<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.ลุยแผนหนุนปั๊มชาร์จรถไฟฟ้า ปรับปรุงพื้นที่ปั๊มเอ็นจีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค. 2564 นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าในปีนี้ ปตท. เตรียมเดินหน้าที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีแผนจะปรับปรุงสถานีให้บริการก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(ปั๊มเอ็นจีวี) เป็นสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) เพื่อการสนับสนุนการใช้งานรถอีวีในประเทศอีกทางหนึ่ง โดยจะเริ่มดำเนินในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล เพื่อให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มแท็กซี่ ที่อาจจะมีการสนับสนุนให้เปลี่ยนเป็นการใช้รถอีวีแทนในอนาคต ก่อนที่จะขยายเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้จะรองรับหัวชาร์จทั้งระบบกระแสไฟฟ้าตรง (DC) ที่เป็นการชาร์จแบบเร็ว(ฟาส ชาร์จ) และกระแสไฟฟ้าแบบสลับ (AC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันกำลังศึกษาทิศทางความพร้อมในหลาย ๆ ด้านเพื่อตัดสินใจว่าจะเป็นผู้ลงทุนด้วยตัวเอง หรือจะเปิดการประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ลงทุนอื่น ๆ เข้ามาทำ ซึ่งปั๊มเอ็นจีวีของเราปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 300-400 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งก็มองว่าเป็นโอกาสที่จะใช้เป็นพื้นที่ในการต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบันแนวโน้มความต้องการใช้รถอีวีมีมากขึ้น ทั้งนี้การลงทุนปั๊มชาร์จอีวีจะเป็นการเพิ่มในส่วนสเตชั่นอีวีเข้าไป ไม่ใช่การยกเลิกเอ็นจีวี โดยเงินลงทุนต่อหัวชาร์จในระบบ DC จะอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท ขณะที่ AC จะถูกลงมากว่านั้น โดยสาขาแรกที่มองไว้ว่าจะมีการเพิ่มส่วนของอีวีเพิ่มเติมคือสาขาถนนกำแพงเพชร 2&amp;quot;นายวุฒิกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ปตท. ได้เตรียมดำเนินการต่อยอดธุรกิจภายใต้แบรนด์สินค้าฮะรุมิกิ(Harumiki) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากงานวิจัยโครงการวิจัยการใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากก๊าซธรรมชาติเหลวในการปลูกพืชเมืองหนาว โดยโรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง ซึ่งปัจจุบันสามารถนำผลไม้ อย่างเช่น สตรอเบอรี่ และผลไม้เมืองหนาวมาพัฒนาเป็นผลิตภัฑ์ต่าง ๆ ได้นอกเหนือจากการขายเป็นผลสด ทั้งน้ำผลไม้ ครีมทามือ และสเปร์ยแอลกอฮอล์ โดย ปตท. จะใช้วัตถุดิบภายใต้แบรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดให้เป็นร้านคาเฟ่ในรูปแบบใหม่ ให้บริการเครื่องดื่มและขนมเบเกอรี่ ซึ่งจะนำร่องก่อนในพื้นที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ ก่อนที่จะขยายสาขาในพื้นที่อื่น ๆ เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิกร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้(ม.ค.-มี.ค.) พบว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% อยู่ที่ประมาณ 4,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัว ก่อนจะประสบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จึงต้องติดตามสถานการณ์การใช้อีกครั้ง ขณะที่ตลอดปีนี้ คาดการณ์ปริมาณการใช้จะอยู่ที่ 4,700-4,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใกล้เคียงกับปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนการนำเข้าแอลเอ็นจีร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อกำหนดปริมาณ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ขณะที่ภาพรวมตลาดแอลเอ็นจีมีความต้องการใช้ปัจจุบันอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน ขณะที่สัญญานำเข้าแอลเอ็นจีที่เป็นระยะยาว(ลอง เทอม) อยู่ที่ประมาณ 5.2 ล้านตัน และเป็นการซื้อจากตลาดจร(สปอต)อีก 4-5 แสนตัน ซึ่งจะเหลือความต้องการอีกประมาณ 5-8 แสนตัน โดยกรมเชื้อเพลิงและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะต้องร่วมกันกำหนดตัวเลขร่วมกันอีกที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102507</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริการก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(ปั๊มเอ็นจีวี), บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน), ปรับปรุงสถานี, วุฒิกร สติฐิต, สถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b5a0a6a973.