<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2026 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.เซ็นสัญญาตั้งนิคมฯ&#039;เอเพ็กซ์กรีน&#039;ในอีอีซี ชี้เกิดการลงทุน 6.4 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาภาพ&amp;nbsp;http://www.apexpark.co.th/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมและเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายรัฐบาล โดยในวันที่ 19 ต.ค.64 กนอ.ได้ลงนามในสัญญาร่วมดำเนินงาน กับ บริษัท เอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท เพื่อรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่(นิว เอส-เคิร์ฟ) โดยนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท ตั้งอยู่ในพื้นที่ต.หัวสำโรง และต.แปลงยาว อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินงานในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค จัดเป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่ 66 โดยใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการประมาณ 2 ปี &amp;nbsp;ซึ่งหลังจากประกาศเขตนิคมอุตสาหกรรมแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน&amp;nbsp;ufa888goal อินดัสเตรียล เอสเตท มีพื้นที่ประมาณ 2,191.50 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 1,600.22 ไร่ หรือคิดเป็น 73.17% พื้นที่ระบบสาธารณูปโภคประมาณ 358.34 ไร่ คิดเป็น 16.22% และพื้นที่สีเขียวและแนวกันชนประมาณ 232.03 ไร่ คิดเป็น 10.61% ของพื้นที่ทั้งหมด โดนนิคมดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศที่รัฐบาลจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร มีศักยภาพที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งจากศักยภาพดังกล่าวคาดว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท หากมีการลงทุนเต็มพื้นที่แล้ว&amp;nbsp;


save168 จะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในนิคมฯ ประมาณ 64,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 16,000 คน สะท้อนถึงศักยภาพของการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และการเป็นหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคตได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท เน้นกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิตเป็นหลัก เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ชิ้นส่วนยานพาหนะ&amp;nbsp;


สล็อต อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมเบา&amp;nbsp;


fifa356 กลุ่มกิจการบริการและสาธารณูปโภค กลุ่มเกษตรกรรมและผลผลิตจากการเกษตรที่มีความต้องการใช้น้ำต่ำ&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&amp;nbsp; และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามโครงการอีอีซี โดยโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากพื้นที่ตั้งโครงการถือว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ&amp;nbsp;


bnk789 มีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมที่สะดวก โดยอยู่ห่างจากท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังและท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 100-130 กิโลเมตร ห่างจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 80-120 กิโลเมตร และมีนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงพื้นที่โครงการฯ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉะเชิงเทรา, นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท, วีริศ อัมระปาล, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f83c2a75f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด กนอ.ไฟเขียวตั้งนิคมร่วมแห่งใหม่ใน อีอีซี ดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ส.ค. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ.(บอร์ด) ครั้งที่ 10/2564 เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564 มีมติอนุมัติโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ภายใต้ชื่อนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับ บริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด โดยมุ่งเน้นรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและสมัยใหม่ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าประจุสูง รวมถึงกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพื้นที่โครงการอยู่ในตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่ประมาณ 1,181 ไร่ มูลค่าการลงทุนโครงการ &amp;nbsp;4,856 ล้านบาท โดยพื้นที่โครงการอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 44 กิโลเมตร ท่าเรือแหลมฉบัง ประมาณ 60 กิโลเมตร และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ประมาณ 119 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาพื้นที่และระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกและเปิดให้บริการได้ภายใน 2 ปี ทั้งนี้ เมื่อเปิดดำเนินการแล้วจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 33,200 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 8,300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเปิดดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ แล้ว คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในประเทศอีกมากมายทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ นอกจากนี้ โครงการฯมีความเป็นไปได้ทางการตลาดสูง เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมายคือ พื้นที่อีอีซี ที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดภายใต้มาตรการส่งเสริมของอีอีซี ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มีประจุสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ความสนใจพื้นที่โครงการแล้ว โดยคาดว่าจะขายพื้นที่และให้เช่าพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 4 ปี&amp;rdquo;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ แบ่งเป็นพื้นที่ประกอบกิจการประมาณ 70% และเป็นพื้นที่สาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียวรวมประมาณ 30% โดยได้นำแนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ การจัดให้มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่แนวกันชนเชิงนิเวศ (Eco-Belt) รอบพื้นที่โครงการฯ การจัดสรรพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม ไม่น้อยกว่า 10% และการนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาปรับปรุงคุณภาพ ก่อนนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ภายในโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ตอบสนองต่อนโยบายการพัฒนาอีอีซีของรัฐบาล โดย กนอ. ได้รับมอบหมายให้จัดเตรียมพื้นที่รองรับนักลงทุน ซึ่ง กนอ.พิจารณาข้อเสนอของโครงการฯ แล้วเห็นว่าบริษัทฯมีความพร้อมในการพัฒนาโครงการฯ รวมถึงโครงการฯ มีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง มีเครือข่ายการคมนาคมที่มีศักยภาพเอื้อต่อการลงทุน คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี&amp;rdquo; นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113445</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้, วีริศ อัมระปาล, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119d8246fafd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การนิคมฯ ยันญี่ปุ่นยังสนใจลงทุนในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ส.ค. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ประชุมร่วมกับนายอัทซึชิ ทาเคทาชิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) โดยเจโทรได้ทำการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี สำหรับผลการสำรวจในครึ่งปีแรกของปี 2564 มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ระบุว่า ยังมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากปัญหาเรื่องการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการขนส่งระหว่างประเทศที่ทำได้ยากขึ้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทยมากขึ้น โดยอาจจะลดการนำเข้า เพราะมีความเสี่ยงเรื่องขนส่ง ดังนั้นจึงมองว่าเป็นโอกาสของผู้ผลิตในนิคมฯ เพราะมีความสามารถในการผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งหากประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนขึ้น ทาง กนอ.จะได้ช่วยให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสหารือกันเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการที่ กนอ.ได้หารือกับเจโทร พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย แม้ว่าจะมีผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ยังคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ช่วงที่โควิด-19 กลับมาระบาดอีกรอบก็ต้องยอมรับว่า การขนส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ของเขาทำได้ยาก ดังนั้นเขาก็มองว่า ถ้าได้พาร์ทเนอร์ชาวไทยที่ผลิตพวกวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนโดยเฉพาะในนิคมฯ ก็จะลดปัญหาเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศได้มาก เพราะในนิคมฯ ก็มีผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมที่โดดเด่นต่างกัน เราก็พร้อมให้ความสนับสนุนเต็มที่ อาจจะเป็นในรูปแบบการเจรจาระหว่างผู้ผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในแต่ละธุรกิจให้ได้มาหารือกัน ซึ่งถ้ามีโอกาสตรงนั้น กนอ.พร้อมช่วยเหลือ&amp;rdquo; นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เจโทรยังได้เปิดเผยอีกว่า นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจในนโยบายเศรษฐกิจบีซีจี โดยผู้ตอบแบบสำรวจกว่าครึ่งระบุว่า ยังสนใจสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจชีวภาพ หรือบีซีจี โดยเฉพาะในประเด็นพลังงานสีเขียว เช่น ไฟฟ้าหรือไอน้ำจากพลังงานทดแทน ประเด็นผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน เช่น ชิ้นส่วนประหยัดพลังงานในรถยนต์ เซลล์แสงอาทิตย์และวัสดุที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เซลล์เชื้อเพลิง เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เป็นต้น รวมทั้งประเด็น เและการบำบัดหรือกำจัดกากอุตสาหกรรมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 37.36% รองลงมาคือนักลงทุนจากประเทศจีน 8.16% อเมริกา 6.79% สิงคโปร์ 6.78% และไต้หวัน 4.11% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง 10.91% รองลงมาคืออุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ 9.97% อุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหนังเทียม 8.3% อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักรและอะไหล่ 7.65% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ 6.6% &amp;nbsp;ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111919</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคม, นักลงทุนญี่ปุ่น, วีริศ อัมระปาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b1b83fc379b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วีริศ’ ลั่นมาบตาพุด เฟส 3 ตอกเสาเข็ม 1 ก.