<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วุฒิสภาแนะธอส.เพิ่มปล่อยกู้คนแก่ดูแลสังคมผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค. 2563 นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการการ (กมธ.) เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการติดตามดำเนินงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า มีความพอใจในบทบาทของ ธอส.ในการทำหน้าที่ดูแลประชาชนให้มีที่อยู่อาศัย และไม่ได้เป็นกังวลกรณีที่รัฐบาลใช้ ธอส.เป็นกลไกในการปล่อยกู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะ ธอส. มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง มั่นคง มีกองทุนรวมรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงถึง 14% เศษ สูงกว่ามาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดไว้ 8.5% อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นหนี้ดี กู้เพื่อซื้อบ้านไว้สำหรับอยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการต้องการให้ ธอส.เพิ่มบทบาทในการสนับสนุนให้นำข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการตรวจเช็กข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยในมุมต่าง ๆ รวมถึงสนับสนุนการสร้าง การตกแต่งที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเพิ่มขึ้น โดยนอกจากการทำสินเชื่อรีเวิร์ส มอร์ทเกจ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว ยังต้องการให้ ธอส.เน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย สำหรับให้คนสูงวัยได้ใช้ประโยชน์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวโน้มสังคมผู้สูงวัยในไทยกำลังมีเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16-17 ล้านคน และในอนาคตอีกไม่กี่ปีจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 25 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่าไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้นธนาคารจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยด้วย&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สินเชื่อสำหรับปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัย จะเน้นปล่อยกู้ให้กับผู้สูงอายุที่มีครอบครัวดูแล ซึ่งสามารถขอกู้เพื่อนำไปปรับปรุง ตกแต่งที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้สูงวัยได้ใช้ประโยชน์ คล้าย ๆ กับสินเชื่อลูกกตัญญู เช่น เมื่อก่อนผู้สูงอายุอาจอยู่ชั้น 2 เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องต่อเติมห้องชั้น 1 ให้อยู่แทน แต่ในบ้านอาจต้องปรับปรุงทางเดิน ห้องน้ำ ราวจับบันไดให้สะดวกมากขึ้น เพื่อให้เป็นบ้านของผู้สูงอายุด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายปริญญา พัฒนภักดี ประธานกรรมการ ธอส. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธอส.ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว โดยในส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล ได้เปิดสินเชื่อรีเวิร์ส มอร์ทเกจ ให้นำที่อยู่อาศัยของตนเองเข้ามาขอสินเชื่อเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ส่วนข้อเสนอของกรรมาธิการนั้น ก็พร้อมนำไปพิจารณา เพราะยังมีผู้สูงอายุบางกลุ่มที่มีบุตรหลานดูแล แต่ไม่ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นชื่อของตนเอง ก็จะเปิดช่องให้บุตรหลานเข้ามาขอสินเชื่อเพื่อนำไปปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อดูแลผู้สูงวัยได้ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56851</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ปล่อยกู้คนแก่, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, วุฒิสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a824d5f8cf06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังทุ่มงบ62 ดูแลผู้สูงอายุ 4.29แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; จัดงบปี 62 เคาะ 4.29 แสนล้านบาทดูแลสุขภาพประชาชนรับสังคมผู้สูงอายุ พร้อมจับมือเอกชนหามาตรการดูแลสุขภาพคนแก่แบบครบวงจร หวังช่วยลดภาระงบการคลังของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 พ.ย. นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รมช.