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิด-19 กระทบปตท.เลื่อนแผนส่งออกแอลเอ็นจี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย. 2563 นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. เลื่อนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพื่อส่งออกเชิงพาณิชย์ออกไปเป็นช่วงประมาณไตรมาส 2/64 จากเดิมที่คาดว่าจะดำเนินการได้ในไตรมาส 3/63 เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี ฮับ) ที่คาดว่าจะเริ่มเห็นปริมาณการนำเข้าและส่งออกที่คึกคักมากขึ้นในปี 65 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส-19 ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคลดลง และการเจรจากับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงจีนตอนใต้ยังติดขัดอยู่บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ราคานำเข้าแอลเอ็นจีจากตลาดจร (สปอต) ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงประมาณ 7 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งอาจยังไม่เหมาะสมในการทำตลาดช่วงนี้ แต่หากราคาปรับลดลงมาต่ำที่ประมาณ 3-4 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ที่คาดว่าจะเกิดในช่วงหน้าร้อนก็น่าจะจูงใจให้เกิดการนำเข้าเพื่อส่งออกได้ แต่ ปตท. มีความคืบหน้าในการการทดสอบการนำเข้าและส่งออกไปเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;โดยทุกองค์ประกอบมีความพร้อมแต่สถานการณ์ราคาสปอตอาจจะต้องกลับมาดูในช่วงที่คุ้มค่า เพราะปัจจุบันลูกค้าหลายรายอาจจะชะลอการซื้อแอลเอ็นจีไปก่อน&amp;rdquo;นายวุฒิกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีผลทำให้ยอดการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีปีนี้ลดลง 8-10% จากปีที่ผ่านมา ส่วนการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในประเทศปี 64 น่าจะมีระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5.5-5.6 ล้านตันต่อปี โดยมาจากสัญญาระยะยาวประมาณ 5.2 ล้านตัน &amp;nbsp;และจะสามารถเป็นสปอตประมาณ 4-5 แสนตัน ทั้งจาก ปตท. และภาคเอกชน ซึ่งหากมีการเปิดเสรีการนำเข้า ปตท. พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานที่ทำตามนโยบายภาครัฐ และเปิดให้ใช้ท่อส่งก๊าซอย่างเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิกร กล่าวถึงโครงการท่อส่งก๊าซเส้นที่ 5 บางส่วนมีกำหนดแล้วเสร็จปลายปีนี้ และบางส่วนจะแล้วเสร็จกลางปีถึงปลายปีหน้า ซึ่งในเฟสแรกได้มีการเริ่มจ่ายก๊าซให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่(ไอพีพี) โรงใหม่ ได้แก่ กัลฟ์ เอสอาร์ซี &amp;nbsp;แล้วบางส่วนเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83464</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), วุฒิกร สติฐิต, หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ, เลื่อนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว, แอลเอ็นจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fab5d4db47d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่อก๊าซระเบิดสนั่น ดับ3เจ็บเกือบ30</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่อส่งก๊าซขนาด 36 นิ้วระเบิดวินาศที่บางบ่อ ห่างนิคมอุตสาหกรรม 5 กม. โรงพัก บ้านเรือนประชาชน รวมทั้งรถยนต์หลายคันพังเสียหาย มีผู้บาดเจ็บกว่า 20 เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ สาเหตุยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านเห็นสายไฟแรงสูงขาดตกไปโดนท่อ ส่วน ปตท.ระบุท่อรั่วเกิดไฟไหม้ แต่กรมธุรกิจพลังงานชี้สาเหตุจากรถแบ็กโฮ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อบ่ายวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เกิดเหตุท่อส่งก๊าซระเบิดภายในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย (สุวรรณภูมิ) ซอยโรงเรียนเปร็งวิสุทธาธิบดี พื้นที่หมู่ 9 ต.คลองสวน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้โรงเรียนเปร็งวิสุทธาธิบดีได้รับความเสียหายบางส่วน เช่นเดียวกับบ้านเรือนประชาชน รถยนต์ที่จอดบริเวณนั้นหลายคัน ตลอดจนตัวอาคารของ สภ.