<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>(เรื่องเล่าพลังงาน) โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หนึ่งในนโยบายพลังงานเพื่อชุมชนของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือเรียกสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน บนแนวคิดที่จะพัฒนาพลังงานจากบนดิน ผลิตไฟฟ้าตามศักยภาพเชื้อเพลงสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ตามชนบท โดยประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้ และมีราคาที่เหมาะสม &amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชน&amp;rdquo; ตามนโยบายนี้ หมายถึง โรงไฟฟ้าที่ชุมชนมีส่วนร่วม ชุมชนเข้าไปเป็นหุ้นส่วนโรงไฟฟ้าและจัดจำหน่ายไฟฟ้าร่วมกับองค์กรเอกชน ชุมชนร่วมผลิตเชื้อเพลิงตามวัสดุการเกษตร เพื่อจำหน่ายให้แก่โรงไฟฟ้าเพื่อช่วยผลิตไฟฟ้า โดยชุมชนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ ทั้งการจำหน่ายไฟฟ้าและจำหน่ายพืชพลังงานเพื่อเป็นเชื้อเพลิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนได้ถูกบรรจุในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ปี พ.ศ.2561-2580 (AEDP 2018) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 กำหนดกรอบเป้าหมายการรับซื้อไว้ 1,933 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ภายในปี 2563 แต่การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการยังไม่เสร็จ ก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเดือนกรกฎาคม 2563 มาเป็น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ซึ่งนโยบายโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนได้รับการสานต่อ โดยมีการทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางส่วน เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุดภายใต้ 2 หลักการคือ &amp;ldquo;เกษตรกรได้รับประกันราคาพืชพลังงาน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนสุดท้ายนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนก็ได้ฤกษ์ออกประกาศ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 โดยคณะกรรมการกำกับการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศเชิญชวนรับชื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) กำหนดเป้าหมายรับซื้อเพียง 150 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ จำนวน 75 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพขนาดไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ จำนวน 75 เมกะวัตต์ มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าชีวมวลขนาดเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Feed-in tariff (Fit) ที่ 4.8663 บาทต่อหน่วย และขนาดที่เสนอขายเกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Fit ที่ 4.2780 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพขนาดเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ อัตรา Fit ที่ 4.7426 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และ มี FitPremium พื้นที่พิเศษอีก 0.50 บาทต่อหน่วย ดังรายละเอียดตามตารางนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ทำการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการจ้างงานโครงการนี้ว่า ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจส่วนรวมจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 27,000 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าก่อสร้าง 13,000 ล้านบาท และค่าดำเนินการ และบำรุงรักษาตลอด 20 ปี 14,000 ล้านบาท เกษรตกรมีรายได้จากการขายเชื้อเพลิงในระยะเวลา 20 ปี คิดเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 24,000 อัตรา ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงานและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน สร้างประโยชน์แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ จะมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของ ผ่านหุ้นบุริมสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงาน โดยมีประกันราคารับซื้อ มีเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์กับชุมชน รวมทั้งมีผลประโยชน์ด้านสังคม เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค และด้านการศึกษา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ.ได้ออกประกาศรับซื้อข้อเสนอขายไฟฟ้า โดยกำหนดระยะเวลายื่นข้อเสนอระหว่างวันที่ 19-23 เมษายน 2564 ประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ลงนามในสัญญาเพื่อขายไฟฟ้าวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ผลจากการประกาศดังกล่าวมีเอกชนผู้สนใจจำนวนมาก โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอมากถึง 232 โครงการ ทำให้การทำงานของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน.