<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 06:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สสว.ปลื้มช่วยเอสเอ็มอีรับสิทธิ์จัดซื้อจัดจ้างรัฐรวมกว่า 1 แสนราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2564 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในมาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภายใต้กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 ว่า สสว.ประสบความสำเร็จในการจัดทำระบบขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaismegp.com และเปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ณ วันที่ 29 ก.ย.2564 พบว่ามีเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนในระบบจัดซื้อจ้างภาครัฐ(THAI SME-GP) แล้ว 96,871 ราย คาดว่าถึงสิ้นปี 2564 จะมีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนเกินกว่า 100,000 ราย อย่างแน่นอน รวมทั้งมีรายการสินค้าและบริการขึ้นทะเบียนมากกว่า 661,492 รายการ ซึ่งหน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้างมากที่สุดลำดับต้นๆ เช่น กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นงานที่กระจายรายได้ครอบคลุมทั่วประเทศ จากหน่วยงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเอสเอ็มอีที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุด 20 อันดับแรก&amp;rdquo;นายวีระพงศ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สินค้าและบริการขึ้นทะเบียนมากที่สุดในลำดับต้นๆ เช่น เครื่องใช้และอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่ง รับเหมาก่อสร้าง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและโทรคมนาคม บริการด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอาคาร เป็นต้น และจังหวัดที่มีเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นนทบุรี นครราชสีมา ปทุมธานี สงขลา ชลบุรี ขอนแก่น เชียงราย และ สมุทรปราการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า ที่สำคัญจากตัวเลขของกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 ส.ค.2564 พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ สสว. ได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานภาครัฐ คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 551,306 ล้านบาท กลุ่มงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูง เช่น งานจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์การก่อสร้างอาคาร งานรับเหมาก่อสร้าง ซ่อมแซม บำรุงรักษา ถนน/อาคาร วัสดุที่ใช้ในโรงพยาบาล และวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า-คอมพิวเตอร์ วัสดุสำนักงาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของกรมบัญชีกลางในปี 2563 พบว่า สินค้าที่ภาครัฐนิยมซื้อในลำดับต้นๆ มีตั้งแต่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และงานเหมาบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทำความสะอาด รักษาความปลอดภัย ดูแลต้นไม้-สนามหญ้า และยังมีสินค้าที่เป็นโอกาสสำหรับเอสเอ็มอีรายเล็ก ๆ เช่น อาหารสดและวัตถุดิบปรุงอาหาร ข้าวสาร ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ถุงยังชีพ สมุนไพรนวดสปา จึงเห็นได้ว่าตลาดภาครัฐ สามารถสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118395</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, วีระพงศ์ มาลัย, สสว., เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612e10e21f70d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. – ส.อ.ท. นำทัพเอสเอ็มอีไทยจับคู่เจรจาการค้าดันส่งออกจีน อินเดีย และบาห์เรน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 2564 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า แม้ว่าในขณะนี้ไทยจะประสบกับการระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลงไปมาก อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในต่างประเทศกำลังฟื้นตัว เห็นได้จากการส่งออกของไทยที่ขยายตัวมากในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น สสว. จึงได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยออกไปเปิดตลาดการค้าในต่างประเทศ โดยได้เริ่มใน 3 ประเทศที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย และบาห์เรน ซึ่ง สสว. และ ส.อ.