<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขับเคลื่อนฟื้นฟูระบบนิเวศ ดูแลสิ่งแวดล้อมโลกยั่งยืน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใน 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก &amp;nbsp;สำหรับปี 2564 นี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ &amp;nbsp;ได้กำหนดแนวทางรณรงค์สู่ &amp;ldquo;ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ&amp;rdquo; รวมพลังทั่วโลกอนุรักษ์ ป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งภายใต้ปัจจัยท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการมุ่งสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมคงอยู่อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการมุ่งสู่องค์กรธุรกิจคาร์บอนต่ำ ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์ คือ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต มีเป้าหมายลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต 15% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 ภายในปี 2568 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของบริษัทคิดเป็น 26% ของการใช้พลังงานทั้งหมด 3.พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ผลิตภัณฑ์ Meat Zero นวัตกรรมเนื้อจากพืช ทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ นวัตกรรมอาหารสัตว์รักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วางแผนระบบโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ 5.ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 และ 6.การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ด้วยการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เช่น ใช้วัตถุดิบข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จัดหาวัตถุดิบปลาป่นสำหรับการผลิตอาหารสัตว์น้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะต้องมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย และยึดมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของวัตถุดิบได้ รวมทั้งการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการดำเนินโครงการ อนุรักษ์ ปกป้อง ฟื้นฟู พื้นที่ที่ป่าต้นน้ำและป่าชายเลน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ ซึ่งดำเนินการไปแล้วมากกว่า 10,000 ไร่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซีพีเอฟมุ่งมั่นบรรเทาผลกระทบและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยยึดเป้าหมายและดำเนินงานตามกลยุทธ์ความยั่งยืน พร้อมทั้งนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ทำให้ในปี 2563 สามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์โลก อาทิ ดึงน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตลดลง 36% เทียบกับปีฐาน 2558 นำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำคิดเป็น 42% ของการใช้น้ำทั้งหมด ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีคุณสมบัติสามารถใช้ซ้ำ หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ หรือย่อยสลายได้ 99.9% รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 580,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิต &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โลกกำลังเผชิญวิกฤติด้านสุขภาพครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมโลกเดินไปข้างหน้าช้าลง เราทุกคนจึงต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อฟื้นสมดุลทางธรรมชาติให้กลับคืนมา ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวให้กับทุกชีวิตบนโลกนี้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายวุฒิชัยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106132</URL_LINK>
