<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โทรโข่งเพื่อไทย&#039; ซัด &#039;โฆษกพลังประชารัฐ&#039; ไม่ดูตาม้าตาเรือตำหนิ &#039;ดร.โกร่ง&#039; วิจารณ์รัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.63 -&amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ 2020 แล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะไม่เหมาะสมจากรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐว่า แท้จริงแล้วข้อมูลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยบอกว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดนั้น อาจมีส่วนถูก โดยเฉพาะคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวพล.อ.ประยุทธ์ การรีบร้อนออกมาตำหนินายวีรพงษ์ โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ บรรดาลูกศิษย์นายวีรพงษ์ที่ไปทำงานให้รัฐบาล ควรเรียกคนพวกนี้ไปอบรม ฐานไม่รู้จักเด็ก ไม่รู้จักผู้ใหญ่ อดรนทนไม่ได้กับคำแนะนำที่นายวีรพงษ์บอกว่ารัฐบาลโง่เขลาเบาปัญญานั้น วันนี้ประชาชนเห็นด้วยว่าจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่าที่น่าอดสูหนักไปกว่านั้น มาถามว่า นายวีรพงษ์ เคยทำประโยชน์อะไรให้บ้านเมือง ถ้าไม่ทราบจริงๆ ก็ลองไปเปิดกูเกิ้ล ตามคำแนะนำของพล.อ.ประยุทธ์ น่าจะหาคำตอบได้ไม่ยาก นายวีรพงษ์ เป็นอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีให้กับรัฐบาลต่างๆมานับไม่ถ้วน เป็นอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สำคัญนายวีรพงษ์ เป็นครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์หลายคนก็ไปช่วยงานรัฐบาลนี้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายวีรพงษ์ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ นายวีรพงษ์ วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ แล้วทำไมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ จึงอดรนทนไม่ได้ ส่วนฟังแล้วจะแก้ไขตามที่นายวีรพงษ์แนะนำหรือไม่ ก็เป็นสิทธิ&amp;nbsp;ดังนั้นใครกันแน่ที่ลามปาม ใครกันแน่ที่ โทสาคติ แล้วยังโมหาคติ คือ ลำเอียงเพราะเขลา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า การที่นายวีรพงษ์ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยจะถดถอยอีก 5 ปี เพราะหลากหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ รวมถึงรัฐบาลไม่มีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ และยังเป็นรัฐบาลที่มาจากระบบเผด็จการ ทำให้ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาคมโลก โดยภาพรวมประเทศในขณะนี้ถือว่าตกอยู่มหาวิกฤต&amp;nbsp;คือ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมือง และวิกฤตกฎหมาย หรือแม้แต่การที่คนในรัฐบาลบอกว่า การส่งออกไม่มีความสำคัญ สามารถสร้างความต้องการภายในรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ เป็นคำพูดที่โง่เขลา เป็นคำพูดที่ไม่รู้เรื่อง คงจะหลอกทหารได้ แต่หลอกคนที่อยู่ในขบวนการเศรษฐกิจ อยู่ในขบวนการทางด้านการเงินและการผลิตไม่ได้ นั้น จริงเท็จอย่างไร ก็ว่ากันไปตามบทวิเคราะห์ทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ารัฐบาลประยุทธ์ ฟังความเห็นของนักวิชาการ ครูบาอาจารย์มากกว่านี้ ประเทศเราคงไม่มาถึงจุดวิกฤติขนาดนี้ ฉลาดแล้วยโส ว่าหนักแล้ว แต่โง่ แล้ว โมโห ผู้รู้ที่มาแนะนำ สังคมไทยรับไม่ได้ ถ้ารับคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ก็ให้ลาออกไป&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58914</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.โกร่ง, วีรพงษ์ รามางกูร, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, โฆษกพรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200120/image_big_5e253af3dccc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พลาด!หญิงหน่อยโหน&#039;ดร.โกร่ง&#039;ฉายหนังซ้ำอัดรัฐบาลไร้น้ำยาแก้เศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.2563 - &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยในมหาวิกฤติการณ์ ที่ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ &amp;nbsp;ฝ่าวิกฤตินี้ได้ด้วยรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย-มีทีมเศรษฐกิจที่ดี-มีที่ปรึกษาที่ดี-ออกนโยบายตรงจุด-มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาปากท้อง&amp;rdquo; ระบุว่า&amp;nbsp;
ตามที่มีพี่น้องประชาชนหลายท่านส่งข้อความเข้ามาว่า อยากฟังการบรรยายของ &amp;ldquo;ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร&amp;rdquo; อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ แต่ไม่สามารถมาร่วมงานหรือติดตามฟังไลฟ์สดได้ หน่อยจึงสรุปประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจของ ดร.วีรพงษ์ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทีมเศรษฐกิจไม่มีความรู้ความเข้าใจต่อภาวะทางเศรษฐกิจ - ออกนโยบายไม่ตรงจุด &amp;ndash; รัฐบาลเผชิญปัญหาความชอบธรรม ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมเศรษฐกิจโลก&amp;rdquo; &amp;nbsp;ดร.วีรพงษ์ เล่าถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังประสบวิกฤติเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และกระบวนการยุติธรรมไปพร้อมๆ กันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนเรียกได้ว่าเราอยู่ในยุคของ &amp;ldquo;มหาวิกฤติการณ์&amp;rdquo; อันเป็นผลจากสองปัจจัย