ค.นี้ ยันพร้อมหาทางช่วยเหลือกลุ่มประมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 หลังได้รับใบอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำแม่น้ำจากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาระยอง ว่ากนอ.เตรียมทำหนังสือแจ้งบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินัล จำกัด ให้เริ่มงานดำเนินโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะที่ 1 (NTP1) ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ หลังได้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ที่ได้รับความเห็นชอบจากทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ จะเข้าพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เพื่อประชุมหารือทำความเข้าใจเรื่องมาตรการช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพประมง ก่อนเริ่มต้นงานก่อสร้างที่สามารถดำเนินการได้ ผ่านมูลนิธิกองทุนหลักประกันความเสียหายฉุกเฉินและพัฒนาคุณภาพของประชาชนโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ที่สามารถขับเคลื่อนได้ตามกลไกและรวดเร็ว โดยจะแต่งตั้งคณะทำงานกำหนดกรอบ แนวทาง วางแผน วิเคราะห์ ประเมินผู้ได้รับผลกระทบและชี้แจงรายละเอียดก่อนดำเนินการก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กนอ.อยู่ระหว่างประสานกับทางจังหวัดระยอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหาแนวทางการจัดประชุมประชาสัมพันธ์โครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้าง ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินัล จำกัด ได้เข้าร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและท่าเทียบเรือ เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดถือเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลังพัฒนาเสร็จจะสามารถขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลว ในปริมาณ 16 ล้านตันต่อปี ล่าสุดมีผู้ประกอบการ 12 ราย เป็นผู้ให้บริการท่าเทียบเรือเฉพาะกิจ 9 ราย และผู้ให้บริการท่าเทียบเรือสาธารณะ 3 ราย มีการใช้งานใกล้เต็มศักยภาพแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องขยายท่าเรือรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105065</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), ก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3, ลงเข็ม 1 ก.ค., วีริศ อัมระปาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b75952cf4c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกระทบ กนอ.ลดเป้ายอดขายที่ดินนิคมฯเหลือ 1,200 ไร่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 พ.ค. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม และแผนดำเนินการของกนอ. ว่า ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและภาพรวมการลงทุนของไทยและทั่วโลกผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นจากการกระจายวัคซีน การค้า การลงทุน การบริโภค เริ่มกลับมา ขณะที่ประเทศไทย ตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจด้านต่างๆ ดีขึ้น เวลานี้การกระจายวัคซีนโควิด-19 ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นตัวของประเทศ แม้เวลาจะเป็นช่วงฝุ่นตลบ หรือการปรับกระบวนการต่างๆ แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นไม่นาน และหลังจากนี้จะดีขึ้นและเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้น แต่ในด้านการลงทุน ต้องอาศัยการเจรจา การลงพื้นที่จริง ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรคสำคัญ ต้องใช้แนวทางออนไลน์เป็นหลัก กนอ.จึงตัดสินใจปรับลดเป้าหมายยอดการขาย/เช่าพื้นที่ของงบประมาณ 2563 ลงเหลือ 1,200 ไร่ จากเป้าหมาย 1,500 ไร่ ซึ่งช่วง 7 เดือนของปีงบ สามารถทำยอดขาย/เช่า แล้วกว่า700ไร่&amp;quot;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผลจากโควิด-19 ทำให้สถานการณ์การลงทุนทั้งโลกเปลี่ยนไป กนอ.เองจึงเตรียมปรับกระบวนการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านของกนอ.