<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2019 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 14:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร่อแร่!ศาลชี้วี-ลัคฯประกอบกิจการสื่อ ณ วันที่&#039;ธนาธร&#039;สมัครส.ส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย. 62 &amp;ndash; เมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ( 6) ประกอบมาตรา 98 ( 3) หรือไม่ จากเหตุถือครองหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยในส่วนคำร้องของนายธนาธร ผู้ถูกร้อง อ้างว่าบริษัทวี-ลัคฯ เลิกประกอบกิจการสื่อมวลชนไปแล้วนั้น โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบริษัทวี-ลัคฯ ยังคงประกอบกิจการสื่อ ณ วันที่ผู้ถูกร้องสมัคร ส.ส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50727</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร, ประกอบกิจการสื่อ, วี-ลัคมีเดีย, ศาลรธน., อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd4f07d4b8a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ให้รอฟังศาลรธน.คดี&#039;ธนาธร&#039; เชื่อวินิจฉัยชัดเจนเหมือนกรณีทษช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย. 62 &amp;ndash; ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) จากกรณีถือหุ้นซึ่งบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ว่า ยังไม่ทราบว่าขั้นตอนต่อจากนี้ว่าหลังจากศาลพิจารณาแล้วจะเป็นอย่างไร เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาลคณะใด และจะมีผลออกมาอย่างไร จะมีความผิดหรือไม่อย่างไร จะเป็นความผิดเฉพาะตัวหรือไม่ แล้วถ้าผิดจะต้องตัดสิทธิ์หรือไม่ ผิดแล้วกระทบต่อพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ จึงยังพูดอะไรไม่ถูก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โดยปกติคดีอื่นๆ ในคำสั่งศาลจะเขียนคำพิพากษาโดยละเอียดจะมีอะไรบ้าง บางอย่างทำให้เราเข้าใจต่อๆ ไปได้ ในคำวินิจฉัยนั้นจะบอกเอง เหมือนอย่างคดีพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ก็เขียนระบุชัดเจนว่า 1.กระทบคน 2.ตัดสินกี่ปี และ3.กระทบพรรคอย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50710</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., ธนาธร, วิษณุ, วี-ลัคมีเดีย, ศาลรธน., อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd4afa11cc7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนาธรต่อรองศาล! อ้างจำไม่ได้ขอตัดสินเป็นคุณพ่วงซัดทักษิณ/‘20พ.ย.’ชี้ชะตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาล รธน.นัดฟังคำพิพากษาชี้ชะตา &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; 20 พ.ย. หลังไต่สวนพยาน 10 ปากคดีถือหุ้นสื่อวี-ลัคมีเดีย &amp;quot;ทอน&amp;quot; เบิกความยันโอนหุ้น 8 ม.ค.62 โบ้ยเมียบริหารตัวเองไม่ยุ่งเกี่ยวบริษัท &amp;nbsp;พอจนมุมอ้างจำไม่ได้ ของขึ้นย้อนศาล โอดตอบคำถามสื่อผิดครั้งเดียวเรื่องใหญ่ ขู่ฟ้อง กกต.หลัง คสช.หมดอำนาจ ยกตนไม่เหมือน &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; ตั้งใจทำงานการเมืองไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนพยานจำนวน 10 ปาก ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้พิจารณาว่า ความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;nbsp;หัวหน้าพรรค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือไม่&amp;nbsp;หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีมติรับคำร้องเมื่อวันที่ 23 พ.