<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉสส.ซื้อโควตางบแปรญัตติโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ยิ้มร่าสบายใจจบคดี &amp;quot;นาฬิกาเพื่อน&amp;quot; ป.ป.ช.ต่อยอดโคราชโมเดล จับทุจริตสร้างสนามฟุตซอลอีสาน-เหนือ ใกล้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม แฉ ส.ส.กว้านซื้อโควตางบแปรญัตติพื้นที่ 5-20 ล้าน องค์กรต้านโกงจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 6 ก.ย. ชู &amp;quot;รวมพลัง อาสาสู้โกง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องข้อกล่าวหา พล.อ.ประวิตร รับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ในคดียืมนาฬิกาเพื่อนว่า &amp;nbsp;คดีนี้เป็นไปตามขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช. และดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยส่วนตัวตนรู้สึกสบายใจมาตลอด ไม่ได้มีความกังวลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังไม่ทราบว่า ป.ป.ช.นำคดีของตนไปเปรียบเทียบกับการยืมรถหรูยี่ห้อเบนท์ลีย์ สีชมพู ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ขอให้ไปสอบถาม ป.ป.ช.เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หลังจาก ป.ป.ช.ตีตก ทำให้สบายใจขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรยิ้มรับพร้อมกล่าวว่า &amp;quot;สบายใจในเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว ผมก็ทำงานมาโดยตลอด และไม่มีอะไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการคดีทุจริตโครงการการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ได้รับเบาะแสมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเบื้องต้นพบความไม่ชอบมาพากลในพื้นที่ จ.นครราชสีมา หลังจากนั้นเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากทำเพียงคณะเดียวจะลำบาก จึงแบ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนออกเป็นหลายคณะด้วยกัน โดยตนรับผิดชอบดูแลการไต่สวนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอีกคณะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีชากล่าวว่า ตนรับผิดชอบในส่วน จ.นครราชสีมา จ.อุบลราชธานี จ.อำนาจเจริญ จ.มุกดาหาร ซึ่งในส่วนพื้นที่ จ.นครราชสีมานั้นมีทั้งหมด 7 เขต เบื้องต้นมี 2 เขตที่ไต่สวนพบนักการเมืองชื่อดังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กระทั่งมีการชี้มูลความผิดตามที่ป.ป.ช.แถลงข่าวไปแล้ว ส่วนจังหวัดอื่นๆ อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเอาแนวทางของ จ.นครราชสีมาเป็นโมเดลสอบ เพื่อคัดเอาเฉพาะตัวการที่เกี่ยวข้องจริง ๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีนักการเมืองใช้เครื่องมือ พลังอำนาจ ในการจัดสรรงบแปรญัตติมาดำเนินการกรณีนี้ เราดำเนินการชี้มูลความผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีเคยมีใครแตะต้องมาก่อน ใช้เวลาถึง 4 ปีจึงสำเร็จ และส่งสำนวนให้อัยการแล้ว&amp;rdquo; นายปรีชาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจาก ป.ป.ช.แจ้งว่า ในส่วนพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.เชียงราย จ.แพร่ จ.พะเยา มีอยู่อย่างน้อย 2 คดีที่ไต่สวนไปจนใกล้จะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม จากการไต่สวนพบว่า หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีการแปรญัตติวงเงินงบประมาณเมื่อปี 2555 เพื่อนำงบเข้าสู่ สพฐ.นั้น มี ส.ส.บางรายไปกว้านซื้อโควตางบแปรญัตติจาก ส.ส.รายอื่น วงเงินโควตาละ 5-20 ล้านบาท แล้วแต่พื้นที่ เพื่อรวบรวมเอาโควตาแปรญัตติให้ได้มากที่สุด เพื่อไปดำเนินโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล ตามแผนที่วางไว้แล้วกับข้าราชการในพื้นที่และกลุ่มเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตามที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และองค์กรสมาชิก กำหนดให้วันที่ 6 ก.ย.ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชัน และได้จัดงานต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา สำหรับปีนี้ได้กำหนดจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;รวมพลัง..อาสาสู้โกง&amp;rdquo; ในวันศุกร์ที่ 6 ก.ย.2562 ตั้งแต่เวลา 07.30-12.15 น. ณ อีเวนต์ฮอลล์ 101 ชั้น G ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดงานในครั้งนี้ มุ่งส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการ รวมพลังคนไทยทุกภาคส่วน ที่เสียสละและร่วมมือเป็นพลังอาสาสู้โกง พร้อมต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ตามบทบาทและบริบทของตนเอง &amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นพลังสังคมที่ปฏิเสธการคดโกงชาติทุกรูปแบบ และร่วมต่อสู้ไม่ให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม นอกจากนี้ยังมุ่งขยายเครือข่ายความร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชันทั้งในภาคประชาชน ภาคราชการ และภาคเอกชนให้เข้มแข็ง มีพลังมากยิ่งขึ้นด้วย&amp;rdquo; นายวิเชียร ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงานปีนี้มีกิจกรรมที่สำคัญมากมาย ได้แก่ &amp;nbsp;ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &amp;ldquo;รวมพลังคนไทย อาสาสู้โกง&amp;rdquo; โดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี, Special Talk เปิดโปงคดีโกง กับ จั๊ด ธีมะ กาญจนไพริน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง รวมทั้งการรวมพลังประชาชน...อาสาสู้โกง เปิดตัว ACT Ai : จะอาสาทั้งทีต้องมีอาวุธ! &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการรวมพลังเครือข่าย...อาสาสู้โกง ประกาศจุดยืนรวมพลังบนเวที ของผู้แทนเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย องค์กรอิสระ : นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., &amp;nbsp;ภาคการศึกษา : รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นักวิชาการ : ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการกำกับดูแลที่ดี ทีดีอาร์ไอ, กลุ่มโซเชียลมีเดีย : นายพีรพล อนุตรโสตถิ์ รักษาการผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท, ภาคประชาสังคม : น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, &amp;nbsp;สื่อมวลชน : นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา และศิลปิน : นายนที เอกวิจิตร (อุ๋ย บุสด้าเบลส) &amp;nbsp;ศิลปินคนรุ่นใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวว่า เนื่องจากประเทศเราได้มีการเลือกตั้งใหม่ มีทั้งพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว จึงได้เชิญนักการเมืองรุ่นใหม่มาร่วมแสดงจุดยืนและแนวคิดในการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยร่วมเสวนา &amp;ldquo;จับตาการโกงประเทศ ในมุมมองของพรรคการเมือง&amp;rdquo; มีนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ พรรคประชาธิปัตย์, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ &amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร พรรคเพื่อไทย, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทย, น.ส.เพชรชมพู กิจบูรณะ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และ ดร.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ จากพรรคอนาคตใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44604</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีมะ กาญจนไพริน, ปรีชา เลิศกมลมาศ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, วรวิทย์ สุขบุญ, วิเชียร พงศธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d67dbc660148.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรต้านโกง  กระตุกเตือน รบ.ประยุทธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;องค์กรต้านโกงกระตุกรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นโยบายปราบทุจริตต้องจับต้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ก่อนที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้าบริหารประเทศแบบเต็มรูปแบบ หลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายการบริหารประเทศต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาในช่วงสัปดาห์หน้า 25 ก.