<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.ท่องเที่ยวชี้ CDC อเมริกาจัดให้ไทยติด1 ใน7 ดินแดนที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 63 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ Weerasak Kowsurat&amp;rdquo; ระบุว่า สหรัฐอเมริกาจัด &amp;quot;ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเรื่องโรคโควิด-19&amp;quot;
(8 สิงหาคม 2563) ศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ การวิจัยและพัฒนา ของ ศบค. โดยศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) เปิดเผยผลวิเคราะห์สถานการณ์โรคโควิด-19 ในระดับนานาชาติ ว่า การระบาดยังรุนแรงมากทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันเกือบ 300,000 คนหรือเพิ่มขึ้นหนึ่งล้านคนในทุก 3-4 วัน และที่สำคัญคือแนวโน้มการระบาดได้เปลี่ยนไปอีกระยะ จากการมีจุดศูนย์กลางการระบาดเป็นบางหย่อมกลายเป็นการระบาดในเกือบทุกจุดทั่วโลกพร้อมๆกัน รวมทั้งได้เกิดการระบาดระลอกที่สองในหลายประเทศที่เคยควบคุมการระบาดได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปข้อมูลการประเมินความเสี่ยงเพื่อคำแนะนำการเดินทาง โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กลุ่มความเสี่ยงสูง จำนวน 207 ดินแดน
2. กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง ไม่มี
3. กลุ่มความเสี่ยงต่ำ จำนวน 7 ดินแดน โดยในทวีเอเชีย ได้แก่ ไทย และนิวซีแลนด์
4. กลุ่มความเสี่ยงต่ำมาก จำนวน 13 ดินแดน โดยในทวีปเอเชีย ได้แก่ บรูไน ลาว มาเก๊า ไต้หวัน ติมอร์-เลสเต
5. กลุ่มที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมิน จำนวน 14 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73861</URL_LINK>
                <HASHTAG>CDC อเมริกา, จัดให้ไทย, มีความเสียงโควิดต่ำ, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f2c95e94ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.เตือนบิ๊กตู่พึงระวัง แร้งรุมทึ้งเงินกู้4แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาสูงผวา เสือหิว-เสือโหย-แร้งรุมทึ้ง เตรียมเขมือบ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หลังแห่เสนอโครงการทะลุเกือบ 8 แสนล้านบาท &amp;quot;สมชาย&amp;quot; แฉมีโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูจากโควิด &amp;nbsp;กว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ หวั่นตามเกมไม่ทัน สุดท้ายเข้าทางผู้รับเหมา เป๋าตุงโดยไม่เกิดการจ้างงาน อึ้งเจอสอดไส้โครงการปะการังเทียมแต่ไม่รู้ทำได้จริงหรือไม่ กระตุกระวังอาจเกิดทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นเริ่มมีการเสนอโครงการเพื่อของบประมาณจากเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่พบว่ามีการเสนอโครงการเข้าไปให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาการใช้เงินกู้ ที่มีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธาน พิจารณากันจำนวนมาก จนยอดเงินรวมเฉียด 8 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงการยื่นโครงการเพื่อขอใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาท กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงนี้ว่า โครงการที่เสนอมาแล้วกว่า 8 แสนล้านบาท มีโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูจากโควิด-19 เป็นจำนวนมากกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น โครงการก่อสร้างถนน 10,150 เส้น, ประปา 1,483 โครงการ และใช้เครื่องจักรเป็นตัวก่อสร้าง เป็นโครงการที่ควรอยู่ในงบประมาณปกติที่มีเงินอยู่แล้ว 6 แสนล้านบาท เพราะผู้ที่จะได้รับเงินก็คือผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยที่ไม่เกิดการจ้างงาน นอกจากนี้ ยังมีโครงการซื้อกล้อง CCTV เงินออกนอกประเทศอีกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชายกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการปะการังเทียมที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงฝากกรรมการพิจารณาโครงการให้ตัดทิ้งทั้งหมด เนื่องจากบางโครงการก็เป็นโครงการปัดฝุ่น ตัดต่อพันธุกรรม บางครั้งเป็นโครงการที่ถูกตีตกแล้วตัดแปะชื่อโครงการ ด้วยการปรับเปลี่ยนชื่อให้มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด ดังนั้นงบประมาณที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้ควรอยู่ในงบประมาณปกติที่มีกระบวนการการกลั่นกรองตามระบบ 1 ปีอย่างละเอียดและรอบคอบ จะมาลักไก่ไม่ได้ แต่การใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทนี้ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษทั้งหมด เพราะเป็นงบเฉพาะเจาะจง ไม่เหมือนกับงบประมาณปกติ ก็อาจจะเกิดการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและเกิดการทุจริตได้ ยืนยันไม่ได้โทษฝ่ายการเมืองหรือฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เขาบอกว่า ถ้าไม่เติมน้ำเติมปุ๋ย หรือเติมไปน้อย ต้นไม้ที่มีชื่อว่าประเทศไทยก็จะตาย แต่ผมมองว่าอยู่ดีๆ เราเอาน้ำราดไปเลยโครม ต้นไม้ก็จะตายเหมือนกัน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรแบ่งการให้เงินเป็นเฟสๆ จะ 4 เฟส 8 เฟส หรือ 10 เฟสก็ได้ เหมือนกับเราค่อยๆเติมน้ำ ไม่ให้ต้นไม้ตาย นอกจากนี้ โครงการที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ตามความต้องการของจังหวัดก็ต้องตัดออก อย่าไปให้ โครงการที่เป็นงบปกติ อย่าไปให้งบที่สงสัยว่าจะทุจริต อย่าไปให้งบที่พิจารณาใหม่แบบตัดแปะ อย่าไปให้เหมือนคนทำวิทยานิพนธ์แล้วตัดแปะ&amp;rdquo; นายสมชายกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชายกล่าวอีกว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ เน้นการจ้างแรงงานเป็นหลัก โดยเสนอให้นำเงินมาจ้างงานเด็กจบใหม่ในพื้นที่ หรือคนที่ตกงานในพื้นที่ มาทำงานที่จะช่วยเหลือชาวบ้านได้ เช่น เครื่องมือทำการเกษตร การค้าขายออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งตนเห็นด้วยกับเงิน 4 แสนล้านบาท แต่ก็จะปล่อยให้เงินรั่วไหลไม่ได้ ถ้ารั่วไหลก็จะเกิดวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นจึงเสนอว่าผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คนในคณะกรรมการกำกับกองทุน ควรมาจากตัวแทนภาคประชาสังคมที่คุ้นเคยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เช่น นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากนี้ ควรมีตัวแทนจากภาควิชาการที่มีโครงข่ายของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เพื่อให้คนที่คิดจะทุจริตหวั่นเกรง ไม่กล้ากระทำทุจริตคอร์รัปชัน&amp;quot; ส.ว.ผู้นี้ให้ความเห็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและอดีต รมว.การต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรจัดโฆษกแม่นๆ มาสักคน อธิบายออกมาชัดๆ เงินแจกมีให้เพื่อกันอดตาย เงินจ้างมีไว้เพื่อสร้างงาน ดังนั้นเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ควรเน้นปล่อยเพื่อจ้างงาน ไม่ใช่สร้างผลงาน เงินกู้ soft loan มีไว้เพื่อธุรกิจที่เคยทำมาได้ดีแต่มาสะดุดโควิด-19 ชั่วคราว ส่วนเงินให้ยืมมีไว้ให้นำไปพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพิ่ม เงินนี้จึงไม่มีดอกเบี้ยและผ่อนใช้คืนได้ยาวมากหน่อย เงินสมทบ มีไว้เพื่อประเดิมแบบให้เปล่าแก่ผู้จำต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะถูกดิสรัปต์แล้ว อุตสาหกรรมนั้น งานนั้น อาชีพนั้นจะไม่เหลือที่ยืนในการแข่งขันแล้ว แต่รัฐควรจะให้แค่น้อยๆ เท่านั้น และถ้าใครไปฝึกในสาขาที่รัฐแนะนำเพราะขาดแคลน รัฐก็เติมการอุดหนุนเข้าไปตามระดับและสัดส่วนที่จะเปลี่ยนและหรือปฏิรูปประเทศในเรื่องนั้นๆ ต่อไปได้ สำหรับเงินชดเชยมีให้เพื่อเหตุที่รัฐไปสั่งเขาหยุดหากิน ใครกลุ่มไหนควรได้อะไรก็จะได้ติดตามตรวจสอบเสนอแนะข่าว และการจัดการเงินกลุ่มนั้นไปได้ใกล้ชิด แบบนี้น่าจะได้สะดวกขึ้นทุกฝ่าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า ในการใช้เงินนั้นต้องใช้คุ้มค่าและใช้อย่างถูกต้อง คือทั้งถูกใจและถูกต้อง โดยรัฐบาลต้องใช้เงินให้คุ้มค่าและสามารถสร้างงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ถึงแม้จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินแล้วก็ตาม เสนอให้รัฐบาลเพิ่มการรับฟังความเห็นทางออนไลน์จากประชาชนในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกรเจ้าของกิจการเอสเอ็มอี นักธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ ว่าโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินกู้มาใช้ดำเนินการนั้น มันคุ้มค่าและสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมได้จริงหรือไม่ มีโครงการที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ หรือมีข้อเสนอที่ควรนำเงินกู้ไปใช้อย่างไร เพื่อการใดที่ดีกว่า ตรงตามความต้องการของคนในท้องถิ่นหรือไม่ เช่น บางชุมชนชาวบ้านอาจต้องการแหล่งน้ำมากกว่าทำถนนคอนกรีต เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การเปิดรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนออนไลน์จะเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน สะดวก รวดเร็ว และรัฐบาลจะได้มีข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่คนไทยต้องแบกรับให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและคุ้มค่า อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการใช้เงินอีกด้วย&amp;quot; นายนพดลกล่าว&amp;nbsp;