ทั้งหมดเช่นกัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วแต่ละด้าน หน้าบ้านจะเร่งหารือหน่วยงานลลทุนของประเทศต่างๆ หารือนักลงทุน รวมทั้งศึกษาแนวทางการกระตุ้นลงทุนที่ดึงดูดใจมากขึ้น จะหารือกับหน่วยงานการลงทุน คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพื่อพิจารณาปรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในนิคมฯให้น่าสนใจมากขึ้น จากเดิมเคยลดสิทธิประโยชน์บางอุตสาหกรรม เพราะเนื้อหอม แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป ประเทศคู่แข่งของไทย อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่างกำหนดสิทธิประโยชน์จนเกิดจุดเด่นในด้านต่างๆที่ดึงดูดการลงทุน ไทยจึงควรปรับตัวครั้งใหญ่เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีริศ กล่าวว่า สำหรับการปรับหลังบ้านจะเพิ่มศักยภาพพนักงานกนอ. วางแผนกำลังคนรองรับการเกษียณประมาณ20%ในช่วง5ปีข้างหน้า ขณะเดียวจะตั้งทีมงานขึ้นมาเฉพาะคัดพนักงานที่มีศักยภาพให้เข้ามาศึกษาลู่ทางการพัฒนาองค์กร เพิ่มช่องทางรายได้ โดยอาจใช้วิธีร่วมลงทุน หรือตั้งบริษัทลูก ไม่เน้นจ้างเอกชนเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง อย่างธุรกิจการจัดการน้ำภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งทุกปี จนกระทบต่อแผนการผลิตของโรงงาน อาจเข้าไปร่วมลงทุนเพื่อผลิตน้ำได้ต่อเนื่อง รวมทั้งอาจตั้งบริษัทลูกขึ้นมารองรับการใช้งานเทคโนโลยี5จีในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้บริการลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยแนวทางดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสธุรกิจ สร้างรายได้เพิ่มให้กับกนอ.ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104564</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.), ลดเป้า, วีริศ อัมระปาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b1b83fc379b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วีริศ&#039;สั่งการทุกนิคมฯคุมเข้มโควิด-19 หลังพบติดเชื้อกว่า 300 คน ที่นิคมฯ บางปู หวั่นเป็นคลัสเตอร์ใหม่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.2564 &amp;nbsp;นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 369 คน ในโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เบื้องต้นได้รับรายงานว่า โรงงานดังกล่าวได้หยุดประกอบกิจการมาตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 โดยคนงานที่พบว่าติดเชื้อทั้งหมดได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว ซึ่งทางบริษัทฯ ได้มีการค้นหากลุ่มเสี่ยงให้ได้รับการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 และได้ทำความสะอาดพื้นที่ คัดกรองผู้สัมผัสเสี่ยงสูง แยกกักตัว และสังเกตอาการ 14 วัน ขณะเดียวกันได้ประสานเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสมุทรปราการ ลงพื้นที่ตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อให้ครบ 100% โดยมีแผนปฏิบัติการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้งในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ในโรงงานดังกล่าว ผม ได้กำชับไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางปู ให้ประสานกับทางจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือในการระดมตรวจเชิงรุกโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งในนิคมฯ บางปู โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานดังกล่าว ซึ่งรวมถึงชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ เพื่อไม่ให้กลายเป็นคลัสเตอร์การระบาดแห่งใหม่ รวมทั้งกำชับให้แต่ละนิคมอุตสาหกรรม แจ้งไปยังโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยง เพิ่มความเข้มในมาตรการดูแลสุขอนามัยด้านสถานที่และปฏิบัติตามประกาศของ กนอ.ในเรื่องมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด&amp;rdquo; นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในส่วนของวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัศโควิด-19 เบื้องต้นอาจมีการประสานเร่งด่วนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ในพื้นที่ที่นิคมอุตสาหกรรมที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนมากตั้งอยู่ เพื่อขอให้เร่งรัดการฉีดวัคซีนในพื้นที่ โดยทาง กนอ.พร้อมเป็นจุดให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการหารือกับทางจังหวัด และคณะกรรมการบริหารจัดการจุดบริการให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่แรงงานภาคอุตสาหกรรม ประชาชนทั่วไป ของกระทรวงอุตสาหกรรมในเบื้องต้นก่อน เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีริศ กล่าวด้วยว่า คาดว่าในเร็วๆนี้การให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน และแรงงานภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศจะสามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงและครบถ้วน จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายอย่าวิตกกังวลจนเกิดความเครียด อยากขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ขณะเดียวก็ให้ปฏิบัติตัวตามกรอบที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้กำหนดไว้ โดยอยู่บนความไม่ประมาท การ์ดอย่าตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ กนอ.ติดตามสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พบว่า มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระลอกเดือน เม.ย.64 มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 938 ราย หายป่วยแล้ว 78 ราย และยังเหลือผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ทั้งสิ้น 860 ราย ซึ่งทาง กนอ. ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อลดการติดเชื้อภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด โดยเป้าหมายสุดท้าย คือ ให้ตัวเลขการติดเชื้อเป็นศูนย์โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103966</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดโควิด 300 คน, ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), พบนิคม บางปู, วีริศ อัมระปาล, สั่งนิคม คุมเข้มโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab22b84f0a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดนโยบายผู้ว่ากนอ.