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ได้มีข้อคิดเห็นจากตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม คือ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน มาหลายปี เพื่อส่งเสียงสะท้อนความเห็นถึงตัวนายกฯ และรัฐบาล ในการทำงานเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ต่อจากนี้ว่าควรต้องมีแนวทางและวิธีการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ไม่ใช่แค่ภาพสวยๆ ในเอกสารนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และที่สำคัญนายกฯ ต้องไม่ปล่อยให้เกิดข่าวเรื่องทุจริตใดๆ เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ Anti-Corruption Organization of Thailand (ACT) กล่าวถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในสัปดาห์หน้านี้ ว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเราไม่ได้เพียงแค่อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ยกระดับการให้มีธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ที่มันก็จะมีภาพสวยๆ ว่ารัฐบาลมีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราอยากเห็นนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะอย่างที่ผ่านมา กลไกต่างๆ เช่น พระราชบัญญัติการอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยมีการนำไปปฏิบัติเท่าใด หรือการลดทอนกฎระเบียบข้อบังคับที่ไม่จำเป็น ก็ยังไม่ค่อยเริ่มเท่าใด หรือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารก็ยังไม่มีการปรับปรุงเท่าที่ควร หรือกฎหมายป้องกันความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ยังไม่ได้ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ย้ำว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งเรื่องที่ค้างท่ออยู่ก็มีเยอะอยู่แล้ว และอาจมีเรื่องใหม่ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ที่รัฐบาลบอกว่าจะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องบอกไว้ในนโยบายรัฐบาลด้วยว่าจะต่อต้านอย่างไรบ้าง พวกเราจะได้ช่วยกันติดตาม ช่วยกันเชียร์ได้ เช่น ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pacts) เป็นกลไกที่ประหยัดงบประมาณรายจ่ายของประเทศ หรือ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องไปใช้บริการกับภาครัฐ ต่อจากนี้ไปพวกขั้นตอนที่ยุ่งยาก มีช่องทางให้มีการเรียกรับสินบน มันเริ่มลดหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เราอยากให้เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งการทำให้เกิดขึ้นไม่ยาก เพราะมีเรื่องที่ค้างการพิจารณาดำเนินการอยู่ไม่น้อย สิ่งเหล่านี้รัฐบาลสามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้ และควรต้องมีนโยบายที่จะทำให้มันเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อถามความเห็นว่า การกลับมาเป็นนายกฯ รอบ 2 ของพลเอกประยุทธ์ มารอบนี้ ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดแบบเดิมในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ที่มีดาบมาตรา 44 ที่ก่อนหน้านี้ เวลามีข้าราชการหรือนักการเมืองท้องถิ่นถูกร้องเรียน มีเรื่องถูกตรวจสอบ ก็สามารถย้ายหรือพักงานได้เป็นจำนวนมาก พอเกิดข่าวอะไร เช่น ทุจริตโครงการต่างๆ อาทิ เงินทอนวัด ก็ย้ายทันที แต่มารอบนี้พลเอกประยุทธ์ไม่มีดาบนี้แล้ว จะทำให้การป้องกันปราบปรามทุจริตช้าไม่เหมือนเดิมหรือไม่ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มองประเด็นนี้ว่า ผมคิดว่า การทำทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว ก็บังคับใช้กฎหมาย และตอนนี้มีกลไกสอดส่องดูแลเพิ่มเติม ส่วนจะต้องใช้กลไกกฎหมายพิเศษหรือไม่ ก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นอะไรแล้ว ที่ผ่านมาก็อาจได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่ามันพลิกผันอะไรกันมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผมคิดว่าเข้าสู่ระบบปกติจะดีกว่า แต่อยากเชิญชวนภาคประชาชน ว่าเราอย่าไปฝากอะไรไว้กับรัฐบาลหรือผู้นำท่านใดท่านหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้พูดเจาะจงผู้นำคนปัจจุบัน คือต่อไปเราอย่าไปฝากเรื่องนี้ไว้กับใคร แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ที่นอกจากตื่นรู้แล้ว ยังต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการที่ไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องไม่ยอมอย่างที่สุดในการไม่ยอมให้สินบน ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ช่องทางเพื่อหาประโยชน์ และเมื่อทำธุรกิจ ก็ต้องเลิกใช้วิธีช่องทางพิเศษไปให้ผลประโยชน์ใครเพื่อให้ได้โอกาสทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เพราะเมื่อไม่มีคนจ่าย ก็ไม่มีคนรับ ประชาชนเรามีอำนาจนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว อำนาจนี้ยิ่งกว่ามาตรา 44 เพราะหากเราเอาชีวิตไปฝาก เราก็อาจมีทั้งสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำคนไหน รัฐบาลชุดใด จะมาแก้ปัญหานี้ แทนเราทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-บทบาทองค์กรในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะจริงจังมากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจุบันอย่าง คุณประมนต์ สุธีวงศ์ อดีตประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ก็ไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่พลเอกประยุทธ์นำชื่อขึ้นเสนอแต่งตั้งเป็น ส.ว.?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง อย่างผมก็ทำหน้าที่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกที่มีร่วม 54 องค์กร ที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครเยอะมาก มีทั้งเป็นกรรมการ, กรรมการบริหาร หรือเข้ามาร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กร และยังมีภาคีที่ช่วยสร้างกลไก มีอาสาสมัครที่มาร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์อิสระ มีคนมาช่วยพัฒนาเครื่องมือที่จะไปปลูกฝังให้กับเยาวชน เป็นต้น เพราะฉะนั้น อย่างคุณประมนต์ ท่านทำงานด้วยความเสียสละมาก ซึ่งองค์กรก็ไม่ใช่ตัวคุณประมนต์คนเดียวอยู่แล้ว และมาถึงผม ที่มาทำหน้าที่ในฐานะประธานองค์กร ก็ไม่ใช่ผมคนเดียวแน่ๆ ที่จะไปทำอะไรที่จะไปเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญได้ด้วยตัวผมเอง ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมทำงาน พยายามจัดการให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดังนั้น การที่คุณประมนต์ทำงานด้วยความเสียสละมาร่วม 7 ปีกว่า และหน้าที่นั้นได้ถูกส่งต่อมาที่ผม ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ซึ่งอยู่ในองคาพยพขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ผมก็ทำหน้าที่ต่อจากที่คุณประมนต์ทำมาอย่างดี อย่างหนึ่งในหน้าที่สำคัญคือการที่เราต้องทำงานกับภาครัฐ เช่น การต้องผลักดันเรื่องนโยบาย กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ที่จำเป็นต้องทำกับทุกรัฐบาล เราจึงต้องทำงานกับรัฐบาลชุดนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...การที่เราทำงานกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งไม่ได้หมายความว่า เรื่องส่วนตัวอย่างผมจะไปเลือกใคร ก็เป็นคนละเรื่องกัน คนละหน้าที่กัน แต่ในหน้าที่ของประชาชน เมื่อมีรัฐบาล เราก็ทำงานกับรัฐบาล ดีมาก ดีน้อย ไม่เป็นประเด็น เรายังจำเป็นต้องผลักดัน ควบคู่ไปกับการต้องตรวจสอบ การที่เราร่วมมือ แต่จะต้องไม่ละเลยหน้าที่ในการที่เราต้องตรวจสอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...ส่วนเรื่องอุปสรรคด้านต่างๆ มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเจอมาตลอดอยู่แล้ว และคงเจอต่อไป แต่เมื่อใดที่พวกเรามาก การเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมก็จะไปถึงจุดที่เราสะดวกมากขึ้น ความท้าทายที่เราเจอมาในอดีตก็จะเจอน้อยลง ไม่ต้องมาพูดกันมากแล้วในการไปบอกว่าไม่ควรทำอะไร เพราะคนจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาของพลเอกประยุทธ์ มองว่าเรื่องการสร้างหลักธรรมาภิบาล การส่งเสริมเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริต ถือว่าสอบผ่านหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าเราดูจากผลลัพธ์ ดูจากสถานภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน ก็ต้องถือว่ายังไม่มีใครทำมาเพียงพอ รัฐบาลก็ทำมาไม่เพียงพอ รัฐบาล คสช.