ท. ได้เชิญบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ของทั้ง 3 ประเทศ ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ ผ่านระบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ 100 ราย และมีผู้ประกอบการจาก 3 ประเทศ จำนวน 100 ราย สามารถเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยได้ 324 คู่ แบ่งเป็นประเทศจีน มีผู้ประกอบการไทย 30 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศจีน 15 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 62 คู่ โดยสินค้าที่ฝ่ายจีนให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ อาหารเกษตรแปรรูป อาทิ ผัก-ผลไม้อบแห้ง รวมถึงคุกกี้สอดไส้ผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศอินเดีย มีผู้ประกอบการไทย 40 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศอินเดีย 60 บริษัทจับคู่เจรจาได้ 168 คู่ สินค้าที่ผู้นำเข้าอินเดียให้ความสนใจ ได้แก่ อาหารแปรรูปจากพืช อาหารทานเล่นจากผักและไม้ รวมถึงไปของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน และประเทศบาห์เรน มีผู้ประกอบการไทย 30 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศบาห์เรน 17 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 96 คู่ โดยมีสินค้าที่บาห์เรนให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ สินค้าเพื่อสุขภาพ และรองลงมาคือสินค้าเกษตรแปรรูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ในภาพรวมแล้ว กลุ่มสินค้าที่จับคู่มากสุดได้แก่ อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องใช้และของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินในการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 230 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะเกิดเม็ดเงินตามมาอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการนำเอสเอ็มอีของไทยออกไปเปิดตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพเหล่านี้ และจะเกิดการต่อยอดซื้อขายจากนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดย สสว. และ ส.อ.ท. จะเดินหน้าจัดโครงการในลักษณะนี้ร่วมกันกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ไปได้ และเกิดลูกค้าต่างชาติรายใหม่ ๆ มากขึ้นในอนาคต&amp;rdquo;นายวีระพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115466</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้า, วีระพงศ์ มาลัย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612ca1f527c0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. อุดหนุนเงินรวม 10 ล้านบาท ช่วย MSME 137 ราย ฝ่าวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 2564 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ได้นำแนวคิดการให้บริการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ (Business Development Service : BDS) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในต่างประเทศ มาปรับใช้กับประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยได้ดำเนินโครงการนำร่องร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภายใต้โครงการพัฒนาระบบให้เอกชนสามารถเป็นหน่วยงานส่งเสริม MSME เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาที่ผ่านมาที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ดังนั้น BDS จึงเป็นกลไกการสนับสนุนให้ผู้ให้บริการทางธุรกิจภาคเอกชน สามารถมีบทบาทในการยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ MSME ให้ตรงความต้องการของผู้ประกอบการมากขึ้น และสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการที่จะใช้บริการเนื่องจากได้รับการการันตีจากหน่วยงานกลางแล้ว โดยโครงการดังกล่าวยังสามารถตอบโจทย์ในการลดภาระค่าใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาวะวิกฤติเช่นนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับโครงการนำร่องที่ดำเนินการร่วมกับ ส.อ.ท. ในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรับบริการต่อผู้ประกอบการ MSME รายละ 100,000 บาท จ่ายจริงตามสัดส่วนการสนับสนุนที่ผู้ประกอบการเลือกรับบริการ วิสาหกิจรายย่อย (Micro) สนับสนุน 90% วิสาหกิจขนาดย่อม (Small) สนับสนุน 70% และวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) สนับสนุน 50%&amp;rdquo; นายวีระพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้คัดเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมกว่า 114 บริการ ให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ ครอบคลุมด้านการเพิ่ม Productivity มาตรฐาน การบริหารจัดการ บัญชีภาษี และการตลาด ทั้งในรูปแบบของแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ สื่อประชาสัมพันธ์ การวิจัยตลาด และการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด โดยได้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพรวบรวมไว้ในที่เดียวกัน อาทิ สถาบันอาหาร, สมาคมบัญชีคุณภาพ, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย, บริษัท นิภาเทคโนโลยี จำกัด, บริษัท วีอาร์ทวินส์ จำกัด, บริษัท ทีค รีเสิร์ช จำกัด, บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จํากัด, บริษัท สปริง บีนส์ จำกัด, บริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้แล้วกว่า 137 ราย สนับสนุนงบประมาณดำเนินงานไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 65 ล้านบาท โดยบริการที่ผู้ประกอบการนิยมและต้องการในลำดับต้นๆ ได้แก่ ช่องทางการขาย เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ และการตรวจมาตรฐานต่างๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความร่วมมือของ สสว.