ค.62 และสั่งนายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมทำข่าวการไต่สวนครั้งนี้ ขณะที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกันพื้นที่โดยรอบสำนักงานให้มีการเข้า-ออกเพียงทางเดียว เพื่อรักษาความปลอดภัย&amp;nbsp;และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 40 นาย มารักษาความปลอดภัยและดูแลความเรียบร้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพยานทั้ง 10 ปาก ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2.นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร 3.นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร 4.นายปิติ จรุงสถิตย์พงศ์ หลานชายนางสมพร&amp;nbsp;5.นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ หลานชายนางสมพร 6.นางลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด 7.นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด 8.นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ 9.นายพิพัฒพงศ์ รุจิตานนท์ ทนายความ และ 10.นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร&amp;nbsp;โดยทั้งหมดได้ทยอยเดินทางมาตั้งแต่เช้า ขณะเดียวกันมีกลุ่มผู้สนับสนุนนายธนาธรเดินทางมาให้กำลังใจด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนาธรเดินทางมาถึงในเวลา 08.30 น. โดยกล่าวแสดงความมั่นใจว่า&amp;nbsp;เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ในหลักฐานของเรา เพราะหากไปดูเอกสารที่ตนนำมาหักล้างข้อกล่าวหา จนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครมีพยานหลักฐานอะไรมาหักล้างสิ่งที่เราแสดงได้ จึงต้องดูว่าศาลจะมีอะไรมาหักล้าง โดยได้ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ศาลหมดแล้ว&amp;nbsp;ดังนั้นเราจึงยืนยันในความบริสุทธิ์ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แม่และภรรยาก็เตรียมตัวพร้อมอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 09.00 น. ตุลาการรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีดังกล่าว โดยศาลเริ่มต้นอธิบายถึงการไต่สวนพยานทั้ง 10 ปาก ว่าต้องการทราบว่าการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ของนายธนาธรให้กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา) เกิดขึ้นในวันที่ 8 ม.ค.62&amp;nbsp;ตามที่นายธนาธรอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้หรือไม่ โดยพยานทั้ง 10 ปากเป็นทั้งพยานที่รู้เห็นคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ กับพยานที่เกี่ยวข้องคือพยานที่จะไปดำเนินการต่อหลังการโอนหุ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นศาลได้เบิกตัวนายธนาธรขึ้นเป็นพยานปากแรก โดยได้ซักในเรื่องของการเปลี่ยนชื่อบริษัท การประกอบธุรกิจสื่อของบริษัท วี-ลัคฯ และถ้าจะเลิกบริษัทต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ ซึ่งนายธนาธรชี้แจงว่า มีการโอนหุ้น 675,000 หุ้นให้กับนางสมพร วันที่ 8 ม.ค.62 โดยก่อนจะชื่อวี-ลัคฯ เคยใช้ชื่อบริษัท โซอิด ส่วนจะถือว่าบริษัทประกอบกิจการสื่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปบริหารหรือทำธุรกรรมใดๆ ในบริษัท เป็นเพียงผู้ถือหุ้น และหลังจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้ว การดำเนินธุรกิจซึ่งต้องอนุญาตตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ เป็นเรื่องที่กรรมการบริหารจะจัดการ ตนไม่เคยเข้าไปรู้เห็นเกี่ยวข้องเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพิ่งเข้ามาในระหว่างทางคือช่วง 4-5 ปีหลัง เนื่องจากหลังแต่งงาน มารดาอยากให้ลูกหลานและสะใภ้มีงานทำ&amp;nbsp;โดยภรรยาของตนซึ่งเคยลาออกจากงานในธนาคารมาเลี้ยงลูก เมื่อลูกเติบโตขึ้นทำให้ภรรยาของตนว่างงาน&amp;nbsp;นางสมพรจึงชวนให้เข้ามาบริหารบริษัท วี-ลัคฯ จึงเป็นที่มาของการซื้อหุ้น ส่วนหลังเลิกกิจการวี-ลัคฯ แล้วต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์นั้น ตนไม่ทราบหลักการ และไม่เคยยุ่งกับกิจการบริษัทนี้&amp;nbsp;