ก็ทำมาไม่เพียงพอ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หรือองค์กรอิสระที่ทำเรื่องเหล่านี้ก็ถือว่ายังทำมาไม่เพียงพอ ยังมีเรื่องต้องปรับปรุง ต้องพัฒนาอีกเยอะมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์รับหน้าที่มา 5 ปีกว่า ก็เชื่อว่ามีเรื่องที่ท่านได้เรียนรู้ระหว่างทางอยู่มาก ก็หวังว่าท่านจะมาใช้ประโยชน์ในการที่จะมาขยายผลในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-มีเสียงวิจารณ์ว่านายกฯ พลเอกประยุทธ์ 5 ปีที่ผ่านมา อาจไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานบางเรื่อง แต่ก็มีจุดแข็งในเรื่องการไม่ปรากฏข่าวเรื่องทุจริต เห็นด้วยหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องไม่ทุจริต ผมว่าคงไม่น่าจะพูดแบบนั้นได้ เพราะงานสำรวจทั้งหลายทั้งปวง ก็ยังเชื่อว่ายังมีปัญหาทุจริตอยู่ในสังคมไทยอยู่เยอะ ยังมีอยู่แบบนั้นจริง เราอาจได้แก้ปัญหาไปบ้าง แต่ที่บอกว่า &amp;rdquo;บ้าง&amp;rdquo; มันก็ยังน้อยไป ก็ต้องมาคิดว่าวิธีการที่จะทำต่อไปข้างหน้าคืออะไร&amp;nbsp; เช่น กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมที่สำคัญอย่างมาก หรือเรื่องของการต้องหนักแน่นในหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเรื่องความพยายาม ผมก็เชื่อว่าท่านก็พยายามและมีความสำเร็จสักระดับหนึ่ง แต่ก็มีเรื่องต้องทำอีกเยอะมาก มากมายทวีคูณในสัดส่วนที่มากกว่าที่ทำสำเร็จมาบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;6 ข้อเรียกร้องต้านโกงถึง รบ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อนึ่ง ก่อนหน้านี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันได้แถลง 6 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งในเรื่องการปราบปรามการทุจริต ที่เน้นให้รัฐบาลลงมืออย่างจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยมีรายละเอียดแต่ละข้อ เช่น ต้องกำกับดูแลคนในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ไม่ให้มีพฤติกรรมฉ้อฉล คดโกง และมีมาตรการลงโทษ ถอดถอนอย่างชัดเจน หากมีปัญหาส่อเค้าไปในทางทุจริต ควรแก้ไขโดยพลันหรือข้อเสนอให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการควรมีความโปร่งใส เป็นธรรม มีหลักการเหตุผลชัดเจน ไม่เห็นแก่พวกพ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งเมื่อเราถามย้ำเรื่องนี้อีกครั้งถึงสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันเกิดผลสำเร็จ วิเชียร-ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ย้ำว่า 6 ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพราะองค์กรเห็นว่ารัฐบาลที่กำลังจะเข้าไปบริหารประเทศ ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพราะจากภาพรวม ก็พบว่าปัญหาดังกล่าวก็ยังมีอยู่เยอะ มองย้อนกลับไปที่ตัวรัฐบาลเอง ความมั่นคง เสถียรภาพรัฐบาล จะอยู่ได้นานแค่ไหน ปัจจัยเรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่เราได้เรียนรู้มาในอดีต จะเห็นว่ามีเยอะที่รัฐบาลไม่มั่นคง รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ล้มไป ก็ด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดังนั้นหากมองในแง่ความมั่นคงการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง เรื่องนี้มันสำคัญ เพราะรัฐบาลจะอยู่รอด อยู่ได้นาน มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ สามารถบริหารจัดการประเทศได้ต่อไป ท่านต้องจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้ได้อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เราก็เสนอไป 6 ข้อ ที่พูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะรัฐบาลไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ด้วยตัวรัฐบาลเอง เพราะปัญหามันเยอะและใหญ่มาก รวมถึงเรื่องความโปร่งใส การให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้ประชาชนได้ไว้วางใจว่าทุกอย่างทำด้วยความโปร่งใส เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง และการทำโครงการต่างๆ ที่ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชน สื่อ หน่วยงานภาควิชาการเข้าถึงและใช้งานง่าย หรืออย่างเรื่อง การบริหารราชการ คนก็มักบ่นว่าระบบราชการแย่ ซึ่งก็ไม่เป็นธรรมกับคนจำนวนมาก เพราะก็มีข้าราชการดีๆ ก็มีเยอะอยู่ การแต่งตั้งคนไปรับหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ของระบบราชการที่อำนาจมาจากฝ่ายรัฐบาล เช่น การตั้งปลัดกระทรวง อธิบดี รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ โดยต้องทำอย่างถูกต้องตามกระบวนการ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่เอาพวกพ้องเข้าไป แต่ต้องเลือกคนที่ดี ซื่อสัตย์สุจริตและเหมาะสมเข้าไปทำงาน ไม่ตั้งคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไปทำหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเรื่องการจัดการในเครือข่ายท่านเอง รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสม หากเราคำนึงถึงเรื่องแรก ความอยู่รอด เสถียรภาพรัฐบาล หากรัฐบาลอยากอยู่ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้นานๆ ก็ต้องดูแลคนของรัฐบาลไม่ให้ไปทำเรื่องที่มิชอบเกิดขึ้น ต้องกำกับให้ได้ ต้องไม่ยอม หากใครทำผิดต้องลงโทษ ใครทำไม่ดีต้องเอาออก ต้องกำกับตรงนี้ให้ได้ หากทำได้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลก็จะดี ความไว้วางใจจากประชาชนก็จะเกิดขึ้น แต่หากกลับด้านกัน หากท่านปล่อยแล้วให้มีการเข้าไปอาละวาด ทั้งหลายทั้งปวง ท่านก็จะอยู่ไม่ได้ ก็เป็นความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าผมไปแช่งอะไร เป็นความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นและเราเห็นมาแล้วในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...ขณะเดียวกัน เราก็เสนอเรื่องกลไกรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลให้เกิดธรรมาภิบาล เหตุผลเพราะปัจจุบัน เรามีระบบรัฐสภา มีทั้งสภาฯ และวุฒิสภา ก็มีกลไก ผู้รู้ต่างๆ เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ เช่น การออกกฎหมาย และก็มีกลไกตรวจสอบที่มีอำนาจในระดับหนึ่ง ที่จะต้องตรวจสอบดูแลพฤติการณ์ต่างๆ ของพวกท่านเองในรัฐสภา และมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ด้วย จึงอยากให้คนที่เป็นตัวแทนของประชาชน เป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยตรวจสอบสอดส่องดูแลให้รัฐบาลทำหน้าที่อย่างมีธรรมาภิบาลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ย้ำว่า ทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่เราเสนอไปและหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนโยบายเหล่านี้ ที่รัฐบาลอาจทำสิ่งอื่นๆ เพิ่มเติมจากนี้ก็ได้ โดยในส่วนของพวกเราที่เป็นประชาชน ก็จะเฝ้าติดตามว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่ แต่สำหรับเราที่เป็นประชาชนเฝ้าติดตามอยู่แล้ว เพราะเมื่อใดที่มีการทำอะไรไม่ดีเกิดขึ้นมา ปัจจุบันพลังของประชาชนก็แรงขึ้นเรื่อยๆ กรณีที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่ไม่รอดกัน จากเหตุผลนี้ (การทุจริต) ผมก็ว่าในอนาคต จะไม่รอดเร็วกว่าสมัยก่อน เพราะปัจจุบันข้อมูลข่าวสารเร็วกว่าสมัยก่อนมาก และเนื่องจากนายกฯ ก็ไม่ได้มือใหม่ เพราะทำงานมาแล้ว 5 ปี ก็มีเรื่องที่ทำต่อเนื่องหลายเรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องต่อเนื่องก็ทำได้ทันที ไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่เรื่องใหม่ก็ทำได้ อย่างเช่นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ออกมาแล้วก็ทำได้ทันที หรือการแต่งตั้งโยกย้ายก็ทำได้ทันที คือใช้คนดี เลือกข้าราชการที่ดีมาทำหน้าที่สำคัญๆ เรื่องเหล่านี้ก็อยากเชียร์ให้นายกฯ ทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถามถึงว่า หากว่าฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองจะขอเข้ามาร่วมแจมหรือทำงานด้วยกับองค์กร เช่น ขอเข้ามาเป็นภาคี ขอข้อมูล อะไรต่างๆ ทางองค์กรมีเส้นแบ่งหรือไม่ว่าจะให้ความร่วมมืออย่างไรหรือว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย วิเชียร ตอบว่า ในข้อเสนอเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่องค์กรได้แถลงไปก่อนหน้านี้ที่มีด้วยกัน 6 ข้อ มีเรื่องหนึ่งในเรื่องกระบวนการตรวจสอบจากฝ่ายรัฐสภา ที่ก็หมายถึงก็ต้องมีฝ่ายค้าน มี ส.ว.ด้วย เพราะกลไกการตรวจสอบเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ถ้าองค์กรจะต้องทำงานกับฝ่ายรัฐบาลในการผลักดันเรื่องต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเราไม่ละทิ้งการตรวจสอบ ดังนั้นหน่วยที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ต้องถือว่าเป็นภาคีเราหมด รวมถึงฝ่ายค้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิเชียร-ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวหลังเราถามว่าบทบาทขององค์กรนับจากนี้เมื่อรัฐบาลเข้ามาทำงานแล้ว อย่างตอนตั้งรัฐบาล ก็มีข่าวการต่อรองขอคุมกระทรวงใหญ่ๆ เช่น ก.พลังงาน ก.เกษตรและสหกรณ์ แบบนี้ องค์กรจะเริ่มเข้ามาติดตามเลยตั้งแต่นี้เลยหรือไม่ หรือว่ารอให้รัฐบาลทำงานกันไปก่อน โดยเขาย้ำว่า เรื่องจับตามอง เป็นเรื่องที่ต้องทำตลอด เพราะปัญหามันไม่เคยหายไป ปัญหาคอร์รัปชันยังไม่ได้หายไปจากประเทศไทย ต้องยอมรับ ดังนั้นการทำงานของภาครัฐที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทย ก็เป็นเรื่องที่เราเองต้องคอยจับตา เสนอแนะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาก็แล้วแต่ หน้าที่ขององค์กรในการเสนอแนะและตรวจสอบเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องเสมออยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-เสียงวิจารณ์จากคนบางส่วน ที่มองบทบาทขององค์กรก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องโครงการรับจำนำข้าว หรือสิ่งที่เกิดกับรัฐบาล คสช.บางเรื่อง อาทิ กรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของรัฐมนตรีชุดที่แล้ว บางคนอาจยังมองว่าทำไมองค์กรไม่ออกมาแสดงท่าที หรือออกมาช้า?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คือเราอาจไม่ได้ทันกับทุกเรื่อง ต้องเข้าใจความเป็นจริง เพราะด้วยกำลังที่เรามี แต่กับ 2 เรื่องที่ได้ตั้งคำถามมา เป็นเรื่องที่เราได้เทกแอคชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...