การคลัง) กล่าวถึงการตั้งงบประมาณปี 2562 ว่า มีการตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ 2562 เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนทั้งระบบจำนวน 4.29 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 14.3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด &amp;nbsp;เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีผู้สูงอายุถึง 10% และจะเพิ่มขึ้นเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้ภาระการคลังของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐปี 2561 ที่ต้องดูถึงการวางแผนการคลังในระยะยาว ซึ่งเรื่องภาระงบประมาณเพื่อดูแลสังคมผู้สูงอายุก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา เพื่อให้วินัยการเงินการคลังของประเทศไม่มีปัญหา&amp;quot; นายวิสุทธิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.การคลังกล่าวว่า สำหรับแผนการลดภาระงบประมาณทางการคลังในอนาคตประกอบด้วย 4 &amp;nbsp;แนวทาง โดยแนวทางที่ 1 ต้องเร่งสร้างบุคลากรดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลให้แพทย์และพยาบาลดูแลเป็นภาระเพิ่มขึ้น และจะได้นำเวลาดังกล่าวไปช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นมากกว่า แนวทางที่ 2 รัฐบาลต้องเร่งให้ความรู้แก่ประชาชน ในการดูแลรักษาสุขภาพตัวเองเบื้องต้นให้ดี โดยรัฐบาลจะใช้ช่องทางของอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ส่งข้อมูลหรือคลิปวิดีโอในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นที่จำเป็นให้ชาวบ้านได้ดูและปฏิบัติตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.รัฐบาลต้องพิจารณาให้แรงจูงใจแก่ประชาชนที่ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อที่จะไม่เจ็บป่วยง่ายและไม่ต้องมารักษาพยาบาลทำให้รัฐบาลมีภาระรายจ่าย ซึ่งมีตัวอย่างของประเทศสิงคโปร์ที่ดีมาก โดยมีการแจกนาฬิกาตรวจการออกกำลังกาย เช่น หากสามารถเดินได้วันละ 1 &amp;nbsp;หมื่นก้าว ก็สามารถมารับเงินจากรัฐบาลได้ เป็นต้น และ 4.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (พีพีพี) ในการจัดทำศูนย์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร ซึ่งมีสถานพยาบาล 7-8 แห่งสนใจที่จะทำพีพีพี มูลค่ากว่า 1.4 พันล้านบาท โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำลังพิจารณารายละเอียดโครงการ ทำให้ช่วยลดภาระงบประมาณได้อีกช่องทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การดูแลสุขภาพประชาชนและเตรียมรับสังคมผู้สูงอายุ ถือว่ามีการดำเนินการให้ดีขึ้นมาตลอดให้ครอบคลุมทุกคน มีการให้บริการเรื่องการป้องกันรวมถึงการรักษา โดยให้มีความยั่งยืนทางการคลัง ขณะนี้การดูแลผู้สูงอายุของไทยมี 3 ส่วน 1.ข้าราชการรวมถึงบุคคลในครอบครัวที่เกี่ยวข้องโดยตรง 4 &amp;nbsp;ล้านคน 2.ระบบประกันสังคม 12 ล้านคน และ 3.ผู้ที่อยู่ในระบบบัตรทองรักษา 30 บาท อีก 48 ล้านคน &amp;nbsp;ซึ่งครอบคลุมคน 97.5% ของคนทั้งประเทศ&amp;quot; รมช.การคลังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสุทธิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีรายจ่ายดูแลรักษาคนต่างสัญชาติที่อยู่ชายขอบของประเทศอีกปีละ 5 แสนคน เป็นค่าใช้จ่ายปีละ 1.3 พันล้านบาท โดยภาระการคลังโดยรวมอยู่ที่ปีละ 13-14% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด หรือ 2.5% ของจีดีพี เป็นภาระที่เอกชนต้องจ่าย 23% และรัฐบาลต้องจ่าย 77% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ สัดส่วนจะอยู่อย่างละ 50%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21416</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181105/image_big_5be05b3e571bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงรีดภาษีที่ดินแน่ เริ่มต้น 1 ม.ค. 63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังแจงเก็บภาษีที่ดินแน่ 1 ม.ค. 2563 บ้านหลังแรกไม่เกิน 50 ล้านบาทโล่งไม่ต้องเสียภาษี เคาะเริ่มเก็บส่วนที่เกินล้านละ 200 บาทต่อปี ส่วนหลังที่สองเสียภาษีตั้งแต่ล้านบาทแรก ด้านที่ดินประเภทเกษตรกรรมสำหรับบุคคลธรรมดา จัดเก็บในอัตราล้านละ 100 บาทต่อปี มองยาว 4 ปี รายได้เพิ่มหมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เปิดเผยว่า กมธ.ได้พิจารณารายละเอียดของกฎหมายดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ในช่วงกลางเดือน พ.