<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.1 ชัยนาท ทำงานเชิงรุก เชื่อมตลาดช่วยเกษตรกร สู้วิกฤตโควิด-19 จัดแสดง “สินค้าดี สินค้าเด่น  9 จังหวัดภาคกลาง” คัดสุดยอด 41 สินค้า ขายผ่านออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายวีระชัย&amp;nbsp; เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด &amp;ndash; 19 ได้ส่งผลให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดได้ตามปกติ ดังนั้นเพื่อช่วยลดผลกระทบ และสร้างแนวทางการตลาดใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตแบบ New Normal สสก.1จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดจัดกิจกรรมแสดง &amp;ldquo;สินค้าดี สินค้าเด่น 9จังหวัดภาคกลาง&amp;rdquo; ภายใต้โครงการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ระดับเขต และโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปวิสาหกิจชุมชน ระดับเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ในการจัดแสดงสินค้าดี สินค้าเด่น 9 จังหวัดภาคกลาง มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือติดต่อกับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง &amp;nbsp;อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการซื้อขายสินค้าและสร้างรายได้กับกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ทดแทนรายได้ที่ขาดหายในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการซื้อโดยติดต่อกับเกษตรกรหรือผู้ผลิตโดยตรง ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และของใช้และเครื่องประดับ ที่อยู่ในกิจจกรรมจัดแสดงสินค้าดี สินค้าเด่น 9 จังหวัดภาคกลาง เป็นผลงานการพัฒนาที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ภายใต้การกำกับดูแลของ สสก.1จังหวัดชัยนาท ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการกลุ่ม จนออกมาเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ประชาชนที่สนใจต้องการช่วยอุดหนุน ซื้อสินค้า ทำให้วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร มีรายได้สามารถนำมาจุนเจือครอบครัว เกิดงานเกิดรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ได้โดยผ่านทาง QR Code และที่เว็บไซต์ www.cdoae.doae.go.th&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในส่วนของ QR Code และเว็บไซต์ www.cdoae.doae.go.th จะมีข้อมูลต่าง ๆ ของ สินค้าทั้ง 41 รายการ&amp;nbsp; ตั้งแต่ ข้อมูลชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อเกษตรตัวแทนกลุ่ม ช่องทางการติดต่อ ราคาขายปลีก-ส่ง รวมถึงสตอรี่&amp;nbsp; ที่เป็นเรื่องราวของสินค้าแต่ละชนิด ให้ผู้สนใจได้รับทราบเพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผู้อำนวยการ สสก.1 จังหวัดชัยนาท กล่าวต่อไปว่า สำหรับในพื้นที่รับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี และกรุงเทพมหนคร สสก.1จังหวัดชัยนาท ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน จำนวน 3,331 วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร อีกจำนวน 504 กลุ่ม และมีแนวทางในการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้แนวคิด Chai Nat (Zone 1) Agro Model &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo; Chai Nat (Zone 1) Agro Model เป็นรูปแบบการส่งเสริมการเกษตรเชิงรุก ซึ่ง 1 ใน Model&amp;nbsp;ดังกล่าวคือ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ 1 คน ดำเนินงาน 1 วิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง หรือ 1 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการเข้าถึงความช่วยเหลือและสนับสนุน ทั้งด้านปัจจัยการผลิต ด้านแหล่งเงินทุน หรือด้านการตลาด จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จนเกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้&amp;rdquo;นายวีระชัย &amp;nbsp;กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108632</URL_LINK>