กับ ส.อ.ท. ในครั้งนี้ ถือว่า มีผลการตอบรับจากผู้ประกอบการรวมถึงผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจ และในปี 2565 สสว. ยังจะเดินหน้าใช้แนวคิด BDS ในการสนับสนุนผู้ประกอบการต่อไป แต่อาจจะต้องปรับแก้ไขบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถติดตามข่าวสารการช่วยเหลือผู้ประกอบการต่างๆ ของ สสว.ได้ที่ www.sme.go.th&amp;nbsp; หรือแอปลิเคชัน SMECONNEXT หรือ สสว. คอลเซ็นเตอร์ โทร. 1301&amp;rdquo; ผอ.สสว. กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115054</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจของ MSME, วีระพงศ์ มาลัย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612ca1f527c0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉวยโอกาสส่งออกบูม จัดทัพเอสเอ็มอีรุกต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ถือว่าเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เร่งยกระดับผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมให้มีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาได้มีการเสริมสร้างเอสเอ็มอีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา-เวิร์กช็อป, กิจกรรมให้คำปรึกษาปรับปรุงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์, กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (ออนไลน์แมตชิ่ง) กับคู่ค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับผลตอบรับและประสบความสำเร็จด้วยดีมาตลาด ล่าสุดได้ร่วมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี &amp;nbsp;เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าสู่ตลาดจีน &amp;nbsp;อินเดีย และบาห์เรน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดทั้ง 3 ประเทศนี้ ซึ่ง สสว.มีเป้าหมายในการช่วยเหลือเสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุค New Normal ด้วยหาช่องทางการเปิดตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ผ่านพ้นวิกฤตทางการค้า และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระยะยาว รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายโครงการนี้ ได้จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการแบบเข้มข้นใน 3 แนวทาง เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 ได้แก่ การจัดสัมมนา-เวิร์กช็อป, กิจกรรมให้คำปรึกษาปรับปรุงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์, กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (ออนไลน์แมตชิ่ง) กับคู่ค้าในแต่ละประเทศ ได้แก่ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ตลาดอินเดีย ตลาดจีน ส่วนตลาดบาห์เรน จะแบบเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.เจรจาจับคู่ธุรกิจ และ 2.การทดลองจัดแสดงสินค้าที่ห้าง Thai Mart ประเทศบาห์เรน (Mini Showcase) ซึ่งผู้ประกอบการจะได้ทดลองจำหน่ายสินค้าจริงในประเทศเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดโครงการในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 100 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆ ได้แก่ กลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป, กลุ่มของที่ระลึก,กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ โดยคาดการณ์จะมีมูลค่าการเจรจาจับคู่ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการจัดโครงการ ครั้งนี้ จำนวน 200 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตลาดประเทศจีน อินเดีย และบาห์เรน จะมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอนาคต โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้รวดเร็วที่สุด โดยธนาคารโลกคาดจีดีพีจะโตถึง 8.5% ในปี 2564 ส่งผลให้ยอดการส่งออกของไทยไปจีนในรอบครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 รวมทั้งยังมีโอกาสขยายการค้าได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผลไม้ พืชผัก ผลิตภัณฑ์ยางไปจนถึงเครื่องจักรต่างๆ&amp;quot; นายวีระพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากเมืองคุนหมิง ในภูมิภาคจีนตอนใต้ มาถึงเมืองเวียนจันทน์ สปป.ลาว ที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปีนี้ ก็จะเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีนได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร เนื่องจากเส้นทางรถไฟสายนี้ที่กรุงเวียงจันทน์ อยู่ใกล้กับชายแดนไทยจังหวัดหนองคาย จะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งไปจีนตอนใต้เหลือเพียง 1 วัน และลดค่าขนส่งได้มากกว่า 5 เท่าตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยได้อีกมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศอินเดีย ก็เป็นตลาดที่มีอนาคตสูงของไทย เพราะมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และได้รับการคาดหมายว่าในปี 2050 จะกลายเป็นประเทศที่มี GDP สูงกว่าสหรัฐอเมริกา โดยในปัจจุบันอินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 10 ของไทย โดยยอดการส่งออกของไทยไปอินเดียในรอบครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่ากว่า 126,000 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 54.