&amp;quot;พิชัย&amp;quot;ไล่หวดก้นทีมเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามกระแสข่าวการเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจยกชุด แต่ยังไม่มีข้อสรุป เหมือนเป็นสุญญากาศทางการเมือง ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจของไทยย่ำแย่หนักลงทุกวัน ตัวเลขเศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมาก บางสำนักให้เศรษฐกิจไทยติดลบถึง -8.8% แต่รัฐบาลกลับไม่มีทิศทางที่จะแก้ไขอย่างชัดเจน ข้าราชการก็ไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะผู้ที่กำลังบริหารอยู่อาจจะต้องถูกปรับออกไปเร็วๆ นี้ คนใหม่ที่จะเข้ามา จะยังใช้แนวทางเดิมหรือไม่ เพราะแนวทางที่ทำอยู่น่าจะไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้เลย เพราะเป็นแนวทางที่น่าจะล้าสมัยแล้ว ถ้ายังใช้แนวคิดเดิมและทำแบบเดิม โดยหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นกลับมาที่เดิม แต่ความจริงคือเศรษฐกิจที่เดิมที่รัฐบาลทำมาตลอดก็ยังย่ำแย่มาก ดังนั้นหากจะมีการปรับ ครม. เศรษฐกิจ ก็ควรจะต้องเร่งดำเนินการ และผู้ที่เข้ามาจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ โดยต้องมีแนวคิดใหม่เพื่อปรับประเทศให้เข้ากับอนาคตของโลกให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวอีกว่า แนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจจะต้องคำนึงถึงการแก้ไขทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ไปพร้อมกันถึงจะแก้ไขได้ การจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยละเลยการแก้ไขด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย จะไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ซึ่งถ้าหากพลเอกประยุทธ์จะปรับ ครม.เศรษฐกิจทั้งหมด ก็เท่ากับตอกย้ำความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจที่ผ่านมา ดังนั้นจึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ลดทิฐิ และได้กลับไปศึกษาแนวคิดที่ผมเองได้เคยเสนอมาตลอด ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางของทีมเศรษฐกิจที่บริหารล้มเหลวนี้ จนตนเองถูกเรียกตัวถึง 12 หน ทั้งปรับทัศนคติและการดำเนินคดี ว่ามีแนวทางอย่างไรที่จะปรับเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นได้อย่างไร แล้วนำมาปรับเปลี่ยนการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็น่าจะช่วยเศรษฐกิจไม่ให้ย่ำแย่ลงไปอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.พลังงานให้ความเห็นอีกว่า นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว อยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาว่าประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่างไร จากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพียงเพื่อสืบทอดอำนาจอย่างที่เป็นอยู่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ วุฒิสภาที่ไม่ได้มีคุณค่าในสายตาประชาชน ระบบเลือกตั้งที่ผิดเพี้ยน การปฏิบัติตัวของ ส.ส.ที่ไม่เป็นตัวอย่างให้กับประชาชน รวมถึงความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกัน ซึ่งจะยิ่งทำให้ประเทศเสื่อมลง อีกทั้งสภาวะสังคมที่เสื่อมทราม การยืมทรัพย์คงรูปที่จะถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต ข่าวคราวการกลั่นแกล้งคนเห็นต่าง ถึงขนาดมีข่าวว่าคนไทยถูกอุ้มหาย และหลายคนถูกฆ่าในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น รวมถึงภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาของสื่อหลักต่างประเทศที่ย่ำแย่มาโดยตลอด ยิ่งล่าสุดรัฐบาลสั่งปลดล็อกและยกเลิกเคอร์ฟิว แต่กลับยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ยิ่งตอกย้ำที่สื่อหลักต่างประเทศวิจารณ์ว่ารวบอำนาจ เพราะน่าจะกลัวโดนประชาชนและนักศึกษาขับไล่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า พลเอกประยุทธ์จะต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นรอบด้านเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ จะทำเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันหนักหนาสาหัสมาก จะทำเป็นไม่รู้แต่ไม่ฟังไม่ได้แล้ว และหากบริหารผิดทางเหมือนในอดีตจะยิ่งทำให้ประเทศไทยย่ำแย่ลงไปอีกนาน และจะไม่มีเหลือเงินทุนเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนประเทศแล้ว เพราะรัฐบาลได้กู้เงินใช้เต็มวงเงินแล้ว จนหนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 ล้านล้านบาท ซึ่งตั้งแต่นี้ไปตนจะขอเสนอแนวคิดการแก้ไขปัญหาทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาแนวทางที่ตนได้เสนอไว้แล้ว คือการปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นระบบดิจิทัลทั้ง