                <HASHTAG>Chai Nat (Zone 1) Agro Model, New Normal, www.cdoae.doae.go.th, กรมส่งเสริมการเกษตร, กรุงเทพมหนคร, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร, การส่งเสริมการเกษตรเชิงรุก, ของใช้และเครื่องประดับ, จังหวัดชัยนาท, นนทบุรี, นายวีระชัย  เข็มวงษ์, ปทุมธานี, ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, วิสาหกิจชุมชน, สระบุรี, สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน, สำนักงานเกษตรอำเภอ, สิงห์บุรี, สินค้าดี สินค้าเด่น 9จังหวัดภาคกลาง, อาหารแปรรูป, อ่างทอง, แนวทางการตลาดใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e26a4956a06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.คลัง ลงพื้นที่ตรังตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ชวนอุดหนุนฟื้นเศรษฐกิจฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.63 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร ย่านตาขาว จำกัด สาขาทุ่งค่าย ซึ่งมีการรวบรวมผลผลิตจากยางพาราทั้งยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ น้ำยางสด จากสมาชิก 5,645 รายและเครือข่ายส่งขายยังตลาดกลางยางพาราและบริษัทเอกชน มียอดรวบรวมยางพารากว่า 12,000 ตัน มูลค่าว่า 538 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนำคณะประกอบด้วย ที่ปรึกษารัฐมนตรี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง หัวหน้าคลังจังหวัดตรัง ผู้บริหารธกส. ร่วมประทานอาหารกลางวันเมนูพื้นเมืองนาหมื่นศรี ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง อาทิ แกงขี้มิ่น(แกงขมิ้น) แกงส้มปลากะพงลูกมะอึกมันขี้หนู ปลาเต้าเจี้ยว ต้มกะทิยอดเม่า ผักเหรียงผัดไข่ และข้าวสวยพื้นเมืองพันธุ์เล็บนก ที่ศาลากลางนาทุ่งทอรัก ภายในศูนย์การเรียนรู้เกษตรหัตถกรรมผ้าทอนาหมื่นศรี ซึ่งเป็นอีกกิจการต่อยอดของวิสาหกิจชุมชนฯในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนบนเนื้อที่ 8 ไร่ ที่เริ่มทดลองปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทำนา โดยมีนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นางสาวอารอบ เรืองสังข์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี และเจ้าหน้าที่จากธกส.ตรังร่วมต้อนรับ ทั้งนี้นายอาคมได้ปรารถว่าชื่นชอบอาหารปักษ์ใต้มาก เพราะรสชาติอร่อยถูกปากและหากินยาก และดีใจที่ได้มากินถึงที่ ถึงที่กทม.จะมีร้านอาหารใต้ แต่รสชาสอร่อยสู้มากินที่ปักษ์ใต้ไม่ได้
&amp;nbsp;
จากนั้น นายอาคมได้นั่งรถรางของอบต.นาหมื่นศรีชมบรรยากาศในหมู่บ้าน ก่อนเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนทอผ้านาหมื่นศรี ชุมชนผ้าทอโบราณกว่า 200 ปี โดยปัจจุบันยังคงทอผ้าและแปรรูปผ้าทอมือ เป็นผ้าขาวม้า ผ้าถุงและผ้าคลุมไหล่ ผ้าตัดเสื้อและของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มีสมาชิก 155 ราย สร้างรายได้ให้กลุ่มกว่า 8 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีจากพิษการแพร่ระบาดของโควิด19 ทำให้ได้รับผลกระทบต่อความคล่องตัวในการชำระหนี้ 10 กว้าล้านบาท โดยธ.ก.ส. ให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน พร้อมให้ความรู้ การกำหนดแผนธุรกิจ และประสานเครือข่ายจากทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยดีมาตลอด โดยนายอาคมได้สอบถามปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำตลอดจนมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถเพื่อลดภาระหนี้และดอกเบี้ย โดยใช้ช่องทางตามมาตรการของรัฐที่มีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายอาคมยังให้ความสนใจสอบถามรายละเอียดทั้งประวัติผ้าทอลายโบราณ อาทิ ลายครุฑ นกการเวก แก้วชิงดวง ราชวัตร ชมกระบวนการทอ การจัดวางสินค้า และชมพิพิธภัณฑ์ผ้าทอซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนจัดสร้างเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมประวัติผ้า ตัวอย่างผ้า ตำนานเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งร่วมทำขนมฝามี ขนมพื้นเมืองนาหมื่นศรีกับชาวบ้านด้วยความเป็นกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวภายหลังเยี่ยมชมว่า วิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีถือเป็นอีกชุมชนที่สามารถสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก และร้านผ้าทอนาหมื่นศรีเป็นร้านที่เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง จึงอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวมาเป็นส่วนหนึ่งของการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วยังเป็นการช่วยร้านค้าในการจ้างงานในพื้นที่และเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ชุมชนนาหมื่นศรีมีความฉับไวดำเนินการตามมาตรการคนละครึ่งเพื่อส่งเสริมยอดขาย และถูกทางแล้วที่วิสาหกิจชุมชนฯมีการปรับตัวเอง จากทอผ้า สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนที่กำลังเริ่มต้นทำ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ไทยต้องเที่ยวไทย เขาต้องขายคนไทย ตนได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนเต็มที่ในเรื่องการการผลิต แปรรูป และการตลาด ที่สำคัญคือด้านการประชาสัมพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวว่า สำหรับมาตรการสำคัญของกระทรวงการคลังในเรื่องส่งเสริมภาคท่องเที่ยวรวมถึงท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีการหารือกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจรที่จ.