<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลรับ &#039;กต.&#039; ระงับต่างชาติ 4 ประเทศเข้าไทยสกัดโควิดสายพันธุ์อินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค. 64 &amp;nbsp;- นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการป้องกันหรือจะยกระดับหลังพบโควิดสายพันธุ์อินเดีย นายอนุชา ว่า ศบค.ได้หารือและมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศ ระงับการออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติที่มีต้นทางหรือมีถิ่นพำนักจากประเทศที่พบเชื้อกลายพันธุ์พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยกระทรวงต่างประเทศ ได้สั่งการสถานเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ระงับการออกหนังสือรับรองดังกล่าวการตรวจลงตราสำหรับชาวต่างชาติบังกลาเทศปากีสถานและเนปาล ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมอินเดียที่มีประกาศออกไปก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นชาวต่างชาติที่เดินทางออกจาก 4 ประเทศและแวะพักเครื่องหรือเปลี่ยนเครื่อง หรือท่องเที่ยวใน 4 ประเทศ ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไทยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเป็นการชั่วคราวที่ต้องระวังการติดเชื้อกลายพันธุ์แพร่ระบาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นมาตรการสำหรับชาวต่างชาติจาก4ประเทศ แต่ไม่ได้ห้ามคนไทย นักการทูตต่างชาติที่มีจุดประสงค์เพื่อรับงานและครอบครัว ผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศไทยสามารถกลับเข้าประเทศไทยได้แต่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดต้องกักตัว 14 วันในสถานที่รัฐจัดให้หรือสถานที่กักตัวทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย นายอนุชา กล่าวว่า การดูแลบริเวณที่สุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบเข้าเมือง หลายส่วนได้ร่วมบูรณาการดูแลเป็นกรณีพิเศษในช่วงเวลานี้ โดยผู้ที่ลักลอบเข้ามาหรือกระทำการในลักษณะเช่นนี้ก็จะดำเนินการตาม กฏหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่จากการเปิดช่องทางร้องเรียนผ่าน 1111 ของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่7-10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบร้องเรียนเรื่องลักลอบเล่นพนัน 526 เรื่อง ดำเนินการแล้ว 323 เรื่องและดำเนินคดี 312 คดี แรงงานผิดกฎหมายพบ 45 เรื่องดำเนินการเสร็จแล้ว 36 เรื่องจับกุม7คดีพบผู้กระทำผิด6ราย กระทำผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอื่น 299 เรื่องดำเนินการเสร็จแล้ว 180 เรื่องจับกุม 26 คดี พบกระทำผิด 58 ราย การร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือที่แจ้งเข้ามา 187932 เรื่องยุตติแล้ว 187261 เรื่องและอยู่ระหว่างดำเนินการ 671 เรื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102694</URL_LINK>
                <HASHTAG>วีซ่า, อนุชา บูรพชัยศรี, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608bbd7195a41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SCB เปิดตัวบัตรเติมเงินเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไทยพาณิชย์ ผนึกธมิตรเปิดตัวบัตรเติมเงิน SCB M VISA PREPAID TOURIST จับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมตั้งเป้ามียอดสมัครใช้งานบัตรเติมเงินที่ 50,000 ใบ และคาดการณ์มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรมากกว่า 600 ล้านบาท ภายใน 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค. 62 นางสาวจามรี เกษตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานปฏิบัติการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมมืกับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ วีซ่า เปิดตัวโครงการ SCB M Visa ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;The First Evolution of Experiential Shopping&amp;rdquo;พร้อมมุ่งมั่นผลักดันสร้างระบบนิเวศสังคมไร้เงินสด ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดตัวบัตรเติมเงิน &amp;ldquo;SCB M VISA PREPAID TOURIST&amp;rdquo; บัตรอภิสิทธิ์สำหรับนักท่องเที่ยว รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สามารถช้อปปิ้งได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกจากวีซ่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;บัตร SCB M VISA PREPAID TOURIST สามารถสมัครได้ทันทีเพียงแสดงหนังสือเดินทางที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ หรือที่ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารไทยพาณิชย์ ท่าอากาศยานดอนเมือง ตัวบัตรมีอายุ 5 ปี ผู้ถือบัตร สามารถรับสิทธิพิเศษทุกครั้งที่กลับมาเที่ยวเมืองไทยตลอดอายุบัตร ไม่มีค่าธรรมเนียมการสมัคร ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมในการเติมเงิน และค่าธรรมเนียมการขอออกบัตรใหม่ เติมเงินขั้นต่ำ 100 บาท ได้ที่จุดบริการลูกค้าในห้างสรรพสินค้าเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ปทุกแห่ง&amp;rdquo;น.