ปัจจัยแรกคือ การที่ทีมทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่มีความรู้ความเข้าใจต่อภาวะทางเศรษฐกิจและกลไกทางการเงิน ทำให้ออกนโยบายที่ไม่ตรงจุด-ไร้ประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์หลายครั้งของทีมเศรษฐกิจฝ่ายรัฐบาล เช่น การที่ทีมเศรษฐกิจบางคนบอกว่า การส่งออกไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมีมูลค่าถึง 70% ของรายได้ประชาชาติ ด้วยเหตุนี้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจึงพึ่งพาอยู่กับภาวะของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยามที่เศรษฐกิจโลกดี เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลพลอยได้ตามไปด้วย แต่ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยก็ขาดความรู้ความเข้าใจในการแก้ไขปัญหา ทำให้การขยายตัวของการส่งออกไทยถดถอยมาเรื่อยๆ จนเกือบจะติดลบและล้าหลังที่สุดในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สองคือ ปัญหาความชอบธรรมของระบอบการปกครอง จากการที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การบริหารประเทศโดยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจโดยกติกาที่ไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เศรษฐกิจไทยซึ่งเคยเป็นประเทศกำลังพัฒนาขั้นสูงและเคยมีความหวังว่าเราจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่พอเกิดการยึดอำนาจก็ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความชอบธรรมของการปกครองนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการยอมรับจากนานาประเทศ-ประชาคมเศรษฐกิจโลก &amp;nbsp;เมื่อเราอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรม ประเทศไทยก็สูญเสียโอกาสในการขึ้นโต๊ะเจรจาการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศอื่นๆ จนสูญเสียผลประโยชน์ไปมหาศาล เอกชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังเป็นเหตุผลให้นานาประเทศใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้ากับไทยในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ส่งผลให้การส่งออกของไทยเกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่กัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ-ขาดความรู้อย่างมืออาชีพ-ทำนักท่องเที่ยวต่างชาติหมดความเชื่อมั่นในด้านความมั่นคง-ความปลอดภัย-แก้ไขโรคระบาด&amp;rdquo; ภายใต้สภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าเช่นนี้ รัฐบาลไทยก็หวังที่จะหันไปพึ่งรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อมาทดแทนรายได้จากการส่งออกที่กำลังหดตัวลงโดยหวังว่าการท่องเที่ยวจะเป็นตัวช่วยขับดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ขาดความรู้อย่างมืออาชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างหมดความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงและปลอดภัยต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่กรณีเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต มาจนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการรับมือกับโรคระบาดที่เข้ามาซ้ำเติมอยู่ในปัจจุบัน เราจึงหมดหวังที่จะหันไปพึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นตัวหารายได้แทนการส่งออกที่กำลังถดถอย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์-ไม่เห็นการฟื้นตัว-เห็นแต่นโยบายป่าหี่ ไม่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในช่วงท้าย ดร.วีรพงษ์ ประเมินว่าขณะนี้ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงก์ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ววันนี้ โดยคาดว่าไทยน่าจะต้องประสบอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้ไปอีกนาน อย่างน้อยก็อีก 5 ปี ตามวัฏจักรของการขึ้นลงทางเศรษฐกิจ และเราก็ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมเศรษฐกิจโลกไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะเอาตัวรอดในสภาวะทางเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ได้ ดร.วีรพงษ์ เห็นว่า เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจากประชาชนก่อน ถึงจะสามารถมีนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริงและเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับคืนมาได้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังต้องเป็นรัฐบาลที่มีทีมเศรษฐกิจและที่ปรึกษาที่ดี มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และรอบด้าน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงจุด ไม่ใช่ดำเนินนโยบายแบบปาหี่ที่ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันสร้างไทย และพรรคเพื่อไทย จะได้จัดกิจกรรมสัมมนาสาธารณะเช่นนี้อีกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาร่วมประเมินทิศทาง-เสนอทางออกจากวิกฤติ ในครั้งต่อไป มาร่วม &amp;ldquo;ฝ่าวิกฤติ COVID-19&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่ Think Lab พรรคเพื่อไทย ไปด้วยกันค่ะ วัน เวลา จะรีบแจ้งให้ทราบโดยด่วนค่ะ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58820</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ดร.