ย. นี้ โดยคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษียังแบ่งเป็น 4 ประเภท โดยที่ดินประเภทเกษตรกรรม สำหรับบุคคลธรรมดาจะยกเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทแรก และจะเริ่มจัดเก็บภาษีในส่วนที่จาก 50 ล้านบาทขึ้นไป ในอัตรา 1 ล้านบาท เสียภาษี 100 บาทต่อปี เช่น ที่ดินประเภทเกษตรกรรม ที่มีมูลค่า 60 ล้านบาท จะเสียภาษี 1 พันบาทต่อปี เป็นต้น โดยในส่วนนี้กฎหมายจะมีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีในช่วง 3 ปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบให้กับเกษตรกรรายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เกษตรรายใหญ่ที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลจะคิดอัตราภาษีตั้งแต่บาทแรก โดยที่ดินมูลค่า 1ล้านบาท จะเสียภาษี 100 บาทต่อปี เช่น ที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท เสียภาษี 1 พันบาท, ที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาท เสียภาษี 2 พันบาท เป็นต้น โดยจะเริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่ปีแรก ไม่มีการเว้นให้เหมือนเกษตรรายย่อย ด้านที่ดินเพื่ออยู่อาศัยกรรมาธิการเห็นชอบให้เว้นภาษีบ้านหลังแรกไม่เกิน 50 บาทเหมือนเดิม จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการพิจารณาว่าจะเว้นให้ไม่เกิน 20 ล้านบาท สำหรับส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท จะเก็บล้านละ 200 บาท เช่น บ้านมูลค่า 60 ล้านบาท จะเสียภาษี 2 พันบาทต่อปี ในส่วนบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไปจะเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกที่ล้านละ 200 บาท เช่น บ้านมูลค่า 10 ล้านบาท จะเสียภาษี 2 พันบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับที่ดินเพื่อการพาณิชย์ที่ใช้เพื่อการอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์จะเก็บแบบขั้นบันไดสูงสุด ไม่เกิน0.7% ของราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้ที่เสียภาษีใหม่มากกว่าเสียภาษีที่เคยเสียอยู่ ในส่วนที่เกินจะมีการบรรเทาให้เป็นเวลา 4 ปี โดยเก็บภาษีปีแรก 25% ปีที่ 2 จัดเก็บ 50% ปีที่ 3 จัดเก็บ 75% และจัดเก็บภาษีในอัตรา 100% ในปีที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ดินเพื่อเชิงพาณิชย์จะได้รับการบรรเทาค่าภาษี เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และสนามกีฬาของเอกชน จะมีการผ่อนผันแต่ละประเภทไม่เท่ากัน โดยผ่อนผัน หรือลดหย่อนภาษีสุดถึง 90% ของภาษีที่ต้องเสีย เช่น โรงเรียนเอกชน เพราะเป็นการสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะเริ่มเก็บที่อัตรา 0.3% ของราคาประเมิน และหากไม่ใช้ประโยชน์จะเก็บเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ต่อเนื่องไม่เกิน 27 ปี ในอัตราไม่เกิน 3% จนกว่าจะมีการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เพื่อต้องการให้มีกระตุ้นให้ใช้ที่ดินว่างเปล่าให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น เมื่อเทียบกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นปีละ 4% ก็ถือว่าไม่ได้เป็นภาระกับผู้เสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กมธ. ได้พิจารณารายละเอียดกลุ่มที่อ่อนไหวทั้งหมด ทั้งเกษตรกร ผู้อยู่อาศัย ที่เชิงพาณิชย์บางประเภท รวมถึงที่ดินว่างเปล่า เพื่อให้การเก็บภาษีใหม่ที่มาแทนภาษีเก่ามีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย&amp;quot; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีการเก็บภาษีโรงเรือน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดเก็บ อยู่ที่ปีละ 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะทำให้การเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 4 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21139</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 ม.ค. 2563, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, เก็บภาษีที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cf35f1725.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ. อีเพย์เมนต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุ้น สนช. ไฟเขียวกฎหมายอีเพย์เมนต์ ปูพื้นโครงสร้างทางการเงินประเทศ จี้แบงก์รายงานธุรกรรมลูกค้าถี่ยิบ ป้องกันเลี่ยงภาษี-ทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 19 ต.ค. นี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (อี-เพย์เมนต์) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ให้ความสำคัญมาก เพราะถือเป็นการวางโครงสร้างทางการเงินและเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของกฎหมาย จะให้สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ รายงานการทำธุรกรรมการเงินของลูกค้าให้กรมสรรพากรรับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อมูลที่ต้องรายงานประกอบด้วย การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3 พันครั้ง/ปี และการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง และมียอดรวมของกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป โดยกรมสรรพากรจะเก็บข้อมูลเป็นเวลานาน 10 ปี หากไม่ปฏิบัติตามปรับ 1 แสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท จนกว่าจะรายงานข้อมูลให้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คาดว่ากฎหมายจะได้รับความเห็นชอบจาก สนช. และประกาศผลบังคับใช้ในปี 2562 ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น และรองรับนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาประเทศไทย 4.0 เป็นยุคของเศรษฐกิจดิจัทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงการทำธุรรรมการอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันจึงเป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าว คือ ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี ข้าราชการที่ทุจริตมีโอนเงินเข้าบัญชี และธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น รวมถึงป้องกันการทุจริตของข้าราชการ และการค้าขายของผิดกฎหมายที่เป็นภัยอันตรายต่อประชาชนและประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โครงการอีเพย์เมนต์มีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษี โดยต่อไปการจ่ายชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรายการข้อมูลจะถูกส่งไปที่กรมสรรพากรทั้งหมด ทำให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีช่องรั่วไหลลดลง และการเลี่ยงภาษีทำได้ยากขึ้น กระทรวงการคลังคาดว่าเมื่อระบบอีเพย์เมนต์เชื่อต่อกับระบบขอกรมสรรพากรอย่างสมบูรณ์ จะทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ต้องเพิ่มอัตราภาษี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19931</URL_LINK>
                <HASHTAG>27สนช., กฎหมายอีเพย์เมนต์, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5a5524105f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นวันนี้ เลื่อน- ไม่เลื่อนใช้ภาษีที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิสุทธิ์&amp;rdquo; นัด 22 มิ.ย. นี้ ถกเลื่อน-ไม่เลื่อนใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แจงยังมีรายละเอียดหลายประเด็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อ้างฐานภาษีเปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งค่าเช่า-รายได้-ราคาประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายภาษีที่ดินดังกล่าวจะใช้ในปี 2562 หรือ 2563 เพราะยังมีรายละเอียดของกฎหมายที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบในหลายประเด็น ทำให้ต้องขยายเวลาการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นปัญหาของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ฐานภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าเช่า รายได้ ที่จะเป็นฐานในการประเมินเก็บภาษีในเชิงพาณิชย์ รวมถึงราคาประเมินก็มีความแตกต่างกัน เช่น ราคาประเมินอาคารของรัฐวิสาหกิจ กับราคาประเมินของอาคารเอกชน ก็มีความแตกต่างกันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการยกเว้นหรือบรรเทาภาระภาษีให้กับที่ดินบางประเภท โดยเฉพาะของรัฐวิสาหกิจ เช่นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ดินบริเวณเขื่อนทั้งหมดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ดินของ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และที่ดินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีที่ดินที่ใช้และไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ ทำให้ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11894</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ภาษีที่ดิน, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, รายได้รัฐบาล, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, เลื่อนภาษีที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a824d5f8cf06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;วิสุทธิ์” แจงถกเครียดขุนคลัง-สมคิด ก่อนชงชื่อ “ประสงค์” นั่งเก้าอี้ปลัดคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิสุทธิ์&amp;rdquo; แจงถกเครียด &amp;ldquo;รมว.การคลัง-สมคิด&amp;rdquo; ก่อนชงชื่อ &amp;ldquo;ประสงค์&amp;rdquo; นั่งเก้าอี้ปลัดคลัง ระบุมีความเหมาะสม หลังนั่งคุมหลายหน่วยงาน หวังช่วยสานต่อนโยบายรัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย. 2561 - นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง เปิดเผยภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งให้นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร รับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง แทนนายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ยื่นจดหมายลาออก โดยจะมีผลในวันที่ 1 พ.