<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิรไท&#039;อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติเปิดแนวทาง&#039;ปฏิรูปอย่างไรให้ไทยวัฒนา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยให้หัวข้อ &amp;ldquo;ปฏิรูปอย่างไรให้ไทยวัฒนา&amp;rdquo;ในงาน ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ครั้งที่ 11 เนื่องในงานครบรอบ 52 ปีวันพระราชทานนาม 133 ปีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่จัดขึ้นในวันที่ 2 มี.ค.2564 ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ตอกย้ำสิ่งที่เราพูดกันมานานว่าโลกใหม่จะไม่เหมือนเดิม และเราจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิมมาก การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น จะเกิดขึ้นในหลายมิติ เชื่อมโยง ซับซ้อน และส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบทวีคูณ สภาวะโลกร้อนที่ยากจะควบคุมได้และจะส่งผลกระทบกว้างไกลมาก การเกิดขึ้นของโรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและวิถีชีวิตจะที่ส่งผลให้ความเข้าใจกันของคนระหว่างรุ่น ระหว่างกลุ่มในสังคมถ่างขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สังคมต้องการความร่วมมือร่วมใจของผู้คนหลากหลายกลุ่มเพื่อจัดการความท้าทายใหม่ๆ ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาวะแวดล้อมรอบตัวเราที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และรุนแรง จะทำให้เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันกับความท้าทายและสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ &amp;nbsp;ทำให้ผมนึกถึงคำว่า &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; เพราะเป็นคำที่เราใช้กันบ่อยมากในสังคมไทย เมื่อเราไม่พอใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลง ก็จะพูดว่าต้อง &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; เราฝากความหวังสูงมากไว้กับการ &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; จนเชื่อกันว่าการ &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; มีมนต์วิเศษหรือมีปาฏิหาริย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเราเปิดพจนานุกรมดู จะพบว่า &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; &amp;nbsp;หมายถึง สมควร เหมาะสม หรือทำให้สมควร ทำให้เหมาะสม เป็นคำกลางๆ เรียบง่าย แต่มีความหมายที่กว้างไกล คือจะต้องพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่สมควรและเหมาะสม และต้องประกอบด้วยการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสภาวะที่สมควรและเหมาะสมกับความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่&amp;nbsp;
ผมคิดว่าหัวข้อเรื่องการปฏิรูปเหมาะสมกับโอกาสการแสดงปาฐกถาเกียรติยศศาสตราจารย์นายแพทย์กษาน จาติกวนิช เป็นอย่างยิ่งด้วย เพราะตลอดเวลา 40 กว่าปีที่ท่านอาจารย์คุณหมอกษานทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ท่านเป็นอาจารย์ผู้ช่วยแพทย์จนเป็นอธิการบดีนั้น ท่านได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่มหาวิทยาลัยมหิดลและวงการแพทย์โรคหัวใจของประเทศมากมาย ท่านได้วางรากฐานที่สมควร ที่เหมาะสมไว้หลายด้านไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งสาขาวิชาศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจ และเป็นผู้บุกเบิกการผ่าตัดหัวใจรายแรกในโรงพยาบาลศิริราช รวมทั้งได้ก่อตั้งสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยด้วย ในช่วงแปดปีที่ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีนั้น ท่านได้จัดทำโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบท ยกฐานะโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์เป็นคณะพยาบาลศาสตร์ จัดตั้งคณะเวชศาสตร์เขตร้อน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ และขยายวิทยาเขตแห่งใหม่มาที่ศาลายาแห่งนี้ การเปลี่ยนแปลงมากมายที่ท่านได้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดขึ้นได้ส่งผลให้สังคมไทยได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จำนวนมาก และวางรากฐานให้มหาวิทยาลัยมหิดลเข้มแข็ง เป็นผู้นำทางวิชาการ สามารถเผชิญความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้ จนได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไทยต่อเนื่องมาหลายปี อาจจะกล่าวได้ว่าท่านอาจารย์คุณหมอกษาน จาติกวนิชเป็นนักปฏิรูปคนสำคัญคนหนึ่งของวงการแพทย์และวงการการศึกษาไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเรากลับมาพิจารณาการปฏิรูปหลายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจสังคมไทย และเราฝากความหวังไว้มากว่าการ &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; จะมีมนต์วิเศษที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน หลายรัฐบาลมีแผนปฏิรูปมากมาย แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยพอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การปฏิรูปหลายเรื่องจบลงเพียงแค่การทำแผนปฏิรูปเสร็จโดยไม่ได้เกิดผลในทางปฏิบัติ หลายเรื่องทำแบบครึ่งๆ กลางๆ หลายเรื่องไม่ได้คิดอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำทำให้ไม่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง และหลายเรื่องไม่แน่ใจว่าผลที่เกิดขึ้นเหมาะสมหรือสมควรกับใคร เพราะขาดการปรึกษาหารือกับกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างรอบด้าน แม้ว่าการปฏิรูปหลายเรื่องได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมากในสังคมไทย แต่เรามีการปฏิรูปอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม ที่สมควร ได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเรื่องสำคัญหลายเรื่อง บางเรื่องก็ถือว่าได้ผลอย่างที่ตั้งใจ สามารถวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศได้ เช่น การปฏิรูประบบการชำระเงินให้เข้าสู่ระบบอิเล็คทรอนิคส์ และการวางกลไกเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งส่งผลให้เราสามารถจัดการกับความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปบางเรื่องได้เริ่มต้นวางรากฐานที่สำคัญไว้ มีการเปลี่ยนแปลงดีในระดับหนึ่ง แต่จะต้องใช้เวลาและผลักดันต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างอย่างแท้จริง เช่น การพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามศาสตร์ของพระราชา การปฏิรูปกฎเกณฑ์กฎหมายที่ล้าสมัยในภาคการเงิน การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การให้การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม และการใช้ข้อมูล big data ในการทำนโยบายเศรษฐกิจเพื่อให้นโยบายมีเป้าหมายชัดเจน ตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นประจักษ์พยาน (evidence based) มากกว่าตั้งอยู่บนความเชื่อหรือความรู้สึก (sentiment based) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปฏิรูปบางเรื่องเกิดผลน้อยมากหรือแทบจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย ห่างไกลจากที่ตั้งเป้าหมายกันไว้อยู่มาก ทั้งที่มีผู้รู้จำนวนมากลงแรงช่วยกันคิดช่วยกันทำ เช่น การปฏิรูปกรอบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และการปฏิรูปกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ผมจะนำเสนอในวันนี้ไม่ได้มากจากงานวิจัย หรืองานวิชาการที่ผ่านการคิดค้นอย่างเป็นระบบ แต่เป็นการนำเสนอมุมมองจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมแบบไทยๆ และจากการสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เรื่องที่ผมจะนำเสนอจึงอาจจะเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปในด้านการเงินและเศรษฐกิจเป็นหลัก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะปฏิรูปเรื่องใดๆ ก็ตามให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่ามีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ด้านที่เราต้องตั้งหลักให้ถูก