ยันโอนหุ้นวี-ลัค 8 ม.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลซักถามถึงเหตุผลในการกำหนดให้วันที่ 8 ม.ค.62&amp;nbsp;เป็นวันโอนหุ้น ทั้งที่ในวันดังกล่าวมีภารกิจหาเสียงใน จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวว่า วันดังกล่าวไม่ใช่เป็นวันพิเศษอะไร&amp;nbsp;8ครอบครัวของตนมีบริษัทจำนวนมาก พอสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง จึงลาออกจากทุกตำแหน่งในภาคธุรกิจเริ่มต้นตั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปี 61 ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าจำไม่ได้จริงๆ ว่ามีตารางนัดลงพื้นที่หาเสียงก่อน หรือนัดเซ็นโอนหุ้นก่อน แต่ตนมีปฏิทินการทำงานว่าช่วงใดจะลงพื้นที่ภาคใด&amp;nbsp;และโดยปกติสามารถทำงาน 2 อย่างได้ภายในวันเดียวกัน ตอนทำงานในภาคธุรกิจทำงานหนักกว่านี้ ดีกว่านี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ แล้วต้องกลับมาเซ็นโอนหุ้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp;เดิมวางแผนจะนั่งเครื่องกลับจาก จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp;แต่เวลาที่ใช้ในการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ไป จ.อุบลราชธานี ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง เมื่อรวมกับเวลานั่งเครื่องบิน จึงเห็นว่าไม่ต่างจากการขับรถกลับบ้านโดยตรง อีกทั้งตนเป็นคนที่หลับง่ายในรถยนต์&amp;nbsp;เมื่อขึ้นรถแล้วหลับเลย หากต้องขึ้นเครื่องบินจะต้องพบเจอและทักทายผู้คน อาจทำให้ไม่ได้พักผ่อน และไม่เป็นส่วนตัว ตนจึงยอมนั่งรถดีกว่า โดยออกจาก จ.บุรีรัมย์ในเวลา 11.00 น. และนั่งรถยนต์มากับนายชัยสิทธิ์&amp;nbsp;กล้าหาญ คนขับรถเพียง 2 คน ไม่มีพยานอื่นๆ เดินทางกลับมาด้วย โดยหลับมาตลอดทาง ระหว่างการเดินทางไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย เพราะได้นัดหมายกับทนายความไว้แล้วในเวลา 17.00 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรยอมรับว่า ระหว่างการเดินทางมีข้อเท็จจริง 2 จุด คือรถยนต์ฮุนได หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และ อ.คลองหลวง ก่อนจะถึงบ้านพักเลคไซด์วิลล่า ซึ่งเป็นจุดนัดทำสัญญาโอนหุ้นวีลัคมีเดีย ในเวลา 16.00 น. เมื่อกลับถึงบ้านก่อนเวลานัด จึงได้ไปทักทายภรรยาและทนายความ รอจนถึงเวลานัด 17.00 น. เมื่อนางสมพร&amp;nbsp;นางลาวัลย์ จันทร์เกษม นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ และนายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ เดินทางมาถึงแล้ว จึงเซ็นโอนหุ้นโดยตนรับรู้เฉพาะส่วนของการเซ็นโอนหุ้นเท่านั้น ตัวพยานไม่แน่ใจว่าแม่หรือทนายความเป็นผู้สั่งการให้ดำเนินการ หลังจากการเซ็นโอนหุ้นยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลยังได้ถามถึงเงินที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นวี-ลัคฯ ว่ามีการนำเช็คกว่า 6 ล้านบาทไปขึ้นเงินอย่างไร นายธนาธรตอบว่า จำไม่ได้แม้จะเป็นเช็คที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นเช็คใบไหน เซ็นวันไหน เพราะมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้จัดการเรื่องการเงินของครอบครัวทั้งหมด และไม่แน่ใจว่าแม่และภรรยาของตนจะไปส่งมอบเช็คกันอย่างไร จะเข้าบัญชีวันไหน&amp;nbsp;แม้แต่เช็คที่ตนได้รับจากการไปร่วมสัมมนาก็มอบให้ภรรยาจัดการ ตนไม่เคยจับแม้แต่สมุดบัญชี ส่วนประเด็นที่ถูกซักถามว่าเหตุใดโอนขายหุ้นในเดือนม.ค. แล้วเหตุใดจึงนำเช็คไปขึ้นเงินในเดือน พ.ค.