ค. นี้ ว่า การแต่งตั้งดังกล่าวถือเป็นการทดแทนตำแหน่งเดิมที่ว่างลง และเพื่อให้การสานต่องานต่าง ๆ ของกระทรวงการคลังตามนโยบายรัฐบาลเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง สามารถให้นายประสงค์ ทำหน้าที่รักษาการปลัดกระทรวงการคลังไปก่อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้มีการหารือร่วมกันระหว่าง รมว.การคลัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และผมแล้ว ก่อนจะสรุปและเสนอชื่อให้นายประสงค์เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งถือว่ามีความอาวุโส และเหมาะสม เนื่องจากนายประสงค์ได้เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการถึง 3 แห่ง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), อธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมสรรพากร และนายประสงค์จะครบวาระการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรในเดือน มิ.ย. 2561 พอดี&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. ยังมีมติแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านนโยบายซึ่งมีการดูเรื่องภาษีที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาก่อน และเมื่อมาอยู่ สคร. ก็ถือเป็นการทำงานในด้านปฏิบัติ ถือว่ามีความรู้ ความสามารถรอบด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับ การแต่งตั้งโยกย้ายภายในกระทรวงการคลังในรอบนี้ครบเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าอาจจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายอีกครั้งในเดือน ก.ย. นี้ เนื่องจากมีหลายตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบให้นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สคร. พร้อมทั้งแต่งตั้งนายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข&amp;nbsp;ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สบน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7265</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., คลัง, ประสงค์ พูนธเนศ, ปลัดคลัง, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, สมคิด, สมชัย สัจจพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5a5524105f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2018 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังการันตี ภาษีที่ดินใหม่ ไม่ทำคนจนเดือดร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังยันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ไม่กระทบผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลังปรับลดเพดานภาษีลง 40% คาดเสนอ สนช. พิจารณาวาระ 2-3 ได้ภายใน มี.ค. 2561 ลุ้นกฎหมายมีผลบังคับใช้ตามเป้าหมายภายในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.2561 - นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า ยืนยันว่าการใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่จะไม่ทำให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบเยอะ เพราะมีการปรับลดเพดานลงมาแล้ว 40% และมีการยกเว้นการเก็บภาษีสำหรับคนที่มีบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 20 ล้านบาท เกษตรกรก็เว้นภาษีที่ดินไม่เกิน 50 ล้านบาท ทำให้คนมีบ้านหลังต่อไปมีภาระต้องเสียภาษีล้านละ 200 บาท ที่ดินเกษตรที่เกิน 50 ล้านบาท เสียเพิ่มล้านละ &amp;nbsp;100 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กรรมาธิการจะมีการนำผลจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น ไปรวบรวมและปรับปรุงก่อนนำร่างกฎหมาย เสนอเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)วาระสอง และสามได้ในเดือนมี.ค.นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันตามเป้าหมายในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรรมาธิการจะมีการนำกฎหมายลูก ที่ฝ่ายบริหารจัดทำมาร่วมพิจารณาด้วยเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน ก่อนเสนอ สนช. และหลังจากการกฎหมายผ่าน คาดว่าจะใช้เวลาจัดทำกฎหมายลูกอีกไม่เกิน 120 วัน โดยคาดว่าหลังจากการใช้ภาษีใหม่นี้จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 1 หมื่นล้านบาท แต่ในช่วง 4 ปีแรก รัฐจะบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้เสียภาษีเสียเพิ่มขึ้นไม่เกินปีละ 25% ทำให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเหลือปีละ 2.5 พันล้านบาท&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2992</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจน, คลัง, ภาษีที่ดิน, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a824d5f8cf06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