ภูเก็ตในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ก็จะมีส่วนช่วยได้ โดย กระทรวงการคลังเตรียมหารือภาคเอกชนอย่างสายการบินต่างๆ ในการจำหน่ายราคาตั๋วที่ถูกลง และอาจจะมีการเพิ่มสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะได้เตรียมหารือกับทางสายการบินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82467</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตรัง, ชุมชนทอผ้านาหมื่นศรี, ธกส., ยางพารา, รมว.คลัง, วิสาหกิจชุมชน, อบต.นาหมื่นศรี, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201101/image_big_5f9e4f633e669.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2019 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2019 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สํานักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ประสบความสำเร็จ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ใช้ตลาดนำการผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สํานักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้ให้ความสําคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่ายให้เกษตรกรเป็น &amp;ldquo;ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง&amp;rdquo; เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถทดแทนเกษตรกรที่สูงอายุสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพด้านการเกษตรมากขึ้น ผ่านการนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาสํานักงานฯ ได้ร่วมกับสํานักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี และหน่วยงานภาคีร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ด้วยการใช้เครือข่าย Young Smart Farmer เป็นกลไกในการขับเคลื่อน มีการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร เป็นผู้นําด้านเกษตร 4.0 เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดถึงนวัตกรรมหลักการธุรกิจเกษตร เน้นสร้างทายาทเกษตรกรให้เป็นต้นแบบของยุวเกษตรกรเป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเกษตร และสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรแบบครบวงจรอย่างสมบูรณ์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอมรพรรณ&amp;nbsp; มุนนี &amp;nbsp;&amp;nbsp;หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร&amp;nbsp; สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า การส่งเสริม young smart farmer ของจังหวัดลพบุรี นั้นทางสำนักงานเกษตรจังหวัดจะจัดเวทีให้มีการสร้างเครือข่าย young smart ด้วยกัน เนื่องจาก young smart farmer เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับมาทำด้านการเกษตร และส่วนใหญ่ก็จะทำการผลิตได้ดี&amp;nbsp; จึงควรแก่การต่อยอดด้วยการเชื่อมโยงการตลาดเข้าไปในระบบการส่งเสริมสนับสนุนด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากนโยบายของกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์จะสนับสนุนให้มีการใช้ตลาดนำการผลิต young smart farmer&amp;nbsp; จึงควรมีเวทีให้มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และตอนนี้ young smart farmer ในจังหวัดลพบุรี &amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ประสบผลสำเร็จจึงมีค่อนข้างมากมีการทำการผลิตตามหลักตลาดนำ บางรายก็นำผลผลิตส่งออกต่างประเทศ บางรายส่งห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศ&amp;nbsp; และมีตลาดของ young smart farmer เอง&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ในพื้นที่ภาคกลางมีการเปิดที่จังหวัดอ่างทอง&amp;nbsp; โดยมี&amp;nbsp; young smart farmer จังหวัดลพบุรีเป็นผู้ดำเนินการมีโลโก้เป็นของตัวเอง&amp;rdquo; นางอมรพรรณ&amp;nbsp; มุนนี&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนางจิรัฏฐญา บุญเรืองศักดิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่าการเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่&amp;nbsp; เบื้องต้นจะให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายในการทำการผลิตเป็นวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อกลุ่มมีความเข้มแข็งจึงเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเติมเต็ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านความรู้เพื่อการผลิตที่ดีและมีคุณภาพ เช่น