นั้น ตนไม่เคยถามและไม่เคยรู้ อาจเป็นเพราะครอบครัวของตนไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน บางทีเช็คก็ติดเสื้อส่งไปซักแห้งก็ส่งกลับมา เรื่องการนำเช็คไปขึ้นเงินช้า เป็นเรื่องที่ภรรยาจะไปจัดการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลซักถามว่า ขณะที่ได้รับหุ้นวี-ลัคฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;675,000 หุ้นในปี 51 ซื้อมาหรือได้มาโดยเสน่หา นายธนาธรกล่าวว่า ซื้อมาในราคาพาร์ แต่จำไม่ได้ว่าซื้อจากใคร อาจจะเป็นการซื้อหุ้นจากนางสมพร และจำไม่ได้ว่าหลังซื้อหุ้นมาแล้วได้ไปจดแจ้งไปที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ ส่วนการนัดโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค.62 นั้น มีการนัดหมายล่วงหน้านานเท่าไร ตนจำไม่ได้ โดยเมื่อตัดสินใจเข้าทำงานทางการเมืองในช่วงปลายปี 60 ตนได้ลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้นปี 61 ในเดือน ม.ค.62 ยังไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นวันไหน โดยพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งประกาศในช่วงปลายเดือน ม.ค. ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมวันไหนเราก็นัดวันนั้น เนื่องจากครอบครัวของตนมีกิจการหลายบริษัท&amp;nbsp;ในช่วงครึ่งหลังของปี 61 ต่อเนื่องถึงต้นปี 62 ได้ทยอยก็ทำมาเรื่อยๆ&amp;nbsp;วันที่ 8 ม.ค.62 จึงไม่ใช่วันสำคัญอะไร เพราะทำมาอย่างต่อเนื่อง ธุรกรรมสุดท้ายคือเดือนเม.ย. ตนไม่ได้โอนเฉพาะหุ้นวี-ลัค มีเดีย เพราะมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท ตนทำธุรกิจมา 20 ปี ซื้อขายหุ้นไทยและต่างชาติเป็นร้อยๆ ครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ตนไปกระทรวงพาณิชย์ด้วยตนเอง เมื่อเซ็นจบคือจบ ที่เหลือเป็นเรื่องของธุรการของบริษัท&amp;nbsp;สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ตนก็ไม่เคยดูเพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ธุรการ ไม่เคยแม้แต่ถือกลับบ้าน
จนมุมอ้างจำไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ฝ่าย กกต.ผู้ร้องได้ซักถามถึงนางลาวัลย์และนางกานต์ฐิตา ซึ่งร่วมเป็นพยานในเอกสารโอนหุ้น ว่าเป็นพนักงานของบริษัท ไทยซัมมิทฯ มานานกว่า 10 ปีใช่หรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ทั้ง 2 คนไม่ใช่พนักงานของ บ.วี-ลัคฯ เพราะได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 61&amp;nbsp;แต่พยานทั้ง 2 คนดังกล่าวเป็นพนักงานในเครือไทยซัมมิท พร้อมยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของ บ.วี-ลัคฯ ส่วนที่ให้บุคคลทั้ง 2 รายนี้มาเซ็นเป็นพยาน คงเป็นเพราะนางสมพรเป็นผู้ดำเนินการจัดการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายธนาธรยังยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของ บ.วี-ลัคฯ เพราะตกลงกับภรรยาว่า ชีวิตครอบครัวกับหน้าที่การงานไม่ควรยุ่งเกี่ยวกัน สามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันทะเลาะกันจะมีปัญหาครอบครัว ดังนั้นคนที่ไทยซัมมิทจะไม่เคยเห็นภรรยาของตนเข้าไปบริหาร เช่นเดียวกับพนักงาน บ.วี-ลัคฯ ก็จะไม่เคยเห็นตนเข้าไปบริหาร ทั้งนี้ นายธนาธรยังชี้แจงด้วยว่า แม้จะมีการหารือกับผู้ถือหุ้นเตรียมเลิกกิจการและเตรียมเลิกจ้างพนักงานวี-ลัคฯ แต่ยังทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ผลิตนิตยสารจิ๊บจิ๊บ กับสายการบินนกแอร์ เนื่องจากเป็นสัญญาจ้างผลิตที่ทำกันไว้ล่วงหน้า ส่วนประเด็นที่กิจการขาดทุนมีหนี้ค้างชำระ 10 ล้านบาท แต่ยังมีการโอนขายหุ้นไปมานั้น ไม่ทราบ และไม่เคยยุ่งเกี่ยว ภารกิจจบไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถูกซักถามถึงบัญชีเอกสารที่อ้างส่งศาล ซึ่งไม่มีงบการเงินบริษัท วี-ลัคฯ นายธนาธรตอบอย่างมีอารมณ์ว่า จำไม่ได้ เพราะเอกสารเยอะมาก&amp;nbsp;และไม่เห็นว่าการส่งหรือไม่ส่งจะเป็นสาระสำคัญในคดี เช่นเดียวกับเอกสารโอนหุ้นซึ่งติดอากรแสตมป์ ลงวันที่ 8 ม.