โครงการรับจำนำข้าว เราก็ทำอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เพียงแต่การทำงานแบบนี้เราอาจไม่ได้ไปเปิดเผยกับประชาชนผ่านสื่อในทุกขั้นตอน แต่ต่อไปเราอาจสื่อสารมากขึ้นก็ได้ หรือบางเรื่องก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่เรายังไม่สามารถไปสื่อสารกับสาธารณะได้ แต่เรื่องจำนำข้าวเราทำงานอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับเรื่องนาฬิกา เราก็มีหนังสืออย่างเป็นทางการไปมากกว่า 1 ฉบับกับท่านนายกฯ และทวงถามคำตอบจาก ป.ป.ช.เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่เราละเลย แต่ว่าการที่เราทำเรื่องพวกนี้ องค์กรไม่ได้มีหน้าที่ไปชี้ขาด เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่เราก็ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยง ความบกพร่อง การชี้ให้เห็นว่าบางเรื่องทำถูกต้องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...ยืนยันทั้ง 2 เรื่องที่ยกตัวอย่างมาเราได้เทกแอคชั่น แต่ก็คงทำไม่ได้กับทุกเรื่อง เพราะเรื่องเยอะมากปัญหาบ้านเรา แต่หลายเรื่องเราก็เป็นผู้ริเริ่ม เช่น งบอาหารกลางวันเด็ก ที่ทางโครงการ &amp;rdquo;หมาเฝ้าบ้าน&amp;rdquo; ของเรา ก็มีส่วนเยอะในการทำเรื่องพวกนี้ คือการทำงานของเรา มีการทำงานกับเครือข่ายคนจำนวนเยอะ หลายคนช่วยกัน องค์กรก็คอยจัดระบบให้มีการทำงานร่วมกัน เราจึงไม่ได้ทำแบบจะมาโปรโมตว่าใครคนใดคนหนึ่งเป็นฮีโร่.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;..................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ล้อมกรอบ หน้า 4-5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;7 ปีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลบทิ้งค่านิยม &amp;#39;โกงได้ขอให้มีผลงาน&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ Anti-Corruption Organization of Thailand นับถึงปัจจุบันตั้งมาแล้วร่วม 7 ปีกว่า โดยมีบุคคลสำคัญ-ผู้มีชื่อเสียงจากหลายภาคส่วนมาร่วมทำงานขับเคลื่อนเป็นกรรมการและเป็นเครือข่ายสมาชิกขององค์กร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิเชียร-ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า 7 ปีกว่าที่องค์กรได้ก่อตั้งขึ้นมา เราก็เรียนรู้ไป ทำงานไป สิ่งที่เราให้ความสำคัญในช่วงแรกคือการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่มาก เป็นเรื่องที่กระทบกับทุกคน เป็นปัญหาที่ส่งผลไปถึงสังคมมากมายมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...ก่อนหน้านี้คนอาจคิดว่าไม่กระทบกับตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่จริง เพราะหลายคนก็คงเห็นแล้วว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ส่งผลไปถึงเรื่องต่างๆ ในสังคมมากมาย รวมถึงความแตกแยกในสังคม เพราะเมื่อคนจำนวนหนึ่งอยากได้อำนาจ อยากได้ผลประโยชน์ กระบวนการทุจริตมันไปสร้างความแตกแยกในสังคมขึ้นเยอะแยะ เวลาพูดเรื่องคอร์รัปชัน มันไม่ใช่การเรียกรับสินบน การใช้งบประมาณแผ่นดินไปในทางมิชอบ แต่มันมีมิติความเชื่อมโยงเรื่องทุจริตไปยังปัญหาต่างๆ หลายเรื่อง อย่างที่มีข่าวปัจจุบันเรื่อง &amp;rdquo;งบอาหารกลางวันเด็กนักเรียน&amp;rdquo; ก็ยังโกงกันเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิเชียร กล่าวต่อไปว่า ในช่วงแรกของการทำงานขององค์กรเราเน้นเรื่องการปลูกฝัง คือผมมีความเชื่อว่าคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นคนดีสำนึกดี แต่เราอาจเริ่มติดกับเรื่องความเคยชิน เช่นคนไปติดต่องานกับหน่วยงานราชการ จำเป็นต้องให้สินบนไม่อย่างนั้นอาจไม่ได้ใบอนุญาตหรือได้เอกสารใดๆ ออกมา ก็เคยชินกันมาและไม่มีอำนาจต่อรอง ก็เป็นเรื่องที่คนในสังคมก็โดนเรื่องแบบนี้ไม่มากก็น้อย มันกัดกินไปหมด แล้วระดับที่สูงขึ้นเรื่องการใช้งบประมาณของชาติพันล้านหมื่นล้าน ซึ่งการที่รั่วไหล การทุจริต มีความเสียหาย ซึ่งในผลสำรวจต่างๆ ที่ออกมาก็บอกว่าเสียหายกันเป็นปีละแสนๆ ล้าน ซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความเสียหายที่เพิ่มเติมมาอีก แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึง เช่นงบประมาณรายจ่ายของประเทศแต่ละปี&amp;nbsp; เช่นปีนี้งบประมาณอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นงบด้านการจัดซื้อจัดจ้างอยู่ที่ 1 ใน 3 ของวงเงินงบประมาณ ก็ประมาณ 9 แสนล้านบาท ที่เหลือก็เป็นงบบริหารเช่นเงินเดือนข้าราชการ ค่าน้ำ ค่าไฟหน่วยงานราชการ ก็ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ตรงนี้เราพูดถึงกันน้อย เพราะคนก็จะพูดกันว่างบ 9 แสนล้านบาท เสียหายก็อาจประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่งบ 2 ล้านล้านบาทที่เป็นงบบริหารจัดการ เราลองมาคิดดูว่าหากข้าราชการจำนวนหนึ่ง ทั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจไม่สามารถทำงานตามหน้าที่ของตัวเองได้ ประสิทธิภาพต่ำมาก และส่วนหนึ่งก็วอกแวกหาผลประโยชน์ เงินเดือนที่จ่ายให้แต่ละเดือน เช่นให้หนึ่งร้อยบาท ทำงานจริงๆ จะถึงห้าสิบบาทหรือเปล่ายังไม่ค่อยแน่ใจ เดินทางไปอะไรต่างๆ โดยที่จำเป็นหรือไม่ก็ไม่รู้ งบบริหาร 2 ล้านล้านบาทต่อปี เราใช้กันแบบให้เกิดประสิทธิภาพต่ำมาก ก็ไปโยงกับเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริตทั้งหลายทั้งปวง เสียหายอยู่เป็นประจำในปริมาณที่สูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...และเมื่อมาดูภาคธุรกิจที่สำคัญมากกับระบบเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาจากกลไกธุรกิจ เนื่องจากปัญหาทุจริตก็ทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการจะขออนุญาตต่างๆ การขนส่ง การส่งออกไปต่างประเทศมีอุปสรรคเยอะไปหมด และยังต้องมีค่าใช้จ่าย เบี้ยบ้ายรายทางที่ต้องจ่ายทั้งหลายทั้งปวง ก็ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้จำใจต้องยอมเสีย ก็เกิดการสูญเสียมากมายมหาศาล แล้วก็เลยกลายมาเป็นต้นทุนที่ตกไปถึงผู้บริโภค หรือไม่ก็ไปตกที่ค่าจ้างพนักงาน เพราะแทนที่จะนำเงินส่วนนี้มาเพิ่มให้พนักงาน ก็ต้องไปสูญเสียให้กับค่าใช้จ่ายต่างๆ ข้างต้นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิเชียร-ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ปัจจุบันเป็น ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวด้วยว่า ยังมีธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งที่ยังใช้ความไม่ถูกต้อง การทุจริตคอร์รัปชันเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ เป็นเครื่องมือในการหาโอกาสหาช่องในการหาประโยชน์ มีทั้งใหญ่และเล็ก ใหญ่มากก็มี ก็ยังทำแบบนี้กันอยู่ กัดกินกันอยู่ เรียกว่าเรายังขาดสำนึกกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...ภาคธุรกิจมาอ้างว่าหากไม่ทำธุรกิจจะเจ๊ง เดี๋ยวไม่มีเงินจ่ายให้พนักงาน เลยต้องจำใจ แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ก็ร่ำรวยอยู่แล้ว แต่อยากจะกอบโกย ก็ทำโดยไม่มีศักดิ์ศรี ไปแลกเอาผลประโยชน์มาได้&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่เราขาดสำนึกและศักดิ์ศรีกัน จึงเป็นที่มาของการที่เราต้องสร้างสำนึก ทำให้คนเห็นปัญหา ทำให้ช่วงหลายปีแรกในการทำงานขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จึงเป็นเรื่องการสร้างการรับรู้ว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นปัญหาที่กัดกินไปถึงเรื่องต่างๆ ในสังคม เช่นปัญหาการเมือง&amp;nbsp; ปัญหาความแตกแยกที่นำพาประเทศล่มสลายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลายปีแรกองค์กรเราก็ทำเรื่องนี้ และจากผลสำรวจก็เห็นความก้าวหน้า จากที่เคยยอมรับกันว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม แต่ปัจจุบันคนเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่ยอมรับแล้วเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อการรับรู้ดีขึ้นต่อไปก็สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การไปผลักดันเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ให้ดีขึ้น จึงทำให้ในช่วงครึ่งหลังเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เช่นการเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการออกกฎหมายสำคัญต่างๆ เช่น พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง, พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก, การตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นต้น แต่ก็ยังมีเรื่องค้างท่ออยู่เช่นกัน เช่นการปรับปรุง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารก็ยังอยู่ในกระบวนการ หรือการผลักดันให้มีการลดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีมากเกินไป จนทำให้เกิดช่องโหว่การเรียกรับสินบน ก็ยังดำเนินการอยู่ยังไม่สำเร็จลุล่วง หรือสิ่งที่เราทำร่วมกับภาครัฐเช่น การทำโครงการ &amp;quot;ข้อตกลงคุณธรรม&amp;quot; ที่เป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐ และหลายโครงการที่มีมูลค่ามหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้ก็ยังดำเนินการในสิ่งที่เรียกว่า การสร้างระบบนิเวศน์หรือการทำงานร่วมกับสมาชิกต่างๆ เช่น ภาคการศึกษาเพื่อเน้นเรื่องการปลูกฝัง หรือภาคธุรกิจเพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ก็มีความก้าวหน้า แต่เราก็ยังต้องทำมากกว่านี้อีกเยอะเป็นร้อยเท่า แต่อย่างน้อยเราก็มีพื้นฐานและมีทิศทางที่ชัดเจนเพื่อเอาชนะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งที่ท้าทายก็ยังท้าทายอยู่ ปัญหาก็ยังมีอยู่ คนก็อาจถามว่าก็ยังโกงกันอยู่ ที่ก็แน่นอนเพราะปัญหามันใหญ่มาก แต่ตอนนี้เรามีความก้าวหน้า เรามองเห็นแล้ว ทุนที่เราได้มาคือทุนมนุษย์ที่อาสามาช่วยทำงาน สมาชิกเครือข่ายต่างๆ ที่มาร่วมกัน ทำให้คนเริ่มสำนึกและตื่นรู้เพื่อร่วมกันต่อสู้และแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-ถึงตอนนี้ค่านิยมของคนในสังคมไทยที่เคยพูดกันว่าโกงได้ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน เริ่มลดน้อยลงไปแล้ว?