<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พระปกเกล้า&#039; แจงเสนอ คกก.สมานฉันท์ 2 รูปแบบให้สภาฯเคาะ แนะทำงานระยะยาวแก้ขัดแย้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย.63 - ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณารายงานประจำปี2562 ของสถาบันพระปกเกล้า มีนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้รายงาน โดยมีส.ส.หลายคนอภิปรายเรียกร้องให้สถาบันพระปก เกล้าออกมาชี้แจงความชัดเจนถึงแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ อาทิ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีราย ชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายวา มีคนฝากคำถามมามากมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;สถาบันพระปกเกล้าจะออกหลักสูตรการต้านรัฐประหารได้หรือไม่ ถ้าเป็นไปได้อยากให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยตอบคำถามว่า ได้เสนอโมเดลอะไรในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม เพื่อตอบโจทย์ให้ประชาชนที่เสียภาษีได้รับทราบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งขณะนี้ อยากให้สถาบันพระปกเกล้าเล่าให้ฟังว่า มีวิธีสมานฉันท์อย่างไร ถ้าพูดข้างนอกไม่ได้ ก็ให้มาพูดในสภา สถานการณ์ขณะนี้สถาบันพระปกเกล้า ที่เป็นหลักของประชาธิปไตยควรออกชี้นำ เป็นหลักในการแก้ปัญหา ไม่ให้ปัญหาไปกันใหญ่ ทุกวันนี้ตำรวจบ้าจี้ ใช้วิธีไปอายัดตัวแบบเก่าแก่เด็กๆที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าต้องออกมายืนยันให้สังคมรับรู้ว่า วิธีการเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำเป็นนิ่งเฉย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ชี้แจงว่า ในส่วนของโมเดลการสร้างความปรองดองนั้น ทางสถาบันพระปกเกล้าได้หารือผู้ทรงคุณวุฒิ และได้เสนอรูปแบบคณะกรรมการสมานฉันท์ 2 รูปแบบให้สภารับทราบคือ 1.คณะกรรมการ 7ฝ่าย ที่ควรตั้งทันที เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้น 2.โมเดลคณะกรรมการที่ปลอดจากฝ่ายการเมือง อาจเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีประสบการณ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาหนึ่งชุด มาทำงานระยะยาว เพื่อออกแบบระบบป้องกันและความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการขัดแย้งในอนาคตข้างหน้า ทั้ง2แบบนี้ มีบทเรียนที่เราเคยทำงานศึกษาวิจัยอยู่ ขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะเลือกรูปแบบอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	ลูกอีช่างโหนซวยแล้ว &amp;#39;ปารีณา&amp;#39; เตือนลั่นจะยกระดับเชือด!
	เดือดแล้ว! คนคอนฮือล้อมรถ &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; ขณะลงพื้นที่หาเสียงนายกอบจ.
	&amp;#39;ช่อ&amp;#39; เผยคณะก้าวหน้าลงพื้นที่เมืองคอน อบอุ่นมากไม่ต่างจากจังหวัดอื่นๆที่เราไป
	&amp;#39;สมชัย&amp;#39; ดูคลิป &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; แล้วเดือด&amp;nbsp;
	&amp;#39;เทพไท&amp;#39; ชี้เปรี้ยง &amp;#39;กลุ่มปกป้องสถาบัน&amp;#39; ส่วนใหญ่เป็นมวลชนจัดตั้ง
	เอาล่ะสิ! &amp;#39;ราเมศ&amp;#39; ย้อนเกล็ด &amp;#39;เทพไท&amp;#39; ปมมวลชนจัดตั้ง อำนวยความสะดวกโดยจนท.รัฐ
	&amp;#39;ธนกร&amp;#39; ได้ทีชี้กรรมตามทัน &amp;#39;ธนาธร&amp;#39; แล้ว!
	ศิลปิน 3 นิ้วออกโรง ซัด &amp;#39;ปกป้องสถาบัน&amp;#39; คลั่งล้อมกรอบ &amp;#39;ธนาธร&amp;#39;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83514</URL_LINK>
                <HASHTAG>กก.ปรองดอง, คกก.สมานฉันท์, คณะกรรมการสมานฉันท์, วุฒิสาร ตันไชย, สถาบันพระปกเกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabb5eb64187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจี๊ยะป้าบ่อสื่อฟัดกันนัว รัฐบาลจับคู่ซดเกาเหลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคร่วมรัฐบาลจับคู่ซดเกาเหลากันนัวเนีย &amp;quot;สิระ&amp;quot; ไม่เลิก! ย้อน &amp;quot;ชวน&amp;quot; ฟอร์มาลินอาจได้แช่กับคนเตือนก่อนก็ได้ โวลั่น &amp;quot;มีดโกน&amp;quot; จะสู้ขวานผ่าซากไม่ได้ &amp;quot;ราเมศ&amp;quot; ตอก ทำตัวเหมือนนมหมดอายุ ขณะที่ &amp;quot;แรมโบ้&amp;quot; ซด &amp;quot;พนิต&amp;quot; อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ รู้นะมีเป้าหมายแซะ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เพื่อให้บางคนเป็นนายกฯ แทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ว่า ได้วางแนวทางไว้ 2 ส่วน คือปัญหาเฉพาะหน้า โดยได้คุยกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแล้ว ซึ่งจะให้ฝ่ายที่ทำงานได้ทำเงียบๆ ส่วนเรื่องกรรมการปรองดอง ก็จะทำระบบมองไปข้างหน้าโดยไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งต้องแยกเป็น 2 เรื่อง ดังนั้นเรื่องการตั้งกรรมการต้องรอหลังจากได้คุยกันพอสมควรแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า แนวโน้มจะสามารถตั้งได้ภายในเดือนนี้หรือไม่ ประธานรัฐสภาตอบว่า ยังบอกไม่ได้ พร้อมยอมรับว่าคนที่ติดต่อส่วนใหญ่ไม่อยากให้เอ่ยชื่อ เพราะหลายคนกลัวถูกนำไปวิจารณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทางการเมืองว่า นายชวน มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าคิดแนวทาง รวมถึงหลักวิชาที่ควรต้องดำเนินการ เมื่อมีคณะกรรมการสมานฉันท์เกิดขึ้น เราต้องมีแนวทางดำเนินการอย่างไร เพราะสถาบันพระปกเกล้าเคยทำงานเรื่องนี้ และมีข้อเสนอเรื่องการปรองดองมาแล้วเมื่อปี 53-54 ถือว่ามีบทเรียนพอสมควร เราก็จะนำเอกสารเหล่านั้นมาทบทวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าปัญหาปัจจุบันอาจมีความแตกต่างทั้งบรรยากาศและสาเหตุของความเห็นเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา แต่สถาบันพระปกเกล้าก็พยายามเตรียมเนื้อหา รวมถึงพูดคุยกับแต่ละฝ่ายว่าลึกๆ ต้องการอะไร โดยเรากำลังรวบรวมความเห็นเหล่านี้อยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรูปแบบกรรมการสมานฉันท์ มีทั้งองค์ประกอบโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็รอความชัดเจนเรื่องโครงสร้างก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่นายชวนเตือนให้ระวังจะโดนแช่ฟอร์มาลิน ว่า &amp;quot;ขอชี้แจงว่าที่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรรมการสมานฉันท์และการปรองดอง เป็นความเห็นของประชาชนคนหนึ่งที่รักชาติและเห็นด้วยกับการจะต้องมีกรรมการชุดนี้เพื่อการหาทางออกให้กับประเทศ แต่พอเห็นรายชื่อแล้ว เห็นว่าท่านอาจจะไม่เข้าใจเรื่องการบริหารธุรกิจ ท่านกำลังใช้คนไม่ตรงกับงาน เพราะแต่ละคนที่ท่านประสานนั้น อายุมากเกินที่จะคุยกับผู้ชุมนุมซึ่งเป็นวัยรุ่นรู้เรื่อง กลุ่มชุมนุม เขาชุมนุมเพื่อหาทางเลือกอนาคต เขาไม่ต้องการให้คนที่กล่าวถึงมาเล่าอดีต มันช่วยอะไรได้หรือ จะมีแต่เสียเวลาและงบประมาณซึ่งมาจากภาษีของประชาชน และสุดท้ายผู้ชุมนุมจะระแวงว่ารัฐซื้อเวลา ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความคิดของผมซึ่งเป็น ส.ส.คนหนึ่งเหมือนกับท่านชวน เป็นผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนเหมือนกันทุกอย่าง แต่ทำไมท่านประธานไม่ฟังความคิดเห็นของผม และมาสวนผมอีกมันสมควรหรือไม่ และยังเดินหน้าต่อ และไม่นำเรื่องบรรจุเข้าพิจารณาประชุมสภาผู้แทนราษฎรแสดงความคิดเห็นให้ได้ข้อสรุปมีมติอย่างไรอย่างหนึ่งก่อน แล้วค่อยเดินหน้าต่อ หรือท่านมีอะไรเป็นพิเศษ ต้องเป็นคนตัดสินใจเลือกกรรมการเพียงคนเดียว สภาผู้แทนฯ ไม่มีความหมายอะไรกับท่านแล้วหรือครับ ความคิดเห็นของท่านถูกต้องทุกอย่างหรือครับ&amp;rdquo; นายสิระระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสิระยังติดแฮชแท็กระบุว่า ฟอร์มาลินอาจได้แช่กับคนเตือนก่อนผมก็ได้ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนนะครับ และมีดโกนจะสู้ขวานผ่าซากไม่ได้ อีกด้วย
ทำตัวเหมือนนมหมดอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายสิระ และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ กล่าวพาดพิงนายชวนว่า ส.ส.สองคนนี้ถือว่าเป็นนักการเมืองที่ทำงานเข้าขากันดีมาก ส่งลูกรับลูกกันตลอด นายชวนออกมาชี้แจงด้วยเหตุด้วยผล จากการที่นายสิระออกมากล่าวให้ร้ายคนอื่น ซึ่งเป็นผู้อาวุโส ถึงขนาดให้เอาคนอื่นไปดองเค็ม บ่งบอกถึงศักยภาพทางความคิดว่ากลวงขนาดไหน ส่วนที่กล่าวหาด้วยวาทกรรมว่าชวนเชื่องช้านั้น ก็คงไม่ใช่ หากแต่เป็นการทำงานด้วยความละเอียด ตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ไม่ล่าช้า แต่มีความแน่นอนและเป็นมืออาชีพ ยึดความซื่อสัตย์สุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าพรรคพลังประชารัฐยังให้คนเหล่านี้ออกมาทำตัวเพี้ยนๆบ้าๆ บอๆ ความสมานฉันท์คงเกิดขึ้นยาก คนอื่นพยายามช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่คนกลุ่มนี้เอาน้ำมันมาราดตลอด แล้วจะเดินหน้ากันอย่างไร เป็นถึง ส.ส. แต่ทำตัวเหมือนนมหมดอายุ&amp;quot; โฆษกปชป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในงานกล่าวเปิดการอบรมหลักสูตร วปอ.รุ่น 63 ตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ถ้าวันหน้ามีคนที่ดีกว่า เก่งกว่า ซื่อสัตย์กว่าผม ให้มารับผิดชอบประเทศต่อไป&amp;quot; โดยนายสุภรณ์กล่าวว่า นายกฯ พูดในข้อเท็จจริง ในวันข้างหน้า เมื่อท่านนายกฯ พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ปรารถนาอยากเห็นบ้านเมืองมีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนดี คนเก่งกว่าท่าน นายกฯ พูดถูก และมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ท่านพูดผิดตรงไหน นายกฯ ไม่ไปก้าวล่วงใครเลยสักนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า นายพนิตเองต่างหาก ไม่มีมันสมองที่จะแปลคำพูดของนายกฯ ให้ชัดเจนว่ามีความหมายอย่างไร ฟังไม่ได้ศัพท์ จับมากระเดียด การที่นายพนิตเอาไปตีความให้เสียหาย ตนขอชี้แจงดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.นายกฯ ไม่เคยไปพาดพิงใคร หรือผู้นำท่านใดในอดีต ตามที่นายพนิตพูดถึง เช่นท่านอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย หรือท่านอดีตนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ว่าสองท่านมีคุณสมบัติด้อยกว่าตัวนายกฯ เองนั้น นายพนิตไม่ควรนำท่านทั้งสองมากล่าวพาดพิง และทำให้นายกฯ ท่านเสียหาย เพราะนายกฯ พลเอกประยุทธ์ให้ความเคารพนับถือสองท่านเป็นบุคคลที่ควรยกย่องชื่นชมตลอดมา นายพนิตไปตีความเอาสมองส่วนไหนมาคิดเอาคำพูดท่านนายกฯไปเปรียบพาดพิงกับผู้นำทั้งสองท่านได้อย่างไร สมควรหรือไม่พฤติกรรมเยี่ยงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นายกฯ ได้เปิดใจกว้างอย่างชัดเจนในความหมายของคำพูดในวันข้างหน้า ถ้ามีคนที่ดี คนที่เก่ง มีความสามารถมากกว่า มาเป็นผู้นำประเทศ มารับผิดชอบประเทศ เป็นสิ่งที่นายกฯ ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองมิใช่หรือ นายพนิตแปลความหมายคำว่า วันข้างหน้า ไม่ออกหรืออย่างไร วันข้างหน้าหมายถึงวันที่พลเอกประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งไปแล้วตามวาระ เพราะท่านนายกฯ มิได้ยึดติดกับตำแหน่ง และผู้นำคนต่อไป ประชาชนก็หวังจะได้คนดีๆ มีความสามารถ หรือเก่งกว่าท่านเป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ
อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์กล่าวว่า ไม่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดดูหมิ่นดูแคลนใครให้เสียหายตรงไหน และไม่เคยพาดพิงใครเลยสักนิด เป็นคำพูดที่มิได้ไปสร้างความเสียหายให้กับใคร กลับเป็นคำพูดที่นายกฯ มีเจตนาดีต่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง หรือในอนาคตวันข้างหน้า มีใครมาเป็นนายกฯ นายพนิตอยากได้นายกฯ หรือผู้นำประเทศที่โกงกินบ้านเมือง หรือผู้นำที่ไร้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างนั้นใช่ไหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การออกมาใช้นิสัยก้าวร้าวและออกมาใช้สมองแปลคำพูดของนายกฯ แบบไร้วุฒิภาวะเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์เอามาเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อได้อย่างไร ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณพนิตเลยสักนิด เพราะผมมีมารยาทพอ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์กล่าวว่า ให้เกียรตินายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล แต่อยากฝากไปถึงนายจุรินทร์ด้วยความเคารพว่า เอาคนไร้สมอง ไร้วุฒิภาวะ ตีคำพูดแปลเจตนานายกฯ ไม่ออก และเอามาใส่ความเช่นนี้ ทางพรรคต้องมีการว่ากล่าวตักเตือนบ้าง คนเราถ้ามีการศึกษาดี ความคิดดี มีนิสัยสันดานดี คงไม่ใช้คำพูดใส่ความนายกฯ เช่นนี้ อย่าได้เอาคำพูดนายกฯ ไปตีความให้เสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าคิดว่าผมรู้ไม่ทันว่าคุณพนิตคิดอะไรอยู่ และมีเป้าหมายอะไรเพื่อให้ใครมาเป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ว่าคุณพนิตเดินเกมการเมืองโจมตีนายกฯ เพื่อรับใช้ใคร ถ้าผมไม่เห็นแก่พรรคร่วม ไม่เห็นแก่ท่านรองจุรินทร์ คนอย่างแรมโบ้ก็จะไม่ไว้หน้าเหมือนกัน จึงเตือนคุณพนิต ระวังปากระวังคำ อย่าออกอาการตีกินออกมาให้คนเห็น อย่าคิดว่าคนอื่นรู้ไม่ทัน คนประเภทนี้ โตจนสุนัขเลียก้นไม่ถึง ยังทำตัวเป็นคนมีปัญหาทางสมองอีก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์กล่าวอีกด้วยว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรที่จะเอามาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค มีแต่จะทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคและผู้บริหารพรรคลำบากใจมากยิ่งในวันข้างหน้า พรรคร่วมรัฐบาลต้องร่วมมือเดินหน้ากันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยกัน อย่าเอาเวลามาเล่นการเมืองทำลายบรรยากาศบ้านเมืองกันเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าจะเป็นนายพนิตมากกว่าที่กำลังสำคัญตัวผิด ที่ผ่านมาบ้านเมืองสงบได้ก็เพราะความเด็ดขาดของ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าลุยแก้ปัญหาและเด็ดขาดกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน &amp;nbsp;ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีอำนาจในมือ แล้วเคยเด็ดขาดถึงขนาดทำให้บ้านเมืองสงบได้หรือไม่ มีการสลายการชุมนุมจนเป็นคดีความกันใช่หรือไม่ เหล่านี้นายพนิตย่อมรู้อยู่แก่ใจดี อย่าทำเหมือนเส้นผมบังภูเขา ความผิดพลาดตัวเองทำเป็นมองไม่เห็น ที่สำคัญ น่าจะเริ่มที่การรู้จักมารยาทของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก่อนจะดีกว่า
อยู่มา 6 ปีเพราะมี 4 ขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า หลายครั้งที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางคนมักจะออกมาเหน็บแนม พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แทนที่จะร่วมมือกันทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน แต่กลับแสดงนิสัยจุกจิก หยุมหยิม อย่างไรก็ตาม ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์นั้นดีมาก เข้าใจมารยาททางการเมืองดี มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่รู้ว่าผิดหวังอะไรในพรรคหรือไม่ จึงพาลมาลงที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประจำ ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลมาโดยตลอด ที่สำคัญอย่าออกมาตอบโต้โดยอ้างว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพราะการจะแสดงความเห็นนั้น ต้องรู้จักมารยาททางการเมืองด้วย ฝากไปยังนายจุรินทร์ ให้ช่วยตักเตือนลูกพรรคบางคนบ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพนิตพูด เข้าใจว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี แต่กรุงเทพมหานครตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์คือคนดีที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ขอให้นายพนิตเข้าใจด้วย ช่วงนี้ประเทศวุ่นวายพอแล้ว ช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศดีกว่า อย่าด่าเพื่อนเพื่อให้คนอื่นมองว่าตัวเองเป็นคนดี เพราะ พล.อ.ประยุทธ์คือทองแท้ไม่กลัวไฟลน&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผ่านทวิตเตอร์ว่า ยืนอยู่มา 6 ปีได้เพราะมีตั้ง 4 ขาไง &amp;nbsp;#สุนัขรับใช้ #ประยุทธ์ออกไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก ส.ว. กล่าวถึงการนัดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 17 พ.ย.นี้ว่า ก่อนที่จะพิจารณารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของ ส.ว. กำลังมีการรวบรวมรายชื่อ ส.ว. โดยมีตนเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับที่พรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในญัตติที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 256 ที่ยังมีความเห็นต่าง มีข้อสงสัยทางกฎหมายกันอยู่ว่าจะต้องทำประชามติถามประชาชนก่อนที่จะรัฐสภาจะโหวตรับหลักการหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ส.ว.ยังยืนยันว่าเจตนาของมาตรานี้คือให้แก้ไขรายมาตรา แต่เนื้อหาในญัตติที่ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอ ถือเป็นการแก้ไขให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การแก้ไข ดังนั้นเมื่อยังมีข้อสงสัย การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคือทางที่ปลอดภัยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ไม่ใช่การยื้อเวลา แต่เป็นไปเพื่อความปลอดภัย ถ้าเดินหน้ารับหลักการ หากขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมา พวกเราถือเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องพ้นจากตำแหน่ง และยังมีโทษทางอาญาด้วย ดังนั้นก่อนรัฐสภาจะลงมติรับหลักการ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้เลยว่าตามญัตติที่เสนอมาทำได้หรือไม่ เป็นการแก้ไขหรือร่างใหม่ทั้งฉบับ แล้วจะต้องทำประชามติช่วงไหนกันแน่ ก่อนรัฐสภารับหลักการ หรือหลังจากผ่านมาวาระไปแล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการล่ารายชื่อ ส.ว. รวมถึงกำหนดการยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น เชื่อว่าจะมีความชัดเจนขึ้นในวันที่ 9 พ.ย.นี้ ส่วนจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนเข้าชื่อร่วมกับไอลอว์ด้วยหรือไม่นั้น ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณา หากนายชวนบรรจุญัตตินี้มาพิจารณาด้วย ก็คงจะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อความปลอดภัยเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่าไอลอว์ถือเป็นองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนเงินจากต่างชาติมาดำเนินการเรื่องนี้ หากพวกเราเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไป ก็อาจสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดเสียเองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom โดยมีรายละเอียดดังนี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยว่า ไอลอว์เป็น NGO รับเงินต่างชาติ แต่มาเป็นโต้โผล้มล้างรัฐธรรมนูญไทย เพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางไอลอว์ได้ออกมาชี้แจงเรื่องแหล่งที่มาของทุน มีประเด็นที่น่าสนใจคือ &amp;quot;หลักการทำงานกับแหล่งทุน คือ เราจะพิจารณาแหล่งทุนที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกันกับเป้าหมายขององค์กร ไม่ได้จำกัดว่าต้องมาจากประเทศใด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พบว่าแหล่งทุนแหล่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ Heinrich Boll Stiftung (HBF) ที่ให้เงิน ilaw ก็เป็นมูลนิธิของพรรคกรีนที่เดินเกมในรัฐสภาของประเทศเยอรมนี และมีการอภิปรายพาดพิงในฐานข้อมูลที่ผิดๆ เกี่ยวกับประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสดงว่าการที่ไอลอว์แจงว่า หลักการทำงานกับแหล่งทุน พิจารณาที่วัตถุประสงค์สอดคล้องกัน ก็เท่ากับว่าไอลอว์กำลังสมคบกับต่างชาติ กระทำในสิ่งไม่ดีกับประเทศไทยใช่หรือไม่???