ค.62&amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ตนไม่ทราบเช่นกัน&amp;nbsp;และในวันดังกล่าวที่มีการเดินทางไปปราศรัยที่ จ.บุรีรัมย์ ตนจำไม่ได้ว่าเดินทางออกจากจุดใด&amp;nbsp;อาจไปนอนค้างที่ จ.บุรีรัมย์ หากศาลต้องการหลักฐาน ก็สามารถไปตรวจสอบเพื่อนำมายืนยันได้ เหตุที่จำไม่ได้เพราะศาลอาจไม่ได้เดินทางบ่อยเท่าผม เพราะวันหนึ่งปราศรัย 7 เวที บางวันไป 5 จังหวัด ติดกันทุกเดือน 3-4 เดือน จึงจำไม่ได้จริงๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อซักว่า เหตุใดจึงไม่อ้างนายชัยสิทธิ์ คนขับรถเป็นพยานบุคคล ในชั้นการชี้แจงกับ กกต. นายธนาธรกล่าวว่า &amp;quot;ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร ประเด็นบุรีรัมย์มากรุงเทพฯ เกิดขึ้น เพราะผมตอบคำถามนักข่าวผิดเพียงครั้งเดียว จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต&amp;nbsp;เรามีทั้งใบสั่งและอีซีพาส เวลาสัมพันธ์กันหมดทุกช่วงเวลา แต่คนที่จะจัดการว่าใครควรเป็นพยานคือทนายความ&amp;nbsp;&amp;nbsp;41 ปีในชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามานั่งหน้าบัลลังก์&amp;nbsp;ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีคดีเลย&amp;quot; เมื่อถูกถามย้ำถึงการจดแจ้งเลิกกิจการ บ.วี-ลัคฯ อย่างเป็นทางการ นายธนาธรกล่าวอย่างมีอารมณ์อีกครั้งว่า &amp;ldquo;จะต้องให้ตอบอีกกี่ครั้งว่าจำไม่ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทนายความของนายธนาธรได้ซักถามเพื่อให้ชี้ให้ศาลเห็นว่ากระบวนการไต่สวนของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายธนาธรกล่าวว่า กกต.มีเอกสารมาถึงตนและนางสมพร เรียกไปให้ถ้อยคำตอนเช้า แต่หนังสือเรียกส่งมาถึงบ้านในช่วงบ่าย ตนไม่มีไทม์แมชชีน ถ้ากระบวนการสอบสวนไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ศาลก็ไม่ควรพิจารณาคดีนี้ และอยากให้ศาลพิจารณาว่า ขณะที่ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล อนุกรรมการไต่สวนของ กกต.ยังสอบสวนไม่เสร็จ สิทธิของตนในเรื่องนี้ควรได้รับการพิทักษ์ และขอสงวนสิทธิ์ถ้าคสช.หมดอำนาจ ตนจะดำเนินคดี กกต.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ยกตัวไม่เหมือนทักษิณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ&amp;nbsp;เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้&amp;quot; นายธนาธรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา&amp;nbsp;11.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานปากที่สองคือ&amp;nbsp;นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ&amp;nbsp;โดยได้ซักถามการทำเอกสารสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวทนายจัดเตรียมใช่หรือไม่ ซึ่งนายณัฐนนท์ชี้แจงว่า เป็นคนที่จัดเตรียมการทำสัญญาดังกล่าว โดยมีนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ เป็นคนมอบหมายว่านายธนาธรประสงค์โอนหุ้น&amp;nbsp;และนายพุฒิพงศ์เป็นคนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญา แต่เมื่อศาลสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการโอนหุ้นนายณัฐนนท์กลับไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจำนวนหุ้นที่จะโอนมีกี่หุ้น และการโอนหุ้นเป็นอย่างไร จนศาลรัฐธรรมนูญตั้งข้อสังเกตว่าหากนายณัฐนนท์ไม่ทราบข้อมูลดังกล่าว&amp;nbsp;แล้วนายณัฐนนท์จะพิมพ์สัญญาฯ ได้อย่างไร จะรู้เห็นการทำสัญญาโอนหุ้นได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐนนท์ชี้แจงว่า การเตรียมการเอกสารการโอนหุ้นเตรียมก่อนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แต่จำวันไม่ได้ ซึ่งในวันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ม.