เปร็ง แต่นักเรียนปลอดภัย และทางโรงเรียนได้แจ้งให้ผู้ปกครองรับตัวกลับบ้านไปหมดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังมาก สาเหตุท่อก๊าซระเบิดคิดว่ามาจากสายไฟฟ้าแรงสูงขาดลงมาแล้วไปโดนท่อ จากนั้นก็มีการระเบิดต่อเนื่องเป็นจุดๆ รวมเป็นประกายไฟขนาดใหญ่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ที่เดินท่อไปยังนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย (สุวรรณภูมิ) ใน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เกิดเหตุระเบิดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. เบื้องต้น ปตท.ได้ตัดแยกระบบการเดินท่อเพื่อควบคุมก๊าซ และอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิด ซึ่งขณะนี้หน่วยงานด้านความปลอดภัยของ ปตท.ได้เข้าพื้นที่และเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโชคชัย ธนเมธี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก๊าซธรรมชาติรั่วและเกิดเพลิงไหม้ บริเวณตรงข้ามวัดเปร็งราษฎร์บำรุง ถนนเทพราช-ลาดกระบัง ต.คลองสวน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ส่งผลให้เกิดก๊าซฟุ้งกระจายสู่บรรยากาศและเกิดการติดไฟ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการระงับเหตุในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ ปตท.ได้เข้าสู่พื้นที่ตรวจสอบสาเหตุและดำเนินการตัดแยกระบบบริเวณช่วงท่อดังกล่าว นอกจากนี้ได้ประสานงานทีมดับเพลิงในพื้นที่เพื่อร่วมระงับเหตุ โดยขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์เพลิงไหม้ได้เรียบร้อยแล้ว ปตท.จัดตั้งศูนย์ควบคุมเหตุฉุกเฉิน แจ้งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทราบและเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ท่อส่งก๊าซระเบิดส่งผลให้มีเปลวเพลิงพุ่งขึ้นสูงจากพื้นดินมองเห็นได้ในระยะไกล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒน์ สวัสดิ์ชูโต ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย (สุวรรณภูมิ) กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย (สุวรรณภูมิ) ที่ตั้งอยู่ใน ต.คลองสวน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 5 กิโลเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายถวัลย์ ธนกิจเจริญพัฒน์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นรายงานคาดการณ์อาจเกิดจากรถแบ็กโฮเข้าไปทำงานใกล้ท่อก๊าซธรรมชาติ โดยไม่ได้ขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งที่ผ่านมาอุบัติเหตุท่อก๊าซมักจะเกิดขึ้นจากการไม่ขออนุญาตเข้าไปทำงาน และไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังเร่งสรุปสาเหตุที่แท้จริง โดยท่อนี้เป็นท่อก๊าซบนบกเส้นที่ 2 ของประเทศ มีขนาด 36 นิ้ว มีการใช้งานมานานแล้ว ส่งก๊าซไปใช้ในโรงงานของนิคมฯ ต่างๆ และอาจจะมีส่งไปยังโรงไฟฟ้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังตำรวจเข้าตรวจสอบและรายงานเหตุไปตามลำดับชั้น พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก สภ.เปร็ง เวลาประมาณ 12.50 น. ได้รับแจ้งเหตุท่อส่งก๊าซระเบิดแล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ บริเวณถนน 200 ปี ตรงข้ามกับ สภ.เปร็ง เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิง รถดับเพลิง สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกันควบคุมเพลิงไหม้ พร้อมทั้งอาสาสมัครกู้ภัยและหน่วยกู้ชีพคอยให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้ได้ร้บาดเจ็บ เบื้องตันได้รับรายงานมีผู้บาดเจ็บจำนวน 20 ราย เสียชีวิต 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า ขณะนี้เพลิงยังคงลุกไหม้อยู่ กลุ่มควันฟุ้งกระจายในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุและเร่งระบายควัน นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการเร่งอพยพ ช่วยเหลือประชาชนออกจากบริเวณที่เกิดเหตุโดยเร็ว ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกการจราจรโดยรอบ ให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์นนท์ จินดาเวช รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงาน ที่ รพ.บางบ่อรับผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 9 คน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตได้เพิ่มเป็น 3 ศพแล้ว โดยคนหนึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง และมีผู้บาดเจ็บได้รับความช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล 28 คน มีการตั้งศูนย์พยาบาลเบื้องต้นที่วัดเปร็งราษฎร์บำรุง และตั้งกองอำนวยการที่หน้าโรงเรียนวัดเปร็งราษฎร์บำรุงให้คนที่บ้านได้รับความเสียหายมาแจ้งข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เด็กนักเรียนโรงเรียนเปร็งวิสุทธาธิบดีมีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ โดยหลังเกิดเหตุครูพานักเรียนหนีออกทางบ่อปลาข้างหลังไปที่ อบต.