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผมว่าลดน้อยลงไปเยอะมาก แต่ภาวะการจำยอมก็ยังถือว่ามีอยู่มาก ยังไปจัดการกับกลไกช่องโหว่เหล่านี้ยังไม่ได้มากพอ ยังต้องจัดการกับเรื่องนี้อีกเยอะมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-ในฐานะมาจากภาคธุรกิจ เปรียบเทียบพฤติการณ์การจ่ายเงินใต้โต๊ะในภาคธุรกิจระหว่างอดีตกับปัจจุบันเริ่มดีขึ้นหรือไม่ และส่งผลกระทบอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาคธุรกิจก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันอยู่พอสมควร ถามว่าเลิกกันหรือยัง ก็ไม่สามารถไปเคลมได้ว่าเปลี่ยนพฤติกรรมกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีความอึดอัด การไม่ยอมรับ มีความประสงค์ที่ต้องการแก้ไขเกิดขึ้นมาก&amp;nbsp; มีโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ก็มีบริษัทเอกชนเข้าร่วมเยอะ มีภาคตลาดทุน ตื่นตัวมากขึ้น ผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันก็เริ่มคัดเลือกมากขึ้นในการจะร่วมลงทุนกับบริษัท ที่ต้องเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี ถือว่ามีความตื่นตัว แต่เราก็ยังต้องทำเรื่องนี้กันอีกเยอะ ซึ่งผู้บริโภคที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจในฐานะผู้ใช้บริการ ซื้อสินค้าจากภาคธุรกิจ เมื่อเราไม่ชอบการทุจริตคอร์รัปชัน เราก็ไม่ควรไปสนับสนุนธุรกิจที่มีพฤติการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อสอบถามถึงการทำงานขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐมากน้อยแค่ไหน เจอข้อจำกัดในการขับเคลื่อนการทำงานอย่างไรบ้าง เพราะหน่วยงานรัฐอาจมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่ได้มีกฎหมาย ไม่มีดาบในมือ ประเด็นนี้ วิเชียร ให้ข้อมูลไว้ว่า การที่เราทำงานด้วยการสร้างการมีส่วนร่วม ก็ทำให้เกิดการยอมรับ และจากผลงานแนวทางที่องค์กรทำมา ก็ได้รับการยอมรับจากภาครัฐพอสมควร ในฐานะองค์กรตัวแทนภาคประชาชน ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ&amp;nbsp; เช่น นโยบาย กฎหมายต่างๆ เราก็เข้าไปมีส่วนร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับข้อจำกัดและปัญหาต่างๆ ที่องค์กรเคยเจอในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐนั้น วิเชียร มองว่า โดยพื้นฐานหรือรูปแบบ วัฒนธรรมในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของบ้านเรา ยังมีการแยกส่วนอยู่เยอะมาก อย่างรัฐแม้จะต้องการให้มีการสร้างการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น แต่ในคามเป็นจริงก็ยังไม่ได้มากขึ้นเท่าที่ควร ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในการทำเรื่องต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน พวกเราก็ดำเนินการโดยริเริ่มและทำด้วยตัวของภาคประชาสังคมเอง ทรัพยากรของตัวเองเช่นเงินทุนต่างๆ ก็ทำให้ก็มีข้อจำกัด อีกทั้งเมื่อทำกันเองก็เลยทำให้ต่างคนตางทำ ใครมีบุคลากร มีทุนทรัพย์ก็ทำกัน จึงทำให้การที่จะไปแก้ปัญหาขนาดใหญ่เลยยังไปไม่ถึง แต่อย่างน้อยมีความตั้งใจ มีความพยายามกันอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...อุปสรรคก็มีอยู่แล้ว แต่ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ก็มีให้เห็น มีผลงานเรื่องใหญ่ๆ&amp;nbsp; ออกมา ที่ก็ต้องให้เครดิตภาครัฐด้วย มันไม่ได้ราบรื่นไปทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยเราก็มีเรื่องสำคัญๆ ที่ผลักดันออกมาได้ และต่อไปเราจะต้องขยายผลจากสิ่งที่เราทำไว้ให้เกิดผลต่อเนื่องไปอีก ส่วนอุปสรรคเช่น การที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำข้อตกลงคุณธรรมกับการทำโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ก็มีอุปสรรคเช่นให้ความร่วมมือน้อยบ้าง หรือไม่ค่อยให้ความร่วมมือก็มี เหตุผลก็อาจเป็นเรื่องของความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ที่เคยชิน เคยได้รับกันมา ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็พบว่าแนวโน้มการให้ความร่วมมือทำตามข้อตกลงคุณธรรมก็พบว่าดีขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...อย่างข้อตกลงคุณธรรมที่เราเรียกว่า Integrity Pacts ตอนนี้ก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม กับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในโครงการที่มีงบประมาณหนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป เราก็มีการไประดมทุนมนุษย์เชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ด้านต่างๆ มาเป็นอาสาสมัครที่จะเข้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์อิสระ โดยปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 227 คนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในโครงการต่างๆ ที่มีทั้งกำลังเริ่มดำเนินโครงการ หรือกำลังดำเนินโครงการกันอยู่ ก็มีร่วมหนึ่งร้อยกว่าโครงการ ที่ภาครัฐให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมมูลค่าโครงการร่วม 1.8 ล้านล้านบาท ที่ก็มีทั้งราบรื่นบ้างไม่ราบรื่นบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นเป็นปรากฏการณ์ใหญ่มากของประเทศไทย เป็นระดับสากลเลยที่ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมแบบนี้ได้ โดยลักษณะการทำงานทำในแบบสังเกตการณ์สามารถแสดงความเห็นได้ อะไรไม่ปกติก็ให้คำแนะนำความเห็นได้หมด แต่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบอำนาจการสั่งการ หากทุกอย่างราบรื่นจับมือกันร่วมกันอย่างดีก็ไปตามปกติ แต่หากเจอปัญหาอุปสรรคก็มีกระบวนการแจ้งเหตุได้กับต้นสังกัดของหน่วยราชการ หรือให้ขึ้นไปเหนือกว่านั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...กลไกตามข้อตกลงคุณธรรม ถึงวันนี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ที่ลุล่วงไปแล้วรวมมูลค่าทั้งหมดก็ประมาณ 3 แสนล้านบาท ที่ใช้งบประมาณไปต่ำกว่าที่เคยตั้งงบประมาณไว้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินมหาศาล ประหยัดไปได้เยอะมาก และยังเหลือรออีกหลายโครงการ ซึ่งจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ถามว่าการทำงานของเรากับภาครัฐมีอุปสรรคหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าก็มีอุปสรรคมากมาย แต่เรื่องที่ทำแล้วสำเร็จก็มีและอยากเน้น ที่ไม่ได้ต้องการบอกว่าเป็นผลงาน แต่ต้องการย้ำว่าจะต้องมีการขยายผลต่อไป เพราะเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-ส่วนใหญ่ที่มีการส่งผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม จะเป็นโครงการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานใดมากที่สุด?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าเป็นโครงการความโปร่งใสในงานก่อสร้างภาครัฐ หรือ CoST เราก็เน้นไปที่ระดับท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นข้อตกลงคุณธรรมก็หลากหลายไปหมด รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หลายกระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลไกดังกล่าวทำให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม เมื่อเปิดให้คนอื่นเข้ามาดูได้ เปิดมากหรือเปิดน้อยก็ทำให้ความโปร่งใสเพิ่มขึ้นอยู่ดีไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อผู้สังเกตการณ์เข้าไปก็ได้เห็นข้อมูล เห็นเอกสารต่างๆ ความโปร่งใสก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อความโปร่งใสมากขึ้น โอกาสที่จะไปทำอะไรที่ไม่ชอบไม่โปร่งใสก็จะลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-มีเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมสังเกตการณ์การจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ที่ส่งกลับมายังองค์กรอย่างไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ก็มีทั้งเรื่องที่ดีมาก ดีน้อยและไม่ค่อยดี อย่างเรื่องดีมากก็คือ หลายหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัด เป็นเจ้าของโครงการ ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะผู้สังเกตการณ์ที่เราส่งไปเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญหมดเลย เช่นมีทั้งนักกฎหมาย วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ซึ่งหลายหน่วยงานเขาไม่มี ก็ได้คนเหล่านี้ไปช่วย เลยได้รับความร่วมมืออย่างดี หลายกรณีก็ใช้งานผู้สังเกตการณ์ที่ส่งไปมากกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเสียอีก ก็เป็นเรื่องที่ดี นอกจากยังมีเจ้าหน้าที่ราชการจำนวนมากก็รู้สึกอุ่นใจมั่นใจว่ามีคนมาช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้ข้อผิดพลาด หรือเกิดเรื่องไม่ปกติ เขาก็มีความสบายใจกันมากขึ้น เขาก็ดีใจที่มีโครงการแบบนี้เข้าไปสนับสนุนการทำงานของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;...