ค.2562&amp;nbsp;มีการนัดหมายในการทำสัญญาที่บ้านนายธนาธร เวลาประมาณ 6 โมงเย็น โดยไปถึงบ้านนายธนาธรประมาณ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โมงเย็น &amp;nbsp;และไม่ทราบว่านายธนาธรมาถึงบ้านตอนกี่โมง แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายทำสัญญานายธนาธรก็มาถึงแล้ว ซึ่งหลังจากนายธนาธรและนางสมพรตรวจสอบเอกสารสัญญาและเซ็นสัญญาแล้ว ก็มีการติดอากรแสตมป์ในสัญญาในวันเดียวกัน และเห็นว่ามีการมอบเช็คให้ในวันนั้นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการดำเนินการโอนหุ้นหลังจากเซ็นสัญญาเป็นหน้าที่ของนางลาวัลย์ จันทรเกษม เป็นคนดำเนินการแจ้งนายทะเบียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ซึ่งนายณัฐนนท์ไม่ทราบว่ามีการดำเนินการเมื่อใด ขณะที่การโอนหุ้นของนางรวิพรรณ&amp;nbsp;ก็มีการโอนหุ้นให้กับนางสมพรในวันเดียวกันด้วย และได้รับการประสานข้อมูลมาจากผู้อำนวยฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่เหมือนกัน เป็นพยานชุดเดียวกัน และมีการจ่ายเช็คเป็นค่าตอบแทนในวันดังกล่าวเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นมีการไต่สวนพยานปากที่สาม คือ นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร ชี้แจงว่าทำงานขับรถส่วนตัวให้กับนายธนาธรและภรรยามาแล้ว 2 ปีแล้ว โดยยืนยันว่าในวันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ม.ค.&amp;nbsp;มีการขับรถออกจากบุรีรัมย์มายัง กทม.จริง ซึ่งมีผู้โดยสารในรถเพียงนายธนาธรคนเดียว โดยออกจาก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลังนายธนาธรขึ้นเวทีปราศรัยเสร็จตอนเช้า ประมาณ&amp;nbsp;11&amp;nbsp;โมง ถึง กทม.ประมาณ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โมงเย็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงบ่าย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเบิกตัวนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นเป็นพยาน โดยนางสมพรยืนยันว่า การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. เกิดขึ้นที่บ้านของนายธนาธร โดยกำหนดเวลาหลังเลิกงานแล้วให้มาเซ็นโอนหุ้นกัน&amp;nbsp;ในส่วนของเอกสารทนายความเป็นคนจัดเตรียมมา โดยรายละเอียดมอบหมายให้นางลาวัลย์ จันทรเกษม พนักงานบริษัทที่ดูงานด้านบัญชี และนางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานที่ดูแลด้านการเงิน เป็นผู้ประสานโดยตรงกับทนายความ&amp;nbsp;ในวันดังกล่าวทราบว่านายธนาธรอยู่ที่บุรีรัมย์แล้วจะนั่งรถกลับบ้าน&amp;nbsp;เมื่อตนเดินทางไปถึงบ้านของนายธนาธร พบว่า นายธนาธรและนายณัฐนนท์ไปถึงก่อนแล้ว เพราะนัดไว้ในเวลา 18.00 น. ก่อนที่ตนจะเซ็นเอกสารได้อ่านดูคร่าวๆ ว่าถูกต้องแล้วจึงเซ็นซื่อ&amp;nbsp;ในวันดังกล่าวตนได้เตรียมเช็คมา 2 ใบ เพื่อชำระค่าหุ้น สั่งจ่ายนายธนาธร&amp;nbsp;&amp;nbsp;6,750,000 บาท โดยเช็คลงวันที่ 8 ม.ค.62 ซึ่งตนไม่รู้ว่าเช็คจะนำไปขึ้นเงินเมื่อไร
ศาลนัดชี้ชะตา 20 พ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลได้พยายามซักถามกรณีหุ้นดังกล่าว ซึ่งมีปัญหาจากการไปจดแจ้งหลังวันที่นายธนาธรสมัครรับเลือกตั้ง นางสมพร กล่าวว่า ตนบริหารบริษัทกว่า 40 แห่ง ปกติการยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) จะเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนยื่นงบดุล หลังการโอนหุ้นไม่ได้หมายความว่าเอกสารต้องทำเรียบร้อยในทันที ปกติก่อนการโอนหุ้นบริษัทอื่นๆ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น แต่การโอนวี-ลัคฯ ดำเนินก่อนช่วงก่อนสิ้นปี ทุกคนงานยุ่ง นายธนาธรก็เตรียมตัวมาเล่นการเมือง เขาต้องถอนหุ้นออกจากเครือไทยซัมมิททั้งหมด ในส่วนของ บ.