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทำให้ถูกมองว่าในอนาคตจะเป็นตลาดส่งออกใหม่ของไทยที่จะมีความสำคัญเทียบเท่าจีน เนื่องจากปัจุบันสินค้าส่งออกของไทยไปอินเดียยังมีปริมาณน้อย ยังเป็นตลาดที่ผู้ส่งออกไม่คุ้นเคย จึงมีโอกาสที่จะเจาะตลาดได้อีกมาก และอินเดียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มสินค้าส่งออกที่มีแววสดใสคือ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์และอินทรีย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว และอุปกรณ์ทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อินเดียยังมีหลายรัฐทำให้มีความต้องการในการบริโภคที่หลากหลาย และยังเป็นประตูในการส่งออกสินค้าจากไทยไปสู่ประเทศข้างเคียง เช่น ศรีลังกา มัลดีฟส์ รวมทั้งไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศอินเดีย ทำให้มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศอื่น และที่สำคัญคนอินเดียมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย สินค้าไทยถูกจัดเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และสามารถเข้าถึงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศบาห์เรน เป็นตลาดที่สำคัญของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนมีกำลังซื้อในระดับสูง เนื่องจากเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ประเทศหนึ่ง นอกจากนี้ไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-บาห์เรน จึงทำให้สินค้าไทยเสียภาษีในระดับต่ำสร้างความได้เปรียบมากกว่าประเทศคู่แข่งและทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยสามารถเข้าไปทำตลาดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่ม อาหาร สุขภาพ และความงาม ที่ถือได้ว่ามีความต้องการอยู่ในระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รวมทั้งประเทศบาห์เรนยังสามารถเป็นประตูการค้าและการลงทุนให้ไทยไปตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต, โอมาน และบาห์เรน รวมถึงแอฟริกาตอนเหนือ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า สสว.และ ส.อ.ท.ยังจะมีการจัดงาน &amp;ldquo;ไทยทำไทยช้อปไทยใช้&amp;rdquo; Made in Thailand ผ่านทางเว็บไซต์ Shopee.com ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-15 กันยายน 2564 งานที่รวบรวมสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1,000 รายการ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ และของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และของขวัญของที่ระลึก พร้อมแจกโค้ดส่วนลดร้านค้ากว่า 50,000 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand ทั้งสิ้น ผู้สนใจสามารถเลือกชมและซื้อสินค้าได้ที่ https://shopee.co.th/mitshopcampaign2021
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการร่วมมือกับ ส.อ.ท. ในเรื่องความร่วมมือขยายตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแล้ว ในส่วนของตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็เป็นตลาดภายในประเทศที่สำคัญในการเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเอสเอ็มอีในปีนี้ โดย สสว.จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดและได้รับงานจากภาครัฐมากขึ้น ซึ่งได้วางเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาลงทะเบียนเข้าโครงการนี้ 1 แสนราย และมียอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 55,000 ราย และมียอดขายในโครงการรวมแล้วกว่า 1.27 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังทยอยลงทะเบียนต่อเนื่อง คาดว่าจะได้จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ และยอดขายของเอสเอ็มอีได้ตามเป้าอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114925</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, บาห์เรน, วีระพงศ์ มาลัย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), อินเดีย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612b325b53e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สสว. เคาะแผนหนุนเอสเอ็มอีเดินหน้าสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 2563 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ด สสว.) โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ว่าที่ประชุมเห็นชอบแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2564-2565 ซึ่งเป็นแผนที่จัดทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา 2019 ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยสาระสำคัญของแผนการส่งเสริมฯ คือ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยสามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์โควิด-19 โดยมีแนวทางดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การบรรเทาปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ส่งเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี 2.