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราจะปล่อยให้ NGO ที่รับเงินต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้าน อีกนานแค่ไหน น่าจะถึงเวลาห้าม NGO ที่เคลื่อนไหวในประเทศไทยรับเงินต่างชาติได้แล้ว??? #ถึงเวลาห้าม NGO รับเงินต่างชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83117</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ, ธนกร วังบุญคงชนะ, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ราเมศ รัตนะเชวง, วุฒิสาร ตันไชย, สิระ เจนจาคะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201107/image_big_5fa695d8c9624.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; www.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost &amp;ldquo;สมานฉันท์&amp;rdquo; ฝันกลางวัน &amp;ldquo;ปรองดอง&amp;rdquo; นั้น มันจะเป็นปูดอง อย่างนี้เรื่อยมาปวงประชาต่างรู้ ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์โลกสวยถึงขนาดที่มีทุกฝ่ายมารวมตัวกันได้ในคณะกรรมการสมานฉันท์ปรองดอง ท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงถึงขั้นใช้ชีวิตเป็นเดิมพันกัน มีทั้งเจ็บ มีทั้งตาย มีทั้งคดี โดนกันมาตลอดในประวัติศาสตร์ บาดแผลเหล่านี้ย่อมไม่เกิดหรือเกิดน้อยมาก ถ้าการเมืองเราดี มีความยุติธรรม และมีประชาธิปไตยจริงๆ ดังชาติบ้านเมืองที่เจริญแล้ว ย่อมเปี่ยมไปด้วยความสุขทุกชนชั้นได้ ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดมาแล้ว 2 รูปแบบ คณะกรรมการสมานฉันท์ &amp;ldquo;วุฒิสาร ตันไชย&amp;rdquo; เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เผยรูปแบบที่ 1 มีผู้แทนจากฝ่ายต่างๆ 7 ฝ่าย ตามที่คนในฝ่ายรัฐบาลเสนอ ส่วนรูปแบบที่ 2 มีคนกลางที่มาจากการเสนอของฝ่ายต่างๆ หรือประธานรัฐสภาเป็นผู้สรรหาหรือแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยเอกสารของสถาบันพระปกเกล้าได้ระบุข้อกังวลของรูปแบบที่ 1 ไว้ถึง 4 ข้อ หนึ่งในนั้นคืออาจมีองค์ประกอบที่ไม่สมดุล น้ำหนักเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล ขณะที่รูปแบบที่ 2 มีข้อกังวลเรื่องการยอมรับในตัวประธานคณะกรรมการและกรรมการ ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลนี้ ถ้าจะโลกสวยหาครบ 7 ฝ่ายมารวมกันได้ในรูปแบบที่ 1 คงรู้สึกดี แต่นี่คือโลกความจริงที่ไม่อาจหาครบได้ ถ้าใช้ก็จะกลายเป็นคณะกรรมการที่เอนเอียงไปทางรัฐบาล โดยจุดยืนฝ่ายค้านได้อธิบายหลายครั้งให้เห็นประสบการณ์ในอดีตที่มีการตั้งคณะกรรมการมากมาย แต่แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการ หาก &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ไม่หยุดคุกคามประชาชน การคลี่คลายปัญหาโดยคณะกรรมการคงไม่มีประโยชน์และสำเร็จได้ยาก ดังนั้น โอกาสที่ฝ่ายค้านและผู้ชุมนุมจะร่วมแทบเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายคงจะออกมาในรูปแบบที่ 2 ดังที่เคยมีมา และเคยถูกดองมาแล้ว ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่จำต้องงับทุกเรื่อง &amp;ldquo;จิราพร สินธุไพร&amp;rdquo; ส.ส.ร้อยเอ็ด คณะทำงานทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ยกกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าไทยเพิ่ม มาโจมตีว่า &amp;ldquo;รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากการทำรัฐประหาร ไม่มีเครดิตในการเจรจาการค้าในเวทีต่างประเทศ&amp;rdquo; จนต่อมา &amp;ldquo;ทิพานัน ศิริชนะ&amp;rdquo; อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ สวนกลับย้ำเหตุถูกตัดสิทธิ GSP เกิดจากไทยไม่เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐ เพราะ &amp;ldquo;ห่วงประเด็นผลกระทบด้านสุขภาพและอนามัยของประชาชน&amp;rdquo; ย้อนดูข่าวเรื่องนี้ &amp;ldquo;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;rdquo; ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ประกาศไว้ชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อสุกรเป็นเหตุ จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องโหนเรื่องที่สหรัฐรังแกเรา เอามาโจมตีรัฐบาล จนถูกสวนกลับในที่สุด ควรเสนอหนทางแก้ปัญหาซึ่งมาจากการกระทำของชาติอื่น เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศดีกว่าไหม ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขำขันวันจันทร์ (2 พ.ย.) &amp;ldquo;ไพบูลย์ นิติตะวัน&amp;rdquo; ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสนอทำประชามติให้รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด ห้ามการชุมนุมทางการเมือง 2 ปี เพื่อยุติปัญหาชุมนุมทางการเมืองและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่รู้คิดได้อย่างไรกับไอเดียนี้ เพราะนอกจากการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้ว ปรากฏการณ์ที่ผ่านมายังเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้ว สลายการชุมนุมแล้ว ดำเนินคดีแกนนำมากมายก่ายกองแล้ว ก็ไม่สามารถหยุดการชุมนุมที่ระเบิดออกจากความไม่พอใจรัฐบาลที่สั่งสมมานานได้แต่อย่างใด ...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82606</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิราพร สินธุไพร, ทิพานัน ศิริชนะ, นายชาติสังคม, บันทึกหน้า4, วุฒิสาร ตันไชย, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a15725d06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039; ไม่ลาออก-ม็อบ 3 นิ้วไม่ยอมจบ &#039;กก.สมานฉันท์&#039; แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การชุมนุมของกลุ่มนิตินักศึกษาในนาม คณะราษฎร 2563-ชู 3 นิ้ว ยื้ดเยื้อมานับเดือน ภายใต้ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3.ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะข้อเรียกร้อง ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นประเด็นที่ล่อแหลมและละเอียดอ่อนสำหรับสังคมไทย ที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนไทย ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การชุมนุมครั้งนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กล่าวโจมตีพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง ทำให้กลุ่มมวลชนที่รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์สุดจะทนได้ ออกมาเคลื่อนไหวออกมาปกป้องสถาบันพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง จนหลายฝ่ายหวั่นว่าจะเกิดการเผชิญหน้านำไปสู่การนองเลือดซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเมื่อมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหาทางออกจากวิกฤติประเทศ ช่วงวันที่ 26-27 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ยังยืนอยู่ในชุดความคิดเดิมของตนเอง และโจมตีฝ่ายตรงข้าม และก็ยังหาทางออกไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ตัวแทนฝ่ายค้านจะยืนกรานให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันจะทำหน้าที่จนกว่าไม่มีโอกาสได้ทำ โดยอ้างว่า จำเป็นจะต้องนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ในทุกเรื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า &amp;quot;ผมในนามรัฐบาลรู้ว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของโลก แต่ต้องยอมรับคนไทยหลายสิบล้านคนไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่วุ่นวาย สับสนอลหม่าน ทุกคนมีความเชื่อของตัวเอง แต่เราต้องมีความสมดุลในความต้องการของแต่ละคน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับข้อเสนอตั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์ โดยดึงตัวแทนจากทุกฝ่าย รวมทั้งผู้ชุมนุมมาพูดคุยหาทางออก ฝ่ายรัฐบาลพร้อมสนับสนุนแนวทางนี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับที่ประชุม ​ครม.เห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้เร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มองว่า ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อหาทางออกให้กับประเทศเพื่อซื้อเวลา จึงเหลือแค่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับ นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดนี้ต้องไม่ใช่การตั้งเพื่อยืดอายุและซื้อเวลาให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต้องเป็นไปเพื่อปลดล็อกความขัดแย้งในสังคม ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องปลดล็อก พล.อ.ประยุทธ์ออกจากการเป็นนายกฯ &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ประสานไปยังเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแล้ว เพื่อให้ไปศึกษาและกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการสมานฉันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างคิดค้นโครงสร้างที่เหมาะสม โดยเฉพาะโครงสร้างกรรมการปรองดองในอดีต และข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายหาทางออกร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 26-27 ต.ค.ที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง ก่อนจะรวบรวมเสนอต่อประธานรัฐสภาอย่างเร็วสุดในวันที่ 2 พ.ย.นี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการตั้งคณะกรรมการลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายชุด ล่าสุดหลัง คสช.ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ได้ตั้ง ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) และคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองโดยตรงเพื่อรับฟังปัญหาจากพรรคการเมืองและแกนนำผู้ชุมนุม รวมทั้งภาคประชาชนทุกฝ่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมี คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้ศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างความปรองดองไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งได้ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ให้รัฐบาลแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจ ตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีข้อสรุปและทางออกจากวิกฤติแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า &amp;quot;บทเรียนตั้ง คกก.สมานฉันท์นั้น ตลอดเวลากว่า 10 ปีมานี้ คำว่าสมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย คำว่าปรองดอง แปลความว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกัน เพราะไม่เคยมีอยู่จริง ปัญหาของชาติที่ผ่านมา การตั้ง คกก.สมานฉันท์กี่ยุคสมัยนั้น ไม่เคยนำมาแก้ไขปัญหาชาติได้แม้แต่เพียงครั้งเดียว...