                <HASHTAG>วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์, สภาพภูมิอากาศ, สิ่งแวดล้อม, เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c45645d0f04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ดูแลสังคม-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับ &amp;ldquo;วันป่าชายเลนแห่งชาติ&amp;rdquo; เป็นการเตือนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้อง ดูแลรักษา ปลูก ฟื้นฟู ทรัพยากรป่าชายเลนให้คงความสมบูรณ์ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เป็นต้นทางของการสร้างความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์และสัตว์ทุกชีวิต และยังเป็นแหล่งรายได้ของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นจากโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปี 2561-2562 เทียบกับก่อนเริ่มโครงการ ในด้านเศรษฐกิจพบว่า คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น อาทิ รายได้จากการทำประมง โดยในพื้นที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า และในพื้นที่ ต.ปากน้ำกระแส จ.ระยอง รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.2 เท่า ด้านสังคม กลุ่มผู้สูงวัยมีสุขภาพจิตดีขึ้น จากการที่ได้ใช้เวลาว่างในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามธรรมชาติ และช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการ &amp;ldquo;ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน&amp;rdquo; ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goal : SDGs) ในประเด็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;ครัวของโลกที่ยั่งยืน&amp;rdquo; พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยความใส่ใจตลอดกระบวนการผลิต ตระหนักและรู้คุณค่าของป่าชายเลน จึงได้ร่วมกันปกป้อง อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการระยะที่ 1 (ปี 2557-2561) ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนรวม 2,388 ไร่ ในพื้นที่ จ.ระยอง สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา และพังงา&amp;rdquo; นายวุฒิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า ป่าไม้ ต้นไม้ เพราะสิ่งที่ตามมาคือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ ซีพีเอฟตระหนักดีถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าชายเลนที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และเป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน จึงมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ และรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า พื้นที่ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่อ่าวตัว ก ที่มีปัญหาพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ แต่จากความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชนในพื้นที่ดำเนินโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ทำให้ผืนป่าชายเลนบริเวณนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เป็นป่าชายเลนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจากการปลูกไม้ป่าชายเลน คือ ต้นแสม ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ ปริมาณต้นไม้ที่เพิ่มขึ้นมีผลให้เกิดการทับถมของตะกอนเลนเป็นแนว ทำให้สามารถปลูกต้นไม้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103095</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพีเอฟ, บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, ปลูกป่า, วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0dc81d639b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ชันโรง&quot;กับการฟื้นฟูป่าชายเลนชะแล้ สงชลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป่าชายเลนที่ชะแล้ งดงาม เงียบสงบ และอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป่าชายเลน&amp;quot; มีความสำคัญในแง่&amp;quot;เป็นที่พักอาศัย แหล่งอนุบาลของกุ้ง หอย ปู ปลา &amp;nbsp;ซึ่งในวงจรชีวิตของสัตว์น้ำเหล่านี้ ล้วนมีความสัมพันธ์กับป่าชายเลนทั้งสิ้น &amp;nbsp; แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าป่าชายเลนของไทยเกือบทุกแห่ง ถูกบุกทำลาย และบางแห่งมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างมาก &amp;nbsp;ซึ่งความเสื่อมโทรมนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เฉพาะพื้นที่ป่าชายเลนเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบในวงกว้าง ทำให้สัตว์น้ำขาดแหล่งอนุบาล และมีปริมาณสัตว์น้ำลดลง ถ้าเสื่อมโทรมถึงขีดสุดถูกถูกทำลายหมดสิ้น อาจจะไม่มีสัตว์น้ำหลงเหลือ ส่วนระบบนิเวศรอบๆ.