และกฟภ.) ต้องใช้เวลาในการพิจารณามากขึ้น ประกอบกับปัญหาการระบาดของโควิด-19 การไฟฟ้าจึงขอเลื่อนการพิจารณา จากวันประกาศผู้ผ่านการคัดเลือก จากวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นวันที่ 2 กันยายน 2564 ล่าช้าไปประมาณ 49 วัน ส่งผลต่อวันเวลาลงนามในสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และเริ่มขายไฟฟ้าให้ระบบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ในขณะที่เอกชนผู้ลงทุนไทยเองมีจำนวนมาก มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และเงินทุน ดังจะเห็นได้จากมีผู้ลงทุนยื่นข้อเสนอถึง 232 โครงการ และโครงการนี้เป็นการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ผู้เขียนคิดว่าจะมีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ราคาที่ประมูลได้คงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่า Fit ที่กำหนดไว้มากพอควร ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงและประชาชนมีงานจากการจ้างงานทำในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงานและเงินปันผลจากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมทั้งมีเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกระจายไปทั่วประเทศ จำนวน 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังประสบปัญหาในขณะนี้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย&amp;nbsp;&amp;nbsp;วีระพล จิรประดิษฐกุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112617</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานทดแทน, วีระพล จิรประดิษฐกุล, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610fbfdcb6ae5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 06:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากมาตรการ CDM ถึง BCA เพื่อลดโลกร้อน แต่เพิ่มอุปสรรคให้การค้าระหว่างประเทศ (ตอนที่ 1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากมาตรการ CDM ถึง BCA เพื่อลดโลกร้อน&amp;nbsp;แต่เพิ่มอุปสรรคให้การค้าระหว่างประเทศ (ตอนที่ 1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะโลกร้อน (Global Warming) นับว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงรูปใหม่ของโลก รวมทั้งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในเชิงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ยังคงร้ายแรงขึ้นทุกวัน แม้ว่าในระยะที่ผ่านมาหลายประเทศได้พยายามสร้างความร่วมมือ และมีข้อตกลงเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ระดับควบคุมได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ได้แก่ ความร่วมมือข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งได้ระบุให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วตามภาคผนวกที่ 1 มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปีฐาน ค.ศ.1990 ให้ได้ภายในปี ค.ศ.2012 ทั้งนี้ ในพิธีสารเกียวโต อนุญาตให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ภาคผนวกที่ 1) สามารถใช้เครื่องมือที่เรียกว่า &amp;ldquo;กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ที่อนุญาตให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 สามารถดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศนอกกลุ่มภาคผนวกที่ 1 ได้ และนำมาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนได้ ซึ่งคาดหวังว่า CDM จะเป็นกลไกที่ทำให้ต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำลงอยู่ระดับที่พอรับได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งต่อ และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มาตรการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ได้สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ.2012 แต่ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงได้มีความพยายามที่จะดำเนินการเจรจาร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และการจัดสรรพันธกรณีระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจากแทนพิธีสารเกียวโตที่ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตการการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน&amp;nbsp;
จากมาตรการ CDM ที่กล่าวมาแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ประเทศในกลุ่มภาคผนวกที่ 1) ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกของตน ทำให้มีต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น และเริ่มตระหนักว่าอุตสาหกรรมของประเทศตนเองสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน จึงมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น เป็นต้น พยายามที่จะคิดค้นมาตรการใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่ามาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment : BCA) ซึ่งเป็นมาตรการที่พยายามจะลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าจากประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศของตน ทั้งนี้ มาตรการอาจจะอยู่ในรูปแบบการเก็บภาษีนำเข้า หรือการบังคับใช้มาตรฐานการผลิตบางประการแก่ประเทศคู่ค้าได้ เช่น กำหนดให้ประเทศผู้ส่งออกต้องซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยความต้องการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขบวนการผลิต ซึ่งตนเองปล่อยในอัตรามากกว่าประเทศที่นำเข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นว่ามาตรการ BCA เป็นมาตรการที่ดี เป็นการลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีข้อกำหนดในการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าประเทศของตน รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือในการควบคุมปัญหาการรั่วไหล หรือการย้ายฐานการผลิต (Carbon Leakage and Offshoring) และยังเป็นการบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย ในทางตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้มาตรการ BCA เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้เครื่องมือทางด้านสิ่งแวดล้อมมากีดกันทางการค้า และเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนของประเทศพัฒนาแล้ว มาให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยมองข้ามหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน (Common but Differentiated Responsibilities) ตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามเอามาตรการ BCA มาใช้ให้ได้ โดยในปี ค.