ถ้ารื้อค้นการศึกษาในอดีตแล้ว พบว่าทำได้ครบถ้วน และไม่ต้องศึกษาใหม่อีก สิ่งที่เหลืออยู่มีอย่างเดียวคือ การปฏิบัติเท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางด้านกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังเคลื่อนไหวยกระดับแรงขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยล่าสุด กลุ่มศิลปะราษฎร จัดกิจกรรม &amp;quot;ประชาชนปูพรมแดงแสดงงานศิลปะ&amp;quot; ที่หน้าวัดแขก ถนนสีสม เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดเดินแฟชั่นโชว์ชุดต่างๆ โดยมีการแสดงล้อเลียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่อาจรับได้ ถือเป็นการเหยียดหยาม ย่ำยีหัวใจชาวไทยมากเกินไป และเป็นการเอาศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อสถาบันมาล้อเลียนจาบจ้วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อาจดำเนินคดีเอาผิดตาม ม.112 ได้ เพราะเป็นนโยบายจากเบื้องบนที่ไม่ต้องการให้มีการใช้ ม.112 กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงหันไปใช้ความผิด ตาม ป.อาญา มาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ แทน โดยออกหมายจับผู้ชุมนุมไปหลายคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ผู้ชุมนุมมองว่าเป็นการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคนเห็นต่าง ล่าสุดศาลอาญายกคำร้องการออกหมายจับผู้ชุมนุม 1 ราย โดยให้ไปออกหมายเรียกแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่า &amp;quot;โจทย์ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าพวกเราอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของนักศึกษา พวกเราเป็นคนยุยงปลุกปั่นนักศึกษา พอตั้งโจทย์แบบนี้ วิธีการแก้ปัญหาก็เป็นแบบนี้ ก็คือเอาคนที่อยู่เบื้องหลัง เอาคนที่เป็นแกนนำข้างหลังออกไปให้หมด จับเข้าคุกให้หมด ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม โจทย์มันผิด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ทั้ง 16 คน จากการกู้เงิน 191.2 ล้านบาท โดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ มองว่า &amp;quot;8 เดือนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไฟลามทุ่งจริงๆ ถ้าเราต้องการให้กระบวนการนิติสงครามหยุดสักทีก็ต้องสู้ ทั้งๆ ที่รู้กฎหมายไม่เป็นคุณแก่เรา หากไม่สู้กฎหมายก็จะบดขยี้กันต่อไป การสู้เท่านั้นถึงจะยุตินิติสงครามได้ หากผู้กำกับภาพยนตร์ยุบพรรคยังคิดเหมือนเดิมว่าทุกอย่างจะจบนั้น ท่านคิดผิดและไฟจะลามทุ่งกว่าเดิม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อแต่ละฝ่ายตีโจทย์ต่างกัน จึงหาทางยุติได้ยากว่าจะถอดสลักจากวิกฤติอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในเวที นักคิดดิจิทัลครั้งที่ 13 &amp;ldquo;จากรุ่นอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล เราจะลดช่องว่างการสื่อสารด้วยความจริงใจและความงามได้อย่างไร&amp;quot; ตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;เด็กยืนยันว่านายกฯ เป็นตัวปัญหา คนรุ่นใหม่มองว่านายกฯ เป็นคนเดียวที่ปลดล็อกได้ จะปลดล็อกด้วยวิธีลาออกหรือไม่ผมไม่รู้ ถ้าไม่ลาออกผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นสิทธิของท่าน แต่ต้องรู้ว่าเขาเรียกร้องอย่างนั้น ท่านฟังหรือได้ยินหรือไม่ผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเกิดจะเถียงกับเด็กรุ่นใหม่โดยอ้างกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มันไปไม่ถึงไหน เพราะเริ่มต้นมันผิดมาตลอดแล้ว มันผิดมา 7 ปีแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เด็กมันเริ่มต้นมาตั้ง 7 ปีแล้ว ท่านนายกฯ ถามว่าผมทำอะไรผิด เป็นการพูดคนละภาษา เด็กพูดภาษาดิจิทัล แต่รัฐบาลยังพูดภาษาอนาล็อก สงครามการต่อสู้ก็คนละสนาม เด็กเล่นสนามนี้ ผู้มีอำนาจเล่นอีกสนามหนึ่ง ผมเห็นว่าสังคมโลกเขาพูดกันว่า คุณจะมีสันติภาพไม่ได้ถ้าไม่มีความยุติธรรม และคุณจะไม่มีความยุติธรรมถ้าคุณไม่มีความจริงใจระหว่างกัน&amp;rdquo; นายอานันท์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบ นายอานันท์ ว่า ตนเองรับฟังข้อเสนอมาโดยตลอด ทั้งนี้ต้องยึดหลักการกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้อยู่ถึงปัจจุบัน ส่วนวันหน้าจะแก้ไขอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสดงว่านายกฯ ไม่ได้เข้าใจว่าตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญก็เป็นปัญหาในเรื่อง ความอยุติธรรม รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่กลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจมีอิทธิพลใช้กฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้ามและเอื้อประโยชน์ฝ่ายตัวเอง กระทั่งมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และตั้งคณะกรรมการมาหลายชุดก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับการตั้งกรรมการปรองดอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนที่ องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่ ออกมาตอบโต้ว่า ผู้ชุมนุมไม่เป็นไปตามกฎกติกา ข้อเรียกร้องทะลุเพดานต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่เหนือนายกฯ ก็มองแต่ปรากฏการณ์ที่เป็นปลายเหตุ ไม่ได้ทำความเข้าใจกับต้นเหตุที่เป็นเงื่อนไขให้การชุมนุมทะลุเพดานได้อย่างไร การกล่าวโทษแต่ว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ยิ่งทำให้ห่างไกลจากรากเหง้าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งความจริงแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อ้างเสมอว่าตนเองจงรักภักดีต่อสถาบัน แต่กลับปล่อยให้สถาบันถูกจาบจ้วงมากที่สุดในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุปแล้ว ความยุติธรรม จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 ก.ย.2549, 22 พ.ค.2557 จนถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ปลุกเร้าคนรุ่นใหม่ออกมาชุมนุมได้มากขึ้น ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแก้โจทย์ให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดความสมดุลกับทุกฝ่าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพระปกเกล้าฯ ก็ต้องออกแบบคณะกรรมการสมานฉันท์ให้เป็นที่เชื่อมั่นจากทุกฝ่าย แม้บางส่วนยังไม่ยอมรับ แต่ก็ยังเป็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่พอจะช่วยกันหาทางดับไฟการเมืองในครั้งนี้ได้บ้าง ก่อนจะวิกฤติหนักกว่าเดิมและสายเกินแก้!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82409</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วุฒิสาร ตันไชย, อานันท์ ปันยารชุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201031/image_big_5f9d6495dc3cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์:ได้ยินเสียงทุกอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ตอบ &amp;quot;อานันท์&amp;quot; รับฟังข้อเสนอผู้ชุมนุมมาตลอด ย้ำต้องยึดกฎหมายและ รธน. ไม่มีใครอยากทำปฏิวัติ ลั่นเรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องสืบสาน รักษา และต่อยอด​ไม่ใช่ทำลายทุกอย่าง &amp;quot;องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่&amp;quot; เรียงหน้าโต้ &amp;quot;อานันท์&amp;quot; ชี้ข้อเสนอม็อบทะลุเพดาน นายกฯ ลาออกก็ไม่จบ เหน็บหวังตำแหน่งนายกฯ จะหล่นใส่เหมือนในอดีต &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ฟันธงคำว่าสมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย ศึกษาแล้วไม่มีใครเอามาทำ เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าเรียกนักวิชาการถกออกแบบ กก.สมานฉันท์ยอมรับกดดันทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ด้วยความเคาพเป็นการส่วนตัว นายอานันท์เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ตนก็รับฟังข้อเสนอมาโดยตลอด ทั้งทางสื่อโซเชียลและจากคำพูดที่ออกมา ตนได้ยินทุกอย่าง ขอให้เข้าใจซึ่งกันและกันด้วย โดยการเปิดรัฐสภาประชุมสมัยวิสามัญที่ผ่านมา ตนก็รับฟังความคิดเห็นเรื่องความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่แล้ว ถือว่าจบ ส่วนขั้นตอนต่อไปก็เป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาว่ามีประเด็นไหนที่เป็นไปได้ และประเด็นไหนที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งต้องยึดหลักการกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้อยู่ถึงปัจจุบัน ส่วนวันหน้าจะแก้ไขอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอให้ทำการปฏิวัติแล้วตั้งรัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องไปถามคนพูด เราไม่เคยคิดเรื่องเหล่านี้ ต้องระมัดระวังสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปเรื่อยๆ ตนไม่ได้หมายความว่าจะมีการปฏิวัติหรือไม่มี เพียงแต่ไม่มีใครอยากทำ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีก็ตอบไปแล้วว่าไม่ทำปฏิวัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติเป็นการซื้อเวลา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นี่คือกลไกของรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา เมื่อเราปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเคารพ ระบบรัฐสภา และคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ อยากให้ไปทบทวนตรงนี้ว่าควรเป็นอย่างไรต่อไป ยังมีอีก 2 พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ได้เข้าร่วม ตนถามว่าแล้วจะเข้าร่วมประชุมรัฐสภาทำไม ในเมื่อเป็น ส.ส.ที่เป็นผู้แทนสะท้อนความคิดเห็นจากประชาชนทุกคนและทุกฝ่าย ไม่ใช่นำความคิดเห็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเสนอกดดันและเร่งรัด ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง นี่หรือประชาธิปไตยไทย เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ ตนคงพูดได้แค่นี้ ไม่มีความคิดเห็นใดเพิ่มเติม ต้องดูที่เจตนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเย็นวันเดียวกัน เวลา 16.00 น. ที่ถนนข้าวสาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานพิธีเปิดงาน &amp;ldquo;สวัสดีข้าวสาร&amp;rdquo; เพื่อเปิดตัวถนนข้าวสารโฉมใหม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามนโยบายของรัฐบาล โดยทันทีที่​ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางมาถึงได้เดินทักทายประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งมีประชาชนบางส่วนให้กำลังใจ รวมถึงนายกฯ ได้ทักทายนักศึกษาที่มาเดินภายในงาน โดยได้เข้าไปสอบถามว่าเรียนที่ไหน พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;ช่วยๆ กันนะ&amp;quot; จากนั้นได้ ชมการแสดงดนตรีสดจากวงคันทรีที่ขอมอบบทเพลง &amp;quot;You are my &amp;nbsp;sunshine&amp;quot; ให้กับนายกฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น​ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้มีหลายส่วนมาร่วมกัน ทั้งในส่วนของรัฐบาล พรรคการเมือง และตัวแทนหลายภาคส่วน ซึ่งทุกคนคือคนไทย มีอะไรดีๆ เรามาร่วมกันได้ จึงขอขอบคุณที่ร่วมกันทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิดนี้ ที่เราต้องมองหาศักยภาพมาขับเคลื่อนก่อน เหมือนถนนข้าวสาร รวมทั้งเรามีมาตรการผ่อนคลายเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่รู้จะพูดอะไร มันตื้นตัน​ พอมาเจอสิ่งดีๆ ผมมีความสุข มีความสุขได้พบปะพวกเรา ได้ส่งรอยยิ้มให้กัน​ นี่คือประเทศไทย นี่คือศักยภาพของประเทศไทย มีรอยยิ้ม มีอาหารอร่อยและ ธรรมชาติที่สวยงาม เราอย่าทำลายสามสิ่งนี้ เราแตกแยกกันไม่ได้แตกต่างกันได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