โกร่ง, ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, พท., วีรพงษ์ รามางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5bba650db1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โกร่ง’ออกโรงเตือนภัยศก. 2563เผาจริง-ทรุดยาว5ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ดร.โกร่ง&amp;quot; ชี้ ศก.ไทยปี 63 เผาจริง แถมฟุบยาวอย่างน้อย 5 ปี เหตุ &amp;quot;ผู้นำรัฐบาล-ผู้ว่าฯ ธปท.&amp;quot; ไม่รู้จริงเรื่องเศรษฐกิจ ซัดโครงการ &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; แค่ปาหี่หลอกคนในเมือง ระบุเผด็จการทหารเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาการค้า-การลงทุนกับต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 3 มี.ค. สถาบันสร้างไทยจัดเวทีเสวนาหัวข้อ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2020 โดยนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า ไทยเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกและการบริการ หากเศรษฐกิจโลกดี ประเทศไทยจะดีไปด้วย แม้เราไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาได้ทั้งข้าว น้ำตาล ยางพารา และมันสำปะหลัง เว้นแต่ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นเงินบาท เรายังพอกำหนดราคาได้ผ่านการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้มีความรู้เรื่องเหล่านี้เลย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีผลต่อการส่งออก ถ้าตนเป็นนายกฯ คงต้องหาทางปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ด้วยความโง่เขลาของรัฐบาลทหารไม่ทำ เพราะไม่มีความรู้เหมือนกัน เหมือนกับเอาคนตาบอดมาทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างตาบอด และไม่รู้ด้วยกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีรพงษ์กล่าวว่า สถานการณ์เช่นนี้เริ่มมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่เริ่มมาจากสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวดังกล่าวของอเมริกาได้กระทบต่อความส่งออกของประเทศจีน จีนเป็นหัวรถจักรของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ขนานนามว่าจีนเป็นโรงงานผลิตของโลก สหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นผู้บริโภค เมื่อจีนกลายเป็นผู้ผลิต ทำให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากการส่งสินค้าวัตถุดิบให้กับจีนและญี่ปุ่น ไทยจึงเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นสูง และอีกไม่นานคงกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่โชคร้ายที่เราเกิดการรัฐประหารก่อน ทำให้การถีบตัวทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เพราะโลกปัจจุบันนี้เป็นโลกาภิวัตน์ ไร้พรมแดน มีการเกาะกลุ่มกันในทางการค้าเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี ในสายตาโลกเรายังมีระบบการปกครองที่ล้าหลังแบบเผด็จการทหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผู้นำของเรายังทำไม่ได้ เพราะยังมียศทหารนำหน้า สวนทางกลับรัฐบาลพม่าที่เป็นพลเรือนแล้ว ตรงนี้เป็นปัจจัยถ่วงไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เดิมเราคิดว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารทำให้ทุกอย่างล้าหลังไปหมด การที่ผู้นำของเราไม่สามารถเดินทางไปเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ เป็นเหตุให้ภาวะเศรษฐกิจของเราถดถอยลง การส่งออกประสบปัญหา รวมทั้งรัฐบาลไม่เข้าใจอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ จนเงินบาทกลายเป็นสกุลที่แข็งที่สุดในโลก ซึ่งเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงที่ไม่ได้ดูแลผู้ส่งออก การขยายตัวของการส่งออกจึงถดถอยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นล้าหลังที่สุดและกำลังติดลบ&amp;quot; นายวีรพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.การคลังกล่าวว่า การเป็นผู้นำประเทศที่ดีต้องหาคนดีมีฝีมือมาใช้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจในทุกเรื่อง แต่ท่านมีที่ปรึกษาหลายคน และมีความเห็นต่างๆ ออกมามากมาย พล.อ.เปรมไม่ได้เข้าใจทุกเรื่อง แต่จะดูว่าความเห็นของใครที่ไม่มีผลประโยชน์เบื้องหลัง ความเห็นของคนนั้นจะเป็นประโยชน์และเชื่อถือได้มากที่สุด ไม่รู้เหมือนว่าเวลานี้รัฐบาลมีคนที่พอจะเชื่อถือได้อยู่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจะทำให้การส่งออกขยายตัวช้าลง และเงินบาทอ่อนครั้งนี้เป็นเพราะการคาดการณ์ผิดเกี่ยวกับการแพร่ของโคโรนาไวรัสที่ไม่อยู่ในโมเดล ที่อยู่ดีๆ นักท่องเที่ยวหายไปหมดเลย การส่งออกตกลงจากที่เคยขยายตัวบ้างและการพยายามจะอาศัยการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยนั้นทุกอย่างผิดพลาดหมด ดังนั้นต้นปีนี้จะเป็นการเผาจริง และปลายปีจะเก็บกระดูกไปลอยอังคาร ขอให้เตรียมการไว้ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้พูดเพราะไม่ได้ชอบรัฐบาล แต่ผมพูดจากตัวเลขและข้อมูลที่เกิดขึ้น ถามว่าจะเป็นอย่างนี้อีกนานหรือไม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคิดว่าจะอยู่อีกประมาณ 10 ปี แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาตอนเศรษฐกิจเริ่มลงแล้วมา 5 ปี จึงคิดว่าน่าจะเหลืออีก 5 ปีเราถึงจะฟื้น ซึ่งการจะฟื้นได้จะต้องมีสัญญาณมาจากเศรษฐกิจโลกก่อน&amp;quot; อดีต รมว.การคลังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีรพงษ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องความเหลื่อมล้ำ แม้จะมีการพูดกันมากก็จริง แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเราต้องแข่งขันกับต่างประเทศและมาตรการลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้และทรัพย์สินเป็นมาตรการลบที่ลงโทษผู้ลงทุน ซึ่งทำให้ฐานะการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง ทั่วโลกจึงไปดูเรื่องความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตมากกว่าทรัพย์สินและรายได้ ถ้าจะพูดความเหลื่อมล้ำให้ถูกต้องคือ การลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องคุณภาพชีวิต คนมีรายได้สูงแสดงว่าเขาเก่ง คนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า คือคนเก่ง แล้วจะไปลงโทษเขาทำไม ทั่วโลกจึงหันมาเก็บภาษีด้านการบริโภคมากขึ้น และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการชิมช้อปใช้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเป็นปาหี่หลอกคนในเมืองเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงท้าย นายวีรพงษ์กล่าวว่า ต้องรีบเรียกร้องให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยไว เพราะการปกครองเผด็จการทหารเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ การขอเรียกร้องให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยไว ต้องเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ถ้าเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ แต่รัฐบาลทหารอยู่ได้สบายใจ เพราะเขาใช้ปืน สมมติเวลานี้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะนั่งก้นไม่ติดแล้ว อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องทำทุกทางเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเลวร้ายไปกว่านี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58808</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2020, พรรคเพื่อไทย, วีรพงษ์ รามางกูร, สถานการณ์เศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5e6ac1954e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;storage.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost บันทึกในวันที่คนอยากเลือกตั้งกระจัดกระจายสลายร่างไปอยู่ตามฐานที่ตั้ง หลังจาก กกต.ประกาศ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเข้าคูหากาบัตรเลือกผู้แทนราษฎรตามระบอบประชาธิปไตย ...0 ก็ได้แต่หวังว่า คนทั้งหลายที่มาถือป้ายอยากเลือกตั้ง รวมทั้งแสดงจุดยืนว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งนั้น จะไปทำหน้าที่พลเมืองไทยที่ดี หลังจากที่รอคอยมานานนะจ๊ะ ไม่ใช่เก่งแต่ปากพูด ...0 นับตัวเลขเฉพาะ 3 พรรคใหญ่ยักษ์อย่าง เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ เขาอวดอ้างคุยกันว่าจะได้ ส.ส.ในมือไม่ต่ำกว่า 150 คน ถ้าเป็นไปตามการโฆษณาชวนเชื่อ น่าสงสัยว่ารัฐสภาใหม่จะไม่พอรองรับผู้แทนนับพันคนแน่นอน ...0 แต่ตอนนี้วงการมองข้ามช็อตไปแล้วว่า &amp;quot;ว่าที่นายกรัฐมนตรี&amp;quot; สุดท้ายจะเป็นใคร ระหว่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ยังตีคู่ขนาบข้าง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ จาตุรนต์ ฉายแสง แห่งพรรคไทยรักษาชาติ ก็แค่ชูรสเฉกเช่นเดียวกับรายชื่อที่กำลังโผล่เข้ามาใหม่ &amp;quot;ดร.โกร่ง&amp;quot; วีรพงษ์ รามางกูร ให้เป็นตัวเลือกแก้เหงาแก้เบื่อ..ก็เท่านั้น เพราะพรรคการเมืองภายใต้ร่มนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร เค้ายังเถียงกันไม่จบว่าใครจะติดป้ายหมายเลข 1 ในการเป็นนายกฯ ...0 การเมืองเตรียมถ่ายเลือดรอบใหม่ ไม่ใช่แค่คนที่เกี่ยวข้องตื่นเต้นตื่นตัวเท่านั้น แต่วงการธุรกิจและการลงทุนก็ตื่นตาตื่นใจไฟกะพริบไม่น้อยหน้า โดยเฉพาะการงานทั้งหลายที่ต้องยึดโยงอยู่กับอำนาจรัฐและการตัดสินใจของบอร์ดชุดต่างๆ เพราะเริ่มเดาทางกันแล้วว่า ผู้นำเปลี่ยนอารมณ์จะปรับไปด้วย ส่งผลให้มีการรื้อนโยบายที่เคยวางไว้..หรือเปล่า?!? ...0 โครงสร้างกิจการพลังงานของประเทศ เป็นเรื่องบิ๊กเบิ้มมากกว่าศึกชิงเก้าอี้ ส.ส.อีก แต่ &amp;quot;คนนอก&amp;quot; ไม่รู้ &amp;quot;คนใน&amp;quot; ก็ได้แต่มองตากันปริบๆกระซิบกระซาบสงสัยว่า วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ.คนปัจจุบันรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่า อนาคตรัฐวิสาหกิจที่เกรียงไกรแห่งนี้จะไม่แตกต่างจาก CAT และ TOT เพราะเอกชนยักษ์ใหญ่ &amp;quot;เจ้าพ่อ&amp;quot; วงการพลังงานเตรียมกินรวบ ไม่แตกต่างจากเจ้าพ่อค้าปลีกและเจ้าพ่อการสื่อสารทั้งหลาย ด้วยข้ออ้างที่แสนจะกิ๊บเก๋ &amp;quot;เปิดเสรี&amp;quot; ทางการค้า ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์ แต่กลับลืมหัวใจสำคัญของคำว่า &amp;quot;ความมั่นคงทางด้านพลังงาน&amp;quot; กันได้อย่างไร???..