ส่วนเรื่องไม่ดีก็ต้องมีอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องความเห็นต่างกันเช่นเรื่องงบประมาณ ทำไมใช้งบแพง หรือความเห็นต่างเรื่องทีโออาร์ของโครงการ หรือการจำกัดผู้เข้าร่วมประมูล ก็เป็นเรื่องปกติที่เราคาดไว้อยู่แล้วว่าต้องเจอ เมื่อเจอก็ร่วมกันหาทางแก้ไข หลายกรณีก็หาทางออกได้ แต่บางกรณีก็หาทางออกไม่ได้อยู่ จะบอกว่าดีไปทั้งหมดก็คงกระไรอยู่ แต่กลไกดังกล่าวเป็นกลไกที่มีพลังเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-เจ็ดปีขององค์กรที่อยู่ทั้งในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การให้ความร่วมมือ การให้ความสำคัญของฝ่ายการเมืองมีความแตกต่างกันหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;องค์กรเราก็ทำงานมาทั้งในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ช่วงต้นที่เริ่มมีการตั้งองค์กรก็อยู่ในช่วงรัฐบาลปกติที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากมาย เราก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว ตอนช่วงแรก เราก็ให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โอกาสของเราในการทำงานร่วมกับรัฐบาลช่วงนั้นจริงๆ ก็ไม่ได้เยอะ เพราะเราเน้นการทำงานสื่อสารกับภาคประชาชนและสมาชิกเครือข่ายต่างๆ ของเราเป็นหลัก ในช่วงนั้นก็อาจไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงของนโยบายหรือการออกกฎหมายอะไร เท่าที่ผมนึกได้ มาเป็นสาระสำคัญ แต่ก็เป็นเรื่องของช่วงเวลาด้วย จะไปโทษว่าเป็นเพราะรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือไม่ ก็คงไม่ใช่&amp;nbsp; และต่อมาเมื่อการรับรู้มากขึ้น องค์กรก็จำเป็นต้องขับเคลื่อน เรื่องการออกกฎหมาย นโยบาย กฎระเบียบต่างๆ ก็ได้รับความร่วมมือพอใช้ได้ ก็มีหลายเรื่องที่สำเร็จ แต่หลายเรื่องที่ไม่สำเร็จก็มี คือทำๆไปแล้วก็แผ่วไป ก็มีอยู่เยอะมากเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผมคงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเปรียบเทียบได้ว่า รัฐบาลแบบนี้ดีกว่ารัฐบาลอีกแบบหรือไม่อย่างไร ต้องดูแต่ละช่วงเวลา บริบทของช่วงต่างๆ ว่าเราทำอะไร และพิจารณากันเองว่ารัฐบาลทำอะไร แต่ต้องบอกว่าทุกรัฐบาลมีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันทั้งนั้น แต่มากน้อยก็ต่างกัน รูปแบบก็อาจต่างกัน ก็ยังเป็นเรื่องท้าทายอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในตอนท้าย วิเชียร-ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ย้ำถึงบทบาทของภาคประชาสังคม-ภาคประชาชนต่อการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยไว้ว่า ปัญหาคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่ กระจายไปทั่ว การที่เรามาต่อสู้และแก้ปัญหาใหญ่ๆ ก็มีความจำเป็น ในการใช้คนจำนวนมาก องค์กรจำนวนเยอะที่มาช่วยกันแก้ปัญหาใหญ่ๆ เหล่านี้ องค์กรภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคมและสื่อ ทำให้สังคมตื่นตัวขึ้นมาเยอะ เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เรามั่นใจว่าเรามีโอกาสสูงในการที่เราจะแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ การที่สังคมตื่นตัวและสนใจกันมากขึ้น ถ้าพูดถึงปริมาณจริงๆ เราต้องการมากขึ้นกว่านี้อีกเยอะมาก แต่ถึงตอนนี้ก็ถือว่าเริ่มมีโมเมนตัมที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับเป้าหมายการทำงานในฐานะประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน วิเชียร กล่าวปิดท้ายว่า จะบอกว่าต้องการให้ปัญหาคอร์รัปชันหมดไปในช่วงชีวิตผม ก็คงคาดหวังเกินความเป็นจริงไป แต่สิ่งที่อยากเห็นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็คือ อยากเห็นทิศทางแนวโน้มว่าสิ่งต่างๆ ที่สังคมร่วมกันและองค์กรเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์อันนี้ ที่กำลังเดินไปในทิศทางที่มีกลไก วิธีการบริหารจัดการที่จับต้องได้ชัดเจน สามารถเห็นความสำเร็จที่มันเริ่มเกิดขึ้น และหวังว่ามันจะขยายผลไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ตาชั่ง สเกลจะกลับมาที่ฝั่งเรา เราจะเป็นฝ่ายชนะ มากกว่าความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นและผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ แต่จะให้หมดไปในช่วงชีวิตผมอาจไม่ค่อยแน่ใจ แต่การให้เกิดกระบวนการอย่างที่บอกข้างต้นและเห็นแนวโน้มชัดเจน ผมเชื่อว่าเกิดขึ้นได้แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เราไม่ได้เพียงแค่อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ยกระดับการให้มีธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ที่มันก็จะมีภาพสวยๆ ว่ารัฐบาลมีนโยบายต่อต้านคอรัปชันอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราอยากเห็นนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน...ถ้าเราดูจากผลลัพธ์ ดูจากสถานภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน ก็ต้องถือว่ายังไม่มีใครทำมาเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสม หากเราคำนึงถึงเรื่องแรก ความอยู่รอด เสถียรภาพรัฐบาล หากรัฐบาลอยากอยู่ทำหน้าที่ของเองต่อไปให้นานๆ ก็ต้องดูแลคนของรัฐบาลไม่ให้ไปทำเรื่องที่มิชอบเกิดขึ้น ต้องกำกับให้ได้ ต้องไม่ยอม หากใครทำผิดต้องลงโทษ ใครทำไม่ดีต้องเอาออก ต้องกำกับตรงนี้ให้ได้ หากทำได้ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลก็จะดี ความไว้วางใจจากประชาชนก็จะเกิดขึ้น แต่หากกลับด้านกัน หากท่านปล่อย แล้วให้มีการเข้าไปอาละวาด ท่านก็จะอยู่ไม่ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41490</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิเชียร พงศธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190720/image_big_5d3319ca4e415.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์การต้านโกงเปิดตัว&#039;ACT Ai&#039; เอื้อปชช.ร่วมสอบทุจริต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค. 62 - ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ องค์การต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย(ประเทศไทย) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว &amp;ldquo;เครื่องมือสู้โกง (ACT Ai)&amp;rdquo; โดยมีนายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) นายพันเทพ สุภาไชยกิจ กรรมการบริหารองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิเชียร กล่าวว่า ปีนี้เป้นปีที่ 8 ขององค์กร มีผลสัมฤทธิ์ในเรื่องการสร้างการตื่นรู้ของประชาชน เพื่อไม่ให้ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แน่นอนว่าปัญหาทุจริตของประเทศไทยยังคงมีอยู่ สิ่งสำคัญคือ ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาคเด็กและเยาวชน ประชาชนทั่วไป เช่นเดียวกับการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งทุกฝ่ายต้องอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ หนึ่งในนั้นคือ ACT Ai เป็นการส่งเสริมให้เข้าถึง ฐานข้อมูล 3 ส่วน จาก 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