เรื่องของการใช้ระบบน้ำอัจฉริยะ&amp;nbsp; หรือการใช้น้ำจากระบบโซล่าเซลล์&amp;nbsp; เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและประหยัดน้ำตลอดถึงการผลิตที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; จากนั้นก็จะเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับการตลาดเช่นกระทรวงพาณิชย์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราถ่ายทอดความรู้ในเรื่องของการวางแผนการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน&amp;nbsp; อย่างรุ่งเรืองฟาร์มเมล่อน&amp;nbsp; อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ผลิตเมล่อนได้มาตรฐานคุณภาพ GMP มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตเมล่อนในพื้นที่เป็นวิสาหกิจชุมชน ทำให้เกษตรกรในชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยกลุ่มจะมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำการผลิต เน้นตลาดนำการผลิต โดยทำการผลิตให้ได้คุณภาพและปริมาณที่ตลาดต้องการ ผลผลิตที่ออกมาแต่ละรุ่นจึงไม่ล้นตลาดทำให้ราคาขายไม่ผันผวน เกษตรกรได้ต้นทุนคืนและมีกำไรนำมาลงทุนขยายการผลิตและเก็บออมได้อย่างต่อเนื่องจนทำให้วิสาหกิจแห่งนี้มีความเข้มแข็งเป็นอย่างดี&amp;rdquo; นางจิรัฏฐญา บุญเรืองศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายธัชกร รุ่งเรือง&amp;nbsp; ประธานวิสาหกิจชุมชนอำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี หนึ่งใน Young Smart Farmer ที่ปลูกเมล่อนเจ้าของรุ่งเรืองฟาร์มเมล่อน กล่าวว่าได้เรียนจบช่างกลโรงงานจากวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี และไปศึกษาต่อด้านเทคโนโลยีการผลิตโปรดักส์ชั่นที่มหาวิทยาลัยวไลยอลงกรณ์&amp;nbsp; จบแล้วไปสมัครงานกับบริษัทเอกชนทำงานดูแลขบวนการผลิตของโรงงาน โดยทำงานได้ระยะหนึ่ง&amp;nbsp; เป็นห่วงพ่อแม่จึงกลับบ้านซึ่งเดิมครอบครัวทำนา ก็ประสบปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่แมลงศัตรูพืช การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยบำรุงต้นข้าว&amp;nbsp; และราคาข้าวตกต่ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีแนวคิดไปปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่กับการทำนา เมล่อนจึงเป็นตัวเลือกด้วยเห็นว่าตลาดน่าจะดี เมื่อปลูกในระยะแรก ก็ล้มลุกคลุกคลานพอสมควรเพราะประสบกับปัญหาในขบวนการผลิต กลางคืนมีน้ำค้างเป็นปัญหาเกี่ยวกับความชื้นมารบกวน&amp;nbsp; ผลผลิตที่ได้จึงไม่ต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จึงได้หาความรู้เพิ่มเติม จากไปศึกษาดูงานและขอความรู้จากเกษตรอำเภอ ต่อมาสำนักงานส่งเสริมและ พัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้จัดอบรมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเกษตรกรรุ่นใหม่โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น young smart farmer&amp;nbsp; และเดินทางไปดูงานแปลงที่ประสบความสำเร็จเพื่อเพิ่มเติมความรู้ต่างๆ&amp;nbsp; พบว่าการผลิตเมล่อนโดยใช้ระบบเทคโนโลยีของโรงเรือนจะสามารถป้องกันปัญหาเรื่องฝนตกความชื้นและแมลงได้เกือบ100% และสามารถลดการใช้สารเคมีได้ 100% แทบไม่ต้องใช้เลย&amp;nbsp; ส่วนการเตรียมแปลงปลูกจะมีการตรวจสอบดิน วัดดินก่อนว่าดินขาดอะไรบ้าง&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อวัดแล้วพบว่าดินที่นี่เป็นดินลพบุรี N P K ค่อนข้างจะครบ ส่วนใหญ่ที่ขาดคือ ชีวมวลหรือชีวภาพ จึงเอามูลสัตว์ประเภทมูลวัวมาใส่ เพื่อเพิ่มจุลธาตุในดินให้เพิ่มขึ้น จึงทำให้ได้รับผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพพร้อมขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ที่อยู่ภายในกลุ่มฯ และทำการผลิตพืชชนิดเดียวกัน&amp;nbsp; สามารถทำการผลิตได้อย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาลในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี&amp;rdquo; นายธัชกร รุ่งเรือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42210</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ลพบุรี., จังหวัดชัยนาท, พัฒนาการเกษตรที่ 1, วิสาหกิจชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190729/image_big_5d3ead16ec3eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 20:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 20:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘มาเรียม’ พะยูนน้อยแห่งเกาะลิบง ภาพสะท้อนพลังชุมชนร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เกาะลิบง&amp;nbsp; อ.กันตัง&amp;nbsp; จ.