ถ้าเราสามารถบริหารจัดการสามองค์ประกอบนี้ได้ดี โอกาสที่การปฏิรูปจะเกิดผลสำเร็จก็จะมีสูง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราบริหารจัดการด้านใดด้านหนึ่งหนึ่งไม่ดี หรือมองข้ามบางประเด็นไป โอกาสที่การปฏิรูปจะไม่เกิดผลอย่างที่ตั้งใจก็จะสูงมาก องค์ประกอบสามด้านนี้ได้แก่ (1) เป้าหมายของการปฏิรูป (2) ทิศทางของการปฏิรูป และ (3) การนำแผนปฏิรูปไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเริ่มจากเป้าหมายของการปฏิรูป ซึ่งต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป้าหมายใดเป็นเป้าหมายที่สมควร และเหมาะสม ถ้าพูดถึงการปฏิรูปในระดับประเทศแล้ว เป้าหมายของการปฏิรูปจะต้องทำให้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไทยวัฒนา&amp;rdquo; ขึ้น &amp;nbsp;ในเรื่องนี้ผมนึกถึงพระราชดำรัสองค์หนึ่งเรื่องการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ว่า &amp;ldquo;การพัฒนา หมายถึง ทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคงมีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข&amp;rdquo; (พระราชทานแก่เยาวชนจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2513) สำหรับผมแล้วพระราชดำรัสองค์นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก เพราะสะท้อนหลักการทรงงานของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี และเราควรรับใส่เกล้าว่าการพัฒนา หรือการปฏิรูปเรื่องใดก็ตาม จะต้องทำให้เกิดความมั่นคง ความก้าวหน้าระดับประเทศ และที่สำคัญต้องทำให้เกิดความปลอดภัย ความเจริญ และความสุขในระดับคนไทยแต่ละคนด้วย ไทยจึงจะวัฒนาได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปแต่ละเรื่อง เราจะต้องตั้งคำถามแรกว่าเราคาดหวังให้สังคมไทยและคนไทยแต่ละคนได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ท่านผู้มีเกียรติหลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องตั้งคำถามนี้ เพราะดูจะเป็นคำถามพื้นฐาน ทุกการปฏิรูปของประเทศควรมีเป้าหมายให้สังคมและประชาชนได้ประโยชน์อยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าไม่แน่เสมอไปที่การปฏิรูปเรื่องสำคัญของเราเอาประโยชน์ของสังคมและประชาชนเป็นศูนย์กลาง &amp;nbsp;เพราะในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไทยๆ นั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบการปฏิรูปแต่ละเรื่อง ต้องเผชิญแรงกดดันและข้อจำกัดหลากหลายด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ขาดการศึกษาวิจัยทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างอย่างรอบด้าน ขาดการหารือกับประชาชนผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ อย่างจริงจัง และที่สำคัญหลายหน่วยงานไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงและพยายามที่จะรักษากรอบอำนาจและวิธีการทำงานของตน ส่งผลให้เป้าหมายของการปฏิรูปติดอยู่กับกับกรอบเป้าหมายของหน่วยงานเป็นหลัก ไปไม่ถึงคำถามที่ว่าสังคมและประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการปฏิรูปแต่ละเรื่อง ในระดับนโยบาย ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่มีเวลาศึกษาให้เข้าใจสถานะและปัญหาแต่ละเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง มักจะอนุมัติตามที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องเสนอ แผนการปฏิรูปหลายเรื่องจึงถูกครอบงำโดยมุมมองและเป้าหมายของหน่วยงานเจ้าของเรื่องเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปหลายเรื่องถ้าจะให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนอย่างจริงจังแล้ว อาจจะมีผลให้กรอบอำนาจหน้าที่และจำนวนบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบลดลง ดังนั้นผลประโยชน์ของสังคมและประชาชนกับผลประโยชน์ของหน่วยงานที่เป็นผู้จัดทำแผนปฏิรูปจึงอาจขัดแย้งกันได้ ถ้าเราไม่กำหนดเป้าหมายการปฏิรูปโดยยึดเอาผลประโยชน์ของสังคมและประชาชนเป็นเป้าหมายหลักเพียงเป้าหมายเดียวแล้ว เรามักจะได้แผนปฏิรูปที่คลุมเครือและประนีประนอม แม้ว่าอาจจะทำตามแผนปฏิรูปได้เสร็จแต่ก็ไม่เกิดผลสำเร็จอย่างที่สังคมและประชาชนคาดหวัง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลให้การปฏิรูปหลายเรื่องในอดีตไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่สมควร อย่างที่เหมาะสม ในทางตรงกันข้ามการปฏิรูปหลายเรื่อง กลับทำให้หน่วยงานราชการมีขนาดใหญ่ขึ้น มีจำนวนมากขึ้น มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น สร้างภาระด้านงบประมาณ ไม่สอดคล้องกับบริบทของโลกอนาคต และที่สำคัญหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนมากขึ้น จะเป็นอุปสรรคทำให้การเปลี่ยนแปลงในอนาคตเกิดขึ้นได้ยากอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่สองเกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิรูปที่เราต้องช่วยกันถาม คือการปฏิรูปแต่ละเรื่องจะสร้างประโยชน์ให้สังคมและประชาชนในอนาคตได้อย่างไร โดยเฉพาะการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับอย่างน้อยอีก 5-10 ปีข้างหน้า การปฏิรูปหลายเรื่องที่ผ่านมาเน้นการแก้ปัญหาในอดีตและปัญหาเฉพาะหน้า แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ความท้าทายใหม่ๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลา และจะรุนแรงมากขึ้น กระบวนการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ ของเราใช้เวลานานมาก โดยเฉพาะถ้าต้องออกกฎหมายใหม่ ต้องแก้ไขกฎหมาย หรือต้องจัดการโครงสร้างผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกไว้แต่เดิม &amp;nbsp;ทำให้แผนปฏิรูปหลายเรื่องกว่าที่จะเริ่มดำเนินการได้จริงก็กลายเป็นแผนล้าสมัย หรือไม่ปัญหาที่สะสมไว้นานก็ปะทุขึ้นเป็นวิกฤตก่อนที่จะปฏิรูปแก้ไขได้ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปโดยมองไปในอนาคตอย่างน้อยอีก 5-10 ปีข้างหน้า ก็ดูจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราคาดหวังจากการปฏิรูปด้านต่างๆ อยู่แล้ว แผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาลก็ตั้งเป้าหมายไว้สำหรับ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94780</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิรูปอย่างไรให้ไทยวัฒนา, วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e1dc2b13e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2020 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2020 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ลุยพัฒนาดิจิทัลระบบการเงินปลื้มคนแห่ใช้พร้อมเพย์55.1ล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย.2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน &amp;ldquo;Bangkok Fintech Fair 2020&amp;rdquo; ว่า ธปท.ให้ความสำคัญกับการผลักดันการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีในระบบการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ภาคการเงินและภาคธุรกิจในการลดต้นทุน บริหารจัดการความเสี่ยง และอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการให้บริการได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้ธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ยังสามารถทำได้ในภาวะที่ทุกคนไม่สามารถเดินทางออกไปข้างนอกได้ ส่งผลให้การใช้บริการธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเร่งตัวขึ้นมากในช่วงล็อกดาวน์ รวมถึงในภาคธุรกิจก็ยังเดินต่อไปได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธปท.สนับสนุนการให้บริการผ่านดิจิทัลเริ่มจากบริการพร้อมเพย์ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการพร้อมเพย์เพิ่มขึ้นที่ 55.1 ล้านราย และมีจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลพบว่า ปริมาณการทำธุรกรรมผ่านบริการพร้อมเพย์สูงสุดถึง 20 ล้านรายการ/วัน ส่วนการทำคิวอาร์โค้ด (QR Code)ก็ได้รับความนิยมต่อเนื่อง หลังจากที่ผู้ประกอบการเห็นถึงความสะดวกในการใช้คิวอาร์โค้ดรับโอนเงินชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนใช้คิวอาร์โค้ดจำนวน 6 ล้านไอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ธปท.