1.การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโดยกรมบัญชีกลาง 2.ข้อมูลของธุรกิจ และความเชื่อมโยงของภาคธุรกิจต่างๆ จากฐานข้อมูลจากกรมการค้า และหน่วยงานสุดท้ายคือ คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และ3.ตามความคืบหน้า กรณีการทุจริตต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับภาคประชาชนซึ่งเครื่องมือนี้จะเป็นอาวุธสำคัญอีกอันในการช่วยกันดูแลสังคมให้มีความโปร่งใสมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานะ กล่าวว่า เครื่องมือดังกล่าวถูกสร้างขึ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริต เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นอกจากประชาชน สื่อมวลชน สามารถใช้งานได้แล้ว ยังรวมถึงกลุ่มนักวิชาการ ที่ศึกษาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในประเทศไทย &amp;nbsp;ทั้งการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย และการคอร์รัปชั่นแบบปกติ แต่ที่ผ่านมา ปัญหาคือนักวิชาการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยากมาก นำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา คนโกง สามารถโกงได้แบบง่ายๆ จากความสับสน หรือ ความไม่รู้ของประชาชน แต่ด้วยเครื่องมือ ACT Ai จะทำให้การโกงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เราหวังว่าสิ่งที่เราพยายามทำในวันนี้จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่างๆ และในวันข้างหน้า ระบบการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้จะเข้มแข็งมากขึ้น เช่นเดียวกับการได้รับการยอมรับกรณีความโปร่งใสในระดับสากล&amp;ldquo; นายมานะ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพันเทพ กล่าวว่า หลายท่านทราบดีว่ากฎหมายของหน่วยงานภาครัฐระบุให้เปิดเผยการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา การเข้าถึงข้อมูลยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ จึงต้องมี ระบบ ACT Ai โดยระบบดังกล่าวมีไฮไลท์ อยู่ที่ 1.รวบรวมข้อมูลของโครงการภาครัฐไว้มากที่สุด 2.ออกแบบระบบให้งง่ายต่อการสือค้น ประหยัดเวลา และตรงประเด็น 3.ออกแบบให้ร์ฐานข้อมูลได้ 4.มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ 5.ตรวจจับ แจ้งเตือน เมื่อพบพฤติกรรมฮั้วประมูล 6.เกาะติดทุกการใช้งบประมาณของรัฐ 7.รู้โครงการรัฐรอบตัวด้วยระบบแจ้งเตือน 8.รวบรวมทุกข้อมูลไว้ในหน้าเดียว เข้าใจง่าย ใช้สะดวก 9.ใช้งานผ่านระบบ User ทำให้สามารถจัดการทุกข้อมูลในจุดเดียว และ10.ระบบมีความปลอดภัยสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ระบบ ACT Ai เตรียมเปิดบริการผ่าน URL ในช่วงเดือนเมษายน 2562 &amp;nbsp;ก่อนจะมีการต่อยอดพัฒนาเป็นแอพพลิเคชันต่อใปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการออกแบบให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าใจการใช้งานอย่างครอบคลุมคนทุกกลุ่ม มีหน้าตาคล้ายกับเว็บ Search Engine ที่คนทั่วไปคุ้นเคย สามารถใช้คีย์เวิร์ดง่ายๆ ในการค้นหา ข้อมูลต่างๆ เชื่อมโยงกัน สามารถหาได้ทั้งโครงการ ข้อมูลหน่วยงานและผู้รับจ้าง สามารถใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง สามารถใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีการวิเคราะห์ทั้งระบบ ด้วย Ai และ Manual พร้อมมีปุ่มแชร์ไปยังสื่อสังคมออนไลน์ทั้ง Facebook Twitter และ Line อีกทั้งยังมีระบบการแจ้งเตือน เพียงใส่คีย์เวิร์ดที่สนใจแล้วบันทึกไว้ หากมีโครงการใหม่ตรงตามคำค้น ระบบจะจัดเก็บไว้แล้วทำการแจ้งเตือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30628</URL_LINK>
                <HASHTAG>ACT Ai, ต้านโกง, วิเชียร พงศธร, สอบทุจริต, องค์การต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190306/image_big_5c7f53d058ad2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอการเมืองรุ่นใหม่สู้โกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การต่อต้านคอร์รัปชันและภาคีภาคประชาชนคลอด &amp;ldquo;โพลก่อนเลือกตั้ง 62&amp;rdquo; พบเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาอันดับ 1 จี้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยกปัญหาทุจริตในระบบราชการบ่อนทำลายการทำงานของรัฐบาล ฝากความหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ต้านคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 20 ธันวาคม องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มูลนิธิเพื่อคนไทย และภาคีภาคประชาชน 17 องค์กร จัดแถลงข่าว &amp;ldquo;ผลโพลต้านโกง รับเลือกตั้ง 2562&amp;rdquo; จากโครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2562 เพื่อให้พรรคการเมืองนำข้อเสนอของประชาชนจากผลโพลไปพัฒนาเป็นนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน โดยมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย, นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโส มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมแถลงข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเสาวณีย์กล่าวว่า เราทำการสำรวจภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ความเห็นของประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง&amp;rdquo; จากประชาชนทั่วประเทศ ทั้งเขตเมืองใหญ่และเขตชนบท ในทุกระดับการศึกษา ทั้งกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์การเลือกตั้ง และกำลังจะเลือกตั้งครั้งแรก จากทั้งหมด 3054 กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.นโยบายของพรรคการเมืองควรจะเป็นอย่างไร 28% ต้องการอยากให้เป็นนโยบายที่ตรวจสอบได้, 26% ใช้งบให้คุ้มค่า, 23% ควรปฏิบัติได้จริง, 23% ขอให้เกิดเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.พรรคการเมืองควรประกาศนโยบายแบบไหน พบว่า 42% ต้องการนโยบายที่มีรายละเอียด, 33% ต้องการนโยบายที่สามารถตรวจสอบได้จริง, 24% ต้องการนโยบายกว้างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องแก้ไขมากที่สุด พบว่า 19% ระบุว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, 17% ระบุว่าเป็นเรื่องการศึกษา และ 16% ระบุว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ปัญหา &amp;quot;คอร์รัปชัน&amp;rdquo; 3 ลำดับแรกที่ส่งผลเสียและต้องการให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหาคอร์รัปชัน พบว่า 21% ระบุว่าปัญหาทุจริตในระบบราชการ, 17% ระบุว่าปัญหากระบวนการยุติธรรม, 13% ระบุว่าเงินบริจาคในสถาบันศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ปัญหา &amp;ldquo;คอร์รัปชัน&amp;rdquo; 3 อันดับแรกที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน พบว่า 19% ระบุว่าเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ส่งผลกระทบกับประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์, 16% ระบุว่ากำหนดกระบวนการป้องกันทุจริตเชิงรุกในหน่วยงาน, 15% ระบุว่าควบคุม จัดการ สมาชิกรัฐบาลและสมาชิกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.พรรคการเมืองควรมีข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติอะไรเพื่อสนับสนุนให้เกิดการต่อต้านคอร์รัปชัน พบว่า 26% ระบุว่าแสดงข้อมูลการทำงานให้ตรจสอบได้ทุกกรณี, 17.9% ระบุว่าหากพบการทุจริตของนักการเมืองในพรรคต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด, 10.6% ระบุว่าเสริมสร้างจิตสำนึกในการทำงานที่ดีต่อชาติบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.มีความหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชันหรือไม่ พบว่า 70% ระบุว่ามี, 30% ระบุว่าไม่มี สำหรับกลุ่มที่ตอบว่า &amp;ldquo;มี&amp;rdquo; นั้น ต้องการเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่มีลักษณะดังนี้ 38% ระบุว่าเป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดและมุมมองใหม่, 25% ระบุว่า มีมุมมองแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ, 18% ระบุว่ายังไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของนักการเมืองรุ่นเก่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่ตอบว่า &amp;ldquo;ไม่มี&amp;rdquo; พบว่า 52% ระบุว่า ไม่ได้คาดหวังกับการทำงานของนักการเมืองอยู่แล้วเพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อประชาชน, 15% ระบุว่าการตรวจสอบไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อีก 15% ระบุว่ารอดูผลงานเพราะยังไม่เห็นความสามารถของนักการเมืองรุ่นใหม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ช่วงก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลายพรรคจะออกนโยบายเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่เป็นนโยบายลักษณะนามธรรม จับต้องไม่ได้แต่อย่างใด ซึ่งเราหวังว่าผลจากการสำรวจนี้จะสามารถสะท้อนไปถึงพรรคการเมืองให้ผลักดันนโยบายออกมาเป็นรูปธรรมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียรกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป เราจะจัดส่งโพลดังกล่าวไปยังภาคการเมือง เพื่อให้รับทราบว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญ และอยากเห็นพรรคการเมืองนำไปดำเนินการต่อไป อีกทั้งในอนาคต ในทางปฏิบัติเราจะเปิดเวทีในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ภาคการเมืองได้รับทราบอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ได้แยกว่าพรรคไหนเป็นพรรคไหน ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 เดือนนี้ ตนหวังว่าจะได้นับการตอบสนองในเชิงนโยบายจากพรรคการเมือง จากนั้นภายหลังการเลือกตั้ง ประชาชนจะสามารถติดตามผลการดำเนินการต่อ ไม่ว่าพรรคนั้นจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ทั้งนี้ ประชาชนเองมีหน้าที่ติดตาม คอยเตือนให้พรรคการเมือง ทำตามที่สัญญาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับ 3 อันดับปัญหาคอร์รัปชันที่ควรแก้อย่างเร่งด่วน พบว่า 19% ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, 16% ระบุว่าป้องกันการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานรัฐ, 15% ระบุว่า ควบคุม จัดการ สมาชิกรัฐบาลและสมาชิกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24714</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, วิเชียร พงศธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1ba483a3c4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชียร์บิ๊กตู่กังขาป้อม องค์กรต้านโกงให้นายกฯเต็มร้อยสังคมผิดหวังนาฬิกาหรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เผยผลการดำเนินงาน 7 ปี ทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตของประชาชนเปลี่ยนไป ร้อยละ 90 ไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงและยอมรับรัฐบาลเก่งมีผลงาน &amp;quot;ประมนต์&amp;quot; ให้คะแนน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เต็มร้อย แต่ยังเสียเพราะคนใกล้ตัว ผิดหวังคดีนาฬิกาเพื่อนช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่โรงแรมดุสิตธานี นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) เป็นประธานแถลงข่าว &amp;ldquo;7 ปี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)&amp;rdquo; โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ประชาชนคนไทยร่วมเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากการสำรวจของหอการค้าไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการแถลงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยล่าสุด พบว่า ทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชันของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ยอมรับคอร์รัปชันโดยสิ้นเชิง โดยร้อยละ 99 เห็นว่าคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ยอมรับรัฐบาลที่เก่งมีผลงานดีเด่นแต่ทุจริต&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ใช้ยุทธศาสตร์ 3 ป. คือ เปิดโปง ป้องกัน และปลูกฝัง โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก ระหว่างปี พ.ศ.2554-2557 พบปัญหาและอุปสรรคเรื่องความร่วมมือจากภาครัฐยังน้อยประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมหลักในช่วงนี้ จึงเป็นการปลุกกระแสผ่านโครงการต่างๆ อาทิ คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การจัดอบรม &amp;ldquo;หมาเฝ้าบ้าน&amp;rdquo;, การจัดทำพิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ, การริเริ่มข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันเสนอต่อ คสช., การจัดทำหลักสูตร &amp;ldquo;โตไปไม่โกง&amp;rdquo; การร่วมจัดทำดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) และการจัดทำสารคดีสั้น &amp;ldquo;ปลูกจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชัน&amp;rdquo; เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับช่วงที่สอง ระหว่าง พ.ศ.2557-2560 สถานการณ์คอร์รัปชันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการขับเคลื่อนขององค์กรฯ ภาคีเครือข่าย และความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยใช้ยุทธศาสตร์ทำงานร่วมกับรัฐบาล มีผู้แทนเข้าร่วมเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ส่งผลให้ภาครัฐมีความจริงใจและให้ความร่วมมือ ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นำไปสู่การออกนโยบาย กฎหมาย ที่เอื้อต่อการปราบคอร์รัปชันได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบยิ่งขึ้น อาทิ ร่วมกับกระทรวงการคลัง ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 กำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และโครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST), พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาขออนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 การผลักดันให้มีบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พ.ศ.2560 และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรม มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ตัดสินนักโทษหนีคดีโดยไม่หมดอายุความ และการมีบทลงโทษเอกชนและประชาชนที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์เผยว่า ผลจากการที่องค์กรและภาคีเครือข่ายร่วมผลักดันกฎหมายดังกล่าว อย่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่าในโครงการข้อตกลงคุณธรรม มีหน่วยงานเข้าร่วม 73 โครงการ มูลค่ารวม 875,428 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้วจำนวน 45 โครงการ มูลค่ารวม 103,839 ล้านบาท ช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐได้สูงถึง 25,128 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.20
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันทำให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความโปร่งใส ยุติธรรม &amp;nbsp;และมีการแข่งขันมากขึ้น แต่ยังพบปัญหาเกี่ยวกับ ระบบบริหารราชการแผ่นดินและการใช้อำนาจรัฐเปิดช่องทางการรับสินบน หน่วยงานราชการไม่ตอบสนองต่อการต่อต้านคอร์รัปชันเท่าที่ควร การบังคับใช้กฎหมายไม่เสมอภาค เกิดความเสื่อมศรัทธาในหมู่ประชาชนบ้าง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวว่า ตลอด 7 ปีที่องค์กรและภาคีเครือข่ายได้ผนึกกำลังต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยหลายประการ ได้แก่ เกิดเครือข่ายคนไทย ทั้งประชาชน นักธุรกิจ นักวิชาการสื่อมวลชนและข้าราชการ ร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีพลังและต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยปลุกกระแสให้เห็นถึงความเลวร้ายของการโกงชาติ และได้ร่วมผลักดันให้เกิดกฎหมาย เปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการ ที่รวดเร็ว เอื้อต่อการต้านโกงและเอาผิดคนโกง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สถานการณ์การเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากอดีตที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปัจจุบัน พบว่ามีแนวโน้มลดลงมาก ทำให้ตระหนักรู้ว่ามีการตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น แต่หากระบบการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันอ่อนแอลงเมื่อใด คนที่จะทุจริตก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดนี้มีโครงการก่อสร้างมากมาย องค์กรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างไรบ้าง นายประมนต์ตอบว่า ได้ร่วมตรวจสอบในโครงการสำคัญต่างๆ ซึ่งมีบุคลากรที่เรียกว่าผู้สังเกตการณ์ ที่ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน มีความรู้ มีประวัติที่น่าเชื่อถือและผ่านการอบรม ฉะนั้นจึงยังขาดบุคลากรในส่วนนี้อยู่พอสมควร แต่เบื้องต้นองค์กรสามารถดำเนินการจนทำประหยัดงบประมาณในภาครัฐได้ถึงร้อยละ 25&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการส่งหนังสือเพื่อทวงถามความคืบหน้าต่อคณะ ป.ป.ช.กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ การยืมเงิน 300 ล้านบาท ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. นายประมนต์ตอบว่า ทางเราได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งใดที่ทำแล้วมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำ 2 มาตรฐาน สังคมเองก็ต้องการคำอธิบาย และความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนผิดหวัง แต่ตนก็ยังรอว่าทาง ป.ป.ช.จะชี้แจงกรณีดังกล่าวอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่า ให้คะแนนความจริงใจของรัฐบาลนี้ในการร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมากี่คะแนน ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯตอบว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เต็มร้อยคะแนน แต่ยอมรับว่ายังมีบุคคลใกล้ตัวหลายคนที่สังคมตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นปัญหาส่วนหนึ่ง และปัญหาอีกส่วนคือระบบราชการ เมื่อมีและนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาแล้วการขับเคลื่อนยังไม่ราบรื่น เพราะระบบราชการไทยมีข้อจำกัดพอสมควร ทำให้หลายเรื่องที่องค์กรพยายามจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิเชียร พงศธร รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวถึงก้าวต่อจากนี้ไปในปี 2561 องค์กรและภาคีเครือข่ายจะยังคงเดินหน้าติดตามหลายประเด็นคอร์รัปชันที่ยังไม่บรรลุผล อาทิ การผลักดันเรื่องการปฏิรูปราชการ ตำรวจ และกฎหมายที่ล้าสมัย, การติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สำคัญๆ และการพัฒนาการดำเนินงานต่อต้านคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ Big Data &amp;amp; Analytics มาใช้ในการตรวจสอบที่เข้มข้นมากขึ้น และพัฒนาระบบนิเวศสร้างค่านิยมต่อต้านคอร์รัปชันในเด็ก ในสื่อ ภาคธุรกิจ และประชาสังคมต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16451</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมนต์ สุธีวงศ์, พ.ร.บ.นิรโทษกรรม, วิเชียร พงศธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86ad3b4ac62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