คนใหม่ชู6แผนดึงดูดการลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เมษายน 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงนโยบายการดำเนินงาน ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ.ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กนอ. ก็จะสานต่องานเดิมที่วางไว้ แต่จะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และสร้างความยั่งยืนให้กับ กนอ.โดยการดำเนินงานจะแบ่งเป็น 6 กลุ่มใหญ่ที่สำคัญ ดังนี้ 1.เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ เร่งหาแนวทางการดึงดูดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมให้เพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้ทั้งมาตรการการตลาดและมาตรการเชิงรุกออกไปหารือกับนักลงทุนโดยตรง รวมทั้งเร่งสื่อสารทางการตลาดประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรม แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เร่งสานต่อนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ได้แก่ การเร่งดำเนินโครงการสมาร์ท ปาร์ค และเร่งรัดโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 ซึ่งเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนส่งก๊าซ และพัฒนาอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีชั้นสูงที่สำคัญ โดยทั้ง 2 โครงการนี้ ถือได้ว่าเป็นโครงการหลักที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ในส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่สำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะนิคมฯ ชายแดนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กนอ. ได้แก่ นิคมฯ สระแก้ว นิคมฯ สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แผนลดความเสี่ยงในทุกด้านที่จะกระทบต่อการดำเนินกิจการในนิคมฯ ของ กนอ. โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและพลังงาน ซึ่งจะต้องมีเพียงพอทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ เช่น การจัดทำแผนงานและแนวทางการบริหารแหล่งน้ำดิบให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า การหาและสร้างระบบจัดเก็บแหล่งน้ำดิบ สำรอง การส่งเสริมระบบเก็บน้ำฝนของอาคารและสถานประกอบการ การส่งเสริมระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีริศ กล่าวว่า นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า โดยจะเร่งจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอในระยะยาว มีระบบสำรองและเทคโนโลยีในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจนส่งผลต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมชั้นสูงที่ต้องการกระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพ มีความเสถียรสูง รวมทั้งการจัดหาพลังงานทางเลือก และ กนอ.อาจจะขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในพื้นที่นิคมฯ ที่สนใจพลังงานสะอาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กนอ.จะต้องลงทุนในระบบเพื่อให้การจ่ายกระแสไฟฟ้ามีคุณภาพสูงสุด ป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เหมือนเหตุการณ์เมื่อเร็วๆนี้ ที่เกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้สายส่งทำให้เครื่องจ่ายไฟฟ้าของหน่วยผลิตไฟฟ้าของบริษัทหยุดทำงาน เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังโรงงานต่างๆ ในนิคม&amp;rdquo;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยมีแผนจัดหามาตรการสิทธิประโยชน์สนับสนุนให้กับโรงงานที่มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินการที่ดีมายาวนาน ซึ่งจะต้องเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง โดยจะเข้าไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กรมสรรพากร และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อจัดทำสิทธิประโยชน์ให้กับโรงงานที่ได้มาตรฐานในระดับสูง 5.สำหรับสร้างความก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับ กนอ. โดยขณะนี้มีแผนที่จะหาช่องทางในธุรกิจใหม่ๆ เช่น การตั้งบริษัทลูก หรือร่วมทุนในธุรกิจใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 6.พัฒนาบุคลากรโดยการเสริมศักยภาพด้านต่างๆ การที่ กนอ.จะพัฒนาไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ กำลังคนที่มีคุณภาพจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ดังนั้น จึงมีแผนการ พัฒนาศักยภาพพนักงานของ กนอ. ให้มีศักยภาพเพิ่มในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านไอที ระบบดิจิทัล และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาด้านภาษาให้กับพนักงาน ที่ควรจะสื่อสารภาษาที่ 3 ได้ นอกจาก ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะนักลงทุนในนิคมฯ มาจากต่างชาติทั่วโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100752</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), ผู้ว่าการคนใหม่, วีริศ อัมระปาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e6f73a1360.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
