<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเออีออก &#039;วีซ่าเขียว&#039; ต่างชาติทำงานได้ไม่ต้องมีนายจ้างอุปถัมภ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศออกวีซ่าแบบใหม่ที่จะอนุญาตให้คนต่างชาติทำงานในประเทศได้โดยไม่ต้องมีนายจ้างอุปถัมภ์ เป็นการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่ เพื่อพยายามกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(Photo by Artur Widak/NurPhoto via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเออีว่า การออกวีซ่าแบบใหม่ที่เรียกว่า &amp;quot;วีซ่าเขียว&amp;quot; นี้จะทำให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานที่ประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องมีผู้อุปถัมภ์ (sponsor) จากเดิมที่โดยทั่วไปจะได้วีซ่าแบบจำกัดที่เกี่ยวโยงกับการจ้างงาน และการขอถิ่นที่อยู่ระยะยาวเป็นเรื่องยาก ผู้ที่ถือวีซ่ากรีนยังสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ในการพาพ่อแม่และลูกที่อายุไม่เกิน 25 ปีเข้าประเทศได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทานี อัลเซยูดี รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การตรวจลงตราแบบใหม่นี้พุ่งเป้าที่บุคคลที่มีทักษะสูง, นักลงทุน, นักธุรกิจ, ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักศึกษาพิเศษและระดับสูงกว่าปริญญาตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศในภูมิภาคอ่าวที่อุดมด้วยทรัพยากร เช่น ยูเออี กำลังพยายามเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาน้ำมัน การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจในประเทศนี้ ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาอยู่แล้วเพราะราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2562 ยูเออีเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอ่าวที่ริเริ่ม &amp;quot;วีซ่าทอง&amp;quot; ระยะ 10 ปี เพื่อดึงดูดเศรษฐีและแรงงานทักษะสูง ต่อมาหลายประเทศในภูมิภาคก็ออกโครงการลักษณะคล้ายกัน เช่น ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยูเออี, วีซ่าทอง, วีซ่าเขียว, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_6134d6d9be835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 22:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูจี้ชาติสมาชิกจำกัด &#039;วีซ่าทอง&#039; เศรษฐีต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมาธิการยุโรปเรียกร้องชาติสมาชิกอียูคุมเข้มการออก &amp;quot;วีซ่าทอง&amp;quot; ที่มอบให้นักลงทุนหรือเศรษฐีชาวต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนในประเทศนั้นๆ ระบุโครงการนี้เปิดช่องให้พวกคอร์รัปชันและฟอกเงินฉวยประโยชน์ ขณะรัฐบาลบัลแกเรียเตรียมยกเลิกพาสปอร์ตทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวรา จูโรวา (ซ้าย) กรรมาธิการยุโรปด้านการยุติธรรม, ผู้บริโภค และความเสมอภาคทางเพศ และดิมิทริส อฟราโมปูลอส กรรมาธิการยุโรปด้านการย้ายถิ่น, มหาดไทยและพลเมือง แถลงข่าวเรื่องวีซ่าทองที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันพุธที่ 23 มกราคม 2562 ว่าคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (อียู) เผยแพร่รายงานเรียกร้องให้ชาติสมาชิกจำกัดการให้สัญชาติหรือสิทธิผู้พักอาศัยแก่ชาวต่างชาติที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีน, รัสเซีย และอเมริกัน เพื่อแลกกับเงินลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ระบุว่า โครงการลักษณะนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายประการ ทั้งในด้านความมั่นคง, การฟอกเงิน หรือแม้แต่การเลี่ยงภาษี ซึ่งหากชาติสมาชิกไม่เข้มงวดกฎเกณฑ์และมีความโปร่งใสมากขึ้น คณะกรรมาธิการก็จะดำเนินการถ้าจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานพบว่า มหาเศรษฐีที่ยื่นขอสิทธิพักอาศัยและความเป็นพลเมืองของประเทศเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรวจสอบความปลอดภัยหรือปูมหลังอย่างเพียงพอ ที่จะป้องกันไม่ให้พวกเขาเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงหรือฟอกเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรเอกชนหลายแห่งเคยยกกรณีของหลายประเทศที่ให้สัญชาติแก่ชาวต่างชาติที่ร่ำรวย เช่น มอลตา, ไซปรัส และบัลแกเรีย ซึ่งทำให้คนเหล่านี้สามารถเดินทางได้อย่างเสรีภายในดินแดนเกือบทั้งหมดของอียูที่มีสมาชิก 28 ประเทศ นอกจากนั้น ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ให้สิทธิพักอาศัยแก่นักลงทุนต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจากกรุงเบอร์ลิน และองค์กรโกลบอลวิตเนสจากรุงลอนดอน เคยกล่าวไว้ในรายงานชื่อ &amp;quot;หนีรอดในยุโรป : ภายในโลกอันคลุมเครือของวีซ่าทอง&amp;quot; ว่าการให้สัญชาติหรือสิทธิพักอาศัยในอียูนั้นเป็นเหมือนกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่เงินสามารถซื้อหาได้ และโครงการวีซ่าทองนี้เป็นโอกาสที่ดึงดูดใจสำหรับพวกอาชญากรและพวกคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานฉบับนี้กล่าวว่า ชาติสมาชิกอียูหลายประเทศได้ออกพาสปอร์ตแก่บุคคลแล้วราว 6,000 คน และให้สิทธิพักอาศัยแก่บุคคลราว 100,000 คน ภายใต้โครงการเหล่านี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยได้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติตอบแทนกลับมาราว 25,000 ล้านยูโร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีชาติสมาชิกอียู 4 ชาติ ได้แก่ ออสเตรีย, บัลแกเรีย, ไซปรัส และมอลตา ที่ &amp;quot;ขาย&amp;quot; หนังสือเดินทางของตนแก่นักลงทุนต่างชาติที่มั่งคั่ง ส่วนอีก 12 ประเทศให้เป็นสิทธิพักอาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า สเปน, ไซปรัส, โปรตุเกส และอังกฤษ คือประเทศที่ได้รับเงินลงทุนมากที่สุดเพื่อแลกกับการออกวีซ่าทอง เช่น สเปนนั้นได้เงินถึงปีละ 976 ล้านยูโร และอังกฤษได้ 498 ล้านยูโร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง เอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลบัลแกเรียซึ่งถูกอ้างถึงในโครงการเหล่านี้ด้วย ได้เตรียมปฏิรูปกฎหมายการให้สัญชาติของประเทศ ซึ่งจะรวมถึงการยกเลิกโครงการ &amp;quot;พาสปอร์ตทอง&amp;quot; ที่เป็นข้อขัดแย้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกระทรวงยุติธรรมออกที่กรุงโซเฟียเมื่อวันอังคารกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งตามกฎหมายนี้คือการล้มเลิกการให้ความเป็นพลเมืองบัลแกเรียผ่านการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 โดยชาวต่างชาติจะสามารถยื่นขอสัญชาติบัลแกเรียได้หากนำเงินมาลงทุนในประเทศนี้อย่างน้อย 500,000 ยูโร (ราว 18 ล้านบาท) แต่กระทรวงกล่าวว่า โครงการนี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ, สร้างงาน และส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27375</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมาธิการยุโรป, พาสปอร์ตทอง, วีซ่าทอง, อียู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c4883b1d0656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