มันก็ประหลาดดีนะ ...0 คิดว่ามี คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ.ที่เป็นองค์กรอิสระ ช่วยดูแลจัดการกลั่นกรองสร้างอนาคตที่มั่นคงของพลังงานชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็ดูเหมือนมืดมัวพอๆ กับบรรยากาศฝุ่นพิษ pm 2.5 เพราะเล่าต่อๆ กันว่า มีกรรมการบางคนเลือกที่จะ &amp;quot;ลาประชุม&amp;quot; หากพบว่ามีวาระสำคัญที่ต้องตัดสินใจ หากเลือกทางใดทางหนึ่งก็จะสร้างปัญหาความขัดแย้งไม่พอใจให้กับอีกฝ่าย &amp;quot;ยุทธการลอยตัว&amp;quot; แถมไม่ต้องห่วงว่าจะถูกตามฟ้องทีหลัง จึงเป็นทางออกปลอดภัยไว้ก่อน จริงเท็จแค่ไหนคงต้องขอให้ สุธรรม อยู่ในธรรม อาจารย์คนดังช่วยตอบ ...0 กรณีเปิดมิติใหม่ให้ รสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว.และเอ็นจีโอคนดังและเลิฟเรื่องพลังงานที่สุด เข้าไปร่วมเป็นคณะอนุกรรมการในภาคประชาสังคมเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ..ก็ดีนะ ถ้าหาก &amp;quot;พี่โรส&amp;quot; &amp;nbsp;ยอมรับการไม่นำข้อมูลต่างๆ ด้านความมั่นคงของชาติออกมาเปิดเผยอย่างเอาจริงเอาจัง ...0 งานนี้คนลุ้นตัวโก่ง คงไม่พ้น บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ในฐานะ กกพ.ที่ไปทาบทามตัวและนำเสนอ เพราะการเป็นคนกลาง..ง่ายซะเมื่อไหร่ ...0 &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27626</URL_LINK>
                <HASHTAG>บันทึกหน้า4, ปิยสาร์, วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย, วีรพงษ์ รามางกูร, สุธรรม อยู่ในธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขี่ย&#039;ปูซัวเถา&#039;พ้นปธ. ยิ่งลักษณ์โอดช้ำมาเยอะ/ทษช.ทาบโกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน่อย&amp;quot; อยู่เป็น เล่นหน้าฉาก ไม่กล้าหือตระกูลชินวัตร พร้อมหลีกทางชัชชาติชิงนายกฯ &amp;quot;ปู&amp;quot; รีบแจงไม่เกี่ยววางแผนสกัดสุดารัตน์ ลือไทยรักษาชาติทาบ ดร.โกร่ง อดีตหัวหน้าทีม ศก.ยุคป๋าเปรมร่วมโผ 3 ชื่อ นายกฯ พรรคเพื่อไทย ประชาธิปไตยแต่เปลือก โวยเผด็จการ ดันเด็กเจ๊ลงส.ส.กทม. ถีบส่ง &amp;quot;ลีลาวดี-ค่ายธรรมกาย&amp;quot; ยิ่งลักษณ์ หลบฉาก ไม่นั่งประธานบริษัทท่าเรือที่ซัวเถา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่องการเตรียมการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคเครือข่ายเพื่อไทย ที่เริ่มมีกระแสข่าวความขัดแย้งในระดับแกนนำพรรคเรื่องการผลักดันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขณะที่พรรคเครือข่ายอย่างพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีกระแสข่าวจะมีการทาบทาม ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง อดีตทีมเศรษฐกิจรัฐบาลบ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าร่วมงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากพรรคไทยรักษาชาติเปิดเผยว่า ในส่วนของบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ได้ 2 แคนดิเดตของพรรคแน่นอนแล้ว ประกอบด้วย นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายวีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมา ดร.โกร่งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้ นายทักษิณ ชินวัตร ก็เคยทาบทาม ดร.วีรพงษ์ให้มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตอนปี 2551 แต่นายวีรพงษ์ได้ปฏิเสธไปเพราะมีสัญญาณจากบ้านสี่เสาเทเวศร์ไม่เห็นด้วย ทำให้นายทักษิณไปดึงนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย มาทำหน้าที่แทน อีกทั้งก่อนหน้านี้นายวีรพงษ์ก็เคยไปช่วยงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแล้ว ด้วยการเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. หลังประเทศผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ขณะที่อีกหนึ่งรายชื่อมีความเป็นไปได้สูงจะเป็นของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค เพื่อตอบโจทย์ตามสโลแกนของพรรค โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน ที่เน้นภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยหลังมีกระแสข่าวกลุ่มตระกูลชินวัตร ที่มีบทบาทในพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งสัญญาณไม่หนุนหลังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง โดยจะหนุนนายชัชชาติแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวดังกล่าวทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีข่าวว่าผลักดันให้นายชัชชาติเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้สื่อสารผ่านทวิตเตอร์ทันทีว่า &amp;quot;ตามที่มีข่าวพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าดิฉันสนับสนุนและเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ดิฉันขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องกิจการของพรรคที่ต้องไปคัดสรรผู้เหมาะสมกันเอง และปัจจุบันดิฉันก็มีงานอื่นที่ต้องทำและรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสิ่งที่ดิฉันได้รับในอดีตที่ผ่านมาก็ถูกกระทำเจ็บช้ำมากพอแล้วค่ะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ส่วนตัวสนับสนุนนายชัชชาติ ไม่ต้องกังวลว่าเราจะมีปัญหากัน นายชัชชาติมีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ตนเป็นผู้จัดการทีม