb8699f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2019 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2019 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยออยล์ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ (Industry Leader) จากการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช้าวันนี้&amp;nbsp; Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI ซึ่งเป็นดัชนีประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ได้ประกาศให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เป็นสมาชิกของ DJSI 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า &amp;ldquo;ไทยออยล์มุ่งเน้นการบริหารจัดการธุรกิจด้วยสมดุล 3 ด้านคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าสู่สังคม และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเลิศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และการตอบสนองผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มด้วยความเป็นธรรมมาโดยตลอด ทำให้บริษัทฯ ได้รับการประเมินให้เป็นสมาชิกของ DJSI ในปี 2562&amp;nbsp; ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และยังได้รับการประเมินให้เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการประเมินของ DJSI ในปีนี้ เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของบริษัท เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของพนักงานทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ กล่าวเสริม &amp;ldquo;ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของไทยออยล์ ทั้งการดำเนินการขยายโรงกลั่นภายใต้ &amp;lsquo;โครงการพลังงานสะอาด&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศและภูมิภาค ตลอดจนการปรับวิสัยทัศน์สู่ปี 2030 ที่ว่า &amp;lsquo;Empower Human Life through Sustainable Energy and Chemicals&amp;rsquo; ที่สะท้อนให้เห็นการมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแนวทางการบริหารจัดการความยั่งยืนด้วยหลักการสร้างคุณค่า 3 ด้าน ได้แก่ การรักษาคุณค่าทางธุรกิจ (Value Protection) การพัฒนาคุณค่าทางธุรกิจ (Value Enhancement) และการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน (Sustainable Value Creation) ส่งผลให้เกิดรากฐานที่เข้มแข็งของพนักงานไทยออยล์และระบบการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ ผ่านการจัดการความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่รอบด้าน การจัดการพอร์ตการลงทุนเพื่ออนาคต การกำกับดูแลกิจการองค์กรอย่างโปร่งใส เป็นธรรม อย่างมืออาชีพ และสามารถตรวจสอบได้ มีการยกระดับวัฒนธรรมด้านบรรษัทภิบาลอย่างเป็นรูปธรรมโดยผู้บริหาร พนักงานทุกคน และขยายไปสู่คู่ค้าคู่ธุรกิจของไทยออยล์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานร่วมกันในระยะยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไทยออยล์ให้ความสำคัญกับระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตลอดสายโซ่อุปทาน ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานกว่า 25 โครงการ ซึ่งสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงกว่า 4 หมื่นตันต่อปี การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการจัดการนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเพื่อทดแทนสาร CFC และ HCFC&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์สำหรับซักล้างที่ย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ของบริษัท ท็อป โซเวนท์ จำกัด&amp;nbsp; เป็นต้น และในปีที่ผ่านมา ไทยออยล์ได้ร่วมสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ (Low carbon society) ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 7 แสนตัน&amp;nbsp; ผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ได้แก่ แก๊สโซฮอลล์และไบโอดีเซล โดยผู้ใช้ขั้นปลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง การส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยร่วมกับผู้รับเหมาที่มาปฏิบัติงานในไทยออยล์จนทำให้มีสถิติความปลอดภัยอยู่ในระดับ first quartile หรือกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยให้แก่ชุมชนโดยรอบ โดยมีกระบวนการสื่อสาร รับฟังความเห็น และจัดการเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ดัชนีความผูกพัน (Community Engagement) ของชุมชนรอบโรงกลั่นต่อการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์อยู่ในระดับสูง มุ่งเน้นการเคารพในสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่ความสำเร็จในระยะยาว&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และได้รับการจัดเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมนี้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของไทยออยล์ต่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มผ่านกรอบธรรมาภิบาลและการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ได้กล่าวมาทั้งหมด&amp;rdquo; นายวิรัตน์ กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45736</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ไทยออยล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7c7eb8699f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.รอพีดีพีสรุปก่อนลุยคลัง LNG ลอยน้ำที่พม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท.&amp;rdquo; รอความขัดเจนพีดีพี ก่อนลุยโครงการคลังแอลเอ็นจี ลอยน้ำที่พม่า เผยเอฟเอสอาร์ยูภาคใต้กำลังศึกษาศักยภาพพื้นที่ &amp;rdquo;ศิริ&amp;rdquo;ย้ำความมั่นคงไฟฟ้าต้องมีเป็นรายภาค ลงพื้นที่เก็บข้อมูลหากต้องขยายกำลังการผลิตไฟในภาคใต้ ด้าน&amp;rdquo;เอ็กโก&amp;rdquo;ยันมีความพร้อมเพิ่มกำลังผลิตไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังรับคณะผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยมโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าความคืบหน้าของการศึกษาดำเนินโครงการสถานีเก็บก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ(เอฟเอสอาร์ยู) ที่ประเทศเมียนมา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ร่วมทุนหลายรายและรัฐบาลเมียนมา รวมถึงรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากการสร้างเอฟเอสอาร์ยูนี้เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับพีดีพีฉบับใหม่ที่จะกำหนดความต้องการและโควต้าการนำเข้าอยู่ที่เท่าใด เพื่อให้ ปตท. ส่งก๊าซกลับมายังประเทศไทย ทั้งนี้โดยทั่วไปการสร้างคลังลอยน้ำจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี เพื่อให้เกิดการคุ้มทุนสามารถรองรับความต้องการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันโครงการเอฟเอสอาร์ยูในพื้นที่ภาคใต้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ โดยจะเลือกระหว่างพื้นที่อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช หรือพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งต้องดูถึงศักยภาพของพื้นที่ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเลือกที่ไหน แต่อย่างไรก็ตามต้องดูถึงความต้องการ และความสะดวกในการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติเพื่อให้กระจายใช้ในพื้นที่โดยรอบได้และส่งไปยังอีกโรงไฟฟ้าหนึ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมชพื้นที่โรวไฟฟ้าขนอม ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (เอ็กโก) ว่าในระยะต่อไปทุกภาคของประเทศไทยจะต้องมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้ารายภาค เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องหรือดับ ซึ่งในภาคใต้เป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก จากปัจจุบันที่มีโรงไฟฟ้าหลักเพียง 2 แห่งได้แก่โรงไฟฟ้าขนอมและโรงไฟฟ้าจะนะ กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกระทรวงกำลังศึกษาแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งอาจจะเป็นการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าหลักทั้ง 2 แห่งนี้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อนำข้อมูลของพื้นที่ขนอมไปศึกษาถึงศักยภาพก่อนที่จะมีการกำหนดตั้งคลังเอฟเอสอาร์ยู แต่อย่างไรก็ตามยังพอมีเวลาอยู่ เนื่องจากสำรองไฟฟ้าของประเทศยังเพียงพอ ขณะเดียวหากแผนพีดีพีจะแล้วเสร็จแต่ก็ยังเปิดทางเลือกให้มีความยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่าหากรัฐบาลมีนโยบายสั่งการให้ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟในภาคใต้นั้น บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการพัฒนา ซึ่งเบื้องต้นได้เตรียมตัวเพื่อขยายกำลังการผลิตไว้แล้วบางส่วนแล้ว แต่ก็ยังรอคำสั่งจากกระทรวงพลังงานด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15831</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังแอลเอ็นจีลอยน้ำ, ปตท., พีดีพี, วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สถานีเก็บก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ, เมียนมา, เอฟเอสอาร์ยู, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0423d49084d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