ไม่ต้องพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป่าชายเลนที่ต.ชะแล &amp;nbsp;อ.สิงหนคร จ.สงขลา นับว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในจังหวัด แต่ป่าชายเลนชะแล้ก็เคยผ่านจุดที่ย่ำแย่มาแล้ว เพราะมีการทำลายไม้ชายเลน เช่นไม้โกงกาง ไม้เสม็ด ไปทำเป็นถ่านหรือเชื้อเพลิง เพราะคนที่ชะแล้มีอาชีพหลักคือทำน้ำตาลโตนด &amp;nbsp;ทำให้พื้นที่ป่าประมาณ 250ไร่ &amp;nbsp;หดหายไป แต่เมื่อชาวบ้านละทิ้งอาชีพทำตาลโตนด ป่าชายเลนที่นี่จึงรกร้าง บวกกับการเกิดขึ้นของเมืองขวางทางขึ้น ลง ของน้ำตามธรรมชาติ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขัง พืชพันธฺุ์ท้องถิ่นบางชนิดหายไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชาวชะแล้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลน จึงรวมกลุ่มกันสร้างธรรมนูญสุขภาพต.ชะแล้ ขึ้น ซึ่งนอกเหนือจะเป็นกฎหลักกำหนดเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพแล้ว ยังครอบคลุมด้านมรดกทางวีฒนธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การหันมาอนุรักษ์ป่าชายเลนของชะแล้ ยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.), สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ภาคประชาสังคมและชุมชน ในการเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าใหม่ อนุรักษ์ และฟื้นฟูป่าชายเลนบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ใน 5 จังหวัด ผ่านโครงการ &amp;ldquo;ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน&amp;rdquo; และป่าชายเลนชะแล้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ป่าชายเลน ชะแล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและพัฒนาความยั่งยืน ซีพีเอฟ &amp;nbsp;กล่าวว่า ทรัพยากรอาหารจะมั่นคงได้ ต้องปกป้อง และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ได้และยั่งยืน ท่ามกลางประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น เกือบ 7พันล้าน พอถึงจุดหนึ่งปี 2050 เราจะมีประชากรโลก 9พันกว่าล้าน &amp;nbsp;อาจทำให้ถึงวิกฤต เพราะคนมากขึ้นแต่ทรัพยากรธรรมชาติเท่าเดิม แล้วเราจะจัดการความมั่นคงทางอาหารได้อย่างไร ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ซีพีเอฟ ที่รับผิดออบด้านอาหาร มุ่งประเด็นพัฒนาด้านความยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหารที่เป็นเรื่องสำคัญมากแต่เราไม่ได้ทำคนเดียว ยังร่วมมือกับทช. ชุมชน หน่วยงานอื่นๆ รวมทั้ง พนักงานซีพีเอฟ &amp;nbsp;400 กว่าแห่งที่เราให้นโยบายไปว่าต้องดูแลชุมชนด้วย &amp;nbsp;ให้เป็นอาสาสมัคร ส่วนที่ชะแล้ &amp;nbsp;มองว่าเรื่องของอาชีพและการดำรงชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ &amp;nbsp;และการที่คนจะหันมาอนุรักษ์ป่าก็ต้องเริ่มต้นจากการที่เขาพึ่งพาป่าแห่งนี้ได้ &amp;nbsp; ซึ่งซีพีเอฟ ในส่วนฟาร์มของสัตว์น้ำเช้ามาช่วยดูแลส่งเสริมชุมชนในการอนุรักษ์ &amp;nbsp;และเราได้บุคคลากร ของเราที่มาเป็นอาสาสมัคร ช่วยเหลือชุมชน นับเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นโกงกางรากพันกันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการฯกล่าวอีกว่า กรณีชะแล้ ก็เป็นเคสหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราฟื้นฟูป่าในชุมชนแล้ว ก็จะทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร &amp;nbsp;สร้างรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้ง ยังได้เชิญ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หรือ บีโด มาวัดความหลากหลายทางชีวภาพและองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก มาช่วยวัดการกักเก็บก๊าซคาร์บอนด์ ซึ่งโครงการนี้จะทำระยะยาว 5ปี &amp;nbsp;ถ้าไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ ก็จะมีการซ่อมบำรุง &amp;nbsp;ให้บรรลุเป้าหมาย กรณีชะแล้ ที่มีพื้นที่200ไร่ ทช.