คอยวางแผน หรือ เจเนรัลเบ๊ ทำทุกเรื่อง ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี จะชัดเจนต่อเมื่อมีการกำหนดวันเลือกตั้งออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีข่าวไม่ลงรอยกับคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงกรณีนายชัชชาติจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทยว่า &amp;quot;เป็นหน้าที่ของผู้บริหารพรรคที่จะพิจารณาว่าคนใดเหมาะเป็นเบอร์ 1, 2, 3 เพราะผมไม่มีตำแหน่งในพรรค หากผู้ใหญ่ตัดสินใจมาอย่างไรทุกคนก็ต้องยอมรับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ที่ว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเป็นผู้สนับสนุนและชี้นำนั้น เป็นการแสดงนัยซ่อนเร้นทางการเมืองเพื่อให้เกิดเงื่อนไขการโต้แย้งอันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด เป็นการแสดงถึงความพยายามที่จะกล่าวหาว่าพรรคถูกครอบงำและนำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการยุบพรรคในที่สุด การสื่อสารข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดความสับสน แตกแยก และใช้เป็นประเด็นยั่วยุในการทำลายพรรคการเมืองที่อยู่คนละฝ่าย รวมทั้งถือเป็นการเสี้ยมเพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการแตกแยกในพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุคลากรในทีมเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในระดับแนวหน้าของการเมืองไทย ที่มากประสบการณ์ และมีความสามารถที่หลากหลายในงานการเมืองและการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน มีคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตนักบริหารมืออาชีพจากองค์การเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย รวมทั้งยังมีบุคลากรที่เป็นทีมงานมืออาชีพอีกหลายท่าน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกลุ่มผู้มีอำนาจบางคนและกลุ่มบุคคลบางฝ่าย พยายามที่จะเสี้ยมหรือสร้างข่าวเพื่อให้เกิดความแตกแยกในพรรคเพื่อไทย ไม่เชื่อว่าความพยายามดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ&amp;quot; เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าว
โผ กทม.เพื่อไทยป่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ในการเตรียมความพร้อมผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. 30 เขต ใกล้แล้วเสร็จ เป็นส่วนผสมของทั้งคนรุ่นใหม่ทางการเมือง ที่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน และอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิม นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครอย่างค้านสายตา จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มสมาชิกภาค กทม. เช่น ในเขตเลือกตั้งที่ 7 ดุสิต (เฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี) เขตบางซื่อ ที่เป็นพื้นที่เดิมของ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับถูกผู้มีอำนาจในพรรคบางคนทุบโต๊ะดันให้คนสนิทของตัวเองคือ ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมืองให้ลงสมัครแทน แล้วโยก น.ส.ลีลาวดีให้ไปลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 1 พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) ซึ่งจะต้องเจอกับอดีต ส.ส.พื้นที่เดิมในพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะมีคำชี้แจงจากแกนนำพรรคบางคนตามมาว่าเป็นเพราะผลโพลภายในที่ทำออกมาแล้วเขต 1 รอบนี้ เพื่อไทยมีโอกาสชนะคู่แข่งขันเดิมจากประชาธิปัตย์ แต่ในส่วนกลุ่ม กทม. พรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรจะให้เกียรติคนในพื้นที่เดิมก่อน เขตดุสิต ซึ่งเป็นพื้นที่ทหาร น.ส.ลีลาวดีไปสร้างฐาน จนผลักดันให้ตัวเองและทางพรรคได้มีที่นั่งใน กทม. การทำเช่นนี้ ทุบโต๊ะเอาคนตัวเองมาลง ไม่ถูกต้อง เท่ากับผลักอดีต ส.ส.เดิมไปสอบตก แล้วให้คนตัวเอง ที่ไม่เคยมีความนิยมทางการเมืองเลย มาคว้าโอกาสที่จะได้เป็น ส.ส. เพราะเจ้าของพื้นที่เดิมสร้างเอาไว้ให้มานาน ส่วน น.ส.ลีลาวดีนั้น แม้จะไม่เห็นด้วย ก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกทุบโต๊ะ มีรายการคุณขอมา&amp;rdquo; รายงานข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวเผยอีกว่า ในการเลือกตั้ง กทม. 30 เขต ภาค กทม.พรรคเพื่อไทยมีการวางยุทธศาสตร์ไว้ 2 สูตร คือเพื่อไทยส่งครบทั้ง 30 เขต เพื่อป้องกันข้อครหา ฮั้วกันทางการเมืองกับพรรคในซีกฝ่ายประชาธิปไตย อย่างพรรคไทยรักษาชาติ และสูตร 2เพื่อไทยจะส่งผู้สมัครเพียง 22 เขต ที่หวังผลได้ จากการทำโพลภายใน โดยปล่อยให้พรรคพันธมิตรอย่าง ไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร 8 เขต ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสอบตกสูง แต่ต้องส่งไปเพื่อเก็บคะแนนรวม เพื่อนำมาคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี จากผลสำรวจภายในพื้นที่ กทม. พบว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าคนตื่นตัวต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก ประกอบกับอดีต ส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลงพบปะพื้นที่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะทำให้ทางพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.มากถึง 12-15 ที่นั่งใน กทม. สูงกว่าในการเลือกตั้ง 2554 ที่ได้มา 10 ที่นั่ง