อย่าตัดทอนประวัติศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญเราต้องสร้างสตอรี เรื่องราว ซึ่งเรามีประวัติศาสตร์ โดยเอาสิ่งดีๆ ให้จดจำ เรามีประวัติศาสตร์เป็นเล่มๆ แต่ก็พยายามตัดทอนออกไป​ ผมว่ามันไม่ใช่ ต้องร่วมกันเดินหน้าต่อไปในสิ่งที่ดีๆ ส่วนสิ่งที่ไม่ดีอย่าทำ เพื่อเดินหน้ากันต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเกิดที่นี่และตายไปตามวัฏจักรชีวิต เกิดและตายกันแบบนี้ และมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งสถาบันไม่ใช่แค่วันนี้ แต่สถาบันมียาวนานจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น​ต้องสืบสาน รักษา และต่อยอด​ ไม่ใช่ทำลายทุกอย่าง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นภายหลังเปิดงานเสร็จ​ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทักทายและเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ​ โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนตะโกนให้ &amp;quot;นายกฯ สู้ๆ&amp;quot; ตลอดเส้นทาง​ ซึ่งนายกฯ ได้กล่าวขอบใจพร้อมชูนิ้วโป้งมือให้เป็นการขอบคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายอานันท์ ปันยารชุน ให้รัฐบาลควรฟังเสียงกลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะเป็นทางออกหนึ่งของประเทศในขณะนี้หรือไม่ ว่าก็ดีแล้ว ถ้าตั้ง กก.สมานฉันท์ทุกอย่างควรไปสู่ที่ตรงนั้น และสามารถรับเอาความคิดเห็นของใครต่อใครมา แล้วมาคิดดูว่าจะหาทางออกอย่างไร ส่วนที่ฝ่ายค้านรู้สึกว่าเขายังไม่ปฏิเสธการเข้าร่วม เพราะเขาเองยังไม่เห็นรูปแบบว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้ทุกคนยังไม่รู้ว่าหน้าตาของคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นอย่างไร อย่าว่าแต่ฝ่ายค้านเลย ฝ่ายไหนก็ยังไม่เห็นรูปแบบ เพราะฉะนั้นคงจะลังเลอยู่ เท่าที่ฟังในการประชุมรัฐสภา ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลมีความเห็นตรงกันให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูในเรื่องเหล่านี้ เอาปัญหาขึ้นมาพูด ทุกอย่างต้องใช้เวลาทั้งนั้น เพียงแต่ว่าถ้าใช้เวลานานเกินไปมันก็ซื้อ ถ้าใช้เวลาไม่นานมันก็ไม่ได้ซื้อ แต่อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะจบที่คณะกรรมการชุดนี้แล้วเลิก แฮปปี้แล้ว มันคงไม่ใช่แบบนั้นแน่ การเสนอทางออกอาจจะเป็นหลายทางก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวว่า นายกฯ มีความตั้งใจและจริงใจที่จะเดินหน้าแก้ไขบ้านเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น นายอานันท์เองก็เคยเป็นถึงอดีตนายกฯ มาก่อน ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีในการทำงานในตำแหน่งนายกฯ รวมถึงกฎกติกาของบ้านเมือง และที่ผ่านมานายกฯ รับฟังเสียงประชาชนทุกคน แต่เสียงของผู้ชุมนุมนั้นไม่เป็นไปตามกฎกติกา เพราะการที่นายกฯ จะลาออก นายอานันท์ช่วยบอกว่าจะให้ใครมาทำงานเสียสละทุ่มเทดังเช่น พล.อ.ประยุทธ์ หรือนายอานันท์อยากเข้ามาเป็นเองในรอบที่สองหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายอานันท์ถึงต้องออกมาพูดในลักษณะนี้ หรืออาจเป็นเพราะหวังว่าหากนายกฯ ลาออกจริง ตำแหน่งนายกฯ จะหล่นใส่ท่านอานันท์เหมือนในอดีต ท่านยังหลงใหลอยากกลับมาสู่อำนาจแบบเดิมเช่นนั้นหรือไม่&amp;quot; นายสุภรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวเช่นกันว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ยินเสียงของผู้ชุมนุมและติดตามรับฟังมาโดยตลอด มีการถอยให้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อหาทางออกประเทศ หรือการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ของผู้ชุมนุม จะพบว่ามีบางข้อเสนอที่ทะลุเพดาน โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน ที่ไม่สามารถกระทำให้ได้ โดยเป้าหมายที่แท้จริงของผู้ชุมนุมไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สูงกว่าเหนือกว่านายกฯ ดังนั้น การลาออกของนายกฯ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะการชุมนุมเรียกร้องจะยังคงมีต่อไป เพราะยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่านอานันท์เป็นอดีตนายกฯ น่าจะมีความเข้าใจสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันได้ดีกว่านี้ และมาช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ ไม่ควรโยนปัญหาไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่กล่าวถึงรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&amp;nbsp;
&amp;quot;อานันท์&amp;quot;ได้ยินเสียงม็อบด่าไหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เห็นต่างจากท่านนายกฯ อานันท์ ท่านพูดอยู่บริบทเดียว นั่นคือเด็กมองว่านายกฯ เป็นตัวปัญหา เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เลยไม่มั่นใจว่าเสียงม็อบที่เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ท่านได้ยิน แต่ท่านได้เห็นเสียงที่ม็อบพูดหรือกระทำเรื่องอื่นอีกหรือไม่ เช่น ท่านได้ยินเสียงม็อบด่าพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ ท่านเห็นม็อบล้อมรถขบวนเสด็จฯ ของพระราชินีและพระองค์ทีหรือไม่ ท่านเห็นม็อบชูนิ้วกลางใส่ขบวนเสด็จฯ หรือไม่ เห็นม็อบเชิญชวนไปคุกคามพระมหากษัตริย์ที่ธรรมศาสตร์หรือไม่ เห็นม็อบกุเรื่องใส่ร้ายพระเจ้าอยู่หัวที่สถานทูตเยอรมนีไหม เห็นม็อบโบกธงชาติอุยกูร์ ทิเบต ไต้หวัน และฮ่องกงไหม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ท่านคิดอย่างไรผมต้องขอโทษท่านด้วย และขออนุญาตเห็นต่างจากท่านครับ เพราะถ้าไม่นำเสนอ เกรงว่าจะมีผู้ไม่หวังดีนำเรื่องที่ท่านพูดไปขยายผลเพื่อหวังผลประโยชน์ หลังจากนั้นก็จะรุกคืบเรื่องอื่นๆ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยากแก่การควบคุม&amp;quot; นพ.วรงค์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวปฏิวัติในช่วงนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดชัดเจนไปแล้วในช่วงระหว่างประชุมรัฐสภาสมัยประชุมวิสามัญที่ผ่านมา ในการสนับสนุนที่จะให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่มาจากหลายฝ่ายทั้ง ส.ส., ส.ว., รัฐบาล, ฝ่ายค้าน และผู้ที่มีความคิดเห็นต่างกันจากหลายกลุ่มที่นำมาซึ่งการเจรจาหาทางออกของประเทศ มาสรุปกันว่าประเทศชาติจะเดินหน้าไปทางไหน อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้ามีส่วนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเคยมีข้อเสนอแนะที่ดีในเรื่องต่างๆ แต่ไม่ใช่แค่สถาบันพระปกเกล้าอย่างเดียว ยังมีอีกหลายองค์กรที่จะมาช่วยกันออกความคิดเห็น ขณะนี้มีทูตานุทูตและองค์กรระหว่างประเทศก็มีคำถามเข้ามาเช่นเดียวกัน ให้สนับสนุนให้มีการเจรจา นายกฯ เองต้องการให้เกิดบรรยากาศของการพูดคุยกัน ไม่อยากให้กลุ่มต่างๆ ที่มีความเห็นต่างกันมาเผชิญหน้ากัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝากสถาบันพระปกเกล้าให้เร่งพิจารณาหาข้อสรุปส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปให้ทันสถานการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เร็วและแรงมากขึ้นทุกวัน ส่วนที่วิตกกังวลว่าเป็นการซื้อเวลานั้น ก็พอจะเข้าใจได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เสนอโดยรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลมาซื้อเวลาแต่อย่างใด การมีเวทีให้พูดคุยกันน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าไม่มี เชื่อมั่นว่าจะเป็นส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ข้อเสนอของท่านอานันท์เป็นเรื่องที่ควรจะต้องรับฟังและนำไปไตร่ตรองให้ถ่องแท้ โบราณเคยกล่าวว่า จิ้งจกทักก็ยังต้องหยุด แต่นี้เป็นการเตือนสติในลักษณะการให้ข้อคิดที่สำคัญในยามบ้านเมืองมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ผู้ถูกเตือนก็พึงรับฟังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรปล่อยให้ลิ่วล้อหรือกองเชียร์ออกมาตอบโต้การแสดงความเห็นของนายอานันท์ ที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง มีแต่เจตนาดีและความหวังดีต่อประเทศชาติเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงแนวทางการตั้ง กก.สมานฉันท์ว่า สนับสนุนและเห็นว่าเวทีของรัฐสภานั้นจะคลี่คลายปัญหาได้ แต่การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงคนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ส่วนกรณีฝ่ายค้านจะไม่เข้าร่วมนั้น อาจทำให้การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ทำได้ยากขึ้น คนที่จะเข้าร่วมต้องพิจารณาด้วยความอดทน มีเหตุผล และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก มากกว่ายึดความต้องการในทางการเมือง การพูดคุยที่จะเกิดขึ้น สนับสนุนให้ใช้การถ้อยทีถ้อยอาศัย และลดราวาศอกกัน ไม่ใช่คุยกันบนฐานข้อเรียกร้องของม็อบเยาวชนเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า กรณีกลุ่มม็อบออกมาชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าโดนกดทับมานาน โดนอำนาจนิยมมานาน โดยเฉพาะน้องนิสิตนักศึกษาที่มองไม่เห็นอนาคตตัวเอง เขาคงออกมาสู้จนกว่าจะเห็นอนาคตตัวเอง &amp;nbsp;อยากถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่า ที่บอกว่าถอยกันคนละก้าว เพราะสถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเหมือนกาต้มน้ำที่กำลังเดือด และไม่มีรูระบายให้อากาศมันจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นคงไม่มีความจำเป็นที่จะให้ประเทศไทยจะต้องไปอยู่ในลักษณะนั้น ต้องถอยคนละก้าวกันจริงๆ
สมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า เป็นเพียงการยอมรับแบบเสียไม่ได้ ทั้งนี้ ประชาชนหวั่นใจว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนคณะกรรมการปรองดอง แห่งชาติหลายชุดที่มีการตั้งมาก่อนหน้านี้ มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะใช้ชุดคณะกรรมการดังกล่าวซื้อเวลาและหวังหลอกประชาชนว่ารัฐบาลตั้งใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า บทเรียนตั้ง คกก.สมานฉันท์นั้น ตลอดเวลากว่า 10 ปีมานี้ คำว่าสมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย คำว่าปรองดอง แปลความว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกัน เพราะไม่เคยมีอยู่จริง ปัญหาของชาติที่ผ่านมา การตั้ง คกก.สมานฉันท์กี่ยุคสมัยนั้น ไม่เคยนำมาแก้ไขปัญหาชาติได้แม้แต่เพียงครั้งเดียว หากการตั้ง คกก.สมานฉันท์มีผลรูปธรรมแล้ว ประเทศนี้สมานฉันท์กันมานานแล้ว แต่ตลอดเวลาประเทศไทยกลับอยู่ในวังวน อยู่กับการตั้งกรรมการสมานฉันท์ เมื่อศึกษาครบถ้วนแล้วไม่มีใครเอามาทำแม้แต่รายเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวเช่นกันว่า เชื่อว่าจะเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะหากมีการประมวลข้อเสนอแนะจากพรรคฝ่ายค้านที่มีการนำเสนอในการอภิปรายในสภาจากการเปิดประชุมสมัยวิสามัญที่ผ่านมา เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อออกแบบโครงสร้างและรูปแบบวิธีการทำงานของคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ว่า สถาบันพระปกเกล้าในฐานะเป็นหน่วยงานกำกับของประธานรัฐสภา มีหน้าที่หาคำตอบให้กับสภาเท่านั้น ไม่ได้เป็นฝ่ายดำเนินการเองทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างคิดค้นโครงสร้างที่เหมาะสม โดยเฉพาะโครงสร้างกรรมการปรองดองในอดีต และข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายหาทางออกร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 26-27 ต.ค.ที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง ก่อนจะรวบรวมเสนอต่อประธานรัฐสภาอย่างเร็วสุด 2 พ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยจะเสนอให้เห็นว่าโครงสร้างแต่ละโครงสร้างมีข้อดีข้อเสีย และข้อจำกัดอย่างไรบ้าง รวมถึงข้อห่วงใยของสถาบัน แต่ยอมรับว่ายังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการไปถึงจุดไหนอย่างไร ดังนั้นสถาบันออกแบบได้เพียงโครงสร้างและวิธีการทำงานในเชิงหลักการวิชาการเท่านั้น รวมถึงรวบรวมประสบการณ์จากต่างประเทศมานำเสนอด้วย ส่วนโครงสร้างกรรมการชุดนี้จะมีองค์ประกอบใดบ้าง เป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาต้องกลับไปหารือผู้เกี่ยวข้อง สถาบันพระปกเกล้ามีหน้าที่เสนอทางเลือกต่างๆ ให้เท่านั้น&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนที่นายชวนเสนอให้มีทุกฝ่ายเข้าร่วมเป็น กก.ปรองดอง นายวุฒิสารเห็นว่า โดยหลักการแล้วสถานการณ์ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องมีพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายได้รับฟังกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เงื่อนไขสำคัญของการออกแบบโครงสร้างคือ ทำแล้วต้องให้มีความเชื่อมั่นว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง สถาบันพระปกเกล้ามีความพยายาม ตั้งใจดำเนินการตามที่จะได้รับมอบหมายให้รอบคอบที่สุด ไม่ใช่หน่วยงานที่ไปซื้อเวลา ยอมรับว่ามีความกดดัน แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในสังคมที่จะต้องทำให้เกิดอนาคตที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ให้ความขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติ และทุกฝ่ายต้องใช้ความอดทน สติ ระงับตัวเองไม่ให้สร้างความรุนแรง เพื่อปกป้องไม่ซ้ำรอยเหมือนในอดีต ยอมรับว่าคือการสร้างความมั่นใจกับทุกฝ่ายว่าจะให้เกิดความเชื่อมั่นได้อย่างไร. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82324</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พนิต วิกิตเศรษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิษณุ เครืองาม, วุฒิสาร ตันไชย, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อนุชา บูรพชัยศรี, เสรี สุวรรณภานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201030/image_big_5f9c259ab118c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานันท์:ผิดมา7ปีแล้ว ชี้&#039;ประยุทธ์-ม็อบเด็ก&#039;พูดคนละภาษา/&#039;พระปกเกล้า&#039;หนักใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ปัดข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ พูดชัดไม่มีปฏิวัติ &amp;quot;ชวน&amp;quot; ยัน กก.สมานฉันท์ไม่ใช่ซื้อเวลา วอนทุกฝ่ายเข้าร่วม &amp;quot;พปชร.-ปชป.&amp;quot; หนุนตั้ง กก.สมานฉันท์ &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ย้อนถามรายงาน กก.ปรองดองชุด คสช.อยู่ที่ไหน &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; ย้ำเงื่อนไข &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ลาออก สถาบันพระปกเกล้าคาดส่งโครงสร้าง กก.ปรองดองให้ประธานรัฐสภาได้ 2 พ.ย.นี้ รับหนักใจหวั่นซ้ำรอยเดิม มีเรื่องสถาบันหลักเข้ามาเกี่ยวข้อง &amp;ldquo;อานันท์&amp;rdquo; โผล่ชี้ม็อบเด็กเทียบไม่ได้กับยุคตุลา แค่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ซัดรัฐบาลผิดมา 7 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) วันที่ 29 ตุลาคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอทางออกประเทศให้ปฏิวัติ ถวายคืนพระราชอำนาจ เปิดทางตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่า ไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติ เมื่อถามว่าเหมาะสมหรือไม่ที่มีข้อเสนอดังกล่าวมาออกมาช่วงนี้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ตนไม่ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงการเดินทางมากระทรวงดีอีเอสว่า ไม่ได้มามอบหมายอะไรเป็นพิเศษกับดีอีเอส เป็นเพียงการตรวจการปฏิบัติงาน ส่วนผู้ชุมนุมใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นสื่อหลักรวมพล จะกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขาติดตามอยู่แล้ว และเมื่อถามถึงที่หลายกระแสระบุว่าภาครัฐยังเข้าถึงโซเชียลไม่เท่ากับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น พล.อ.ประวิตรย้อนถามสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo;คุณรู้ได้อย่างไร ผมเข้าถึง เข้าถึงมากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงข้อเสนอนายสนธิ โดยหัวเราะแล้วกล่าวว่า &amp;quot;ไม่กล้ามองเรื่องนี้ และไม่ทราบเรื่องว่ามีข้อเสนออย่างไร ถ้าเขาพูดให้ไปถามเขา เพิ่งทราบจากคำถามนี้แหละ และไม่เคยได้ยินข้อเสนอนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุยังกล่าวถึงข้อเสนอการตั้งกรรมการปรองดองสมานฉันท์เพื่อหาทางออกร่วมกันผ่านกลไกรัฐสภาว่า ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ส่วนการเสนอให้สถาบันพระปกเกล้าเข้ามาเป็นตัวกลาง และให้ตัวแทนผู้ชุมนุมเข้าร่วมด้วยหรือไม่นั้น อยู่ที่นายชวนจะกำหนดรายละเอียด ซึ่งต้องมาจากข้อเสนอแนะของ ส.ส. และ ส.ว. และเห็นพ้องกันทุกฝ่าย ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการโยนให้ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นอำนาจของประธานรัฐสภาที่จะดำเนินการ เนื่องจากเคยทำแล้วสมัยนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานรัฐสภา และตั้งนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี เป็นประธานมาแล้ว
วอนทุกฝ่ายร่วม กก.สมานฉันท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ได้มอบให้ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ ประสานไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อสอบถามถึงการบรรจุระเบียบวาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ญัตติในวาระรับหลักการ ว่าจะให้รอพิจารณาไปพร้อมกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์หรือไม่ เท่าที่ทราบบางพรรคบอกว่าสมควรรอ บางพรรคบอกว่าขอนำกลับไปหารือในพรรคก่อน แต่ยังไม่มีพรรคใดปฏิเสธว่าไม่สมควรรอร่างไอลอว์ ขณะนี้ยังมีเวลาประสานงานอยู่ เพราะสภากว่าจะเปิดประชุมจริงๆ คือวันที่ 4 พ.ย. แต่ถ้าจะรอพิจารณาไปพร้อมกับร่างของไอลอว์ต้องรอหลังจากวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งคาดว่าน่าจะชัดเจนออกมาในช่วงวันที่ 13-17 พ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อหาทางออกประเทศ ที่นายกฯ มอบให้รัฐสภาเป็นผู้รับผิดชอบว่า ได้ประสานไปยังเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแล้ว เพื่อให้ไปศึกษาและกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดยสถาบันต้องไปคุยกับผู้ที่เสนอให้ตั้งกรรมการว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร จะได้รู้แนวทางในการตั้งว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง ส่วนตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธานค่อยว่ากันทีหลัง ขอให้ได้รูปแบบก่อน แต่เรามีคนที่มีความรู้และมีประสบการณ์อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเป็นการซื้อเวลานั้น นายชวนย้อนถามกลับว่า ใครซื้อ ใครเป็นคนขาย เรื่องนี้ไม่ขอวิจารณ์อะไร แต่ทุกคนต้องทำหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบของตัวเอง และอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด อย่าเพิ่งไปมองว่าเป็นฝ่ายค้านหรือนักศึกษา อยากให้มองภาพรวมว่าทุกคนที่มีบทบาท มีความรู้ความสามารถ และมีประโยชน์ก็ควรเข้ามาร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต 2 ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร รวมทั้งคณะรัฐมนตรี มีความจริงใจที่จะร่วมแก้ปัญหากับทุกฝ่าย ทั้งนี้ขอให้ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นถึงความตั้งใจจริงนี้ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนแนวทางการจัดตั้งกรรมการปรองดองสมานฉันท์เพื่อหาทางออกร่วมกันผ่านกลไกรัฐสภา ฝ่าวิกฤติประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พปชร.พร้อมสนับสนุนแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คาดว่ารัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนในเดือน พ.ย.นี้&amp;quot; น.ส.พัชรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เรื่องตั้ง กก.สมานฉันท์ว่า ได้รับเสียงตอบรับเห็นพ้องจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี มีเจตนารมณ์คือ ต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ การพูดคุยเพื่อแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันจากทุกฝ่ายจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศ
เชื่อหาทางออก ปท.ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ห่วงว่าฝ่ายค้านและฝ่ายผู้ชุมนุมจะไม่เข้าร่วมใน กก.ชุดดังกล่าว นายราเมศกล่าวว่า ไม่อยากให้คิดไปก่อนล่วงหน้า เพราะจากการพูดคุยกับหลายคนที่อยู่ฝ่ายค้าน ก็เห็นด้วยที่จะเข้ามามีส่วนร่วม เชื่อว่าตัวแทนผู้ชุมนุมจะส่งตัวแทนมาร่วมด้วย การตั้งต้นด้วยการยึดประโยชน์ของประเทศเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ มาช่วยกันคิด ร่วมกันทำ เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้วจะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. กล่าวว่า ถ้าแนวความคิดการตั้ง กก.สมานฉันท์ได้รับการตอบรับจากทุกฝ่าย จะเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศ แต่เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีแล้วว่าไม่เห็นด้วย เป้าหมายของพรรคร่วมฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการ คือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งสถานเดียว จึงทำให้หนทางความสำเร็จของ กก.สมานฉันท์เพื่อหาทางออกให้ประเทศดูริบหรี่และเลือนรางขึ้นมาทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การตั้ง กก.สมานฉันท์เป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรืองอำนาจ มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตรเรียกทุกกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง และประชาชนในหลายพื้นที่มาให้ข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานสร้างความสามัคคีปรองดองก่อนจะสรุปความคิดเห็นร่างสัญญาประชาคม อยากทราบว่ารายงานฉบับนั้นอยู่ที่ไหน เพราะครั้งนั้นใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดทำ จึงเป็นการใช้งบประมาณที่สูญเปล่ามาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะต่างกัน เพราะหลักเกณฑ์อะไรก็ไม่มี จะไปเชิญกลุ่มไหนมาก็ไม่ชัด แล้วจะใช้อะไรเป็นแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้ง&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู รองหัวหน้าพรรค พท.กล่าวว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำประเทศ คือตัวนายกฯ หนทางเดียวในขณะนี้คือต้องยอมรับถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาต้องแก้ให้ถูกจุด ตัวนายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
ย้ำนายกฯ ต้องลาออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึงข้อเสนอการตั้ง กก.สมานฉันท์ว่า ต้องขอดูรายละเอียดกรรมการ สัดส่วน จุดประสงค์ เนื้อหาเป็นอย่างไร ต้องพูดคุยกันเยอะ ทำด้วยความระมัดระวัง ต้องดูองค์ประกอบ แก้ปัญหาให้บ้านเมืองจริงหรือไม่ หรือเพิ่มความขัดแย้งประวิงเวลาอย่างที่เคยมีมา ถ้ายื้อเวลาหรือยื้ออำนาจเราก็ไม่ต้องการให้คณะกรรมการนี้เป็นเครื่องมือ ต้องพิจารณาอย่างประณีตถี่ถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ ครม.ไม่ควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ผูกติดของการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ขาดความชอบธรรมในการเข้ามีส่วนการปรองดองไปแล้ว การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ อันดับแรกคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก และเปิดทางการสรรหาคนที่จะมาเป็นนายกฯ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าวว่า การตั้ง กก.สมานฉันท์ชุดนี้ต้องไม่ใช่การตั้งเพื่อยืดอายุและซื้อเวลาให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต้องเป็นไปเพื่อปลดล็อกความขัดแย้งในสังคม ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องปลดล็อก พล.อ.ประยุทธ์ออกจากการเป็นนายกฯ ก่อน เพราะหากไม่ปลดล็อกจะไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมขณะนี้ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า เห็นด้วยกับหลักการกลัดกระดุมเม็ดแรกต้องกลัดให้ถูกจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ที่นายพิธานำเสนอ แต่เป็นการเสนอการกลัดกระดุมด้วยมือข้างเดียว ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การให้ พล.อ. ประยุทธ์ลาออกยังมีเหตุผลไม่เพียงพอ ประชาชนส่วนข้างมากทั่วประเทศอาจยังไม่เห็นด้วย การกลัดกระดุมเม็ดแรกที่จะแก้ไขปัญหาได้ต้องใช้สองมือช่วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องเริ่มจากการที่รัฐสภาร่วมกันหาวิธีทำประชามติขอความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะแก้อย่างไร แก้แค่ไหนก่อน เมื่อมีประชามติออกมาแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับตามระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งหลักในสังคมไทยจึงจะลดลงได้ กระดุมเม็ดที่ 2 คือรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติของคนไทยทั่วประเทศ และกระดุมเม็ดที่ 3 เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นายกฯ ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ ให้ได้นายกฯ ใหม่ตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง&amp;quot; นพ.ระวีกล่าว
พระปกเกล้ารับหนักใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงกรณีที่ประธานรัฐสภามอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้า พิจารณาโครงสร้าง กก.ปรองดองสมานฉันท์ว่า เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน ซึ่งได้รับมอบหมายหลัง จากนี้จะพิจารณาทำโครงสร้างเสนอกลับไปให้นายชวนพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเสนอได้ภายในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าโครงสร้างจะเป็นอย่างไร ต้องรอเสนอให้กับประธานรัฐสภาพิจารณาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า วันที่ 30 ต.ค. เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านัดหารือเป็นการภายในก่อน เบื้องต้นจะเตรียมความพร้อมและข้อมูล รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง โดยรูปแบบไม่ควรซ้ำกับกรรมการชุดต่างๆ ที่ผ่านมา เพราะไม่เคยมีฝ่ายใดนำไปปฏิบัติ แนวทางที่ทำได้คือการทำหน้าที่คนกลาง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คู่ขัดแย้งหลัก คือ รัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุม พูดคุยเพื่อตกลงและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งรูปแบบคล้ายกับการพูดคุยสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ และเชิญแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พูดคุย แต่รอบนั้นไม่ได้ข้อเสนอ เพราะเกิดการเผชิญหน้ากัน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการออกแบบ รูปแบบการทำงาน และกำหนดองค์คณะ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธการร่วมวง กก.สมานฉันท์ เพราะมองว่าซื้อเวลาให้รัฐบาลปัจจุบัน นายสติธรกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยควรฟังและพิจารณาถึงรูปแบบการทำงานก่อนประกาศจุดยืน เพราะอาจตกขบวนได้ ซึ่งยอมรับถึงความหนักใจที่สถาบันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สนับสนุน เพราะประเด็นที่ต้องหาทางออกไปไกลกว่าการขัดแย้งหรือปัญหาทางการเมือง แต่มีเรื่องของการปฏิรูปสถาบันหลักของชาติ ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ คือ กรรมการที่เกิดขึ้นต้องร่วมออกแบบ และคิดว่าจะนำปัญหาใดพูดคุยกันก่อน ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนนั้นจะพิจารณาภายหลัง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีการจัดเวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 13 &amp;ldquo;จากรุ่นแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัล เราจะลดช่องว่างการสื่อสารด้วยความจริงใจและความงามได้อย่างไร&amp;rdquo; โดยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้หลายคนเข้าใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่คนในรุ่นตนมองว่าไม่ได้ผิดปกติอะไร เพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งในระยะ 88 ปีของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในสายตาของผม พูดได้เลยว่าอันนี้เป็นข้อขัดแย้งระหว่างคนละรุ่น สำหรับผมนั้นเป็นดิจิทัล อิกนอแรนท์ เพราะไม่ได้ต้องการและไม่มีความอยากเข้าสู่ดิจิทัลเลย ถ้าเปรียบเทียบประวัติศาสตร์โลก ข้อขัดแย้งของเมืองไทยทุกสมัยเป็นข้อขัดแย้งข้อพิพาทที่ไม่ใช่ระหว่าง 2 ฝ่าย จริงๆ แล้วระหว่างคน 2 กลุ่มเท่านั้น เป็นข้อพิพาททางการเมืองโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง เป็นเรื่องส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ ความวุ่นวายในปัจจุบันจะไม่พูดถึงข้อเรียกร้องของเขา ความวุ่นวายในปัจจุบันมันอ่อนดีกรีมากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็น 14 ต.ค.16 หรือ 6 ต.ค.19 ซึ่งเป็นข้อพิพาททางด้านการเมือง ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์จบด้วยการปะทะกัน&amp;rdquo;
ผิดมา 7 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอานันท์ยังตอบคำถามผู้ร่วมสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญว่า การเขียนรัฐธรรมนูญต้องเขียนหลักการสำคัญ &amp;nbsp;แต่ของเรามีปัญหาคือเริ่มต้นจากนักกฎหมายก่อน โดยไม่ได้เน้นที่ประชาชน หมกมุ่นอยู่กับแบบฉบับหรือวิธีการเลือกตั้ง เขียนยาวละเอียดมากเกินไป และหมกเม็ดในเรื่องต่างๆ มีผลใช้เมื่อมีกฎหมายลูก โดยให้นักการเมืองเขียน ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนกฎหมายลูกเองมันจะสอดคล้องกันได้อย่างไร การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เราต้องวางหลักเกณฑ์ว่าควรให้สั้น ไม่ลงรายละเอียดมากเกินไป และต้องดูมาตราที่สร้างปัญหา ที่มีปัญหาแน่นอนคือการแต่งตั้ง 250 ส.ว. และให้อำนาจตั้งนายกฯ อันนี้ต้องออกไปแน่ๆ เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเดินขบวนเป็นสิ่งที่เยาวชนรุ่นใหม่ และเยาวชนรุ่นเก่าอย่างตนเองอยากที่จะเห็นว่าไม่มีมาตรานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป รวมทั้งมาตรา 112 คุณจะเขียนอย่างไรก็ได้ แต่จะต้องไม่เป็นคดีอาญา คือไม่มีการลงโทษ และเป็นคดีแพ่ง มีค่าปรับเท่านั้น และไม่ใช่ปรับในอัตราที่สูงเกินไป ต้องวางหลักเกณฑ์แน่นอนว่าอยากเห็นอะไร อีกหลายมาตราก็ต้องปรับปรุงกันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อีกเรื่องที่จะเป็นปัญหา ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดว่าจะทำหรือไม่ทำ เด็กยืนยันว่านายกฯ เป็นตัวปัญหา คนรุ่นใหม่มองว่านายกฯ เป็นคนเดียวที่ปลดล็อกได้ จะปลดล็อกด้วยวิธีลาออกหรือไม่ผมไม่รู้ ถ้าไม่ลาออกผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นสิทธิของท่าน แต่ต้องรู้ว่าเขาเรียกร้องอย่างนั้น ท่านฟังหรือได้ยินหรือไม่ผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเกิดจะเถียงกับเด็กรุ่นใหม่โดยอ้างกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มันไปไม่ถึงไหน เพราะเริ่มต้นมันผิดมาตลอดแล้ว มันผิดมา 7 ปีแล้ว คุณอาจไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกอย่าง แต่พยายามเข้าใจสถานะของท่านนายกฯ สถานะของรัฐบาลเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจซึ่งกันและกันก็ต้องคุยกัน ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปร่วมด้วยทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเริ่มต้นก็ผิดแล้ว เด็กมันเริ่มต้นมาตั้ง 7 ปีแล้ว ท่านนายกฯ ถามว่าผมทำอะไรผิด เป็นการพูดคนละภาษา เด็กพูดภาษาดิจิทัล แต่รัฐบาลยังพูดภาษาแอนาล็อก สงครามการต่อสู้ก็คนละสนาม เด็กเล่นสนามนี้ ผู้มีอำนาจเล่นอีกสนามหนึ่ง ผมเห็นว่าสังคมโลกเขาพูดกันว่า คุณจะมีสันติภาพไม่ได้ถ้าไม่มีความยุติธรรม และคุณจะไม่มีความยุติธรรมถ้าคุณไม่มีความจริงใจระหว่างกัน&amp;rdquo; นายอานันท์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82239</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ชัยธวัช ตุลาธน, ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, นพ.ระวี มาศฉมาดล, พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์, ราเมศ รัตนะเชวง, วิษณุ เครืองาม, วุฒิสาร ตันไชย, สมคิด เชื้อคง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์, เบญจา แสงจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9ad5ad76d24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระตุ้นองค์กรท้องถิ่นสร้างการศึกษาเองรับมือโลกป่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