ยังผลักดัน โครงการอินทนนท์ เพื่อรองรับการโอนเงินในประเทศระหว่างสถาบันการเงิน ด้วยการแปลงเงินฝากของสถาบันการเงินที่นำมาฝากไว้ที่ ธปท.ให้อยู่ในรูปสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและโอนชำระเงินระหว่างกัน โดยขณะนี้ได้มีการขยายไปสู่ความร่วมมือกับพันธมิตรธนาคารในฮ่องกงแล้ว และยังมีการใช้แพลตฟอร์มทางการเงินสำหรับภาครัฐในสังกัดกระทรวงการคลังเพื่อนำไปใช้ทำธุรกรรมระหว่างบุคคลกับบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ ได้เริ่มให้ใช้การยืนยันตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม National Digital ID (NDID) ในการเปิดบัญชีเงินฝากไปแล้ว และมีการนำ Bio Metrix มาใช้ในการยืนยันตัวตน และบริการแพลตฟอร์มการให้บริการด้านสินเชื่อที่ทำให้ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างสะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ที่นำดิจิทัลและเทคโนโลยีไปใช้ในการให้บริการลูกค้าภาคธุรกิจและลูกค้ารายย่อย ได้เริ่มให้ใช้การยืนยันตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม National Digital ID (NDID) ในการเปิดบัญชีเงินฝากไปแล้ว และการนำ Bio Metrix มาใช้ในการยืนยันตัวตน รวมถึงการบริการแพลตฟอร์มการให้บริการด้านสินเชื่อที่ทำให้ลูกค้าของธนาคารต่างๆ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างสะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีอีกหลายเรื่องที่ ธปท. ภาครัฐและภาคเอกชน ยังต้องเร่งทำงานร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุน และบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมการเป็น Digital Economy&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ธปท. จะเดินหน้าผลักดันแผนงาน 4 ด้านและต่อยอดต่อไป ได้แก่ 1.การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงินและภาคธุรกิจโดยใช้มาตรฐาน ISO 20022 เพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับสามารถช่วยภาคธุรกิจในด้านข้อมูลเกี่ยวกับการทำ E-invoice และ E-Factoring ทำให้ช่วยภาคธุรกิจในเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูล และเพิ่มความรวดเร็วในการได้รับเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบคาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีก 1 ปีครึ่งจากนี้ จึงจะนำออกมาใช้ในวงกว้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ระบบDigital Footprint เป็นระบบที่ภาคธนาคารพาณิชย์จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินความสามารถของลูกค้าเพื่อพิจารณาให้สินเชื่อ และทำให้ธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ ๆ ออกมาตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้า 3. การผลักดัน NDID ในอนาคตธปท.ต้องการผลักดันใช้ระบบNDID ได้ในวงกว้าง ให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้ NDID เพื่อประกอบการทำธุรกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ โดยในระยะต่อไปจะขยายการใช้ NDID ไปสู่บริการด้านหลักทรัพย์ และบริการภาครัฐ 4. โครงการอินทนนท์ เพื่อช่วยเหลือในด้านกลไกการชำระเงินระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเอง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การชำระเงินของภาคธุรกิจ และมีความปลอดภัยมากขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77920</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), พร้อมเพย์, ฟินเทค, วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3f7e26cb12e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบใหญ่ เศรษฐกิจทรุด กบฏรัฐบาลรุมเขย่ารัฐนาวาประยุทธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นกระแสล้อเลียนในโลกโซเชียลกันสนุกปาก &amp;lsquo;รัฐมนตรี 27 วัน&amp;rsquo; พลันที่ ปรีดี ดาวฉาย ยื่นใบลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยอ้างถึงปัญหาสุขภาพ ทำเอาบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลผู้ทาบทามเคร่งเครียด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขุนคลังคนนอก ดีกรีความรู้ความสามารถ ชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับ เป็นความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาทิ้ง ครม.บิ๊กตู่กันไปดื้อๆ ทั้งที่เพิ่งปรับ ครม.ประยุทธ์ได้ไม่ถึงเดือน ขุนคลังผู้แบกความหวังจะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 กลับถอดใจทิ้งกันไปอย่างไม่หวนกลับ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลประยุทธ์ จากปัญหาการเมืองรุมเร้าทั้งในสภา นอกสภา อยู่ในภาวะคับขันอยู่แล้ว ยิ่งจมดิ่งลงไปกว่าเดิม แม้เหตุผลลาออก อดีต รมว.คลังจะบอกปัดไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่างการทำงานเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลัง กับ สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ตาม แต่เมื่อตามร่องรอยลงไปคงยากปฏิเสธ เพราะด้วยดีกรีที่เคยบริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ไม่เคยเจอการเมืองแทรกแซงขนาดนี้ ในเมื่อเข้ามาแล้ว นึกว่าจะได้อำนาจเต็มในการคัดเลือกบุคคลที่รู้มือมาทำงาน กลับถูกซีกการเมืองแตะเบรกเสียอย่างนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่ามกลางความเสียดาย แต่ไม่ว่าอย่างไร ครม.ประยุทธ์ยังต้องเดินหน้าต่อไป คงไม่ยอมปล่อยให้กระทรวงการคลังว่างเว้นคนกุมบังเหียนการเงิน ทิศทางเศรษฐกิจเป็นเวลานาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังไม่ทันได้ตั้งรัฐมนตรีรายใหม่ ชื่อบิ๊กเนม คนการเมือง คนภายนอก โผล่เข้ามาเป็นแคนดิเดตหลายคน &amp;lsquo;ไพรินทร์ ชูโชติถาวร&amp;rsquo; &amp;lsquo;วิรไท สันติประภพ&amp;rsquo; &amp;lsquo;กรณ์ จาติกวณิช&amp;rsquo; &amp;lsquo;สันติ พร้อมพัฒน์&amp;#39; ถูกโยนหินถามทาง หยั่งกระแส ส่งสัญญาณไปถึงบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับสูตรปรับ ครม.รอบใหม่ ที่ร่วมผสมโรง ปล่อยข่าวกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นดันสันติขึ้นว่าการ โยกนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จาก รมช.แรงงาน ข้ามห้วยมานั่ง รมช.การคลังแทน หรือแม้แต่ การตีกันของบางกลุ่มการเมือง อยากจะให้โควตาตกมาอยู่กับคนในเครือข่ายตัวเอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สันติ หนึ่งในตัวเต็ง เมื่อถูกถามย้ำถึงการก้าวขึ้นสู่เบอร์ 1 ในกระทรวงการคลัง ได้แสดงออกมาอย่างไม่มีกั๊ก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;การทำงานให้บ้านเมืองโดยที่เดินต่อไปได้เลย ไม่ต้องศึกษางานนั้นก็ต้องอยู่ที่นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร ในอดีตก็เคยอยู่กระทรวงใหญ่ๆ มาแล้ว เคยเป็น รมว.คมนาคม รมว.การพัฒนาสังคมฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและภูมิต้านทานพร้อมรับแรงกดดันในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ได้ หากนายกฯ และ พล.อ.