ส.จามรี กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการขานรับนโยบาย National e-Payment ของทางรัฐบาลในการเดินหน้าผลักดันประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลไร้เงินสด อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพ และส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติ ศึกษาพฤติกรรมการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว เพื่อวางแผนทางการตลาดให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ทั้งนี้ตั้งเป้ายอดสมัครใช้งานบัตรเติมเงิน SCB M VISA PREPAID TOURIST ที่ 50,000 ใบ และคาดการณ์มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรมากกว่า 600 ล้านบาทภายใน 1 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35839</URL_LINK>
                <HASHTAG>วีซ่า, เดอะมอลล์, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cda91b3d67e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 22:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 22:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรครัฐบาลกัมพูชาไม่สะเทือน สหรัฐขยายแซงก์ชันระงับวีซ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พรรครัฐบาลของฮุน เซน ไม่นำพามาตรการแซงก์ชันเพิ่มเติมของสหรัฐ ที่ประกาศจะขยายการระงับวีซ่าชาวเขมรที่มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม &amp;quot;ต่อต้านประชาธิปไตย&amp;quot; ภายหลังผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยืนยันพรรคซีพีพีกวาดที่นั่ง ส.ส.เกลี้ยงสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกัมพูชาสัญจรผ่านป้ายหาเสียงของพรรคซีพีพีที่มีภาพของนายกฯ ฮุน เซน (ขวา) และเฮง สัมริน ประธานสมัชชาแห่งชาติ ที่จังหวัดกันดาล เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 /&amp;nbsp; AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีอ้างคำแถลงของโฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้งของกัมพูชา เมื่อค่ำวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2561 ซึ่งยืนยันผลการนับคะแนนเบื้องต้นที่พรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ของนายกฯ ฮุน เซน ประกาศคล้อยหลังการเลือกตั้งเมื่อ 29 กรกฎาคมได้ไม่กี่วัน ว่าซีพีพีชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 125 ที่นั่ง โดยได้คะแนนสนับสนุน 4.8 ล้านคะแนน หรือเกือบ 77%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัยชนะของพรรครัฐบาลครั้งนี้ทำให้กัมพูชามีสถานะเป็นประเทศที่บริหารโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว และรัฐบาลกัมพูชาอาจถูกนานาประเทศตั้งคำถามถึงความชอบธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะมีพรรคการเมืองอีก 19 พรรค ลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่มีพรรคใดที่เป็นคู่ต่อกรซีพีพีได้ หลังจากพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก โดนศาลสั่งยุบพรรคเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และแกนนำพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี นายกฯ ฮุน เซน ซึ่งครองอำนาจมานาน 33 ปี ยืนกรานผ่านข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊กของเขาเมื่อคืนวันพุธว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ &amp;quot;เสรี, ชอบธรรม และยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นายกฯ ฮุน เซน เนื้อหอมขณะมาปราศรัยต่อแรงงานสิ่งทอในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 /&amp;nbsp; AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการกล่าวปราศรัยก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ ผู้นำวัย 66 ปี ประกาศว่า เขาจะรับฟังคำชี้แนะจากทุกพรรคการเมืองที่ลงสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้ เกี่ยวกับแนวคิดในการ &amp;quot;สร้างประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ เฮทเธอร์ นาเวิร์ด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่ระบุไว้ว่า การเลือกตั้งกัมพูชา &amp;quot;ทั้งไม่เสรีและไม่ยุติธรรม&amp;quot; แถลงที่กรุงวอชิงตันว่า สหรัฐจะขยายการจำกัดการออกวีซ่าตามมาตรการที่เคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมปีที่แล้ว ให้ครอบคลุมถึงชาวกัมพูชาที่รับผิดชอบต่อพฤติกรรมต่อต้านประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดที่สุด ที่เกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง 29 