การสร้างความพร้อมให้เอสเอ็มอีในการเข้าสู่การแข่งขันในบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรและธุรกิจ และ 3.การปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เกิดความสะดวกแก่เอสเอ็มอีในการประกอบธุรกิจ เช่นปรับแก้กฎหมายเพื่อลดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงที่ประชุมยังเห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม พ.ศ 2564-2565 และข้อเสนอโครงการและงบประมาณฯ ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและบูรณาการร่วมกัน ซึ่งมีโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร สสว. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2563 จำนวน 114 โครงการ งบประมาณ 5,334 ล้านบาท และเห็นชอบเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีรายย่อย จากเดิมที่จัดสรรงบประมาณให้เอสเอ็มอีโดยตรง เปลี่ยนเป็นจัดสรรเงินกองทุนผ่านหน่วยงานร่วมดำเนินการ หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) งบประมาณ 5,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สสว. ยังได้รายงานให้บอร์ด สสว. ทราบถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี มีดังนี้โครงการส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่สำคัญในปีงบประมาณ 2564 ได้แก่ 1.ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่(สตาร์ท อัพ) ดำเนินการพัฒนาทักษะและยกระดับความเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจไม่เกิน 3.5 ปี เป้าหมาย 2,800 ราย โดยจะให้ที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้านการเงิน การออกแบบและพัฒนาสินค้า ในเอสเอ็มอีภาคการเกษตร ภาคการผลิต ภาคการค้าและบริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.พัฒนาวิสาหกิจรายย่อย (ไมโคร) ให้ประกอบธุรกิจอย่างมืออาชีพ ส่งเสริมพัฒนาด้านมาตรฐานและตลาดออนไลน์ ให้เอสเอ็มอีรายย่อม รายย่อย วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ โดยเน้นเรื่องการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มีเป้าหมาย 250 ราย และการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง มีเป้าหมาย 6,500 ราย &amp;nbsp;3.พัฒนาวิสาหกิจขนาดย่อม ให้ก้าวสู่ธุรกิจสมัยใหม่ ดำเนินการ 3 แนวทางคือ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต มีเป้าหมาย 3,000 ราย เน้นที่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม 2.ส่งเสริมกลุ่มที่ผ่านการพัฒนาจากโครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต จำนวน 100 กิจการ 3.พัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาด สำหรับเอสเอ็มอี เป้าหมาย 1,000 ราย เช่น การจัดงาน SME FEST จำนวน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ทำการค้าระหว่างประเทศ เป้าหมาย 2,000 ราย แนวทางการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี ผ่านระบบผู้ให้บริการทางธุรกิจ หรือการจ่ายคนละครึ่งภาคเอสเอ็มอี ขณะนี้ อยู่ระหว่างการจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการให้ความช่วยเหลืออุดหนุนจากเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านระบบผู้ให้บริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ พ.ศ. ... และคาดว่า จะนำสามารถนำเสนอคณะกรรมการส่งเสริมส่งเสริม สสว. ได้ภายในเดือนมี.ค. 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88265</URL_LINK>
                <HASHTAG>วีระพงศ์ มาลัย, สสว., โครงการส่งเสริมเอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f603434aec3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.ยิ้มโครงการอุ้มเอสเอ็มอีมีรายย่อยเข้าร่วมทะลุ 5,000 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2563 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ดำเนินโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีรายย่อยเป็นโครงการสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ต้องการมีแหล่งเงินทุนเพื่อการฟื้นฟูและขยายธุรกิจและลดปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2563 นั้น ล่าสุดโครงการดังกล่าวมีผู้ประกอบการยื่นสมัครสินเชื่อจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนอยู่ในสถานะการพิจารณาคำขอและอยู่ในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อกว่า 5,000 ราย เชื่อว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอี มีสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนที่ดีมากขึ้นส่งผลถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ในลำดับต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายละเอียดของวงเงินสินเชื่อนั้นแบ่งเป็นบุคคลธรรมดาวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาทและนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มวงเงินกู้ไม่เกิน 3,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% ต่อปี สามารถผ่อนชำระสูงสุดได้ถึง 7ปี และเวลาปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี โดยเอสเอ็มอีที่ประสงค์ขอสินเชื่อ ต้องไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐโครงการเงินทุนพลิกฟื้นฯ โครงการฟื้นฟูฯ และยังต้องไม่เป็นหนี้ NPLs ไม่ถูกดำเนินคดี และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผ่อนปรนมาตรการป้องกันโควิด &amp;ndash; 19 ในระยะปัจจุบันรวมถึงมาตรการในการสนับสนุนสินเชื่อของหน่วยงานและสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้เริ่มทำให้เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเชื่อว่าจนถึงปลายปีนี้จะค่อย ๆ เห็นภาคดังกล่าวมีความสดใสเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนของ สสว. ยังคงมุ่งที่จะสนับสนุนทั้งในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สินเชื่อ องค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจในแต่ละรายสาขา รวมถึงกิจกรรมที่สามารถช่วยให้เอสเอ็มอียังสามารถรักษาระดับการจ้างงานช่วยลดการปิดกิจการ หรือทำให้กิจการที่ต้องหยุดพักทั้งในภาคการผลิตและการบริการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง&amp;rdquo;นายวีระพงศ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันยังมีสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติมคือมิจฉาชีพที่อาจแฝงมาในนามของผู้ให้และผู้อนุมัติสินเชื่อโดยเฉพาะเว็บไซต์ปลอมที่มักจะอาศัยประโยชน์จากข้อความที่ดึงดูดความสนใจให้คลิกเข้าไปชมเกี่ยวกับข้อมูลด้านการเงินที่บิดเบือนจากความเป็นจริงซึ่งจะสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจขอสินเชื่อ รวมถึงลูกค้าธนาคารต่างๆ พร้อมด้วยการอ้างตัวเป็นตัวแทนในการพาเข้าถึงสินเชื่อโดยมีเงื่อนไขในการเสียค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการ ซึ่งขอย้ำว่าโครงการดังกล่าว ของสสว.นั้นไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78514</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.), วีระพงศ์ มาลัย, สสว., โครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีรายย่อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f603434aec3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอีรายย่อยอ่วมเศรษฐกิจซบเซามูลค่าวูบ 7.4 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2563 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อย(จีดีพีเอ็มเอสเอ็มอี) ปีนี้คาดว่า ติดลบถึง 9.5% จากเดิมประมาณการณ์ว่า มีมูลค่า 7.858 ล้านบาท ลดลงมาอยู่ที่ 7.113 ล้านล้านบาท หรือมูลค่าหายไป 745,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก ทั้งการบริโภคภาครัฐ และเอกชนลดลง เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดส่งออกหลักของไมโครเอสเอ็มอีช่วง 7 เดือน (ม.ค. &amp;ndash; ส.ค.) ของปี 63 ปรับตัวลดลงเกือบทุกตลาด มีเพียงตลาดสหรัฐที่ขยายตัวได้ 19.9% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไมโครเอสเอ็มอีปี 63 ที่ยังลดลง เช่น สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ลดลง 48.1% ส่วนกลุ่มที่ยังขยายตัว เช่น สินค้ากลุ่มผลไม้สด สินค้ากลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ และสินค้ากลุ่ม &amp;nbsp;ยานยนต์และส่วนประกอบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สสว.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นกับธนาคารแห่งประเทศจีน &amp;nbsp;(ไทย) &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย ให้สามารถส่งออกสินค้าไปตลาดจีนมากยิ่งขึ้น โดยจะให้สิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุด ทั้งการให้บริการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกสสว. &amp;nbsp;เช่น ให้ส่วนลด ดอกเบี้ยพิเศษ โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อย ได้ส่งออกสินค้าทางการเกษตรไปยังจีนประมาณ 1,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 50.7% เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 44.5% เทียบกับปี 62 ส่วนใหญ่ 84.5% เป็นสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป เช่น ผลไม้ ปลา เนื้อสัตว์ และอีก 14.5% เป็นสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น น้ำตาล ธัญพืช ผักแปรรูป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77489</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีเอสเอ็มอี, วีระพงศ์ มาลัย, สสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f603434aec3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