13ส.ค.62-นักวิชาการระดมความคิด &amp;ldquo;การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21&amp;rdquo; &amp;nbsp;ระบบการศึกษาระดับท้องถิ่น ต้องปรับตัวรับมือ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แนะองค์กรท้องถิ่นต้องออกแบบจัดการศึกษา ที่สามารถสร้างเด็กให้มีทักษะที่หลากหลาย เรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตขีดจำกัด พร้อมกับตอบโจทย์ความต้องการท้องถิ่น ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ในชุมชน&amp;nbsp;

เมื่อเร็วๆนี้มีการเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดย มหกรรมการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 11 จ.ร้อยเอ็ด &amp;nbsp; มีวิทยากร ได้แก่ นาย.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.), นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ : กล่าว่า กพฐ. มีหน้าที่กำหนดคุณภาพการศึกษาที่เรากำหนดให้ &amp;nbsp;เน้นคุณภาพที่เกิดกับผู้เรียน แต่เราต้องรู้ก่อนว่า ในศตวรรษที่ 21 จะเกิดอะไรขึ้น &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;1. คนจะรู้หนังสือมากขึ้น &amp;nbsp;2. จำนวนคนเรียนสูงจะมากขึ้น แต่การเรียนสูงไม่ได้บ่งบอกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต เราผลิตเด็ก แต่เด็กที่เราผลิต มีทักษะการทำงานไม่เป็นไปตามที่เขาอยากได้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน &amp;nbsp;ต้องการให้คนเรียนสูงเยอะขึ้น &amp;nbsp;3 .รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการการศึกษา คนของเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผ่านสื่อออนไลน์ผ่าน 5 จี แต่สิ่งที่สำคัญสื่อเหล่านี้เด็กเราใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตัวเองได้แค่ไหน และต้องเรียนรู้อย่างถูกวิธี &amp;nbsp;4. เรียนรู้ตลอดเวลา ฯลฯ

ประธานกพฐ. &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่าเราจะปั้นเด็กไปแบบไหน ซึ่งกพฐ.ได้กำกับติดตามเด็กไปตามนโยบาย &amp;nbsp;คุณลักษณะของเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 สิ่งแรกที่เราอยากเห็นคือ &amp;nbsp; 1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยให้คล่องในระดับอนุบาล 3 มีความสามารถด้านเทคโนโลยียีดิจิตอล เราต้องการอุปกรณ์ที่เข้าถึง &amp;nbsp;4. มีความสามารถในการเรียนรู้ไผ่รู้พัฒนาตนเอง แม้สื่อดีถ้าไม่สร้างอุปนินิสัยเรียนรู้เพื่อการพัฒนา สมรรถนะของเด็กต้องดี &amp;nbsp;5. ความมุ่งมั่นมานะะอดทนเป็นตัวของตัวเอง ภารกิจหลักมีคาวามคิดอ่านด้วยเหตุผล ไม่ชักจูงได้ง่าย สู่พลเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี 6 มีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึก &amp;nbsp;7. &amp;nbsp;อยากเห็นคนไทยเป็นคนดี มีคุณธรรม และจริยธรรม 8 อยากเห็นเด็กถูกฝึกทักษะแก้ปัญหาและการตัดสินใจ เด็กจะรู้ว่าอะไรควรปรับปรุงแก้ไข 9 เด็กไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในเชิงเศรษฐกิจ อนาคตเด็กควรมีการสอนอาชีวะใน โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ ) &amp;nbsp; ถ้าเราผนวกกัน เมื่อเด็กจบแล้วมีอาชีพก็เป็นเรื่องดี &amp;nbsp;และต้องสอนในเชิงสมรรถนะ 10 อย่าทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นไทย &amp;nbsp;

ด้าน นายวุฒิสาร ตันไชย &amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp; การศึกษาระดับท้องถิ่นจะเตรียมรับมืออนาคตอย่างไร คิดว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณจัดการศึกษา ในปี 61 เราได้งบฯการศึกษากว่า &amp;nbsp;5 แสนกว่าล้านบาทเท่ากับ 4.8ของจีดีพี &amp;nbsp; สูงกว่าประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ &amp;nbsp;ดังนั้นงบประมาณไม่ใช่ปัญหา &amp;nbsp;แต่ปัญหาอยู่ที่ครูและการพัฒนาครู อีกเหตุผลหนึ่งคือ วันนี้การบริหารการศึกษาของเราติดอยู่ในกับดักเชิงโครงสร้าง การศึกษาระบบท้องถิ่นไม่ควรเดินตาม &amp;nbsp;ครูไม่ควรมีภาระงานรับผิดชอบหลายอย่างที่เกินขีดความสามารถ &amp;nbsp; ซึ่งควรทำให้ผู้ปกครองเป็นหุ้นส่วนมีส่วนช่วยครูและโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประธานสถาบันพระปกเกล้ากล่าวอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้โจทย์การศึกษาไทยไม่ใช่วัดแค่เด็กเก่ง &amp;nbsp;ชุมชนต้องสร้างตัวชี้วัดที่เป็นเป้าหมายของชุมชน &amp;nbsp;สร้างอัตลักษณ์ให้เด็กในท้องถิ่น ดังนั้น สิ่งที่การศึกษาระดับท้องถิ่นควรทำคือ 1 ท้องถิ่นควรเป็นผู้จัดการศึกษาเพราะมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว &amp;nbsp;2 .องค์กรท้องถิ่น ต้องคิดออกแบบ จัดการเรียนการสอน ค้นหาสิ่งที่เป็นข้ออ่อนของเด็ก เพื่อรีบพัฒนา &amp;nbsp;3 องค์กรท้องถิ่น ต้องจัดการเรียนการสอนให้เด็กสามารถใช้ชีวิตให้รอด เอาปัญหาของชุมชนเป็นฐานและให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตจริง ๆ 4 &amp;nbsp;.ต้องขยายความคิดปรัชญา&amp;ldquo;เอ็ดดูเคชั่น ฟอร์ ออล&amp;rdquo; คือ ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะนักเรียน แต่เพื่อทุกคน &amp;nbsp; ท้องถิ่นควรรทำเรื่องการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. เพื่อทำให้คนเกิดความรู้อยู่ตลอดเวลา &amp;nbsp; 4 การศึกษาท้องถิ่น ต้องช่วยลดความเลื่อมล้ำของคนได้ &amp;nbsp;เช่น เด็กมาจากครอบครัวยากจนแค่ไหนก็ต้องได้เรียนขั้นพื้นฐาน หรือแม้แต่เด็กต่างด้าวก็ยังได้มาเรียน ต้องบริหารจัดการให้ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สรุปคือในอนาคตชุมชนต้องรับผิดชอบต่อสถานศึกษา &amp;nbsp;ผู้เรียนในอนาคตจึงต้องมีทักษะที่หลากหลาย &amp;nbsp;ไม่ว่าสถานศึกษาแห่งไหน ต้องสามารถสร้างเด็กที่พร้อมที่จะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอนาคตเขาด้วยตัวเองได้ เด็กจึงต้องมีทักษะหลากหลายด้าน สามารถทำในสิ่งที่ไมได้เรียนมาได้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ได้ &amp;nbsp;2 . เด็กต้องมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ &amp;nbsp; เพราะทักษะด้านภาษาทำให้เขาพร้อมเปลี่ยนงานใหม่ &amp;nbsp; 3. ต้องมีทักษะทางเทคโนโลยี 4 .ทักษะการเรียนรู้ ที่สามารถเรียนรู้ผ่านอินเตอร์เน็ตได้ไม่จำกัด &amp;nbsp;อนาคตทักษะนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้อะไรก็ได้ที่เขาสนใจ 5. ทักษะการทำงานเป็นทีม &amp;nbsp; 6. ทักษะภาวะผู้นำ ถ้าเราสร้างเด็กให้มีทักษะหลากหลายได้ ก็จะทำให้ทำเกิดการคิดเชิงสร้างสรรค์ในตัวเอง และมีความกล้าแสดงออก 7 .ทักษะการแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ &amp;nbsp; 8 &amp;nbsp;ทักษะมนุษย์สัมพันธ์ &amp;nbsp;9 .ทักษะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง คนไทยอย่าเชื่อง่าย อย่าแชร์อย่างไม่มีเหตุผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายตวง อันทะไชย กล่าวว่า &amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะไม่เหมือนเดิม เพราะโลกเปลี่ยน ต่อไปยุค 5 จี ซึ่งมีทั้ง fintech / block chain /digital/ business / robot ในอนาคตเราต้องไปสร้างนวัตกรรมก็ได้แม้ไม่ต้องจบปริญญา แต่ขอให้สร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้ &amp;nbsp; ในระบบโรงเรียนเด็กๆ ต้องสังเกตตัวเองว่า เรียนอะไรแล้วชอบ เรียนไประยะหนึ่ง เมื่อค้นพบสิ่งที่ชอบ หยุดเรียนฝากหน่วยกิตไว้แล้วไปทำงานก่อนได้ &amp;nbsp;ในรูปแบบอาชีพ ดังคำพูดที่ว่า &amp;ldquo; จินตนาการสำคัญกว่าความรู้&amp;ldquo; หรือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทัศนคติสำคัญกว่าไอคิว และความฉลาด&amp;rdquo; &amp;nbsp;โลกของการศึกษาในอนาคต คือ 1 การจัดการศึกษาคือการพัฒนาและเตรียมคนให้ไปอยู่ได้ใน สังคมอินเทอร์รับชั่น &amp;nbsp; 2 .การจัดการศึกษาคือการพัฒนาคน ให้เต็มศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้เรียน &amp;nbsp; &amp;nbsp;3 .การจัดการศึกษาในความเชื่อว่าเด็กทุกคนสมารถเรียนรู้ได้ &amp;nbsp;มีความฉลาดที่แตกต่างกัน โรงเรียนจะต้องหาทางบ่มเพาะสติปัญญาหรือความฉลาดที่แตกต่างกัน โดยวิธีการที่สมดุลย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; เมื่อโลกเปลี่ยน เกิดปฏิวัติโลก เกิดระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เกิดปัญญาประดิษฐ์และการตัดสินใจ เกิดอินเตอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง การเรียนรู้ในศตวรรษใหม่ไม่ได้พูดถึงปริญญา แต่พูดถึงความเก่งในตัวเด็กแต่ละคน เราในฐานะครูผู้สอนจะทำอย่างไร &amp;nbsp;เราต้องพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ต้องถามเด็กว่าเขาจะเป็นอะไร อยากเรียนอะไร เช่น เขาอยากเป็นนักฟุตบอลก็ไม่ต้องเก่งด้านฟิสิกซ์ ชีวะ เราต้องหาศักยภาพของเด็กแล้วดึงความเก่งนั้นออกมา เราจึงต้องเปลี่ยนวิชาการ &amp;nbsp; เพราะระบบการศึกษาสร้างคนและสร้างชุมชนได้ &amp;nbsp;อย่าไปคาดหวังปฏิรูปเศรษฐกิจการเมือง &amp;nbsp;เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ &amp;nbsp;นายตวงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43321</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายตวง อันทะไชย, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, วุฒิสาร ตันไชย, องค์กรท้องถิ่นสร้างการศึกษาเองรับมือโลกป่วน, เด็กในศตวรรษที่21</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d5217fbc67d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