ประวิตรมอบหมายให้ทำงานตรงไหน ก็พร้อมน้อมรับทำงานเพื่อบ้านเมือง&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องถอดรหัสแปลมากความ ไม่เท่านั้น ก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับสันติ แม้จะเงียบหายไปนาน ออกมาสนับสนุน &amp;lsquo;ที่ผ่านมานายสันติผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง และกระทรวงที่ผ่านมาล้วนมีศักดิ์ศรีไม่น้อยกว่ากระทรวงการคลัง นายสันติเป็นนายทุนพรรคพลังประชารัฐ ปัจจุบันก็เป็นผู้อำนวยการพรรค และที่ทำการพรรคปัจจุบันยังใช้ตึกของนายสันติอีกด้วย และจะไม่มีปัญหาเรื่องคลื่นใต้น้ำในพรรค หากไม่แต่งตั้งนายสันติ ใครมาเป็นรัฐมนตรีว่าการจะมีปัญหาอีก ใครไม่ฟังนายสันติก็อยู่ยาก และเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นอีก&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข จากค่ายภูมิใจไทย ก็พูดทีเล่นทีจริงถึงคนที่จะเข้ามารับไม้ต่อ แนะนำว่า &amp;lsquo;กระดูกกระเดี้ยวต้องแข็ง ต้องกินแคลเซียมเยอะๆ&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานนี้ก็ต้องวัดใจบิ๊กตู่ในการสรรหาคนมาแทน จะใช้สูตรใด ตามใจกลุ่มการเมือง หรือลองไปทาบทามคนนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาอีกสักหน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมยังพอมีเวลาให้บิ๊กตู่ปรึกษาหารือกับทีมงานหาทางออกที่ดีที่สุด เกิดปัญหาให้น้อยที่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไร พรรคฝ่ายค้าน อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า &amp;lsquo;ควรมีคำตอบให้กับประชาชน นายปรีดีพยายามสื่อสารคล้ายกับว่าต้องไปคัดง้างกับระบบการเมืองโบราณในพรรคพลังประชารัฐ ในลักษณะคนดีอยู่ไม่ได้ แต่คนมีคดี คนมีปัญหา คนต้นทุนทางสังคมต่ำ กลับอยู่ในพรรคได้ การชิงลาออกของนายปรีดีส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลติดลบเสียหายอย่างหนัก อาจไม่ใช่รายสุดท้ายถ้ายังปล่อยให้ปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐ&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้างก็ยุให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไหนๆ เมื่อเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแล้วก็นั่งควบ รมว.การคลังอีกตำแหน่งไปเลย ทั้งตีกิน ยุแหย่ ประชดประชัน ทำให้เกิดความระแวงกันไม่ให้คนนอกเข้ามา เสี้ยมไปถึงเอกภาพภายในพรรคพลังประชารัฐอันเป็นสไตล์การเมืองของกระบอกเสียงเพื่อไทย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปรับ ครม.ยังต้องตามลุ้นกันต่อไป ขณะที่ปฏิกิริยาที่ช่วยเร่งเร้าให้รัฐนาวาสั่นคลอน กลุ่มนิสิตนักศึกษา ประชาชนปลดแอก นัดหมายวันครบรอบรัฐประหาร 19 กันยายน นัดหมายชุมนุมใหญ่ ขับเคลื่อนแสดงพลัง พร้อมประกาศมีเซอร์ไพรส์ให้ได้เห็น ให้ฝ่ายมั่นคงได้ตื่นเต้นเล็กๆ จะออกมารูปแบบไหน จะเป็นในรูปแบบข้อเรียกร้อง การแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่ก้าวไปไกล หรือแม้แต่จะยกระดับขยับขยาย ปักหลักพักค้างหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องตามติด ตามต่อกันด้วยใจระทึก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟากฝั่งในสภา พรรคประชาธิปัตย์ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และคณะประชาธิปัตย์บางส่วนทั้งที่ยังอยู่ในซีกรัฐบาล ออกมาอ้างถึงสถานการณ์เดือนกันยายนน่าเป็นห่วงจากการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่อาจขยายมากขึ้นและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงเห็นว่าควรแยกเรื่องการเมืองออกจากเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;เรื่องการเมืองที่สามารถแก้ไขได้ทันที คือการแก้ไขเรื่องการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะที่มาและอำนาจ ส.ว. โดยมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนจุดยืนนี้ ส่วนจุดยืนนี้ใกล้เคียงกับร่างของพรรคก้าวไกลที่จะแก้ไขในมาตรา 272 หากเห็นตรงกันในมาตรา 272 ที่เป็นหัวใจตัดตอนการสืบทอดอำนาจ ก็พร้อมลงชื่อในญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 กับพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งสัญญาณออกมาชัด กลุ่มกบฏประชาธิปัตย์ในซีกรัฐบาลพร้อมดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปมากกว่ามาตรา 256 เดิม อันเป็นร่างหลักของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังไม่นับรวมพรรคก้าวไกลที่เตรียมเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญประกบเข้ามาอีก ที่แก้ไขแยกเป็นรายฉบับให้แก้ไขมาตรา 269 แก้ไขมาตรา 270-271 แก้ไขมาตรา 272 และแก้ไขมาตรา 279 รวมถึงการตั้งท่าเข้าไปแก้ไขหมวด 1-2 อีก ยิ่งเร่งเร้าให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อไทยมีธงชัด แก้เพื่อเปิดช่องให้มีการแก้ไขผ่านการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และอาศัยแนวร่วมจากสมาชิกวุฒิสภาให้ได้ก่อน ส่วนก้าวไกลตั้งท่าเล่นใหญ่ให้สอดการเคลื่อนไหวภายนอกสภาของกลุ่มผู้ชุมนุม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพรรครัฐบาล แม้ท่าทีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นหลัก ตามเนื้อหามาตรา 256 ที่ทุกพรรคในพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วยแล้ว แต่ล่าสุดไปๆ มาๆ ประชาธิปัตย์พร้อมจับมือ ส.ส.ก้าวไกลลุยแหลก อันเนื่องจากทิศทางตรงกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล็งเป้าเล่นกล่องดวงใจคณะผู้สืบทอดอำนาจ ส่งสัญญาณชัดๆ คนพร้อมลงชื่อบอกให้ไปดูกลุ่มกบฏในประชาธิปัตย์มีกี่คน เป็นกลุ่มตั้งต้นที่พร้อมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่ๆ ยังไม่นับรวมกลุ่มขบฏยังเติร์กในพรรคร่วมรัฐบาล ในปีกภูมิใจไทยอีก 2-3 คนที่พร้อมมาเซ็นชื่อสนับสนุน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นปัญหาหนักใจในรัฐบาลประยุทธ์ แม้ที่ผ่านมาจะถอดสลักความขัดแย้ง ประเด็นอ่อนไหวไปได้บางส่วน อย่างเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำจากจีน มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท ที่ขอชะลอไปก่อน แต่ก็มีปัญหาใหม่ที่หนักไม่แพ้กันอย่างคดีเหมืองทองอัครา ที่รัฐบาลไทยตกเป็นจำเลย โดนเรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยฝ่ายไทยใช้งบประมาณแผ่นดินแต่งตั้งคณะทนายไปสู้คดีสูงถึง 111 ล้านบาท กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนดีมีฝีมือใน ครม.หนีหาย ไม่ร่วมหัวจมท้ายแก้วิกฤติเศรษฐกิจ กลุ่มการเมืองก็แอบเหล่ อยากขอแจม จ้องเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตาเป็นมัน กลุ่มประชาชนปลดแอกนัดชุมนุมใหญ่ 19 ก.ย. ก็ยั่วยุให้รัฐบาลตบะแตก พร้อมเล่นเกมแรงขึ้นเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก รัฐบาลแม้ดวงจะยังแข็ง ยังต้านทานไหว ยังเอาอยู่ ม็อบก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์เลือด การเมืองก็ต้องแก้ไข รักษาเอกภาพในรัฐบาล เศรษฐกิจทรุดหนัก ต้องเร่งแก้ปัญหา เรียกความเชื่อมั่น หลายศึกรุมกระหนาบตี ถาโถมใส่รัฐนาวาประยุทธ์อีกระลอก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76594</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, กรองสถานการณ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิรไท สันติประภพ, สันติ พร้อมพัฒน์, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f5390bab44ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2020 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2020 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐถัง (ไม่) แตก! ส่งคลังกู้โปะรายจ่ายโตสวนรายได้ทรุด?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถามว่าเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ไหม เคยมีในสมัยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ยุคนั้นเป็นการกู้ในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยในปีนั้นเหตุการณ์คล้ายๆ ขณะนี้ คือ เป็นงบขาดดุล มีการออกงบขาดดุลเพิ่มเติม มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินพิเศษผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง และเป็นการกู้เพิ่มเติม เนื่องจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้ เพราะฉะนั้นหากถามว่าเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ไหม เคยมีค่ะ&amp;rdquo; แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรงนี้เป็นประเด็นสืบเนื่องมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2563 ได้รับทราบการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2563 ครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งนี้มีการปรับแผนในรายการสำคัญๆ ได้แก่ การปรับเพิ่มวงเงินกู้ของรัฐบาลในกรณีที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ (Revenue Shortfall) ในปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 2.14 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบ 2563 ต่ำกว่าประมาณการ จึงจำเป็นต้องมีการกู้เงินในกรณีที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารหนี้สาธารณะ และที่แก้ไขเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องรักษาระดับเงินคงคลังไว้ในระดับที่จำเป็น เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการเบิกจ่าย เพื่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นการกู้เงินเพิ่มเติมดังกล่าวจะส่งผลให้รัฐบาลมีระดับเงินคงคลังเพียงพอสำหรับรองรับการเบิกจ่ายของหน่วยงานต่างๆ พร้อมยังยืนยันว่า การกู้เงินดังกล่าวจะส่งผลให้ประมาณการหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 8.21 ล้านล้านบาท โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีอยู่ที่ 51.64% ขณะที่ปีงบประมาณ 2563 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขยับเพิ่มเป็น 57% ซึ่งไม่เกิน 60% ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะ โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 45.83% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นำไปสู่การตั้งคำถามว่า &amp;ldquo;รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถังแตก?&amp;rdquo; เพราะการกู้เงินในครั้งนี้เป็นการกู้เงินเนื่องมาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ที่ต้องยอมรับว่าแทบจะไม่เคยเห็นการกู้เงินในลักษณะนี้&amp;nbsp; แม้ว่านี่จะไม่ใช่การกู้ลักษณะนี้ครั้งแรกก็ตาม โดยรัฐบาลอ้างว่า &amp;ldquo;เป็นผลมาจากการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและเศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 รวมถึงการเลื่อนเวลาการจ่ายภาษี ซึ่งทำให้รัฐบาลมีรายได้เข้ามาน้อย&amp;rdquo; ทำให้เงินคงคลังอาจจะไม่เพียงพอ นั่นหมายถึงความต้องการและความจำเป็นในการใช้เงินยังมีอยู่อย่างมหาศาล แต่รายได้ที่ต้องเก็บเข้ากระเป๋ากลับไม่เป็นไปตามคาดการณ์ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ว่ารัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน จนนำมาซึ่งการกู้เงิน จำนวน 2.14 แสนล้านบาทดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ มีการประเมินว่า ในปีงบประมาณ 2563 การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะต่ำกว่าเป้าหมาย 9% หรือไม่น้อยกว่า 3-4 แสนล้านบาท นั่นส่งผลให้เงินคงคลังอาจไม่พอรองรับการใช้จ่ายของประเทศ พร้อมทั้งมีกระแสข่าวออกมาว่า ขณะนี้เงินคงคลังเหลือน้อยมาก เพราะไม่มีรายได้เข้ามา ทำให้กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเสนอ ครม.กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลที่เพิ่มขึ้น กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ก่อนที่คลังจะแก้ลำ โดยยืนยันว่าปัจจุบันเงินคงคลังยังอยู่ในระดับสูง เพียงพอรองรับการใช้จ่ายของรัฐบาลและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหากพิจารณาตามข้อกฎหมายจาก พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ มาตราที่ 20 ระบุว่า ให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้ 1.ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ เพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง, เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม, เพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ, ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ หรือพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ นั่นหมายความว่ากระทรวงการคลังสามารถกู้เงินนี้ได้ตามหลักของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหากลงไปดูในรายละเอียดตาม พ.ร.บ.ฉบับข้างต้นในมาตราที่ 21 ระบุว่า การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณใด ให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินบาทไม่เกินวงเงิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และ 80% ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งนั่นหมายความว่า ในปีงบประมาณ 2563 กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินได้ทั้งสิ้น 6.38 แสนล้านบาท และกระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงินไปแล้ว 4.69 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ดังนั้นหากจะกู้ในกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ที่กำลงเป็นประเด็นในขณะนี้ จึงเหลือวงเงินที่กระทรวงการคลังจะกู้ให้รัฐบาลได้อีก 2.14 แสนล้านบาทนั่นเอง เมื่อรวมกันแล้วปีงบประมาณ 2563 จึงเป็นการกู้เงินแบบ &amp;ldquo;เต็มเพดาน&amp;rdquo; ตามที่กรอบของกฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแผนการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ วงเงิน 2.14 แสนล้านบาท ล็อตแรก สบน.จะประเดิมกู้ 5 หมื่นล้านบาทก่อน โดยออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อขายให้ประชาชนทั่วไป ในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิรไท สันติประภพ&amp;rdquo; ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาระบุว่า ในภาวะวิกฤติคนที่มีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ &amp;ldquo;ภาครัฐ&amp;rdquo; ดังนั้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ใกล้ระดับ 60% ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล ถ้าการใช้จ่ายเงินกู้นำไปใช้กับโครงการที่ดี โครงการที่มีประสิทธิผลต่อการกระตุ้นการจ้างงาน ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องวิถีชีวิตใหม่ (นิวนอร์มอล) และเป็นโครงการที่ช่วยให้ภาคธุรกิจขยายตัว เพราะในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่ภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ บทบาทของภาคการคลังก็ยังสามารถทำงานเพิ่มขึ้นได้อีก เพื่อรักษาระดับการเติบโตไม่ให้เศรษฐกิจไหลลงแรงกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเพิ่มบทบาทการใช้จ่ายภาครัฐ มีประเด็นที่ต้องคิดอย่างจริงจังถึงเรื่องความสามารถในการหารายได้ในอนาคต ซึ่งมีหลายเรื่องที่ทำได้ เช่น เรื่องของฐานภาษีทรัพย์สิน ซึ่งปัจจุบันมีการเก็บในสัดส่วนที่น้อยมาก และการเพิ่มประสิทธิภาพฐานภาษี ซึ่งหลายประเทศมีการหารายได้จากทรัพย์สินของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เหล่านี้เป็นโอกาสในการหารายได้ให้รัฐในอนาคต การใช้นโยบายการคลังที่เพิ่มขึ้นก็ต้องทำควบคู่กับแผนการหารายได้ในอนาคต ที่ได้จากหลากหลายวิธี ขณะที่อีกด้านของบทบาทภาคการคลังในระยะยาว จะต้องมีแผนในการถอนออก หรือปรับลดรายจ่ายบางประเภทลง โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ จะต้องปรับให้เหมาะสม มาตรการที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤติโควิด-19 ควรจะเป็นมาตรการชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ปกติก็ต้องมีกลไกในการปรับลดลงทันที ต้องไม่เป็นการสร้างผลต่อเนื่อง ไม่มีผลต่อภาระการคลังในระยะยาว สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และจะต้องนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลมากขึ้น สะท้อนว่าบทบาทภาครัฐจะต้องปรับให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความน่ากังวลกรณีรายได้รัฐบาลถูกกระทบจนจัดเก็บพลาดเป้าจำนวนหลายแสนล้านบาท ไม่ได้ส่งผลแค่เพียงปีงบประมาณ 2563 เท่านั้น แต่ในปีงบประมาณถัดไป ปีงบ 2564 จะเป็นปีแห่ง &amp;ldquo;ปัญหา&amp;rdquo; ที่รอรัฐบาลอยู่ นั่นเพราะฐานรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หรือฐานรายได้อื่นๆ ยังใช้จากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติ เป็นช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในปีงบประมาณ 2564 จะต้องใช้ฐานรายได้จากปีที่มีวิกฤติการระบาดของไวรัส ซึ่งมีการออกมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทั้งหมด นั่นหมายถึงภาคธุรกิจ ภาคเอกชนสูญเสียรายได้จากที่ควรจะมี ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่! ที่รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง จะต้องให้ความสนใจอย่างมากกว่า จะแก้ปัญหานี้อย่างไร? เพราะหลายฝ่ายต่างก็ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำจากปัญหาวิกฤติโควิด-19 จะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวอย่างน้อย 2 ปี โดยเป็นการทยอยฟื้นตัว กว่าจะกลับเข้าสู่ช่วงปกติก่อนเกิดการระบาดของเชื้อโรค ซึ่งก็กินเวลาพอสมควร ตรงนี้จะมีผลอย่างมากกับการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในระยะต่อไปอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75975</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิรไท สันติประภพ, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200830/image_big_5f4b6ffcc3301.