หมด (Digitalization) โดยเริ่มต้นจากปรับเปลี่ยนระบบราชการ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาตามโลกได้ทัน และจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศจะฟื้นกลับมาได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังจะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศไทย เช่น การผูกขาด การคอร์รัปชัน การหนีภาษี และความเหลื่อมล้ำได้ด้วย เป็นต้น ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนแล้วคือประเทศเอสโตเนีย ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตในอดีตและพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้า ประชาชนมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด เพื่อให้ฟื้นตัวก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีโอกาสที่พลเอกประยุทธ์จะทำผิดซ้ำซากอีกแล้ว ดังนั้นพลเอกประยุทธ์จะต้องเปิดใจกว้างรับฟังทุกเรื่อง และนำไปศึกษาให้ชัดเจน ยิ่งทำผิดซ้ำซ้อนเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายกับรัฐบาลมากขึ้น และจะหนีไม่พ้นความพยายามที่จะขับไล่ผู้นำรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากรู้ตัวว่าไม่มีความสามารถเพียงพอ ก็ควรจะต้องลาออกไป อย่าทำให้ประเทศเสียหายยิ่งไปกว่านี้&amp;quot; นายพิชัยกล่าว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68699</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปัทมะ, พิชัย นริพทะพันธุ์, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, สมชาย แสวงการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200614/image_big_5ee61d0857911.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;www.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost บันทึกต้อนรับชีวิตสู่ปกติไม่ติดเคอร์ฟิวตั้งแต่เมื่อคืนวาน ...0 ที่ดีใจสุดๆ เห็นจะเป็นห้างค้าปลีก 7/11 ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ของ เจ้าสัวธนินท์&amp;nbsp; เจียรวนนท์ กระมัง ส่วนสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ โรงเบียร์ ยังต้องร้องเพลง..รอ..ต่อไป ...0 ธุรกิจเล็กข้างถนนในซอกในซอย รวมถึงคนหาเช้ากินค่ำ ขับแท็กซี่ อาจจะดี๊ด๊า เพราะลูกค้าที่หายไปจะค่อยๆ คืนกลับมาสู่วิถีที่เคยเป็นเคยมี แต่ขอโทษที!! เศรษฐกิจที่คาดหวังว่าจะดีขึ้นหลังโควิด-19 นั้น อาจจะเป็นแค่ฝันกลางฤดูฝน ด้วยประเทศไทย วันนี้ &amp;quot;แค่รอด&amp;quot; จากวิกฤติโรค แต่วิกฤติโลกว่าด้วยเศรษฐกิจอันเป็นหัวใจสำคัญของ &amp;quot;การอยู่ให้เป็นและรอดตลอดไป&amp;quot; นั้น ยังเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่รออยู่ตรงหน้าแล้ว ...0 โจทย์ยากยิ่งกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะกำลังซื้อไม่ได้หดแต่เฉพาะในประเทศ แต่มันหายไปทั่วโลก โดยมีความกังวลของโรคภัยไข้เจ็บเป็นองค์ประกอบใหญ่ เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ป. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์กสิกร และประธานสมาคมธนาคารไทยจะยืดอกมาช่วยบริหารจัดการแทนทีมเศรษฐกิจของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั้น ต้องกระซิบไว้บรรทัดนี้เลยว่า..ถามเจ้าตัวเขาหรือยัง??? ...0 นายแบงก์เข้าคิวออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจหลังปลดล็อควิกฤติโควิด-19 ยามนี้ไม่ต้องแปลกใจ!!! นั่นเพราะมาตรการที่ &amp;quot;แบงก์ชาติ&amp;quot; ให้ธุรกิจการเงินการธนาคารทำนั้น ในภาษาชาวบ้านคือให้กรอบที่แบงก์สามารถตกแต่งบัญชีได้ ซึ่งมาตรการดังว่าจะทำให้งบดุลธนาคารพาณิชย์อ่อนแอลง ฉะนั้น เอ็นทีแอลจะสูงไปอยู่ที่ประมาณ 7-8% จากเดิม 3% แน่นอน มันคือการ &amp;quot;ซื้อเวลา&amp;quot; แต่เมื่อหมดเวลาพักชำระหนี้ จะเหลือรอดตายหรือไม่อย่างไรนั้น ดร.วิรไท สันติประภพ มิได้อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติแล้ว ...0 เวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่นักการเมืองจะมาทะเลาะเบาะแว้งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีกัน หรือผู้บริหารตามกระทรวงหน่วยงานต่างๆ จนถึง ส.ส.ทั้งหลายจะจ้องแซะเงินกู้ 4 แสนล้านบาทกัน และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำแนะนำของ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ส.