ตรัง&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ที่มีพะยูนอาศัยอยู่มากที่สุดในน่านน้ำทะเลไทย&amp;nbsp; คือมีประมาณ 176-180 ตัว&amp;nbsp; เนื่องเพราะมีแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูนอยู่ประมาณ 20,000 ไร่&amp;nbsp; ขณะที่จำนวนพะยูนที่มีอยู่ในเขตน่านน้ำไทยขณะนี้มีเหลืออยู่ประมาณ&amp;nbsp; 200 ตัว&amp;nbsp; ดังนั้นท้องทะเลเกาะลิบงจึงถือเสมือนเป็น &amp;lsquo;เมืองหลวงของพะยูน&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติได้ประทานแหล่งหญ้าให้แก่พะยูนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ยังมีพลังของชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะลิบงและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้ร่วมกันปกป้องแหล่งหญ้าทะเล&amp;nbsp; ตลอดจนร่วมกันต่อสู้กับการทำประมงแบบล้างผลาญ&amp;nbsp; จนทำให้เกาะลิบงเป็น &amp;lsquo;บ้านหลังสุดท้าย&amp;rsquo; ของพะยูน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ภาพจาก trang-dugong.simdif.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พะยูนหรือ &amp;lsquo;ดุหยง&amp;rsquo; (ภาษามาลายูและท้องถิ่น) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในทะเล &amp;nbsp;รูปร่างคล้ายปลาโลมาแต่อ้วนกว่าเล็กน้อย &amp;nbsp;ผิวหนังเรียบลื่นสีเทา แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐและมีด่างขาว ในอดีตประเทศไทยเคยมีฝูงพะยูนอยู่มากมายทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันมีจำนวนลดลงเนื่องมาจากถูกล่า &amp;nbsp;หรือเข้าไปติดในเครื่องมือประมง &amp;nbsp;และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สุวิทย์&amp;nbsp; สารสิทธิ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; พื้นที่บริเวณเกาะลิบงเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์มีเนื้อที่กว่า 20,000 ไร่&amp;nbsp; จึงเป็นแหล่งอยู่อาศัยของฝูงพะยูน&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนฝูงพะยูนมีจำนวนหลายร้อยตัว&amp;nbsp; แต่ได้รับผลกระทบจากการทำประมงแบบล้างผลาญ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรืออวนรุนและอวนลากที่ลักลอบเข้ามาทำประมงชายฝั่ง&amp;nbsp; ทำให้อวนเหล่านี้ลากเอาสัตว์เล็กสัตว์น้อยในท้องทะเล&amp;nbsp; รวมทั้งพะยูนติดอวนไปด้วย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการล่าพะยูนโดยตรง&amp;nbsp; จึงทำให้ฝูงพะยูนลดน้อยลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเรืออวนราก&amp;nbsp; อวนรุน&amp;nbsp; ที่เข้ามาลักลอบจับปลาในเกาะลิบง&amp;nbsp; รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดตรัง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สิเกา&amp;nbsp; ประเหลียน&amp;nbsp; ฯลฯ จึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังเพื่อปกป้องท้องทะเล&amp;nbsp; มีการร้องเรียนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาจัดการกับเรือประมงที่ทำผิดกฎหมาย&amp;nbsp; รวมทั้งชาวประมงได้รวมตัวกันประท้วงด้วยการปิดอ่าว&amp;nbsp; จัดทำแนวทุ่นทะเล&amp;nbsp; และเฝ้าระวังไม่ให้เรือประมงทำลายล้างเข้ามา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาจึงค่อยๆ ทุเลาลง&amp;nbsp; ท้องทะเลจึงค่อยๆ ฟื้นตัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุวิทย์เล่าถึงบทบาทของชาวประมงพื้นบ้านแบบย่อๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สุวิทย์&amp;nbsp; สารสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วน &amp;lsquo;มาเรียม&amp;rsquo; พะยูนน้อยที่พลัดหลงกับแม่และหลายฝ่ายกำลังช่วยกันดูแลนั้น&amp;nbsp; สุวิทย์บอกว่า&amp;nbsp; มาเรียมเป็นพะยูนเพศเมีย&amp;nbsp; อายุประมาณ 6 เดือน&amp;nbsp; พลัดหลงกับแม่ที่บริเวณชายหาดธารานพรัตน์&amp;nbsp; จังหวัดกระบี่&amp;nbsp; เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; สัตว์ป่า&amp;nbsp; และพันธุ์พืช&amp;nbsp; จึงนำมาเรียมมาปล่อยที่เกาะลิบง&amp;nbsp; เพราะเป็นแหล่งอยู่อาศัยแห่งใหญ่ของพะยูน&amp;nbsp; มีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; แต่ด้วยมาเรียมยังเป็นพะยูนวัยอ่อน&amp;nbsp; ต้องกินนมจากแม่&amp;nbsp; เมื่อปล่อยไปแล้ว&amp;nbsp; มาเรียมจะว่ายกลับเข้าชายฝั่งและมาเกยตื้น&amp;nbsp; เพราะไม่มีแม่พะยูนคอยดูแลและให้นม&amp;nbsp; จนมีชาวบ้านไปพบ&amp;nbsp; จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบงให้มาดูแล&amp;nbsp; หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำจึงเข้าช่วยดูแล&amp;nbsp; โดยการป้อนนมแพะผสมวิตามินเพื่อให้มาเรียมแข็งแรง&amp;nbsp; ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องผลัดกันไปป้อนนมให้มาเรียมในช่วงกลางวัน&amp;nbsp; มาเรียมจะกินนมครั้งละประมาณ 100 ซีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันหนึ่งจะกินประมาณ&amp;nbsp; 2,000 ซีซี&amp;nbsp; และเจ้าหน้าที่จะพาไปหัดกินหญ้าทะเลด้วย&amp;nbsp; คิดว่าต้องใช้เวลาดูแลมาเรียมอีกประมาณ 6 เดือน&amp;nbsp; จนมีอายุได้ประมาณ 1 ปี&amp;nbsp; เพื่อให้มาเรียมแข็งแรง&amp;nbsp; และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับพะยูนตัวอื่นๆ ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุวิทย์ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ช่วยดูแลมาเรียมเล่าถึงภารกิจประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อีสมาแอน &amp;nbsp;เบ็ญสอาด&amp;nbsp; ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ทรัพยากรเกาะลิบง &amp;nbsp;อำเภอกันตัง &amp;nbsp;จังหวัดตรัง&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; คนเกาะลิบงมีความผูกพันกับพะยูนเหมือนกับเป็นญาติที่ต้องดูแลกัน&amp;nbsp; และดูแลกันมานานหลายสิบปีแล้ว&amp;nbsp; เพราะพะยูนเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของเกาะลิบง&amp;nbsp; หากชาวลิบงเห็นพะยูนมาเกยตื้นก็จะช่วยกันนำไปปล่อย&amp;nbsp; หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ้าไม่มีพะยูน&amp;nbsp; คนเกาะลิบงก็อยู่ไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะถ้าที่ไหนมีพะยูน&amp;nbsp; ท้องทะเลตรงนั้นก็จะแสดงถึงความอุดมสมสมบูรณ์&amp;nbsp; และคนเกาะลิบงส่วนใหญ่ก็หากินกับท้องทะเล&amp;nbsp; ทำประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; มีปลาอินทรีย์&amp;nbsp; มีหอยชักตีน&amp;nbsp; มีปลิงทะเล&amp;nbsp; เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารของคนเกาะลิบง&amp;nbsp; พวกเราจึงต้องช่วยกันดูแลทรัพยากรต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของพะยูนและสัตว์น้ำวัยอ่อนต่างๆ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย&amp;nbsp; เพราะเมื่อมีพะยูนอยู่มาก&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวก็อยากจะมาที่เกาะลิบง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มฯ หรือ &amp;lsquo;บังแอน&amp;rsquo; บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากจะช่วยกันดูแลพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลที่เกาะลิบงมานานหลายสิบปีโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังคนเท่าที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; ในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายนนี้&amp;nbsp; จะมีการเปิดตัว &amp;lsquo;โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง&amp;rsquo; ที่จังหวัดตรัง&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ชาวชุมชนตำบลเกาะลิบงจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมาดูแลฝูงพะยูนนั่นก็คือ&amp;nbsp; การใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ &amp;lsquo;โดรน&amp;rsquo; มาบินสำรวจ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าดูแลการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อช่วยปกป้องแหล่งหญ้าทะเลและฝูงพะยูน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;บังแอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวฯ เกาะลิบง&amp;nbsp; ได้รับการอนุมัติและสนับสนุนโครงการจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล (depa) &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศ จำนวน 1 เครื่อง&amp;nbsp; ในวงเงินงบประมาณ 300,000 บาทเศษ โดยชุมชนร่วมออกเงินสมทบ 150,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราจะใช้โดรนขึ้นบินตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงที่อาจจะมีเรือประมงลักลอบเข้ามาเพื่อจับพะยูน&amp;nbsp; หรือมาขโมยตัดไม้บนเกาะเพื่อเอาไปขาย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังใช้โดรนบินถ่ายภาพฝูงพะยูนแล้วต่อสัญญาณภาพมาที่จอโปรเจคเตอร์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดู&amp;nbsp; ไม่ต้องนั่งเรือลงไปดูใกล้ๆ&amp;nbsp; เป็นการรบกวนพะยูน&amp;nbsp; และอาจทำให้พะยูนได้รับอันตราย&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนเคยมีเรือสปีดโบ๊ตพานักท่องเที่ยวมาดูแล้วชนพะยูนตาย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากโดรนเพื่อปกป้องทรัพยากรและส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเกาะลิบง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ในวันเดียวกันนี้จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการส่งเสริม&amp;nbsp; สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตัลแก่ชุมชน&amp;nbsp; ระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล&amp;nbsp; โดย ดร.