เปร็ง ซึ่งมีระยะทางห่างจากโรงเรียน 2 กม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า พล.ต.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 (พล.ร.11) สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองพลทหารราบที่ 11 (ศบภ.พล.ร.11) จัดส่วนล่วงหน้าเข้าประเมินสถานการณ์เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด โดยมี ร.ต.นิคม ชูสร้อย สังกัด ร.111 พัน.1 เดินทางเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ และจัดกำลังพลส่วนใหญ่จาก ร.111 พัน.1 และ ร.112 พัน.1 จำนวน 45 นาย พร้อมรถยนต์บรรทุกทางทหารจำนวน 4 คัน เข้าช่วยเหลือประชาชนและขนย้ายสิ่งของ รวมถึงเตรียมการจัดจิตอาสาช่วยเหลือในการฟื้นฟูความเสียหายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81482</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถวัลย์ ธนกิจเจริญพัฒน์, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, วุฒิกร สติฐิต, สุพัฒน์ สวัสดิ์ชูโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โชคชัย ธนเมธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201022/image_big_5f9188b27038a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.จัดทีมตรวจสภาพเครื่องจักรแก้ปัญหา PM 2.5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.เดินหน้าลดฝุ่น PM 2.5 ให้บริการตรวจสภาพเครื่องจักร โครงการส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติในโรงงานอุตสาหกรรม&amp;rdquo; พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง และสนับสนุนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2563 - นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน ปตท. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวมาโดยตลอด หน่วยธุรกิจก๊าซฯ ปตท. จึงริเริ่ม &amp;ldquo;โครงการส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;rdquo;เป็นครั้งแรกด้วยเล็งเห็นถึงโอกาสในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานสะอาดและปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทำงานของเครื่องจักรซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขและป้องกันปัญหาดังกล่าวในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการฯดังกล่าว ปตท. จะให้บริการสำรวจพื้นที่และตรวจประเมินเครื่องจักร โดยเจ้าหน้าที่จาก ปตท. เพื่อให้คำปรึกษา ปรับปรุงประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องจักร และพร้อมสนับสนุนหากโรงงานใดมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นพลังงานสะอาดอย่างก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยมลพิษ PM 2.5 น้อยกว่า เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่นๆ โดยการให้บริการดังกล่าว เบื้องต้นจะเน้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้รูปแบบเชื้อเพลิงและปริมาณการใช้ตามเงื่อนไขที่กำหนด และตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่น อีกทั้งได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 มาก โดยโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการฯ จะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2563 สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ส่วนบริการลูกค้าก๊าซฯ ปตท. โทร. 02-537-2535-9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ด้วยการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงด้านการปรับปรุงมาตรฐานรถยนต์และคุณภาพน้ำมันดีเซลด้านการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกและสร้างการตระหนักรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างพลังงานทางเลือกที่ดีกว่าให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายวุฒิกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55697</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท., วุฒิกร สติฐิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e2fe702270ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