ศ.2009 ผู้แทนทางสหรัฐอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมาย The American Clean Energy and Security Act.2009) โดยจะบังคับใช้ BCA กับสาขาการผลิตบางชนิด ซึ่งประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยด้วยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงต่อมาตรการดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย วีระพล จิรประดิษฐกุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109460</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์บอน, ประเทศที่พัฒนาแล้ว, ภาวะโลกร้อน, วีระพล จิรประดิษฐกุล, สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec0189b9e23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา กกพ.ถูกปลดยกชุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ.ยังไร้ข้อสรุปหลังประชุมด่วน 23 ก.ค. ที่ผ่านมา เผยยังไม่พร้อมแสดงความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรต่อ ทั้งการลาออก หรือจับสลาก ต้องดูความชัดเจนต่อไป แหล่งข่าวชี้หากยืดเยื้อหวั่นถูกปลดยกชุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยว่า กกพ.ยังไม่พร้อมให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน กรณีที่จะต้องมีการลาออกจาก กกพ.ของกรรมการทั้ง 6 คนพร้อม ๆ กัน หรือจับสลากออก 3 คน หรือแสดงสปิริตลาออก 2 คนตามลำดับอาวุโส จากเดิมที่มีการนัดประชุมกันในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา และขอไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ในขณะนี้ และขอยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถจบลงที่ กกพ.ได้ ต้องรายงานความคืบหน้าให้รัฐบาลรับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวด้านพลังงานกล่าวว่าสถานการณ์ล่าสุดของกกพ. อาจไม่สามารถยื้ออายุการทำงานต่อไปได้อีกแล้ว และเป็นไปได้ว่าต้องลาออกไปพร้อม ๆ กันท้ัง 6 คน แม้ว่าจะมีการจุดประเด็น ให้มีการจับสลากออก 3 คน หรือให้ผู้ที่มีอายุสูงสุดใน 6 คน ลาออกรวม 2 คน เพื่อยื้อเวลาไวอีกระยะหนึ่ง หรือกรรมการบางคนระบุว่าคงไม่สามารถลาออกพร้อมกันท้ัง 6 คนก็ตามเพราะเกรงว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง กรณีที่จะทำให้ถูกมองว่าประชดรัฐบาลชุดก็ตาม ท้ังนี้ หากกกพ.ชุดนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใดๆ ก็อาจนำไปสู่การปลดออกท้ังชุดอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ังนี้ ได้มีการสันนิษฐานในหลายๆประเด็นว่าเหตุใด จึงมีการกดดันกกพ.ให้พ้นวาระในคร้ังนี้ อาทิ การขัดแย้งกรณีที่ไม่ออกใบอนุญาตการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13985</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, ลาออก, วีระพล จิรประดิษฐกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180309/image_big_5aa259ca16c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2018 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2018 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.ตรึงค่าไฟงวดพ.ค.-ส.ค.61</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 มี.ค.61- นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;กกพ.ได้มีมติตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) ประจำงวด พ.ค.-ส.ค. 2561 ไว้ที่ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย จากที่จริงแล้วจะต้องอยู่ที่ 7.29 สตางค์ต่อหน่วย แต่ กกพ. มีมติใช้เงินสะสมจากราคาส่วนต่างค่าไฟจำนวน 5,291 ล้านบาทมาสนับสนุน รวมถึงยังได้รับผลบวกจากเงินบาทที่แข็งค่าและผลจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำต้นทุนถูกลง จึงลดค่าเอฟทีให้เหลือ -15.90 สตางค์ต่อหน่วยได้ และเมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนงวดใหม่เท่าเดิมที่ 3.5966 บาทต่อหน่วยต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เงินสะสมที่นำมาลดค่าเอฟทีปัจจุบันเหลืออยู่ที่ 6,536 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่างวดถัดไป คือ ก.ย.-ธ.ค. 2561 แนวโน้มค่าเอฟทีจะปรับขึ้นอีก จากราคาก๊าซที่เป็นตัวแปรสำคัญ ดังนั้นในเบื้องต้นกกพ.มีแผนตรึงราคาไว้ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วยต่อไป โดยจะใช้วิธีแบ่งเงินสะสมฯส่วนที่เหลือเป็น 2 ก้อนคือ 4,871 ล้านบาทมาตรึง และจะนำเงินอีก 1,665 ล้านบาทไปใช้เอฟทีงวดปี 2462&amp;quot;นายวีระพลกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4633</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., ค่าไฟ, ค่าไฟฟ้าผันแปร, วีระพล จิรประดิษฐกุล, เอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180309/image_big_5aa259ca16c55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