วี-ลัคฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานาน และเป็นการโอนหุ้นภายในกันเอง จึงไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ส่วนการโอนหุ้นให้หลานชายทั้ง 2 คน เป็นการโอนให้ไปบริหารฟรีๆ มีการชำระค่าหุ้นในราคาพาร์ 10 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางรวิพรรณชี้แจงต่อศาลว่า การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ในวันที่ 8 ม.ค.62 มีการนัดหมายกันที่บ้าน คือก่อน 6 โมง หลังเซ็นเสร็จนางสมพรก็มีการเซ็นเช็คจ่ายค่าตอบแทนการโอนหุ้นให้นายธนาธรและตนคนละฉบับ ซึ่งเช็คทั้งสองใบตนเองเป็นคนเก็บ และนำไปขึ้นเดือน พ.ค.62 ด้วยตนเอง เหตุที่เว้นหลายเดือน เป็นเรื่องปกติ เพราะที่ผ่านมาจะรวบรวมหลายฉบับแล้วนำไปขึ้นพร้อมกันทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานบุคคลทั้ง 10 ปาก ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยคดีดังกล่าวในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เวลา 14.00 น. โดยให้คู่ความส่งคำแถลงปิดคดีภายใน 15 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาตอบโต้กรณีนายธนาธรพาดพิงถึงนายทักษิณว่า ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดนายธนาธรจึงต้องกล่าวพาดพิงถึงนายทักษิณให้ได้รับความเสียหาย ทั้งที่ในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายธนาธรควรต้องเอาพยานหลักฐานไปแสดงต่อศาลเรื่องการถือหุ้นสื่อ แต่ก็แปลก เพราะพอเป็นเรื่องของตัวเอง นายธนาธรกลับอ้างว่าจำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่คนมีสติสัมปชัญญะ คนที่คิดการใหญ่ถึงขั้นเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ควรต้องจดจำ เพราะเป็นเรื่องกติกาในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เช่น ตัวเองโอนหุ้นก่อนหรือหลังกำหนดวันหาเสียง นายธนาธรกลับอ้างว่าจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรก่อนหลัง แต่นายธนาธรกลับรู้ดีว่าอดีตนายกฯ ทักษิณคิดอะไรหรือทำอะไร ที่สำคัญนายธนาธรย่อมต้องเล็งเห็นล่วงหน้าอยู่แล้วว่า สิ่งที่นายธนาธรพูดในศาลเกี่ยวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ จะต้องกลายเป็นประเด็นให้ทีมงานโซเชียลเอาไปโพสต์โจมตีในโลกออนไลน์ ซึ่งไม่เข้าใจว่านายธนาธรทำแบบนี้เพื่ออะไร จะพูดแขวะอดีตนายกฯ ทักษิณ เพื่ออะไร&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ไม่ได้พูดในฐานะรองโฆษกพรรค แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว โดยไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคฝ่ายค้าน และกำลังพูดถึงนายธนาธร ไม่ได้พูดถึงพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งก็ต้องขออภัยผู้บริหารพรรคล่วงหน้า หากทำให้พรรคไม่สบายใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.53 น. นายธนาธรได้โพสต์เฟซบุ๊กขอโทษที่กล่าวพาดพิงถึงนายทักษิณว่า &amp;quot;เมื่อกลับมาฟังสิ่งที่ผมพาดพิงถึงคุณทักษิณในระหว่างการไต่สวนในศาลวันนี้ ผมยอมรับว่าผมเองกระทำไม่เหมาะสมที่กล่าวถึงบุคคลที่สามเช่นนั้น ผมเองเจตนาจะบอกว่า ผมตั้งใจที่จะออกจากธุรกิจเมื่อตัดสินใจเข้าสู่การเมือง และทราบดีว่าสังคมจ้องจับตาเรื่องนี้ จึงพยายามสร้างมาตรฐานให้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ด้วยบรรยากาศในศาลทำให้ผมสื่อสารออกมาผิดพลาด ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้&amp;quot;.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48364</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือหุ้นสื่อ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, วี-ลัคมีเดีย, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ้างจำไม่ได้, ไต่สวนพยาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191018/image_big_5da9d3fec16ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