กรกฎาคม ซึ่งรวมถึงการยุบพรรคฝ่ายค้านหลักและการคุมขังแกม สุขะ ผู้นำพรรคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการระงับการออกวีซ่าเข้าสหรัฐที่ประกาศเพิ่มเติมนี้ จะมีผลต่อบุคคลทั้งที่เป็นคนในรัฐบาลและนอกรัฐบาล และบางกรณีจะขยายรวมถึงญาติใกล้ชิดของบุคคลนั้นๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราขอย้ำข้อเรียกร้องของเราต่อรัฐบาลกัมพูชาให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมความปรองดองในชาติ ด้วยการอนุญาตให้สื่ออิสระและองค์กรภาคประชาสังคมได้ปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของพวกเขา&amp;quot; โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าว พร้อมกันนั้นยังเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาปล่อยตัวแกม สุขะ และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ และให้ยุติการห้ามฝ่ายค้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นาเวิร์ดปฏิเสธจะระบุชื่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายการแซงก์ชันเพิ่มเติมในครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐเคยประกาศแซงก์ชันทางการเงินผู้บัญชาการหน่วยทหารองครักษ์ของฮุน เซน เมื่อเดือนมิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคซีพีพียกตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งสูงถึง 83% เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าการเรียกร้องของฝ่ายค้านที่ให้ประชาชนบอยคอตเลือกตั้งนั้นล้มเหลว ถึงแม้ว่าจะมีบัตรเสียถึง 600,000 ใบก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี สก อีสาน โฆษกพรรคซีพีพี ยังกล่าวตอบโต้มาตรการแซงก์ชันเพิ่มเติมของสหรัฐด้วยว่าเปล่าประโยชน์ &amp;quot;การจำกัดวีซ่าหรือที่เรียกว่าการแซงก์ชันกัมพูชา จะไม่ประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่าง หากผมไม่ต้องการไปประเทศนั้น พวกเขาจะขัดขวางวีซ่าของผมได้อย่างไร&amp;quot; โฆษกพรรครัฐบาลกัมพูชากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15575</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, ซีพีพี, วีซ่า, สหรัฐ, ฮุน เซน, แซงก์ชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b7594fb23aa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 23:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 23:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกาจำกัดวีซ่าพม่า-ลาว ตอบโต้ไม่ยอมรับกลับบุคคลโดนเนรเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการจำกัดการออกวีซ่าบางประเภทแก่เมียนมาและลาว เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลของสองประเทศนี้ปฏิเสธจะออกเอกสารเดินทางหรือยอมรับประชาชนที่กระทำผิดกฎหมายและถูกเนรเทศออกจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คริสต์เจน นีลเซน รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม 2561 ตามเวลาของกรุงวอชิงตัน ทำให้เมียนมาและลาวเป็นประเทศล่าสุดที่ติดอยู่ในรายชื่อการลงโทษด้วยมาตรการจำกัดวีซ่าของสหรัฐ เพื่อตอบโต้ที่ประเทศเหล่านี้ประวิงเวลาหรือไม่ยอมรับกลับพลเมืองที่สหรัฐเนรเทศ ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐกล่าวว่า เมียนมาและลาวปฏิเสธจะออกเอกสารเดินทาง หรือยอมรับประชาชนที่สหรัฐต้องการเนรเทศออกนอกประเทศ กระทรวงจึงได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางวีซ่า เนื่องจาก 2 ประเทศนี้ &amp;quot;ปฏิเสธหรือถ่วงเวลาอย่างไม่มีเหตุผลที่จะยอมรับพลเมืองของพวกเขาที่ถูกสั่งให้ออกจากสหรัฐ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงยังกล่าวด้วยว่า ก่อนหน้าที่สหรัฐจะใช้มาตรการนี้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศได้ติดต่อผ่านช่องทางการทูตถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของรัฐบาล 2 ประเทศนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามมาตรการคว่ำบาตรของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กระทรวงจะยุติการออกวีซ่าบางประเภทแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาและลาว โดยเมียนมานั้น การจำกัดจะส่งผลต่อเจ้าหน้าที่บางรายของกระทรวงแรงงาน, คนเข้าเมืองและประชากร และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงครอบครัวของพวกเขา ส่วนของลาวนั้น การจำกัดวีซ่าจะมีผลต่อเจ้าหน้าที่บางคนของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะและหน่วยงานอื่นของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสื่อสหรัฐกล่าวว่า หากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ไม่สามารถหาวิธีการที่ชัดเจนในการเนรเทศบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทางการสหรัฐก็จะต้องปล่อยตัวบุคคลนั้นภายหลังควบคุมไว้นาน 6 เดือน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่ากระทรวงต้องการเนรเทศบุคคลไปยังเมียนมาและลาวจำนวนเท่าใด หรือมีกี่คนที่จะได้รับการปล่อยตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลของทรัมป์ได้คว่ำบาตรกัมพูชา, เอริเทรีย, กินี และเซียร์ราลีโอน เนื่องจากประเทศเหล่านี้ปฏิเสธทำตามนโยบายการเนรเทศของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐจัดทำรายชื่อประเทศ &amp;quot;หัวดื้อ&amp;quot; มาช้านาน แต่ที่ผ่านมาก่อนหน้ารัฐบาลทรัมป์ สหรัฐใช้มาตรการลงโทษทางวีซ่ากับ 2 ประเทศเท่านั้น คือ กายอานา ในปี 2544 และแกมเบีย ปี 2559 จนกระทั่งปีที่แล้วรัฐบาลทรัมป์ได้ใช้มาตรการนี้กับกัมพูชา, เอริเทรีย, กินี และเซียร์ราลีโอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13251</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำกัดวีซ๋า, พม่า, รับกลับ, ลาว, วีซ่า, สหรัฐอเมริกา, เนรเทศ, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462c2830094.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วีซ่า ปลื้ม 6 เดือน ยอดใช้จ่ายผ่ายบัตรโต10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วีซ่า เดินหน้าขับเคลื่อนระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เผยครึ่งหลังปี 61 เตรียมเปิดตัวนวัตกรรม&amp;rdquo;คิวอาร์เพย์เม้นท์&amp;rdquo;หวังให้บริการแบบครบวงจร พร้อมโชว์ผลงาน 6 เดือน มียอดใช้จ่ายบัตรเติบโต 10% ล่าสุดเผยผลวิจัยประเทศไทยติดอันดับ 5 เมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการ วีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 บริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในระบบการชำระเงินผ่านทางคิวอาร์เพย์เม้นท์ อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดว่าบริษัทโดยภาพรวมจะมีอัตราการเติบโตได้ในทิศทางที่ดี สำหรัลผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร วีซ่า โดยมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดบริษัทได้เผยผลวิจัยนักท่องเที่ยวมีการเดินทางท่องเที่ยวและมียอดการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยผลสำรวจได้ศึกษาเกี่ยวเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักเดินทางจาก 27 ประเทศทั่วโลก ซึ่งผลวิจัยระบุถึงสถิตินักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ด้วยขนาดและความสำคัยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย บริษัทจึงได้ทำการศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากสถิติตัวเลขการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่มีมูลค่ามากกว่า 272 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 10.4% ของจีดีพีโลก ขณะที่อุตสาหกรรมในประเทศไทยมีมูลค่าการท่องเที่ยกว่า 3.2 ล้านล้านบาท หรือ หรือ 21.2% ของจีดีพีในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7.4% ภายในปี 2561 นอกจากนี้จากสถิติยังระบุอีกว่าประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและติดอันดับอันดับ 5 ของเอเชียแปซิฟิก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12799</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิวอาร์เพย์เม้นท์, นักท่องเที่ยว, รูดบัตร, วีซ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3dd60f782c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 23:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุ้มค่า! เว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า 21 ประเทศ ดันรายได้ท่องเที่ยวพุ่งแตะ 3 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดปลื้ม! มาตรการเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยว 21 ประเทศ 6 เดือน หนุนรายได้จากการท่องเที่ยวพุ่งแตะ 3 แสนล้านบาท คุ้มค่าหลังรัฐยอมสูญรายได้ 7.19 พันล้านบาท ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยยังแจ่ม สั่งไม่ต่ออายุมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการรายงานผลการประเมินความคุ้มค่าและภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราจากการดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21 ประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-31 ส.ค. 2560 รวมระยะเวลา 6 เดือน ว่า การยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าว ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 7.19 พันล้านบาท แต่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.75 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มีปริมาณนักท่องเที่ยวจาก 21 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย อยู่ที่ 6.