ฟื้นฟูส่วนหนึ่ง ซีพีเอฟเข้ามาช่วยเสริมส่วนที่ตกค้าง ประมาณ25ไร่ ปลูกป่าชายเลน ด้วยวิธียกร่อง เพราะพอน้ำท่วมต้นกล้าที่ปลูกมักเสียหาย &amp;nbsp;ตายหมด ก็ต้องมาเริ่มใหม่ วันนี้จึงพัฒนาการปลูกแบบยกร่อง ที่ถือว่ามีความพิถีพิถัน &amp;nbsp;เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่สำคัญยังส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงชันโรง ชองชาวบ้านอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ปัญหาของโลก เรื่องหนึ่งมันโยงไปทุกเรื่อง &amp;nbsp;เพราะทุกวันนี้แมลงผสมเกสรน้อยลง เพราะมีการใช้สารเคมีกันมาก ซึ่งแมลงมีความละเอียดอ่อนมาก บางประเทศแมลงหายไปเลย ถึงกับให้หยุดใช้สารเคมีไปเลย อย่างประเทศฝรั่งเศส สารพิษบางตัวไม่ให้นำเข้าเลย เพราะทำให้ผึ้งตาย ทำให้พืชผสมเกสรน้อยลง และไปกระทบกับความมั่นคงของอาหาร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป่าชายเลนที่ชะแล้ นับว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เพราะเป็นระบบ 3น้ำ น้ำเค็ม น้ำกร่อยและน้ำจืด หมุนเวียนตามฤดูกาล จัดว่ามีความอุดมสมบูรณ์ &amp;nbsp;ประวีณ เลิศอริยะพงศ์กุล &amp;nbsp;ผจก.ฝ่ายซีเอสอาร์ ฟาร์มสัตว์น้ำภาคใต้ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ป่าชายเลนที่ชะแล้ มีความพิเศษ แตกต่างจากป่าชายเลนที่อื่น ที่นี่เป็นเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตของคนในชุมชน มีสัตว์น้ำ ทั้งพวกน้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืดให้จับเป็นอาหารและขายได้ เช่น เวลาหน้าฝน ที่มีมีปลาชะโด ตัวใหญ่ ๆขนาด 5กิโลกรัม หรือปลาช่อน ส่วนช่วงฤดูท่องเที่ยวจะมี ปลาท่องเที่ยวที่รสชาติอร่อยมาให้จับ เท่าที่สำรวจไม่พบปลาชนิดนี้ที่ไหน มีที่ชะแล้ที่เดียว นอกจากนี้ ยังมีกุ้ง ปู หอย ที่ชาวบ้านเข้ามาดักจับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปลูกป่าชายเลนที่นี่ ที่ใช้วิธีการยกร่อง เพราะที่นี่น้ำท่วมหน้าฝน พืชที่ปลูกไว้ตายหมด ประวีณอธิบายว่า ระบบยกร่องดีตรงที่ทำให้พืชหนีน้ำท่วมได้ มีอัตรารอดชีวิตสูง ส่วนเมล็ดพืช เช่นเสม็ดขาว ที่ร่วงหล่นจะไม่ไหลไปตามน้ำ แต่มีที่ดินให้ยึดเกาะ ทำให้มีโอกาสรอดเติบโตได้อีก โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร ต่อไปต้นไม้พวกนี้ก็จะโต กลายเป็นป่าไปเองในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีการปลูกป่าชายเลนแบบยกร่อง เพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้กับต้นไม้เช่นเสม็ดชาว เพราะจะมีช่วงหนึ่งที่น้ำท่วมบริเวณนี้&amp;nbsp; ที่ซีพีเอฟ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เข้าไปช่วยสนับสนุนชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาชีพเลี้ยงชันโรง เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ซีพีเอฟ เข้าไปสนับสนุนคนในชุมชนชะแล้ จนปัจจุบันสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มคนเลี้ยงชันโรงชะแล้ ที่มีสมาชิก 8 คน ซึ่งชันโรงไม่ได้มีความสำคัญแค่ได้น้ำหวาน แต่ชันโรง ที่ทำหน้าที่เหมือนผึ้งคือช่วยในการผสมเกสรดอกไม้ มีส่วนช่วยขยายเพิ่มนที่ป่่าชายเลน เพราะชันโรงมีพฤติกรรเที่แตกต่างจากผึ้งตรงที่ชันโรงจะเก็บเกสรจากดอกไม้ 80 % และเก็บน้ำหวานจากเกสร &amp;nbsp;20% ขณะที่ผึ้งจะเก็บน้ำหวาน 80% และเก็บเกสร เพียง20% ดังนั้น ในแง่การช่วยผสมเกสรพืช จึงถือว่าชันโรงทำหน้าที่ได้ดีกว่า และเกสรที่ชันโรงช่วยผสมจะกลายเป็นเม็ดพืช เมื่อเมล็ดพืชพวกนี้ร่วงหล่น ก็จะงอกเงยกลายเป็นต้น และเติบโตเป็นไม้ใหญ่ในวันข้างหน้า &amp;nbsp;ชันโรงจึงมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่องรังชันโรง ที่กลุ่มเลี้ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแง่อาชีพและสร้างรายได้จากชันโรง ซึ่งมีซีพีเอฟ เข้าไปแนะนำ และมีคนในชุมชนรวมกลุ่มเป็น&amp;quot;กลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงและผึ้งหลวง&amp;quot;ซึ่งเริ่มเลี้ยงชันโรงเมื่อปี2561 &amp;quot; &amp;nbsp;ซึ่งก่อนเลี้ยงได้มีการพาไปศึกษาดูงานการเลี้ยงผึ้งชันโรงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงต.ปันแตอ.ควนขนุนจ.พัทลุง &amp;nbsp;เมื่อขาวบ้านกลับเลี้ยงเอง ลองผิดลองถูกหลายครั้ง &amp;nbsp;จนสามารถเลี้ยงและขยายพันธุ์รังของชันโรงได้ ปัจจุบัน กลุ่มฯมีสมาชิก 8คน และมีคนในชุมชนสนใจอยากเลี้ยงชันโรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ ผู้บริหารซีพีเอฟ กับเกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรงฯที่ชะแล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเสริฐ พุทธทอง ประธานกลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงและผึ้งหลวงกล่าวว่า แต่ก่อนคนที่นี่ไม่เห็นค่าชันโรง ซึ่งมีเยอะเพราะปลูกต้นตาลกันมาก ถ้าบ้านไหนมีชันโรงมาตอมก็จะจุดควันไล่ หรือเผาทิ้ง ไม่เห็นประโยชน์ &amp;nbsp;แต่ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเห็นคุณค่าของชันโรงแล้ว และสนใจอยากเลี้ยงมากขึ้น &amp;nbsp;ปีที่แล้วกลุ่มมีรายได้จาก ชันโรง &amp;nbsp;600,000-700,000 บาท รายได้หลักมาจากการขายกล่องรังชันโรง ซึ่งชายราคา รังละ 1,000บาท &amp;nbsp;และมีการผลิตน้ำผึ้งจากชันโรง ที่มีคุณค่าทางอาหารดีมากกว่าน้ำผึ้งหลวง &amp;nbsp; ตลาดมีความต้องการมาก แต่กลุ่มฯผลิตไม่ทัน เพราะชันโรงรังหนึ่งๆ จะให้น้ำหวานเพียง 250 ซีซี แต่ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน3-4เดือน &amp;nbsp;ปริมาณน้ำหวานจากชันโรงจึงน้อยกว่าผึ้งหลายเท่า เนื่องจากชันโรงตัวเล็กกว่าผึ้ง2-3เท่า ส่วนคุณค่าทางอาหารน้ำหวานจากชันโรงที่สูงกว่าน้ำผึ้ง ก็เพราะชันโรงเก็บเกสรดอกไม้ มากกว่าผึ้ง &amp;nbsp;ทางกลุ่มฯยังมีการแปรรูปน้ำผึ้งชันโรงเป็นสบู่ &amp;nbsp; ส่วนชี้ชันที่ได้จากแคปซูลน้ำหวาน และขี้ชันที่ติดตามรังก็สามารถขายได้อีกด้วย &amp;nbsp; แต่การเลี้ยงชันโรงก็มีข้อจำกัดตรงที่เลี้ยงไม่ได้ทั้งปี โดยเฉพาะหน้าฝน เลี้ยงได้เฉพาะหน้าแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายได้จากชันโรง จึงทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น โดยสมาชิกมีรายได้เฉลี่ย คนละ6,000 บาท/เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการสาธิตผ่ารังชันโรงที่เลี้ยงในกระบอกไม้ไผ่ให้เห็นแคปซูลน้ำหวาน และขี้ชัน ก่อนจะแยกนางพญาไปอีกรัง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อขยายจำนวนรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านรอบๆก็ให้ความสนใจอ ยากเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มของเรา ซึ่งในปีนี้ทางกลุ่มฯวางแผนกับซีพีเอฟ ว่าจะขยายการเลี้ยงชันโรงไปยัง5 หมู่บ้าน ที่อยู่ในชะแล้ และขยายรังชันโรง จาก250 รัง เป็น 400รัง ซึ่งตอนนี้ เราใช้วิธีฝากรัง ไว้ตามบ้านต่างๆในชุมชน เขาก็พอใจ &amp;nbsp;เพราะชันโรงช่วยผสมเกสรดอกไม้ให้ ทำให้ไม้ผลของเขาติดลูกดกมากขึ้น อย่างมะพร้าว บางคนบอกว่าสมัยก่อนขายได้ ปีละ18,000 บาท พอเอาชันโรงไปวาง ขายได้30,000 บาท และเก็บไม่ทันอีกต่างหาก ส่วนพวกเราทางกลุ่มฯก็จะตอบแทนบ้านที่เอาชันโรงไปแขวนตามต้นไม้ ง ด้วยการซื้อเมล็ดพืชผักให้เขา พร้อมกับขอร้องเขาว่า อย่าใช้สารเคมี &amp;nbsp;พวกยาฆ่าแมลง &amp;nbsp;เพราะของพวกนี้แค่นิดเดียวชันโรงก็อยู่ไม่ได้แล้ว อีกอย่างพวกควัน ก็ไม่ถูกกับชันโรง เจอควันก็จะหนีไปหมด ไม่กลับรัง&amp;quot; ประธานกลุ่มฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำหวานจากชันโรง ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมากกว่าน้ำผึ้ง ที่กลุ่มเลี้ยงชันโรงในชะแล้ ผลิตเพื่อขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31626</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ป่าชายเลน, กลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงและผึ้งหลวง, การเลี้ยงชันโรง, ชันโรง, ซีพีเอฟ, ประเสริฐ พุทธทอง ประธานกลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงและผึ้งหลวง, ป่าชายเลนชะแล้ สงขลา, วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8f42bf919cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