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับมอบทองคำ 10 กก. จากศิษย์หลวงตามหาบัวสมทบเป็นทุนสำรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ส.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รับมอบทองคำจำนวน 10 กิโลกรัม จากคณะศิษยานุศิษย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ที่ได้รับจากการจัดงานบุญประเพณี &amp;ldquo;ผ้าป่า 12 เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาพระคุณองค์หลวงตา&amp;rdquo; ตามเจตนารมณ์ของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เพื่อสมทบเข้าเป็นทุนสำรองเงินตรา โดยมีพระอาจารย์บุญมี ธัมรโต เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาถวาย (วัดถ้ำเต่า) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เป็นผู้แทนคณะศิษยานุศิษย์ มอบสินทรัพย์ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการมอบทองคำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 25 รวมเป็นสินทรัพย์ที่รับมอบแล้วทั้งสิ้น แบ่งเป็นทองคำแท่งน้ำหนักรวมประมาณ 13,060.918 กิโลกรัม และเงินตราต่างประเทศจำนวน 10,457,159.63 ดอลลาร์ สรอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74111</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองคำทุนสำรอง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, วิรไท สันติประภพ, หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f326824587a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ลั่นไทยไม่จำเป็นต้องง้อไอเอ็มเอฟ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธปท.สำนักงานภาค ประจำปี 2563 ในหัวข้อ &amp;quot;ก้าวต่อไป...ทิศทางเศรษฐกิจหลังยุคโควิดภิวัฒน์&amp;quot; ว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่ยืนยันว่าในครั้งนี้ไทยไม่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เนื่องจากปัจจุบันระบบการเงินมีความแข็งแกร่ง จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง มีทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง ขณะที่การกู้เงินจากต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ กลไกการกำกับดูแลสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมาก มีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 แม้ว่าในภาคเศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ในภาคการเงินถือว่าแตกต่างมาก เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมหภาคของไทยมีความเข้มแข็งมาก สถานะของไทยไม่ได้เป็นเหมือนปี 2540&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้วิกฤติด้านสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับภาคเศรษฐกิจจริง แต่วันนี้ระบบการเงินเข้มแข็ง ผู้กำกับดูแล ธนาคารกลางทั่วโลกยังจำบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ได้ดี กลไกการกำกับดูแล กลไกการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้นมาก สถาบันการเงินมีเงินกองทุนในระดับสูง มีกลไกการตั้งสำรอง มีมาตรฐานบัญชีที่ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยก็มีความเข้มแข็งขึ้นมาก ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านการเงินไทยจึงไม่มีปัญหา เรียกว่าเป็นจุดแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะการฟื้นฟู หลังจากประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นผลที่เกิดขึ้นจากภาวะด้านสาธารณสุข ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก โดยถือเป็นสถานการณ์ร้ายแรงแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน และแตกต่างจากวิกฤติในอดีตที่เกิดจากภาวะด้านการเงิน ซึ่งเมื่อไทยเข้าสู่ภาวะการฟื้นฟู ก็ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ ถือเป็นโอกาสที่ไทยก้าวเข้าสู่ช่วงที่ 3 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น จึงต้องช่วยกันคิดต่อว่าจะใช้โอกาสในการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้มาฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มุมมองของ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงไตรมาส 2/2563 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งของไทยและทั่วโลกหยุดชะงัก หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป คงไม่ได้ฟื้นตัวได้เร็วอย่างก้าวกระโดด ในคาดการณ์ของ ธปท. หากไม่มีการระบาดรุนแรง ประเมินว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ได้ประมาณปลายปี 2564 หมายความว่าจะใช้เวลาเกือบ 2 ปีที่เศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมา&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดหลังจากนี้ คือ เรื่องงการจ้างงาน เพราะสถานการณ์โควิด-19กระทบกับไทยแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งทั้ง 2 ส่วนมีการจ้างงานในระดับสูง การระบาดของโควิด-19ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายคนตกงานจำนวนมาก ที่สำคัญถ้ามองระยะยาว หากสถานการณ์โควิด-19คลี่คลายลง เชื่อว่าหลายคนจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกใหม่ได้ เพราะตลาดแรงงานโลกใหม่จะต่างจากก่อนเกิดการระบาด ด้วยหลายปัจจัย คือ กำลังการผลิตส่วนเกินในโลกที่สูงมาก ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคงคาดหวังให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 40 ล้านคนเหมือนเดิมไม่ได้ ดังนั้นแรงงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะกลับมาได้ รูปแบบของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็จะแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นจะต้องไปดูทักษะของแรงงานที่ตกงานว่าจะต้องมีการปรับตัวอย่างไร เพื่อทำให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโลกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลพวงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้นใสตลาดการเงินและตลาดทุนที่เกี่ยวเนื่องกับต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมาก จากการที่ธนาคารกลางของประเทศอุตสาหกรรมหลักได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19รวมถึงการแพร่ระบาดในต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ซึ่งเมื่อมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงในระบบการเงินโลก จึงทำให้เกิดความผันผวนได้ง่ายขึ้นเมื่อมีข่าวหรือมีข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นจังหวะที่ดีของผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่ต้องคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และใช้โอกาสนี้ในการพิจารณาเครื่องมือทางการเงิน หรือใช้การล็อกเรตสำหรับรายได้จากการส่งออกในอนาคตไว้ล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าทิศทางของค่าเงินในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สถานการณ์ค่าเงินบาทเหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมาจากปัจจัยในประเทศ และอีกด้านมาจากปัจจัยต่างประเทศ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาทของไทย ช่วงที่ผ่านมา อาจมีกระแสเงินไหลออกบ้าง ความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทย ผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะยังมีผลต่อไปอีกนาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศที่อาจสร้างความกังวลต่อนักลงทุนต่างชาติ ก็อาจเป็นเหตุทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมถึงดอลลาร์สหรัฐ&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ไม่กังวลต่อสถานการณ์เงินทุนไหลออก เนื่องจากประเทศไทยมีกันชนด้านต่างประเทศรองรับอย่างเข้มแข็ง แม้ปัญหาโควิด-19จะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยค่อนข้างรุนแรง แต่ยังคาดการณ์ว่าทั้งปีนี้ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ ขณะเดียวกันไทยไม่ได้พึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากนัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูง ดังนั้นแม้จะมีเงินไหลออกบ้างในบางช่วง ก็ไม่ได้มากระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือมากระทบอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ในส่วนความคืบหน้าของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากผลกระทบของโควิด-19 ของ ธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้มีการปล่อยสินเชื่อไปกว่าแสนล้านบาทแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ส่วนคือ เยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ในเบื้องต้น และช่วยเรื่องของการฟื้นฟูหลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายลง โดยแม้จะกำหนดระยะเวลาไว้ว่าสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2563 แต่สามารถต่ออายุมาตรการได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเสนอให้มีการต่ออายุมาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งจะช่วยให้ซอฟท์โลนที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่นี้ ช่วยในเรื่องการฟื้นฟูได้ เป็นต้นทุนดอกเบี้ยต่ำให้ภาคธุรกิจในช่วงฟื้นฟูเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา อาจมีบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เข้ามาร่วมด้วย เพราะตาม พ.ร.ก. การชดเชยความเสียหายจะอยู่ในช่วง 2 ปี แรกในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการจึงเห็นว่าหากมีการค้ำประกันสินเชื่อได้ระยะยาวขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์เป็นแนวทางที่กำลังพิจารณา&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72010</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.), วิรไท สันติประภพ, เศรษฐกิจไทย, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯลั่นไม่ใช้ฉุกเฉินอลหม่าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาทวันที่ 2 ยังท้วงติงเรื่องเยียวยาตกหล่น พร้อมชงตั้ง &amp;nbsp;กมธ.ดูแลการใช้จ่ายโครงการต่างๆ &amp;quot;เกียรติ&amp;quot; เสนอ 3 กฎเหล็กเพื่อให้เงินตรงเป้า &amp;quot;ฝ่ายค้าน&amp;quot; ไม่เลิกราวีเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกกรณีฆ่าตัวตายถล่มอีกรอบ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลั่นทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ชี้หากไม่ใช้กฎหมายติดหนวดอลหม่านแน่ ฮึ่ม! คนไทยด้วยกันอย่าติเรือทั้งโกลน หมอหนูโวไม่มีระบาดรอบสองแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.ถือเป็นวันที่ 2 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชกำหนด 3 ฉบับ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่พักการประชุม โดยเริ่มต้นนายโสภณ &amp;nbsp;ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้อภิปรายชี้ถึงความจำเป็นในการกู้เงิน ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่เป็นไปเพื่อรักษาชีวิต พร้อมทั้งระบุว่า งบประมาณแก้ไขปัญหาการระบาดไม่เกิน 45,000 ล้านบาทน้อยเกินไป อย่างการทำวัคซีนต้องใช้เงินจำนวนมาก และควรเพิ่มงบค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ส่วนการเยียวยาก็ขอให้สำรวจกรณีตกหล่นไม่ได้รับการเยียวยาเพราะเข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ ให้ได้รับการเยียวยาทุกกลุ่ม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายในฐานะพยาบาลเก่า ว่า ไม่อยากให้รัฐบาลเอาเงินกู้ไปทำในสิ่งที่ไม่เกิดผลหรือนอกวัตถุประสงค์ จึงอยากให้ใช้ประโยชน์สูงสุด เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ และมองว่าการช่วยเหลือของรัฐบาลยังตกหล่นเยอะ คนที่เข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ ไม่มีโทรศัพท์ ต้องเก็บตกให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยรวมเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ไม่เห็นด้วยกับการมีตัวเขมือบโครงการ เช่น ซื้อของแพง เอาวิกฤติเป็นโอกาสของนักการเมืองขี้โกง ขอให้มีอันเป็นไป อยากให้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจังกับตัวเขมือบทั้งหลายให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ ไม่ต้องเกรงใจ และควรตั้งคณะกรรมาธิการมาตรวจสอบการใช้เงินโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน&amp;quot; น.ส.รังสิมากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงว่า &amp;nbsp;นับตั้งแต่มีข่าวการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.62 สธ.ได้ตั้งทีมป้องกันคัดกรองผู้ที่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2562 ยืนยันว่าระบบการรักษาของระบบสาธารณสุขไทยอยู่เหนือมาตรฐาน ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดไว้ จนขณะนี้การแพร่เชื้อในประเทศไทยไม่มีแล้ว เพราะเราตั้งการ์ดสูงอย่างเต็มที่ แต่วันนี้ก็ยังมีการเตรียมพร้อมมีการควบคุมอยู่ เพื่อเตรียมพร้อมไว้รองรับคนไทยที่อยู่ต่างประเทศที่กำลังเดินทางกลับไทย และเชื่อว่าจะไม่เกิดการแพร่ระบาดอีก
เชื่อไม่มีระบาดรอบ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรายังเตรียมความพร้อมหากมีการระบาดรอบ 2 ซึ่งผมเชื่อว่าไม่น่าเกิด แต่เราก็ไม่ได้ประมาท ทั้งนี้หากเกิดการระบาดรอบ 2 ผมยืนยันได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมดูแลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย นอกจากนี้ขอชมเชย อสม.ล้านกว่าคนที่มีส่วนช่วยในการหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเห็นว่าถึงเวลาที่เราต้องตอบแทนเมื่อถึงเวลานั้น สธ.เราไม่ได้การ์ดตก และขอให้พี่น้องประชาชนตั้งการ์ด &amp;nbsp;ศัตรูของเราคือโควิด-19 ถ้าชกกันตอนนี้คะแนนเรานำอยู่ เราจะน็อกเขาได้เมื่อมีวัคซีนป้องกัน ซึ่งในงบ &amp;nbsp;4.5 หมื่นล้านบาท งบส่วนนี้ได้ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติพัฒนาวัคซีนดังกล่าว โดยประเทศไทยเหลืออย่างเดียวที่จะเป็นแชมป์ด้านสาธารณสุขของโลก คือต้องคิดค้นวัคซีนให้ได้ และยืนยันว่างบที่ สธ.ได้จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 11.40 น. นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้อภิปรายว่า ขอให้สภาพักหรือเลื่อนการประชุมจนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมจะนำเอกสารแนบท้าย พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทมานำเสนต่อสภา เพราะหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ทั้งหมดของประชาชน การไม่มีรายละเอียดเท่ากับจงใจตีเช็คเปล่า จึงไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อกฎหมายและถือเป็นความผิด เพราะไม่มีเหตุผลทางวิชาการเพื่อควบคุมโรคระบาดได้ และหากใช้ต่อไปถือว่าเป็นการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพด้านการบูรณาการงานร่วมกัน&amp;quot; นพ.เรวัตระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.อภิปรายแสดงความเป็นห่วง พ.ร.ก.กู้เงิน &amp;nbsp;1.9 ล้านล้านบาท ว่ากู้เยอะแต่รายละเอียดน้อย ไม่มีรายละเอียดแหล่งที่มาเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางฟื้นฟูที่เสนอโดยคณะกรรมการกลั่นกรอง คือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และพิจารณาโดยสภาพัฒน์และกระทรวงการคลัง ขณะที่คนทำรายงานความก้าวหน้าก็คือ สศช. ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล
เกียรติชงกฎเหล็ก 3 ข้อ
&amp;ldquo;พูดว่าโปร่งใสเฉยๆ ไม่ได้ การเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์จำเป็น ร่วมทั้งการเอาเงินทั้งหมดไปใช้ตรงกับเป้าจำเป็นจริงๆ และสุดท้ายขอเสนอให้ใช้กฎเหล็ก 3 ข้อผ่านวิกฤติ คือ 1.แก้วิกฤติต้องคิดลบ พร้อมสยบทุกปัญหา 2.กระสุนมีจำกัดทุกนัดต้องเข้าเป้า และ 3.คอร์รัปชันต้องป้องกันไม่ใช่ลั่นว่าไม่มี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 15.30 น. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชี้แจงถึง พ.ร.ก.ปล่อยซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทให้วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ว่าขณะนี้มีผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 35,217 ราย วงเงินอนุมัติเฉลี่ย 1.65 ล้านบาทต่อราย รวมวงเงิน 58,208 ล้านบาท &amp;nbsp;โดย 51% เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนข้อสังเกตของ ส.ส.ว่าธนาคารพาณิชย์ปล่อยลูกค้าชั้นดีความเสี่ยงต่ำ ไม่เป็นความจริง เพราะ 70% เป็นลูกหนี้กลุ่มความเสี่ยงปานกลางและค่อนข้างสูง โดย 71% เป็นลูกหนี้ในต่างจังหวัด และการออก พ.ร.ก.ซอฟต์โลนนี้เป็นรูปแบบเดียวกับเมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เอาเงิน ธปท.ไปให้สินเชื่อเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง อภิปรายเสริมว่า วันนี้เรามีมาตรการใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของ &amp;nbsp;พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โดยจะช่วยเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีประสบการณ์การกู้เงินกับสถาบันการเงิน หรือกลุ่มที่เราเรียกว่ายังไม่เข้มแข็งเรื่องเงินทุน โดยจะออกมาในรูปของกองทุนซึ่งจะต่างจากสินเชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 14.30 น. น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า รัฐบาลบริหารโดยปล่อยให้มีการเยียวยาที่ผิดพลาด จนมีคนไปฆ่าตัวตายที่หน้ากระทรวงการคลัง ความผิดพลาดที่ชี้ชัดที่สุดคือการลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกัน กลับกลายเป็นเราจะเละด้วยกัน ระบบล่มตั้งแต่ชั่วโมงเเรกที่เปิดให้ลงทะเบียน แต่วันนี้รัฐบาลจะมาออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งใหญ่ที่สุด เราจะมั่นใจได้อย่างไรในเมื่อไม่เห็นประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การฆ่าตัวตายเป็นข้อบ่งชี้ความล้มเหลวของรัฐบาลอย่างรุนเเรง เพราะคนตัดสินใจเลือกความตายเพื่อให้พ้นความเดือดร้อนเพราะหาที่พึ่งพาไม่ได้ และฝากถึงนายกฯ และคณะว่าท่านอย่าบริหารงานภายใต้การรักษาความมั่นคงในอำนาจของตัวท่านเอง คืนความอิสระในการทำงานให้กับทุกอาชีพ &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลเสียมากกว่าผลดี ต้องยกเลิกเคอร์ฟิว เพราะโควิด-19 ไม่ได้ระบาดเเค่เฉพาะตอนกลางคืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกวันนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลกำลังควบคุมพวกเรา ไม่ได้ควบคุมโรค&amp;rdquo;
อย่าติเรือทั้งโกลน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของคนไทย รัฐบาลไม่ทิ้งอย่างแน่นอน และจะไม่มีการทุจริต ทุกคนเสียภาษีเหมือนกันหมด ตนเองก็เสียภาษี พวกท่านเป็นหนี้ ตนเองก็เป็นหนี้ด้วย หนี้ตรงนี้ต้องมาชดใช้ด้วยการทำให้ประเทศมีผลผลิตและมีความก้าวหน้า ตัวเลขหนี้สาธารณะที่ปรากฏขึ้นมานั้นเกิดมาหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ แต่การก่อหนี้เพิ่มนั้นเพื่อรักษาและเยียวยาและฟื้นฟูประเทศให้เข้มแข็งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องเข้าใจว่าเราต้องบริหารตามกฎหมาย การที่จะให้รัฐบาลจ่ายเงินให้เร็วต้องไปดูเรื่องทะเบียน &amp;nbsp;รัฐบาลไม่สามารถล้วงทุกบ้านได้ ท่านต้องรู้จักหน้าที่ในการลงทะเบียนและแก้ไขทะเบียนให้ถูกต้อง ใครทำเกษตร ใครทำอาชีพอิสระ ผมพร้อมจ่ายทั้งหมด แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ซับซ้อน เงินจำนวนนี้ให้เพื่อดำรงชีพช่วงโควิดเท่านั้น แต่ช่วงนี้เป็นเงินดำรงชีพ 3 เดือนที่ไม่สามารถเอาไปผ่อนรถหรือมอเตอร์ไซค์ได้&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเรียนนั้นจะต้องทำอย่างไรให้นักเรียนไม่ลืมการเรียน จึงใช้ระบบออนไลน์หรือเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งน่ารักดี พ่อแม่ปู่ย่าตายายนั่งดูทีวีกับลูกหลาน ค่าใช้จ่ายกระทรวงดีอีเอสก็ดูแลให้ ถ้าท่านตั้งโจทย์ว่าไม่ดีไปหมด อยากถามว่าจะคุยกันรู้เรื่องหรือไม่ วันนี้ขอบคุณ ส.ส. พวกเราร่วมชาติกันอยู่แล้ว เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายกลางเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการดำเนินการ ซึ่งผลที่ออกมาถามว่าดีหรือไม่-ก็ดี คนป่วยไม่มาก ติดเชื้อน้อยลง แต่ถ้าเราไม่ใช้กฎหมายกลางนี้ออกไปก็จะอลหม่านอีกแล้วแก้ไขไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ มันเป็นความจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนเราปฏิเสธกฎหมายไม่ได้ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดว่าคนไทยต้องเท่าเทียมกัน แต่มีมาตราที่บอกว่าคนไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ต้องดูให้ครบหมวด ทุกคนจะบอกว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แต่รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ผ่อนผัน เว้นแต่บางเรื่องที่ปล่อยไม่ได้ ถ้าทุกคนช่วยรัฐบาลคิดว่าประเทศไทยไปข้างหน้าโลดแล้ว อะไรที่ดีก็ขอให้ส่งเสริม แต่ท่านจะบอกว่าไม่ดีไปทั้งหมดแบบนี้มันไม่ใช่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฯ ชี้แจงกรณีข้อท้วงติงการตรา พ.ร.ก.ไม่เป็นไปตามมาตรา 53 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) &amp;nbsp;ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ว่า กฎหมายวินัยการเงินการคลังกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงินนั้นสอดคล้องกัน และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงรับรองหลักการของกฎหมายที่ต้องตราขึ้นเพื่อความมั่นคงและผาสุกของประชาชน ขณะเดียวกันการตรา พ.ร.ก.กู้เงินยังปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562 มาตรา 79 ที่กำหนดให้รับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทนการรับฟังความเห็นของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเคลื่อนไหวนอกห้องประชุม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรค พท.กล่าวว่า &amp;nbsp;รัฐบาลไม่มีแผนงานในการใช้เงินมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ ว่าจะใช้งบประมาณอย่างไร โปร่งใส และเหมาะสมหรือไม่ การที่รัฐบาลไม่เปิดเผยรายละเอียด ขอตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใสในการใช้เงินกู้ และการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ทรุดหนักลงไปอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรค พท.ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวว่า รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจให้ประชาชนเห็นว่า มีความตั้งใจจริงที่จะกอบกู้เศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง อีกทั้งต้องยอมรับการตรวจสอบจากผู้แทนของประชาชน ด้วยการเปิดให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงินกู้อย่างจริงจัง นอกจากนี้รัฐต้องกระจายงบประมาณที่กู้มาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ไม่ควรเอางบประมาณของประชาชนไปใช้ในการหาเสียง เอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่พวกพ้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67224</URL_LINK>
                <HASHTAG>การุณ โหสกุล, รังสิมา รอดรัศมี, วิรไท สันติประภพ, วิสาร เตชะธีราวัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน, เกียรติ สิทธีอมร, โสภณ  ซารัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200528/image_big_5ecfbb54232cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