ณัฐพล&amp;nbsp; นิมมานพัชรินทร์&amp;nbsp; ผอ. depa&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;โดยนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; มีนายลือชัย&amp;nbsp; เจริญทรัพย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง&amp;nbsp; และนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมถือว่า&amp;nbsp; ปรากฏการณ์มาเรียมที่เกาะลิบงนี้&amp;nbsp; จะช่วยกระตุ้นให้สังคมสนใจและร่วมกันอนุรักษ์พะยูน&amp;nbsp; รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งในทะเลและบนบก&amp;nbsp; เพราะหลังจากที่มีภาพข่าวมาเรียมออกทางสื่อต่างๆ&amp;nbsp; ทำให้มีนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp; เข้ามาดูมาเรียมที่เกาะลิบงมากขึ้น&amp;nbsp; และหากเราไม่ช่วยกันปกป้องและอนุรักษ์พะยูนเอาไว้&amp;nbsp; พะยูนในท้องทะเลไทยก็อาจจะสูญพันธุ์ไป&amp;nbsp; นั่นหมายถึงคนที่หากินกับท้องทะเลก็จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุวิทย์&amp;nbsp; อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบงกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38491</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, ผอ.พอช., พะยูน, วิสาหกิจชุมชน, ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล (depa), อนุรักษ์ท้องทะเลไทย, เกาะลิบง  ไ, ‘ดุหยง’, ‘มาเรียม’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d0244cec2226.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธ.ก.ส. แจงปี 62 จ่อปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 5 แสนล. ช่วยเกษตรกร-วิสาหกิจชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ก.ส. วาดแผนดำเนินงานปีบัญชี 2562 ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 5 แสนล้านบาท เล็งกลุ่มลูกค้ารายย่อย-กลาง และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน-เอสเอ็มอีเกษตรเป็นหลัก พร้อมวางยุทธศาสตร์นโยบายเกษตรยั่งยืน วางกรอบทำเกษตรกรรม 5 รูปแบบ สร้างเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการทำแผนดำเนินงานปีบัญชี 2562 (1 เม.ย. 2562- 31 มี.ค. 2563) เบื้องต้นตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อยและรายกลาง ประมาณ 3 แสนล้านบาท และกลุ่มลูกค้านิติบุคคล เช่น วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอีเกษตร อีก 2 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้าง อยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีบัญชี 2561 &amp;nbsp;(1 เม.ย. 2561 &amp;ndash; 31 มี.ค. 2562) ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 7.5 แสนล้านบาท แต่เนื่องจากรัฐบาลมีโครงการพักชำระหนี้ 3 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3.8 ล้านราย และมีการแสดงความประสงค์เข้าโครงการแล้ว 3.5 ล้านราย ซึ่งอาจทำให้เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อต้องปรับตัวลดลงเหลือ 5 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา 2 ไตรมาส สามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วกว่า 3 แสนล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในโอกาสที่ ธ.ก.ส.ครบรอบ 52 ปี ได้กำหนดยุทธศาสตร์การนำนโยบายเกษตรยั่งยืน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติ มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาเกษตรกรและภาคการเกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืน ประกอบด้วยการทำเกษตรกรรม 5 รูปแบบ คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และเกษตรอินทรีย์ เป้าหมายพื้นที่ 5 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยด้านเกษตรอินทรีย์ ธ.ก.ส. มีเป้าหมายชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 600 ชุมชน และขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 6 หมื่นไร่ ภายในปี 2563 โดยมีโครงการสินเชื่อส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Credit ) วงเงิน 5 พันล้านบาท และสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) วงเงิน 2 พันล้านบาท &amp;nbsp;ด้านวนเกษตรและสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกต้นไม้ตามแนวทาง ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยชุมชนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้เชื่อมโยงไปสู่โครงการชุมชนไม้มีค่าตามนโยบายของรัฐบาล โดยปัจจุบันมีชุมชนที่ร่วมปลูกต้นไม้กับ ธ.