ว. ที่สะกิดบอกว่า ช่วงเวลานี้รัฐควรจัดโฆษกเเม่นๆ มาสักคน อธิบายออกมาชัดๆ ว่า เงินแจกมีให้เพื่อกันอดตาย เงินจ้างมีไว้เพื่อสร้างงาน ดังนั้น เงินกู้ 4 แสนล้านบาทควรเน้นปล่อยเพื่อจ้างงาน ไม่ใช่สร้างผลงาน เงินกู้ soft loan มีไว้เพื่อธุรกิจที่เคยทำมาได้ดีแต่มาสะดุดโควิดชั่วคราว เงินให้ยืมมีไว้ให้นำไปพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพิ่ม เงินนี้จึงไม่มีดอกเบี้ยและผ่อนใช้คืนได้ยาวมากหน่อย เงินสมทบ มีไว้เพื่อประเดิมแบบให้เปล่าแก่ผู้จำต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะถูกดิสรัปแล้ว อุตสาหกรรมนั้น งานนั้น อาชีพนั้น จะไม่เหลือที่ยืนในการแข่งขันแล้ว&amp;nbsp; เงินชดเชย มีให้เพื่อเหตุที่รัฐไปสั่งเค้าหยุดหากิน ...0 ใครกลุ่มไหนควรได้อะไรก็จะได้ติดตามตรวจสอบเสนอแนะข่าวและการจัดการเงินกลุ่มนั้นไปได้ใกล้ชิด ...0 ทำอย่างไรที่นักการเมืองจะเลิกคิดเองเออเองว่า เงิน 4 แสนล้านบาทที่ผ่านสภาไปด้วยเหตุผลของโควิด-19 นั้น จะเป็นงบของ ส.ส.เพื่อหากำไรทั้งในทางตรงและทางอ้อม หรือทางลอยฟ้าก็ตาม เพราะเจอะหน้าประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่จะใช้งบประมาณส่วนนี้ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สศช. เหมือนคนน้ำท่วมปากยังไงชอบกลนะ ...0 โดยเฉพาะแถวๆ กระทรวงเกษตรฯ แว่วข่าวว่า ไอเดียบรรเจิดเสนอสารพัดโครงการ แค่ รมช.คนเดียวก็ขอไปเกือบ 1.5 หมื่นบ้าน ฟังดูสวยหรู อินเทรนด์แบบ Travel Bubble เสียด้วย ขายสินค้าเกษตรแลกกับห้องพักและตั๋วเครื่องบิน ..ดีที่ผู้ประกอบการเอกชน &amp;quot;รู้เท่าทัน&amp;quot; กลัวเจอค่าหัวคิวแบบโรงแรมที่ใช้กักตัวผู้ติดเชื้อโควิด-19 กระมัง ...0 &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68680</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์, บันทึกหน้า4, ปรีดี ดาวฉาย, ปิยสาร์, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, เจ้าสัวธนินท์  เจียรวนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ชี้แจก1.5พันแค่ศึกษา ยัวะข่าวหลุดทำคนสับสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ลั่นมาตรการแจกเงิน 1,500 บาทเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดยังแค่ศึกษา ลั่นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องคิดถึงงบประมาณและข้อกฎหมาย ไม่สร้างภาระรัฐบาลใหม่ ยัวะข่าวหลุดทำให้เกิดการตีความ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 24 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงกลางปี 2562 คนละ 1,500 บาทว่า หลายอย่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการ เป็นเพียงข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอเยอะแยะไปหมด ทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน&amp;nbsp;อย่าลืมว่ารัฐบาลก็คือรัฐบาล เราก็ทำหน้าที่รัฐบาล ต้องทำหน้าที่ต่อเนื่องไปจนกว่าจะมี ครม.ใหม่ขึ้นมา ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย รัฐบาลพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆ ออกมาช่วงนี้นั้น ขอบอกว่ายังเป็นเพียงการศึกษา และปรึกษาหารือกันของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพียงแต่วันนี้ข่าวออกมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวเมืองรอง สื่ออย่ามาถาม มันยังไม่มีข้อสรุปอะไรออกมาเลย บางทีเป็นเรื่องแค่การหารือกันเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ ยืนยันว่ายังไม่ได้ข้อยุติ เพราะมีหลายอย่างเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ให้เงินแล้วจบ ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของภาษี คณะกรรมการกำลังพิจารณาอยู่ ขอร้องทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มาตรการทางเศรษฐกิจมีผล 2 อย่าง เพราะเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับการส่งออกมาด้วย ซึ่งทุกคนก็ทราบดี ดังนั้นเมื่อโลกมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ มีสงครามการค้า ก็จะส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออก จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ถ้าทุกคนไม่กล้าใช้เงิน ไปยุ่งแต่กับเรื่องการเมือง ทุกอย่างมันหยุดไปหมด แล้วรัฐบาลจะทำอะไรได้ วันนี้จึงอยากขอร้องประชาชนทุกคนที่มีขีดความสามารถในการใช้จ่ายเงิน ต้องช่วยกัน มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย คนไม่มีรัฐบาลก็จะดูแลให้สามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ ถือเป็นหลักการสำคัญ ถ้าเราไม่ช่วยกัน ทุกคนไม่ยอมเสียอะไรเลย อยากจะได้เพียงอย่างเดียวก็ไม่มีใครทำอะไรให้ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหามาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสแรกผ่านไปแล้ว 2 เดือน เหลืออีก 1 เดือน จากนั้นต้องมาดูในไตรมาส 2&amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะถ้ามีปัญหา ผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ประชาชน รัฐบาลจึงต้องหามาตรการที่เหมาะสม แต่ต้องระมัดระวังในข้อกฎหมายทุกประการ โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณ&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว และว่า รัฐบาลนี้ระมัดระวังอย่างเต็มที่ ทำงานทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้เป็นภาระรัฐบาลต่อๆ ไป เหมือนกับที่ปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นมาก่อนรัฐบาลนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวก่อนการประชุม ครม.ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ยังไม่เห็นในวาระพิจารณาปกติ แต่คาดว่าอาจพิจารณาเป็นวาระจร หรืออาจเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้าแทน ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมืองรอง 55 จังหวัด ที่ไม่ว่าจะมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเท่าไรก็ถือว่าช่วยได้มาก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ไม่ได้อยู่ในฤดูกาลท่องเที่ยว จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ที่คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าปี 2561 ที่ทำได้ถึง 2.64 แสนล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า นายกฯ ย้ำถึงมาตรการแจกเงินให้ประชาชนคนละ 1,500 บาท เพื่อใช้จ่ายท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดว่า เรื่องดังกล่าวได้เห็นจากในข่าว และบอกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ซึ่งเรื่องยังไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้วเหตุใดเรื่องจึงหลุดออกไปก่อน ซึ่งเราก็ไม่ได้ชี้แจง คนจึงเอาไปตีความอย่างนั้นอย่างนี้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34392</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cc07519d20be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 23:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2019 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ท่องเที่ยวจ่อร่อนหนังสือถาม สตม. ขอต่ออายุฟรีวีซ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เมษายน 2562 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะทำหนังสือถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการขยายระยะเวลาการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrvial) ให้กับ 20 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจไต้หวัน ที่จัดเก็บคนละ 2 พันบาท ซึ่งจะสิ้นสุดในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งที่ผ่านมาทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเสนอให้ขยายเวลาไป 6 เดือนจนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2562 ว่าทางสตม.จะดำเนินการต่อหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ประชุม ครม. ยังไม่ได้หารือกันถึงเรื่องดังกล่าว แต่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะทำหนังสือไปสอบถามกับทางหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่มีอำนาจในเรื่องนี้ ว่ามีความเห็นอย่างไร จะเสนอเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในปลายเดือน เม.ย.นี้ และถ้าขยายออกไปแน่นอนว่าจะส่งผลดี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ยังมีเวลา และการขยายไปครอบคลุมถึงเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นวันหยุดยาววันชาติจีนก็น่าจะมีความเหมาะสม&amp;rdquo; นายวีระศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังเตรียมหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือแนวทางการจัดทำวีซ่าครั้งเดียวให้กับนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้ 2 ครั้ง (Double Entry Visa) โดยจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมคนละ 1 พันบาท เพราะที่ผ่านมาที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยด้านการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33342</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยว, ฟรีวีซ่า, รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f2c95e94ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2018 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2018 22:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.