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.46% คิดเป็น 34.97% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย ทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว ประมาณ 3.03 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้ทำการสำรวจ พบว่า 55% ของจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าว ระบุว่ามาตรการนี้มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย และอีก 56% ระบุว่าหากมีมาตรการในลักษณะดังกล่าวออกมาอีกจะมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวในไทยครั้งต่อไป แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน พบว่า มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าวอีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ท่องเที่ยว, นักท่องเที่ยว, ฟรีวีซ่า, รายได้, วีซ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a955389c8dd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2018 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2018 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีป้าเปิดทำสมาร์ทวีซ่า ดึงหัวกะทิต่างชาติมาทำงานในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดีป้าดันอุตสาหกรรมดิจิทัลติดปีกด้วยสมาร์ทวีซ่า เพิ่มสิทธิต่างชาติ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูงผู้ประกอบการด้านดิจิทัล พำนักในไทยได้ 4 ปี หวังดึงการลงทุนและความรู้ดันเศรษฐกิจไทย ดีเดย์ 1 กพ.61

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการ ดีป้า เปิดเผยว่า ดีป้าส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลด้วยโครงการสำคัญ คือ สมาร์ทวีซ่า ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นเพื่อมอบสิทธิประโยชน์และความสะดวกที่มากกว่าเดิม ให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการมาทำงานหรือลงทุนในประเทศไทยในอุตสาหกรรมดิจิทัล

ทั้งนี้เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างชาติให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยผลักดันเศรษฐกิจในประเทศไทย&amp;nbsp; โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ บุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง เป็นนักคิดสร้างสรรค์ที่จะเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับขับเคลื่อนประเทศไทย&amp;nbsp; นักลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และผู้บริหารระดับสูง ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย

สำหรับสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ถือสมาร์ทวีซ่า ที่มากกว่าวีซ่าปกติ คือ สามารถอาศัยในประเทศไทยได้&amp;nbsp; 4 ปี โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน คู่สมรสและบุตรยังได้สิทธิอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยได้เท่ากับผู้ถือสมาร์ทวีซ่า และขยายเวลาการรายงานตัวเป็นทุก ๆ 1 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ดีป้าได้ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงด้านดิจิทัล นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรด้านดิจิทัล ตลอดจนสตาร์ทอัพ เพื่อได้รับสมาร์ทวีซ่า ในกรณีที่ผู้ขอได้รับการสนับสนุนหรือมีการดำเนินการร่วมกันกับดีป้า หรือมีความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรของดีป้า เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถเริ่มขอสมาร์ทวีซ่า ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 นี้&amp;rdquo; ผอ.ดีป้า กล่าว

สำหรับสมาร์ทวีซ่านั้น แบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ 1. Smart T (Talent) หมายถึงผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง ที่จะเข้ามาทำงานในบริษัททางด้านดิจิทัลหรือกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย 2. Smart I (Investor) หมายถึง นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลรวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ 3. Smart E (Executive) หมายถึง ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทหรือองค์กรทางด้านดิจิทัล และองค์กรในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4. Smart S (Startup) หมายถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นโดยสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านดิจิทัลตลอดจนนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย และ 5. Smart O (Other) หมายถึงคู่สมรสและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะได้รับ สมาร์ทวีซ่า พร้อมกับ 4 กลุ่มข้างต้นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2421</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัล, ดีป้า, วีซ่า, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a77e54c5f5d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