&amp;quot;ปู&amp;quot;ไม่ตกเป็นเป้า หลบนั่งปธ.บ.ท่าเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเคลื่อนไหวอื่นๆ จากกรณีหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ในฮ่องกงนำเสนอข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ใช้หนังสือเดินทางกัมพูชาในการจดทะเบียนเป็นกรรมการเพียงผู้เดียวของ พี.ที. คอร์ปอเรชั่น (P.T. Corporation Company) บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกงเมื่อ 24 ส.ค.2560 หรือเกือบหนึ่งปี หลังจากหนีออกจากไทยก่อนคำตัดสินคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ บริษัท ซ่านโถว (อ่านแบบจีนแต้จิ๋ว คือ ซัวเถา) อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ (Shantou International Container Terminals) หรือ SICT ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับท่าเรือที่ตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนด้วยนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เผยแพร่ข่าวว่า ได้รับแจ้งข้อมูลจากแหล่งข่าวในฮ่องกง ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์บริษัท ซ่านโถว ได้เผยแพร่ข้อมูลการเปลี่ยนตัวประธานกรรมการใหม่ จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นชาวจีนที่ชื่อว่า เฉิน อุยตง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2562 ที่ผ่านมา หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2561 นับรวมระยะเวลาไม่ถึงเดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่งก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิง โพสต์ในฮ่องกง ระบุในรายงานข่าวว่า บริษัท พี.ที. คอร์ปอเรชั่นฯ ได้เปิดกิจการตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2561 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หลบหนีการถูกดำเนินคดีจำนำข้าวไปยังประเทศกัมพูชา แต่อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ถือครองหนังสือเดินทางประเทศกัมพูชาแล้ว แต่ข้อมูลเอกสารดังกล่าวนั้นกลับแสดงข้อมูลที่ขัดแย้งกับคำชี้แจงของรัฐบาลกัมพูชาโดยสิ้นเชิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวชิ้นนี้ยังระบุว่า เอกสารในการเข้าบริหารบริษัทดังกล่าวถือเป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการชิ้นแรกที่แสดงถึงการทำธุรกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นับตั้งแต่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หนีคดีไป จนถึงบัดนี้ยังไม่มีข้อมูลออกมาว่าบริษัทดังกล่าวนั้นเป็นบริษัทอะไรกันแน่ แต่หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ก่อตั้งบริษัทดังกล่าวเพียงแค่ 4 เดือน ก็มีรายงานออกมาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เข้าไปนั่งเป็นประธานบริหารบริษัท ซ่านโถว คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล บริหารท่าเรือซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสำนักข่าวเซาธ์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลบริษัท ตามที่อยู่คือ ชั้น 66 ตึก K11 Atelier ในย่านจิมซาจุ่ย พบว่าขณะนี้ออฟฟิศดังกล่าวนั้นมีผู้ถือครองคือบริษัท Pacific International Capital และมีผู้อำนวยการบริษัทคือ Chen Huaidan ซึ่งเคยใช้ชื่อ Celine Tang โดยพนักงานของบริษัทให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ปฏิเสธว่าไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับบริษัท P.T. Corporation และความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา สำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบว่า ผู้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัท &amp;nbsp;P.T. Corporation ในฮ่องกง คือ &amp;nbsp;บริษัท P.T. Corporation ซึ่งเป็นธุรกิจของคนในครอบครัวชินวัตรในประเทศไทย และยังเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวของบริษัทด้วย นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังแจ้งที่อยู่ส่วนตัวคือ บ้านเลขที่ 10 ถนน Severn 8 ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในช่วงบ่ายวันที่ 14 ม.ค.2562 เว็บไซต์เดอะพนมเปญโพสต์ สื่อในประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ข่าวกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาและหน่วยงานด้านความร่วมมือนานาชาติ ได้มีท่าทีร่วมกันว่าจะมีการยกเลิกการออกหนังสือเดินทางทางการทูตให้กับบุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศกัมพูชา โดยนักวิเคราะห์ได้แสดงความเห็นว่าท่าทีดังกล่าวนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีที่มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้น ได้ใช้หนังสือเดินทางประเทศกัมพูชาเพื่อจดทะเบียนบริษัทในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27083</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรนต์ ฉายแสง, ตระกูลชินวัตร, ทักษิณ ชินวัตร, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, ภูมิธรรม เวชยชัย, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, วีรพงษ์ รามางกูร, สำนักข่าวอิศรา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190120/image_big_5c448cdc762bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; storage.thaipost.net ถึงแม้เหตุกลุ่มอัลซาบับจากโซมาเลียบุกโจมตีโรงแรมดุสิตดีทูในกรุงไนโรบีจะยุติลงแล้ว แต่ควันหลงยังคลุ้งอยู่ในประเทศไทย นอกเหนือจากฝุ่น PM 2.5 ที่ตลบอบอวลทั่วกรุง เล่นเอา &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ลมปราณแตกซ่าน หลังเจอละอองน้ำลายพิษสาดใส่ทุกทิศทาง เข้าตำรา &amp;quot;ปลาหมอ ตายเพราะปาก&amp;quot; ถ้าจะบอกว่าผิดครั้งแรกเป็นครู เพราะพูดวันครูก็ไม่น่าใช่ เพราะปากไวแบบนี้มาหลายรอบแล้ว เรื่องเรือล่มภูเก็ต คนจีนก็ยังไม่ลืม ต่อให้เอ่ยปากขอโทษแล้วก็เหอะ สื่อเคนยาตีข่าว &amp;quot;อาหารอร่อย&amp;quot; จนโดนบึ้ม ทำให้ชาวเคนยาต่างเข้ามาคอมเมนต์กันมากมายในทำนองจะไม่เดินทางไปเที่ยวไทยอีก งานนี้คงไม่ต้องถึงขั้นให้บิ๊กตู่ออก ม.44 ห้ามบิ๊กป้อมให้สัมภาษณ์อย่างที่โลกโซเชียลเสนอ เพราะคนระดับนี้คงไม่ต้องให้ใครมาสอน เป็นถึงรองนายกฯ ดูแลความมั่นคง ควบ รมว.กลาโหม น่าจะสำเนียกถึงสิ่งที่หลุดจากปาก กับคำให้สัมภาษณ์มันต่างกันยังไง เอาแค่เรื่องภายในประเทศเองก็นับไม่ถ้วนแล้ว แต่เรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่พูดก็ไม่มีใครว่า สิ่งที่พล่อยไปมันแบกเอาความเป็นประเทศไทยติดไปด้วย จะอ้างว่าพูดเล่นกับสื่อก็ไม่น่าจะฟังขึ้น ทีเรื่องตัวเองยังหุบปากได้สนิท ไม่ยักปล่อยมุกตลกร้ายนาฬิกาหรูให้นักข่าวได้ยินสักแอะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๐ &amp;quot;3 และ 10 มี.ค.อาจจะกระชั้นไปเมื่อเทียบกับวันที่จะประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่รู้จริงว่าจะประกาศเมื่อไหร่ จึงอาจทำให้เหลือระยะเวลาหาเสียงสั้น ถ้าเป็น 17 มี.ค. อาจจะมีปัญหากับเด็กที่สอบ TCAS จำนวนเป็นแสนคน และเป็นวัยที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งนั้น ดังนั้น จึงเหลือวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งก็น่าจะเหมาะที่สุด และพระราชกฤษฎีกาก็น่าจะประกาศใช้ได้ในสัปดาห์หน้าอย่างที่ พล.อ.ประวิตรบอกไว้&amp;quot; เวลานี้ต้องบอกว่า &amp;quot;24 มี.ค.&amp;quot; เต็งจ๋า ยิ่งเนติบริกร &amp;quot;วิษณุ เครืองาม&amp;quot; การันตีเองแบบนี้ บรรดานักการเมืองทั้งหลายค่อยยิ้มโล่ง ถึงจะขยับจาก 24 ก.พ. อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าเลือกตั้งที่รอคอยมายาวนานกว่า 4 ปีมาถึงซะที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๐ ขนาดวันก่อน เลขาฯ กกต.เพิ่งแจงกฎเหล็กละเอียดยิบคุมเข้มหาเสียง ใบแดงพร้อมแจกตลอด นึกว่านักเลือกตั้งทั้งหลายจะมึนตื้บ ที่ไหนได้วงจรอุบาทว์เริ่มกลับมาอีกแล้ว ล่าสุด ปชป.แฉพัทลุงมีการเก็บบัตรประชาชนแลก 500 บาท ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็ยังใช้วิธีดั้งเดิม ชักสงสัยแล้ว วาทะแห่งชาติที่โต้กันไปมา &amp;quot;เป๋าตุง เป๋าแฟบ&amp;quot; หมายถึงก่อนหรือหลังเลือกตั้งกันแน่ หอการค้าไทยประเมินเงินสะพัดเลือกตั้งเที่ยวนี้ถึง 8 หมื่นล้าน ก็ไม่รู้ว่าจะตุงอยู่กับใครบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๐ ขณะที่เพื่อไทยชัดเจนแล้วว่า แคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่งคือ &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เบอร์สอง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่วนเบอร์สาม ยังไม่แน่ จะเป็น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค หรือไม่ ดูแล้วคงชูไม่ขึ้น เพราะจนถึงขณะนี้ หลังเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเพื่อไทยอย่างเป็นทางการก็เงียบสนิท ไม่เคยมีข่าวออกไปช่วยลูกพรรคหาเสียงทั้งที่ กทม.และต่างจังหวัด ปล่อยให้สุดารัตน์-ชัชชาติ ลุยกันไป แต่อีกหนึ่งพรรคเครือข่ายเพื่อไทย อย่าง &amp;quot;ไทยรักษาชาติ&amp;quot; มีกระแสข่าวว่า โผแคนดิเดตนายกฯ เริ่มไม่นิ่งเสียแล้ว จากเดิมคาดการณ์กันว่า จะมีสามชื่อคือ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค จาตุรนต์ ฉายแสง และพิชัย นริพทะพันธุ์ แต่ล่าสุดข่าวว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีสัญญาณจากแดนไกล ส่งผ่านมายังที่ทำการพรรคย่านแจ้งวัฒนะว่า มีการทาบทาม ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.คลัง อดีตกุนซือเศรษฐกิจรัฐบาลป๋าเปรม ให้มาช่วยงาน โดยจะดันให้มีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของไทยรักษาชาติ ตามสูตร คนในสองคน คนนอกหนึ่งคน เพราะแคนดิเดตนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค ไม่ต้องสังกัดพรรคเก้าสิบวันก่อนเลือกตั้ง ที่สำคัญ ดร.โกร่งมีความรู้จักสนิทสนมกับทักษิณเป็นการส่วนตัว ก่อนหน้านี้ก็เคยถูกทาบทามให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแล้วตอนปี 51 แต่ดร.โกร่งปฏิเสธ จนดึงยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ มานั่งแทน มารอบนี้ แว่วมาว่า ดร.โกร่ง ก็สนใจไม่น้อย และอยู่ระหว่างตัดสินใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26865</URL_LINK>
                <HASHTAG>บันทึกหน้า 4, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ลี้คิมฮวง, วิษณุ เครืองาม, วีรพงษ์ รามางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