ก.ส. ตามโครงการธนาคารต้นไม้จำนวน 6.8 พันชุมชน มีสมาชิก 1.15 แสนราย มีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มขึ้นในประเทศกว่า 11.7 ล้านต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการบริหารจัดการหนี้ให้กับเกษตรกรที่มีภาระหนัก ผ่านมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ซึ่งมีลูกค้าเป้าหมาย 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 9 แสนล้านบาท ส่วนเรื่องมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนเฟส 2 ที่พัฒนาอาชีพหารายได้เพิ่ม ซึ่งทางกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมายให้ช่วยเกษตรกรลูกค้า 8 แสนรายที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ให้มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อคนต่อปีคิดเป็นสัดส่วน 30 % ของกลุ่มเป้าหมายภายในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผลดำเนินงานล่าสุด ธนาคารสามารถยกระดับเกษตรกรผู้มีบัตรสวัสดิการ ที่มีรายได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อปี มีจำนวน 5.99 แสนราย ยกระดับรายได้ให้เกิน 2 หมื่นบาท ได้แล้วจำนวน 1.46 แสนราย คิดเป็น 24.42% และผู้มีรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาทต่อปี จำนวน 2.84 แสนราย สามารถยกระดับรายได้ให้เกิน 3 หมื่นบาท ต่อปี ได้แล้วจำนวน 7.43 หมื่นราย คิดเป็น 26.15% &amp;nbsp;คาดว่าจะสามารถยกระดับรายได้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ครบ 2.4 แสนราย หรือ 30% ได้ตามเป้าหมายภายในสิ้นปีนี้ ด้านการออมของผู้ที่ประสงค์พัฒนาตัวเอง 2.76 ล้านราย พบว่ามีเงินออมเพิ่มขึ้น จำนวน 1.63 พันล้านบาท เฉลี่ยมีเงินฝากเพิ่มขึ้นรายละ 591 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21206</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, ช่วยเกษตรกร, ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ, ธ.ก.ส., ปล่อยสินเชื่อใหม่, วิสาหกิจชุมชน, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180413/image_big_5ad0180376169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรกรไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าเกษตรและฮาลาล นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่ายในงานที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ ช่วงเดือน ก.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
20 มิ.ย. 61 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมที่จะใช้โอกาสในช่วงที่กระทรวงพาณิชย์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญหลายเวทีในช่วงเดือนก.ค.2561 ที่จะถึงนี้ เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าฮาลาล นำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดง และจำหน่ายสินค้าให้กับผู้เข้าร่วมการประชุม ตามนโยบายที่ได้รับจากนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นการหาตลาดและช่องทางการจำหน่ายให้กับสินค้าเกษตรของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญในช่วงเดือนก.ค.นี้จะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ การประชุมคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน ไทย&amp;ndash;สหภาพยุโรป วันที่ 2-3 ก.ค.การประชุมคณะกรรมการอำนวยการร่วมด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร ไทย-บาห์เรน วันที่ 3-6 ก.ค.และการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ครั้งที่ 23 วันที่ 17-27 ก.ค.จะมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศและคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์รวมกว่า 800 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามจากการนำสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรมาจัดโชว์และจำหน่าย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยจะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตร หัตถกรรม และสินค้าฮาลาลของไทย ให้กับผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากนานาประเทศทั่วโลกได้เห็นศักยภาพสินค้าไทย และที่สำคัญกรมฯ จะได้หยิบยกเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเหล่านี้ขึ้นหารือในการประชุมเพื่อหาลู่ทางและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าดังกล่าวสู่ตลาดโลกในอนาคตด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11752</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, พาณิชย์, วิสาหกิจชุมชน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, ไทย-บาห์เรน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