การท่องเที่ยวฯเสียใจดึงงบกลางหนุนเอกชนจัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค.61 - นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงงบประมาณในการสนับสนุนการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018&amp;nbsp;ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ภายหลังที่ภาคเอกชนออกมายอมรับว่างบประมาณไม่เพียงพอ ว่า เป็นที่น่าเสียดาย ที่การจัดประกวดครั้งนี้ รัฐบาลไม่สามารถ นำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี 2561 หรืองบกลางปี มาสนับสนุนได้ เนื่องจากติดที่ข้อกฎหมาย ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ซึ่งไม่อนุญาตให้นำงบกลางมาใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมา การจัดประกวดจะสามารถโยกงบดังกล่าวมาใช้ได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แต่ครั้งนี้ไม่สามารถทำได้ ส่วนตัวก็รู้สึกเสียใจ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุด คือ การอำนวยความสะดวกให้ดีที่สุด ซึ่งเชื่อว่า เราต้องก้าวข้ามการเป็นเจ้ามือ แต่ต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดีที่สุด ซึ่งเบื้องต้นได้พูดคุยกับภาคเอกชนแล้วก็เข้าใจกันดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23516</URL_LINK>
                <HASHTAG>มิสยูนิเวิร์ส 2018, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c069a12be301.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นระทึกอนาคต‘มวยเด็ก’ บนข้อตกลงที่ยอมรับกันได้!?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากองค์กรหรือหน่วยงานด้านสุขภาพรายงานผลการวิจัยว่า การปล่อยให้เด็กขึ้นชกมวยเจะส่งผลกระทบในส่วนของสมองและออกมาแสดงความเห็นว่าน่าจะมีการแพ้ไข &amp;lsquo;พ.ร.บ.กีฬามวย 2542&amp;rsquo;ที่ระบุว่าผู้ที่ขึ้นชกมวยต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แต่ในความเป็นจริงมีการจัดการแข่งขันมวยเด็กที่อายุต่ำกว่านั้นกันดาษดื่น และเห็นควรให้แก้ไข พ.ร.บ.กีฬามวยตัดทอนเหลือ 12 ปีเพื่อคุ้มครองสุขภาพพลานามัยของเด็กและเยาวชน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมากรณีดังกล่าวทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งบุคคลในวงการมวยต่างออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยและคัดค้านพร้อมกับยื่นข้อเสนอไปยังภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องมาจากคณะผู้วิจัยเรื่อง &amp;lsquo;การบาดเจ็บสมองของนักมวยเด็ก&amp;rsquo;นำเสนอว่า การใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า&amp;nbsp; ศึกษาความแตกต่างระหว่างสมองของเด็กที่ชกมวย 253 คน พบว่า การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีนั้นมีผลต่อสมองของเด็ก โดยสรุปว่าเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของนักมวยเด็กจะมีความผิดปกติทางสมอง ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ การทำงานของสมองด้านความทรงจำลดลง นำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อให้มวยไทยปลอดภัยสำหรับเด็กว่า นักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องเป็นเพียงวัฒนธรรมและกีฬาสมัครเล่นโดยมีกฎกติกาที่เหมาะสมตามอายุ&amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นอาชีพ ไม่ทดแทนคุณ ไม่ทารุณกรรม และไม่เป็นการพนัน,มีการกำหนดเกณฑ์ ที่สำคัญต้องแก้ &amp;lsquo;พ.ร.บ.มวย 2542&amp;rsquo;ให้สอดคล้องกับ &amp;lsquo;พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546&amp;rsquo;, กฎหมายค้ามนุษย์&amp;nbsp; และ อนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กได้รับอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องดังกล่าวที่ปะชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่วมกัน ไม่ลงมติใน ร่างพ.ร.บ. และส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่าครม.จะรับร่างกฎหมายดังกล่าวไปศึกษาและเสนอกลับมาให้สนช.อีกครั้งภายใน 30 วัน สำหรับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญ โดยกำหนดให้นักกีฬามวยที่ประสงค์จะเข้าแข่งขันในการแข่งขันกีฬามวยต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียน ผู้เยาว์ที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนเป็นนักกีฬามวย ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวยและนายสนามมวยอนุญาตให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมแข่งขัน เว้นแต่ได้รับความชอบจากนายทะเบียน แต่สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีนั้นจะไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ โดยในการจัดการแข่งขันต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประสบการณ์ในกิจกรรมด้านการกีฬาและมีมาตรการป้องกันอันตรายทางร่างกายและมีกฎกติกาการเล่นที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันมีการกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีที่มีผู้ใดทำการจูงใจให้นักกีฬามวยกระทำการล้มมวยหรือจูงใจให้ผู้ตัดสินไม่ตัดสินอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม หรือ นักกีฬามวยรับประโยชน์อื่นใดเพื่อกระทำการล้มมวย แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ตัดสินรับทรัพย์สินเพื่อแลกกับการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้หัวหน้าคณะหลายรายออกมาชี้แจงและให้เหตุผลไปต่างๆนา โดย &amp;lsquo;เจ้าเป็ด&amp;rsquo;เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง อดีตนักมวยดังและเจ้าของยิมมวยไทยให้ความเห็นว่า ทำไมชี้เป้ามาที่มวยไทยเพียงกีฬาเดียว ถ้าทำวิจัยนักกีฬาอื่นที่มีการปะทะแล้วได้ผลเดียวกัน อยากทราบรายชื่อและข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เอามาวิจัยว่าเป็นใครมาจากไหนง ถ้า พรบ.นี้บังคับใช้จริง มวยไทยซึ่งเป็นศิลปะประจำชาติจะ ถูกแซงหน้าจากชาติอื่นที่นำหลักการสร้างกระดูกมวยตั้งแต่เด็กไปใช้ ใครจะรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของโปรโมเตอร์และหัวหน้าคณะ &amp;lsquo;เสี่ยโบ๊ท&amp;rsquo;ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ ผู้บริหารเพชรยินดีอะคาเดมี่ มองว่า&amp;nbsp; เท่าที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามบังคับใช้กฎหมายนี้มาอย่างยาวนาน คนที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชน องค์กรเด็กและสตรี ซึ่งมีการถกเถียงกับคนในวงการมวยในเรื่องนี้มาแล้ว จนเมื่อถึงยุค คสช.คือ ถ้าเกิดร่างนี้ผ่านไปได้จะเกิดผลกระทบกับเด็กต่างจังหวัดที่ทุกวันนี้ใช้มวยไทยเป็นอาชีพทำมาหากิน เลี้ยงดูพ่อแม่ บางคนอายุ 6 ขวบ 7 ขวบ ก็เริ่มต่อยมวยกันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่งเมื่อวันอังคาร 12 พ.ย.ที่ผ่านมาที่ห้องอาหาร 13 เหรียญฯ-พระราม 9 สมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย มอบหมายให้ นายสุกฤษฏิ์ แพร่กรีฑาเวศน์ เป็นตัวแทนรวมตัวกลุ่มคนวงการมวยไทย เปิดแถลงข่าวเชิญชวนบุคคลวงการมวยแสดงความคิดเห็น ร่างแก้ไข &amp;lsquo;พ.ร.บ.กีฬามวย&amp;rsquo;ว่าด้วยการห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งได้ข้อสรุปว่า..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ให้ยื่นหนังสือการลงมติคัดค้านไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นี้เป็นมติเอกฉันท์ผู้เข้าร่วมประชุม 250 คน ต่อนายกรัฐมนตรี,ประธาน สนช,.รมต.การท่องเที่ยวและกีฬา โดยจะส่งผู้แทนไปยื่น,ให้ล่ารายชื่อ หัวหน้าค่าย,นักมวย,ปมต,นายสนาม ทั่วประเทศ เพื่อส่งรายชื่อมาร่วมสนับสนุน,ให้ส่งข้อความคิดเห็นคัดค้านพร้อมเหตุผล ในเรื่องการจำกัดสิทธิ์ทางอายุต่ำกว่า 12 ปี เพื่อให้คนมวยทั่วประเทศได้ร่วมรณรงค์ออกมาเสนอแนวคิดเพื่อคัดค้านไปที่เพจนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-หากมีการนำ พ.ร.บ.นี้เข้าที่ประชุม สนช. จะมีการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของคนมวยทั่วประเทศที่หน้ารัฐสภาเพื่อประท้วงตามสิทธิ์ของระบบประชาธิปไตยต่อไป&amp;nbsp; อนึ่ง &amp;lsquo;ชาติซ้าย&amp;rsquo;สมชาติ สมชาติ เจริญวัชรวิทย์ นายกสมาคมกีฬามวยอาชีพฯได้รับการติดต่อมาจากประธานยกร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ตัวแทนคนมวยจำนวน 10 คนเข้าไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการ สนช.ในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้นแค่สองวันก็เกิดเหตุการณ์สลดที่ถูกเผยแพร่ผ่านโลกโซเชียล จากกรณีที่ &amp;lsquo;น้องเล็ก&amp;rsquo; เพชรมงคล ส.วิไลทอง (ป.พีณภัทร) หรือ&amp;#39; ด.ช.อนุชา ทาสะโก นักมวยไทยวัย 13 ปีเสียชีวิตจากอาการเลือดคั่งที่สมองหลังโดนน็อคยก 3 ในการชกกับ ฟ้าใหม่ ส.พระนคร ที่พระประแดง-สมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องหันมาวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะการปล่อยปละละเลยด้านความปลอดภัย หรือเป็นความบกพร่องของกรรมการบนสังเวียนหรือไม่ และรอดูผู้กุมนโนบายจะมีปฏิกิริยาเดินหน้าแบบไหน ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังเสียงคัดค้านด้วยว่าท้ายที่สุดจะลงเอยอย่างไร.!?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22271</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 เหรียญ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กีฬา, ชกมวย, ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์, นักมวยเด็กวัย13, น้องเล็ก, พ.ร.บ.กีฬามวย, พ.ร.บ.กีฬามวย 2542, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, สมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย, เพชรมงคล ส.วิไลทอง, เสี่ยโบ๊ท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181119/image_big_5bf268cb333e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
